การคัดกรองเงินเยียวยา 5,000 บาท อย่าโยนความผิดให้เอไอ

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n

การคัดกรองเงินเยียวยา 5,000 บาท ไม่ว่าจะใช้ระบบอะไรก็ตาม จะเป็น AI หรือ rule-based ก็ต้องใช้ข้อมูล ถ้าจะทำระบบได้ดีต้องมี Big Data จริง และที่สำคัญยิ่งต้องมีข้อมูลของแต่ละคนที่เป็น Velocity ที่ไหลต่อเนื่องเข้ามา ต้องมีข้อมูลของแต่ละคนที่ update ตลอดเวลา ดังนั้นการพิจารณากลั่นกรองโดยใช้คอมพิวเตอร์สำคัญสุดคือต้องมีข้อมูลของแต่ละรายจำนวนพอควร

ซึ่งระบบคัดกรองก็คงต้องไปเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลกรมสรรพากร ข้อมูลบัตรประชารัฐ ข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลกยศ. ข้อมูลสถาบันการศึกษา ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลกรมขนส่งทางบก คำถามที่น่าสนใจคือรัฐบาลมีการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้หมดไหม หรือข้อมูลของแต่ละคน update แค่ไหน มี velocity มาบ่อยไหม

ในฐานะที่ผมมีโอกาสทำงานพัฒนาระบบข้อมูลให้หลายหน่วยงาน เคยเห็นข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม ข้อมูลกรมพัฒนาการค้า ข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลศุลกากร และอีกหลายอย่าง ต้องยอมรับว่าบ้านเราเชื่อมโยงข้อมูลยาก แต่ก็มี Linkage center อยู่ ที่สำคัญสุดคือข้อมูลส่วนใหญ่ขาด Velocity ไม่ค่อยมีข้อมูลเข้าบ่อยนัก จึงไม่ค่อยแปลกใจเรื่องการจะได้ข้อมูลทีสมบูรณ์จริงๆว่าทำได้ยากพอควร

กรณีที่ผู้ยื่นขอเงินเยียวยาถูกปฏิเสธแล้วระบุว่า มีอาชีพอย่างอื่น ก็อาจต้องไปย้อนคิดดูว่าเขาเคยมีข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเหล่านั้นไหม ครอบครัวเคยลงทะเบียนเกษตรกรไหม เคยใช้สวัสดิการอย่างอื่นไหม หรือเคยขอเงินสวัสดิการบัตรประชารัฐแล้วกรอกอาชีพอย่างไร ก็ในเมื่อข้อมูลเก่ายังอยู่ในระบบก็ไม่แปลกที่ถูกปฎิเสธในเบื้องต้น

1__dqj-clbsydd4jfdhEWOig

ระบบคอมพิวเตอร์มันไม่ได้วิเศษอะไรมากมายหรอกครับถ้าไม่มีข้อมูล  มันทำงานตามข้อมูลที่มีอยู่ ข้อมูลที่เราไปกรอกหรือข้อมูลที่เราอัพเดท อย่าไปโทษว่าระบบเอไอคัดกรองข้อมูลแย่อย่างเดียว โปรแกรมมันก็ทำงานตามคำสั่งมนุษย์ คนต่างจังหวัดจำนวนมากเมื่อเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ทะเบียนก็ยังอยู่ต่างจังหวัดไม่เคยให้ข้อมูลใดๆว่าตอนนี้ทำอะไร บางคนญาติที่ต่างจังหวัดยังไปลงทะเบียนรับสิทธิ์อื่นๆเต็มไปหมด ทั้งเงินช่วยเกษตรกร เงินบัตรสวัสดิการประชารัฐ ทำให้ข้อมูลตัวเองไปอยู่ในฐานข้อมูลระบบอื่นๆ

หลายๆคนอาจประกอบอาชีพอิสระแต่ที่ผ่านมาก็อาจไม่เคยมีข้อมูลใดเข้าสู่ระบบของรัฐ ไม่เคยจดทะเบียนการค้า ไม่ลงทะเบียนพาณิชย์ ไม่เคยใช้ระบบออนไลน์ในการชำระเงิน บ้างก็กลัวเรื่องการจ่ายภาษี บ้างก็อาจติดปัญหาส่วนตัว สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่มีข้อมูลคนเหล่านั้นอยู่ในระบบเลย

ยิ่งถ้าเขาไม่มีข้อมูลอื่นๆในระบบเลย ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ระบบจะตอบกลับมาว่าไม่มีข้อมูล จะให้พิจารณาเฉพาะเอกสารที่กรอกคงไม่พอ ต้องหาข้อมูลในระบบอื่นมายืนยัน เพื่อความถูกต้อง ต้องเห็นใจระบบของรัฐที่ไม่มีข้อมูลของกลุ่มคนอาชีพอิสระจำนวนมากที่ต้องการเยียวยา หลายคนไม่เคยอยู่ในระบบภาษี ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม หรือระบบสวัสดิการอื่นๆ จึงไม่แปลกใจที่ได้คำตอบว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ดังนั้นอย่าโยนความผิดให้เอไอเลยครับ บางครั้งก็เป็นความผิดที่คนละครับ อาจผิดพลาดทั้งภาครัฐและตัวเราเอง ถ้าสังคมโปร่งใส มีข้อมูลทุกอย่างถูกต้องมาตลอด เราเองเข้าระบบเปิดเผยข้อมูล ข้อมูลภาครัฐก็จะแม่นยำ ภาครัฐเองก็อาจต้องรวบรวมข้อมูลบ่อยๆอย่างต่อเนื่อง

เมื่อไม่มีข้อมูล สุดท้ายแล้วการตรวจสอบที่ถูกต้องก็ต้องเปลี่ยนจากระบบคอมพิวเตอร์มาเป็น manual ใช้คนเข้ามาตรวจสอบ สัมภาษณ์ ดูสถานที่จริง เหมือนเวลาธนาคารที่จะปล่อยสินเชื่อคนบางกลุ่มก็ต้องใช้วิธีนี้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆแค่ไหน สุดท้ายแล้วเราก็สามารถช่วยคนเดือดร้อนจริงที่ถูกปฏิเสธถ้าเปลี่ยนระบบเอไอตามที่เลือกมาใช้คนประเมินแทน

สุดท้ายหลังจากงานนี้ เมื่อเรามีรายได้ กลับเข้าทำงาน ทุกคนก็ต้องควรเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลงทะเบียนตามอาชีพจริง ชำระภาษีให้กับรัฐบาลให้ครบถ้วน ถ้าเราหวังว่าจะให้ประเทศช่วยเรา เราก็ต้องทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศเช่นกัน อย่าเพียงแต่หวังให้ประเทศช่วยเรายามที่เราเดือดร้อน

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

วิกฤติ COVID-19 สู่การเรียนออนไลน์ กลายเป็นตัวเร่งให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดตัวเร็วขึ้น

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n

ก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เรามักจะพูดกันเสมอว่ามหาวิทยาลัยจะถูก Disrupt จากเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งถ้าเราแปลคำว่า Disruption ง่ายๅก็อาจหมายถึงการหยุดชะงักหรือการถูกทำลายออกไป นอกจากนั้นก็มีผลมาจากการที่จำนวนนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อมีจำนวนลดลง ประกอบกับสถาบันการศึกษามีจำนวนมากเกินไปและหลายหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

ในนปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลายๆมหาวิทยาลัยได้เห็นตัวเลขของการรับนักศึกษาตามระบบ TCAS ทั้งสองรอบแล้ว ก็เริ่มมีความเป็นห่วงต่อจำนวนตัวเลขนักศึกษาที่สมัครและตอบรับเข้ามาที่ชัดเจนว่ามีจำนวนลดลงอย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบในหลายๆด้าน อาทิเช่น

  • บางมหาวิทยาลัยหลายคณะหรือสาขาวิชามีผู้สมัครจำนวนน้อยกว่าปีก่อนๆมากจนไม่มั่นใจว่าจะมีจำนวนที่เหมาะสมกับการสอนไหม
  • คณะหลายคณะในมหาวิทยาลัยบางแห่งมีรายได้หลักมาจากเงินรายได้ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งก็อาจมีผลต่อเงินเดือนและค่าใช้จ่ายของบุคลากร

มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีการประชุมกันเพื่อหาแนวทางอยู่รอดในระยะยาว มีการปรับหลักสูตร การเตรียมความพร้อมสู่ระบบออนไลน์ การสอนสำหรับผู้เรียนในวัยทำงาน แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงหรือ Digital Transformation ในช่วงก่อน COVID-19 ยังไม่มีพลังพอ การขับเคลื่อนก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะบุคลากรจำนวนหนึ่งยังอยู่ใน Comfort Zone และยังคิดว่าอีกนานหลายปีกว่า Digital disruption จะมาถึง

ทันทีที่มหาวิทยาลัยต้องปิดเพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 และหลายแห่งเริ่มเปิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงการทดแทนการสอนในรูปแบบเดิมๆเพียงชั่วคราว แต่จริงๆแล้วถ้าคิดกันว่าวิกฤตินี้กำลังทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล และ COVID กำลังกลายเป็นตัวเร่งทำให้ทุกองค์กรต้องทำ Digital Transformation ภาคบังคับและกำลังทำให้โลกหลังยุคโควิด ซึ่งอาจเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหลายๆอย่างอาทิเช่น

  • ออฟฟิศที่ทำงานจะไม่เหมือนเดิม
  • คนทำงานจะต้องมีทักษะและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไป
  • อาชีพบางอย่างอาจจะหายไป
  • การเรียนการสัมมนาจะมุ่งสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น
  • ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบริการด้านดิจิทัลจะเติบโตขึ้น
  • การใช้เทคโนโลยีเอไอจะแพร่หลายมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะยิ่งมีผลกระทบอย่างมากถ้าวิกฤติ COVID-19 ลากยาวไปอีกหลายเดือน ยิ่งถ้าเรายังไม่สามารถหาวัคซีนมารักษาและเรื่อง Social distancing ยังมีความสำคัญ คนยังต้องใช้ชีวิตออนไลน์ การเรียนการสอนยังอยู่ในรูปออนไลน์ ทุกคนก็จะมีคามคุ้นเคยกับชีวิตออนไลน์และจะทำให้สุดท้ายแล้วมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อน  COVID-19 กำลังเป็นตัวเร่งทำให้มหาวิทยาลัยถูก Disrupt เและเราอาจเห็นหลายๆมหาวิทยาลัยหรือหลายสาขาจะต้องปิดตัวเร็วๆนี้

92109976_1689653821181951_7000020471630528512_n

หลังยุค COVID ออฟฟิศและรูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนเดิม ความต้องการคนในการทำงานจะมีน้อยลง คนทำงานจะต้องมีทักษะเชิงดิจิทัล มีความสามารถเฉพาะบางด้าน อาชีพหลายอาชีพจะเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญสุดคือสำหรับหลายๆบริษัทใบปริญญาของคนทำงานจะเริ่มไม่มีความหมาย แต่ต้องการคนทำงานได้จริง สามารถเข้าใจรูปแบบการทำงานแบบใหม่ จะเรียนจากที่ไหนก็ได้ และต้องพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลาซึ่งอาจเป็นการเรียนก็อาจต้องเรียนออนไลน์

ผู้เรียนเองที่ต้องมาเรียนออนไลน์ในมหาวิทยาลัยก็จะเริ่มมีคำถามว่า ทำไมต้องมาเรียนออนไลน์กับมหาวิทยาลัยนี้ ในเมื่อโลกออนไลน์สามารถเรียนที่ไหนก็ได้ หลักสูตรไหนก็ได้ หรือเรียนกับผู้สอนคนไหนก็ได้ ในเมื่อสอนออนไลน์เหมือนกันลดการเดินทาง ผู้เรียนย่อมเลือกเรียนในสถาบันซึ่งสอนออนไลน์ได้ดีที่สุด และเผลอๆอาจเรียนหลายๆหลักสูตรพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยแห่งเดียว ยิ่งผู้ประกอบการมีความต้องการคนทำงานที่มีทักษะจริงมีความรู้จริง ผู้เรียนก็ยิ่งต้องขวนขวายหาความรู้อย่างจริงจัง อาจต้องการประกาศนียบัตร (Certification) จากสถาบันขั้นนำมากกว่าการเรียนเพื่อเอาเกรดแบบเดิมๆ

สาขาที่จะอยู่รอดได้ก็คือสาขาที่ยังมีความต้องการสูงหรือสาขาที่สามารถรองรับการทำงานในอาชีพใหม่ๆหลังยุค COVID ได้ รวมถึงสาขาที่ไม่สามารถทำการเรียนการสอนออนไลน์ได้เนื่องจากมีวิชาปฎิบัติการ เช่นสาขาทางวิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์เกษตรศาสตร์​หรือด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องการลงมือปฎิบัติจริง

ส่วนสาขาที่สามารถสอนออนไลน์ได้จะมีการแข่งขันสูง มหาวิทยาลัยจะแข่งขันแบบไร้พรมแดน ต้องสู้กับหลักสูตรออนไลน์ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาทั่วโลก มหาวิทยาลัยใดมีรูปแบบการสอนออนไลน์ได้ดีกว่า มีชื่อเสียงที่ดีกว่า มีผู้สอนที่มีความโดดเด่นย่อมจะได้เปรียบ

รายได้ของมหาวิทยาลัยก็จะน้อยลงเนื่องจากหลายหลักสูตรจะเป็นการสอนออนไลน์ ไม่สามารถจะเก็บค่าธรรมเนียมเท่าเดิมได้ รูปแบบการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยจะไม่เป็นเช่นเดิม บุคลากรสายสนับสนุนจำนวนมากก็อาจมีภาระงานที่น้อยลงและต้องการทักษะดิจิทัลมากขึ้น อาจารย์ที่อยู่ในสาขาที่ต้องสอนออนไลน์แล้วไม่สามารถพัฒนารูปแบบการสอนหรือเพิ่มความรู้ใหม่ๆได้ก็อาจประสบปัญหาในการสอน

การเข้าสู่ยุค COVID ทำให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ในช่วงนี้มหาวิทยาลัยอาจต้องปรับตัวเองเข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล และอาจต้องพัฒนาการเรียนการสอนแบบบริษัท Start-up ด้วยรูปแบบการทำหลักสูตรหรือการสอนแบบ MVP (minimum viable product) กล่าวคือไม่จำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีหรือเนื้อหาหลักสูตรทุกอย่างที่สมบูรณ์ตั้งแต่ตอนเริ่มการสอนเลย แต่ปรับตัวไปเรื่อยๆทั้งเนื้อหาเทคโนโลยีที่ใช้ และรูปแบบการสอน อะไรที่ผิดพลาดก็ปรับเปลี่ยน  อะไรที่ดีก็ต้องทำต่อ ให้หลักการ Fail fast learn fast กล่าวคือหากผิดพลาดก็ให้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว

ในระยะยาวมหาวิทยาลัยต้องคิดที่จะปรับเปลี่ยน ทำองค์กรให้เล็กลงให้มีความคล่องตัว ปรับกฎระเบียบ ต้องคิดทุกอย่างโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลก่อน (Digital First) เว้นแต่ไม่สามารถใช้ดิจิทัลได้ค่อยกลับมาสู่รูปแบบเดิม

วันนี้ไม่ใช่วันแห่งการรอคอยว่าเมื่อไรรูปแบบเดิมจะกลับมา เพราะไม่น่าจะมีอีกแล้ว วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ องค์กรต่างๆต้องคิดและวางแผนโดยทันที เราคงรอไม่ได้จึงต้องเริ่มหา Product และ Services ใหม่ๆเพื่อรองรับยุค Post-COVID ที่ได่เริ่มแล้ว

ผมเชื่อครับสหลายๆมหาวิทยาลัยคงปรับตัวไม่ได้ สุดท้ายก็จะเจอปัญหาเรื่องกระแสเงินสดจากการที่นักศึกษาน้อยลง มหาวิทยาลัยรัฐเองหลายแห่งก็จะถูกตัดงบประมาณไปใช้ในเรื่องที่จำเป็นมากกว่า งบประมาณที่มีจำกัดในอนาคตคงต้องใช้เพื่อให้เป็นการสร้างบุคลากรของชาติที่ตรงกับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป สุดท้ายคงจะไม่แปลกใจละครับว่าวิกฤติ COVID-19 คงจะทำให้มหาวิทยาลัยหรือคณะหลายแห่งต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ไม่เว้นแม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

สรุปการเสวนา “Planning for the Post-COVID era”

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีร่วมกับบริษัท Optimus (Thailand) ได้จัดงานเสวนาออนไลน์หัวข้อเรื่อง “โลกหลังยุคโควิด (Post-COVID era) จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องมีการวางแผนอย่างไร” โดยได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาหลายท่านคือ

  • คุณปฐม อินทโรดม : กรรมการ Creative Digital Economy, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ : ประธานบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณทินกร เหล่าเราวิโรจน์ : นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI)
  • คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทค อี-บิสิเนส เซ็นเตอร์

92240228_1690326267781373_6647085777509416960_n

และมีผมเข้าร่วมการเสวนาด้วยโดยทางสถาบันไอเอ็มซีได้ทำการบันทึกวิดีโอการเสวนาและเผยแพร่ทาง YouTube channel ของ IMC Institute ไว้ตาม Link นี้

ในการเสวนาผมได้เริ่มต้นให้เห็นภาพในอดีตตั้งแต่วิกฤติการระบาดของไข้หวัดสเปนปี 1918 วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (Great depression) ปี 1929 ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกจนมาถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1939-1944 และเราก็เห็นได้ว่ามียุคก่อนและหลังสงคราม วิกฤติโควิดครั้งนี้เราอาจจะเจอทั้งด้านการระบาดของโลกและเศรษฐกิจตกต่ำ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล จึงจะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งสำคัญทั้งในยุคก่อนและหลังโควิด

คุณปฐม อินทโรดม บอกว่าเราคงต้องเรียนรู้ที่อยู่กับโรคระบาด แล้วต้องเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำการ Transform เป็นภาคบังคับ แต่น่าเสียดายที่ว่าระเบียบและกฎระเบียบข้อบังคบบางอย่างยังไม่ได้แก้ไข ทำให้ไม่สามารถไปดิจิทัลได้เต็มร้อย การประชุมออนไลน์เต็มร้อยอย่างถูกกฎหมายไม่ได้ เรายังต้องเซ็นเอกสารเป็นกระดาษอยู่ ตอนนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงในสามกลุ่มแล้วคือ 1) กลุ่มธุรกิจที่เป็นFull digital ตอนนี้พร้อมและมีโอกาสที่โตเต็มที่ 2) กล่มธุรกิจที่เป็น Hybrid ที่เป็น Digital Product แต่การทำงานยังเป็น Physical วันนี้ต้องปรับตัว 3) กลุ่มธุรกิจที่เป็น Physical ทั้ง Product และ Process ก็คงต้องถึงเวลาที่จะต้องปรับตัวเองเป็นแบบ Direct to customer

คุณทินกร เหล่าเราวิโรจน์ ที่ได้ร่วมเสวนาได้เขียนสรุปการบรรยายใน Facebook ส่วนตัวไว้ดังนี้ สถานการณ์ Covid ว่าเราทุกคนต้องปรับตัวยังไง?

  • เริ่มต้นคือต้อง Think the Unthinkable คิดสิ่งที่คาดคิดไม่ถึงให้ได้ อย่ามัวแต่ไปหวังว่าจะกลับไปเหมือนเดิม เพราะ “สิ่งเดิม” จะไม่กลับมาอีกแล้ว
  • ถัดไปคือเราจะแบ่งชีวิตข้างหน้าออกเป็น 2 ยุค คือ ยุคโควิด และยุคหลังโควิด (ซึ่งยุคโควิดจะนาน 1-2 ปี ไม่ใช่สั้นๆแค่ 1-3 เดือน)
  • ในยุคโควิด สิ่งที่เราจะต้องเจอ คือ
    1. Fail ยอมรับเสียเถอะ กิจการจำนวนมากจะ “ไม่ได้ไปต่อ” ไม่ใช่เพราะเราไม่ดี ไม่เก่ง แต่เก่งแค่ไหนก็ไม่รอด เช่น คนในธุรกิจโรงแรม หรือคนขับแท็กซี่ คนเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีทางได้กลับมาทำอาชีพเดิม (อย่ารอนะครับ รีบเปลี่ยนอาชีพนะ)
    2. Fear พวกเราทุกคนจะอยู่กับความกลัว แต่จะมีพวกเราบางคนฉลาดพอที่จะรู้ว่า “โอกาส” ก็ยังคงมีในภาวะความกลัว อย่างที่จะเห็นว่า หน้ากาก, แอลกอฮอล์, ตัววัดอุณหภูมิ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเดี๋ยวจะได้เห็นอีกหลายๆอย่างตามมา เพื่อตอบโจทย์ “ความกลัว”
    3. Fun คนไทยยังไงก็หาความสนุกได้ตลอด “เจนค่ะๆ หนูมากับ… และมากับ…” หรือเกมส์ออนไลน์ก็จะมีผู้เล่นมากมายมหาศาล เพราะคนมีเวลาอยู่บ้าน และไม่รู้จะทำอะไร

คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ ก็ได้เขียนสรุปการบรรยายใน Facebook ส่วนตัวไว้ว่า

“เราต้องสู้ให้รอด จะปรับเปลี่ยน พลิกแพลง หมุน กระโดด เหาะ ล้ม ตีลังกา เอาให้รอด ผ่านพ้นไปให้ได้ปีนี้ อย่าประมาท เหมือนที่เราประมาทมาแล้วว่า โรคระบาด จะไม่อยู่ใน -แผนบริหารความเสี่ยง- ของธุรกิจเรา”
————————————————
1.) จงอยู่กับมันและ Move on with “Your value” โดยการ “Hack โอกาสออกมา มันหายาก แต่ก็จงแงะมันให้เจอ
.
ต้องกลับมาดูว่าธุรกิจเราในระหว่างไปต่อไม่ได้นี้ ให้ไปหาช่องทางธุรกิจเสริม พอเรื่องซา ค่อยกลับมาทำต่อ ซึ่งการหาช่องทางธุรกิจเสริม ต่อยอดนั้น ต้อง X-ray ตัวเราก่อนว่าเรามีดีอะไร ทีมงานมี value add-on ร่วมกันอย่างไร จับทิศทางให้ได้ และคุณจะรอดไปด้วยกัน เช่น มีบริษัทขาย Gadgets IT online มองหาลู่ทางขายเครื่องสำอางค์ออนไลน์ เพราะตัวเองมี Core value ด้าน sourcing + e-Commerce + logistics & supply chain หรือ บริษัทขายน้ำหอม ก็มาทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือขาย แต่อย่าขายเบ็ดตกปลาตอนนี้ เพราะคนอยู่บ้าน ไม่ออกไปตกปลา จงขายในสิ่งที่ Demands มีด้วย เป็นต้น
.
2.) Go “Online” ในทุกๆธุรกิจ ทุกๆธุรกิจต้องมีคน “Digital Skill”
.
สกิลนี้ไม่ใช่สกิลใหม่อะไร แต่ใหม่มากกับ Graduate students ตอนนี้ เพราะมีไม่กี่สถาบัน/มหาวิทยาลัยที่ผลิต ซึ่งเป็นสกิลที่ผู้ประกอบการ และบริษัทองค์กรน่าจะอยากได้มากที่สุด ขอแนะนำให้ทุกคนที่ว่างตอนนี้ หาเรื่องนี้มาศึกษา เข้าใจศัพท์ Digital 101 เข้าใจ e-Commerce ลงมือซื้อ Ads ออนไลน์ “Up skill” ตัวเอง เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน จะคิดว่าแค่ที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะการมี Digital skill ติดตัวนี้สามารถไปประยุกต์ได้กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การสร้าง Start-up ของตัวเอง ไปจนถึงการเป็น Management trainee หรือไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้จัดการ ผู้บริหารของหลายๆองค์กรได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีสกิลนี้ค่ะ
หากสนใจติดปีกสกิล Digital แนะนำให้อ่านรายละเอียดโครงการ The Digital Work ที่ TeC ทำ Cultivation Program นี้อยู่ >> https://www.tec.work/thedigitalwork
.
3.) e-Lean business concept กลับมาฮิตอีกครั้ง
.
Lean คือการกำจัดอะไรที่ waste ในธุรกิจ พูดให้เห็นภาพง่ายๆคือการลดความอ้วน ตุ๊ต๊ะ เปลืองงบประมาณ ค่าใช้จ่ายของธุรกิจนั่นเอง หลักการ Six Sigma แม้ว่าเรียนได้ Green belt มา จะบอกว่าได้ใช้มากๆก็งานนี้ค่ะ ซึ่งประเด็นคือเราจะไม่ใช่การ Lean แบบโรงงาน หรืออุตสาหกรรม แต่เราจะ Lean แบบ e-Lean คือลดความอ้วนด้วยการ Go Online, Go Digital, Go Result-oriented (Tracking results)
.
เช่น เราต้องทำงานผ่าน Collaboration tool เช่น Teamwork, Facebook Workplace, Dingtalk, Ansana และอีกมากมาย จะเริ่มเห็นแล้วว่าใครเก่ง ใครขี้เกียจ ใครขยัน ใครอู้ Report Tasks มันฟ้องได้หมด อีกทั้งหลังจากยุคหลัง COVID-19 ตำแหน่งที่เราจะมองว่าไม่จำเป็นคือ Office Admin เราเอาหน้าที่การสั่งซื้อสินค้านี้ไปให้ Jobs function อื่นทำก็ได้ เช่น เลขา/HR/IT support หรืออื่นๆ เป็นต้น การมีคน 1 คน ที่ทำ Function เดียวเดิมๆ และไม่ Multi-tasking แบบออนไลน์สไตล์ ผู้ประกอบการหรือบริษัทฯ จะเริ่มตระหนักและตัดคนเหล่านี้ออกไป โดยเฉพาะคนที่ Not-perform นี่คือในมุมการจัดการคน แต่ในมุมของค่าใช้จ่าย Fixed cost ท่านอาจารย์ธนชาติแห่ง IMC ได้สะท้อนให้เห็นว่าอย่างออฟฟิศใหญ่ๆ ห้องทำงานดีๆ ห้องประชุมให้น่าเชื่อถือ ก็จะมีความสำคัญน้อยลง ถ้าต้องต่อสัญญาค่าเช่าในอนาคต หลายๆบริษัทมีคิดแน่ๆว่าจะลดไซส์ขนาดพื้นที่ออฟฟิศอย่างไรดี และเอาเงินตรงนั้นไปลงทุนอย่างอื่นให้เกิดกำไรหมุนเวียนแทน เป็นต้น
.
4.) Direct to Consumers (D2C) จงวิ่งเข้าหาลูกค้าในโลกดิจิทัลแบบบู๊ให้เจ๋งเหมือนวิ่งขายงานออฟไลน์
.
คุณพี่ปฐม Pathom Indarodom ย้ำเลยว่าสินค้าเกษตรไทยนี่แหละ ที่จะ D2C ได้อย่างโดดเด่นที่สุดตอนนี้ เช่น การขายมะม่วงและขายทุเรียนออนไลน์ ไม่ต้องไปผ่านห้างร้าน และตอนนี้หากเกษตรกรทำผิดทำถูก ผู้บริโภคออนไลน์ก็จะให้อภัย เพราะเข้าใจว่าอยู่ในช่วง “Learning-curved” คือการเรียนรู้การขายออนไลน์ ซึ่งเป็นสกิลที่อาจจะไม่ถนัด ผู้บริโภคพร้อมจะให้โอกาส อีกทั้งหากผู้บริโภคหรือคุณลูกค้าผู้น่ารักติดใจก็จะเป็นขาประจำกันไปเลยยังได้
.
5.) ช่วงข้าวยากหมากแพง ยุคใจเขาใจเรา ก็ต้องอย่าลืม CSR แบบออนไลน์สไตล์ด้วย ใครมีเหลือ แบ่ง ใครพอมีช่วยเสริม แบรนด์ต่างๆที่”ยิ่งให้ ก็จะยิ่งได้”ในช่วงนี้ ตลอดจนผู้บริโภคหลงรัก เป็นช่วงตีบวก เพื่อนั่งเข้าไปในหัวใจคน
.
ยกตัวอย่าง อย่าง Airasia ไปรับคนไทยฟรีจากอู่ฮั่นกลับไทย ออกในทุกสื่อ จะไม่เลิฟแบรนด์นี้ได้อย่างไร แม้ว่าตอนนี้จะบินไม่ได้ หุ้นจะตก แต่การจัดแคมเปญให้คนซื้อตั๋วล่วงหน้าก็มีอยู่ มั่นใจได้เลยว่าคนจะแห่กลับมาซื้อตั๋วตอนสถานการณ์บินได้ทั่วโลก อย่างตัว TeC เองตอนจีนเดือดร้อนหนักๆเป็นประเทศแรก เราก็ร่วมกับ สมาคมดิจิทัลไทย (Thai Digital Trade Association) และเพื่อนๆพันธมิตรบริจาคเงินส่งไปที่สหพันธ์การกุศลอู่ฮั่นเพื่อบริหารจัดการ COVID-19 และในช่วงที่ประเทศไทยเองเข้าสู่วิกฤติ ยอดผู้ป่วยพุ่ง เราก็ร่วมกับ Business Today จัดโครงการ Help for Hope “Masks for Med” เปิดรับบริจาคเงิน โดยเงินทั้ง 100% ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ) เพื่อนำไปมอบให้กับมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ในสังกัดแพทยสภา เพื่อซื้อหน้ากากให้หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เป็นต้น เราไม่หวังอะไรมาก หวังให้โรคระบาดนี้จงหายไปโอมเพี้ยงค่ะ อย่าง CP และอีกหลากหลายแบรนด์ที่มีกำลังก็ออกมาช่วยคนละไม้ละมือกันอย่างมากมาย
Screenshot 2020-04-11 10.55.46
คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ เริ่มต้นด้วยคำนิยามคำว่า Post-COVID จะเริ่มเมื่อไร แล้วบอกว่ามันเริ่มวันนี้เลย จบโควิดได้วันนี้  ถึงเวลาที่จะต้องอยู่กับมันไปตลอดแล้วต้องปรับตัว เพราะโรคนี้คงกับเราคงอยู่อีกนาน หลานเรื่องจะเป็น New normal  เช่น Social distancing ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป เราคงต้องปรับตัวจากการอยู่จาก Fear Zone ไปสู่ Learning Zone และ Growth Zone และวิกฤตินี้ทำให้เราเข้าสู่ Digital Economy เต็มตัว
สุดท้ายผมเองก็แชร์ให้เห็นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆตามบทความ โลกหลังยุคโควิด (Post-COVID era) จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
สำหรับ Slides การบรรยายงานนี้สามารถเข้าไปดูได้ที่ >> https://tinyurl.com/st22h2e
ธนชาติ นุ่มนนท์
IMC Institute

วิกฤติโควิด-19: อย่าตกอยู่ใน Fear Zone แต่ควรก้าวเข้าสู่ Learning Zone และ Growth Zone

91982025_1687796244701042_140202412739657728_n (1)

ผมเห็นรูปนี้ที่แชร์กันมาซึ่งตั้งคำถามว่าเราจะเลือกอยู่ในกลุ่มใดในสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะอยู่ในกลุ่ม Fear Zone อยู่ด้วยความกลัว กล่าวคือตื่นตระหนักในเรื่องต่างๆไปหมด ค้นหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการระบาดและเชื้อโรค COVID-19 ติดตามข่าวสารต่างๆโดยเฉพาะจากสังคมโซเชียลปราศจากการกรองข้อมูลและเห็นข่าวก็รีบไปแชร์ กักตุนสินค้าอาหาร มองหาคนที่จะตำหนิด่าว่าทั้งรัฐบาลหรือทุกภาคส่วนว่าไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้

91839973_10215761889511472_7893494138736214016_o

กลุ่มที่สองคือพวก Learning Zone คือกลุ่มคนที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เลิกที่จะบริโภคข่าวสารที่ทำให้เกิดอาการจิตตก ให้กำลังใจกับคนทำงานและยอมรับสถานการณ์ที่อาจทำให้ชีวิตอยากลำบากขึ้น ไม่ใช้ชีวิตให้ว่างเปล่ารวมถึงมองหาโอกาสใหม่ๆในการทำงาน

กลุ่มที่สามคือพวก Growth Zone คือกลุ่มคนที่เห็นอกเห็นใจและพร้อมที่จะช่วยผู้อื่นจากทักษะที่ตัวเองมีอยู่ ใช้ชีวิตในวันนี้โดยมีภาพอนาคตข้างหน้าที่ชัดเจน ไม่ได้อยู่รอคอยความหวังแค่วันนี้ให้หมดไปแต่มองโลกในแง่บวก ถามตัวเองเสมอว่าจะทำให้วันนี้ให้เป็นอย่างไรเพื่อวันข้างหน้า สุดท้ายมองทุกอย่างด้วยความหวังและมีความคิดสร้างสรรและผมที่จะเผชิญปัญหาต่างๆด้วยความท้าทาย

แม้วิกฤติโควิดนี้จะกระทบต่อสถาบันไอเอ็มซีอย่างมากจากการที่เราต้องงดงานอบรมและสัมมนาแทบทั้งหมด แต่ผมบอกกับน้องๆทุกคนว่า จากวิกฤตินี่ละครับคือจุดที่ทำให้เราต้องเปลี่ยน เราเคยคิดว่าจะต้องปรับองค์กรในหลายๆเรื่องเพื่อที่ไปสู่บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ วิกฤตินี้คือตัวเร่งที่ทำให้เราต้องไปโดยทันทีเรายังมีโอกาสเรามีหวัง วางแผนไปข้างหน้า ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ใช้เวลาในวันนี้ให้มีค่า แต่โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว วันนี้เป็นการสอนบทเรียนให้ทุกคนเข้มแข็งและอยู่กับมันครับ

เราปรับองค์กรหลายๆอย่างเน้นโดยตอนนี้ไปงานโปรเจ็ค Big Data ที่เราทำให้องค์กรต่างๆมากขึ้น เน้นโครงการวิจัยการตลาดไอที รวมถึงปรับทักษะน้องๆให้มีความสามารถทางด้านการเรียนการสอนออนไลน์มากขึ้น เราปรับการอบรมและการสัมมนามาอยู่ในรูปออนไลน์สอนกันสด โดยเรียกว่า Interactive Online Training  หลายๆวิชา ผู้เข้าอบรมอยู่ที่ไหนก็ได้ เริ่มเปิดหลักสูตรออนไลน์ แต่ขณะเดียวกันเราก็ใช้โอกาสเหล่านี้จัด Free Webinar หลายๆครั้งเพื่อให้ผู้คนสามารถที่จะต่อสู้และปรับตัวกับวิกฤติครั้งนี้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

สุดท้ายนี้ผมเชื่อครับว่าถ้าเราพยายามทำตัวอยู่ใน Growth Zone ทุกคนจะฝ่าฟันวิกฤตินี้แล้วเราจะโตขึ้นอย่างแข่งแกร่งขึ้นจากบทเรียนในวันนี้

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n91594059_1684015278412472_5480682666913169408_o

โลกหลังยุคโควิด (Post-COVID era) จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

91618641_1684893861657947_6150479015678312448_n

ในตอนที่แล้วผมเขียนไว้ว่า โลกยุคหลังโควิด (Post-COVID era) จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ดังนั้นธุรกิจและผู้คนในวันนี้จะคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะมาคิดเพียงว่า รอให้หลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด-19 ก่อน แล้วค่อยว่ากัน จะคิดแค่ว่าวันนี้แค่ประคองทำธุรกิจและการทำงานแบบเดิมเอาตัวให้รอดก่อนคงไม่พอแล้ว หรือจะคิดเพียงว่าวันนี้การพักผ่อนไม่มีงานทำอยู่บ้านก็ดป็นการช่วยชาติแล้วก็อาจไม่ได้แล้ว เพราะถ้าวิกฤตินี้ลากยาวไปเราคงเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เราต้องเริ่มปรับตัวในวันนี้ี โดยถ้ามองในแง่ของการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบมาจากด้านเทคโนโลยีจะพอเห็นประเด็นที่สำคัญดังนี้

ออฟฟิศที่ทำงานจะไม่เหมือนเดิม

ในอดีตองค์กรต่างๆจะเน้นการทำงานแบบ Physical office ที่ทำงานมีพื้นที่ใหญ่โต ต้องเช่าตึก เช่าห้องทำงาน ห้องผู้บริหารกว้างขวาง ต้องมีสถานที่ให้ผู้คนมาติดต่อ แต่เมื่อเราเขาสู่ยุคโควิดจะเห็นได้ชัดว่า ที่ทำงานของทุกคนเปลี่ยนไปกลายเป็น Virtual office เราไม่ต้องการที่ทำงานใหญ่โต แต่ทุกคนทำงานจากที่ไหนก็ได้โดยเฉพาะจากที่บ้าน คนจะเข้ามาติดต่อออฟฟิศก็น้อยลง เราไม่ต้องการห้องประชุมแต่เราสามารถใช้ซอฟต์แวร์ในการประชุมออนไลน์เห็นหน้ากัน เราไม่จำเป็นจะต้องมีการใช้เอกสารมากมายแบบเดิม เราไม่สามารถที่จะส่งกระดาษกันได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัล  ซึ่งการทำงานในยุคโควิดจะทำให้ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับการทำงานในรูปแบบนี้

หลังจากยุคโควิดเราอาจเริ่มเห็นหน่วยงานต่างๆลดขนาดออฟฟิศลง ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มากเท่าเดิม ผู้บริหารไม่จำเป็นจะต้องมีห้องทำงานใหญ่โต คนในที่ทำงานสามารถประชุมและติดต่อกับลูกค้าผ่านระบบออนไลน์ได้โดยง่าย การเดินทางก็จะน้อยลง พนักงานบริษัทก็จะมีเวลาในการทำงานมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเช่าออฟฟิศ การเดินทางของพนักงาน การทำเอกสาร ก็จะเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าระบบซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ต่างๆทั้งการเก็บข้อมูล เช่าระบบการประชุมออนไลน์ การจะจัดสัมมนาหรือจัดประชุมใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องไปเช่าห้องประชุมหรือโรงแรม แต่ก็สามารถจัดผ่านระบบออนไลน์

คนทำงานจะต้องมีทักษะและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไป

ในอดีตคนทำงานจะเน้นเลือกทำงานในหน่วยงานที่มีความมั่นคง และอาจทำงานให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไปตลอดชีวิตของการทำงาน โลกของการทำงานหลังจากยุคโควิดจะกลายเป็นว่า ผู้คนจะทำงานจากที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ เพื่อนร่วมงานอาจจะอยู่ที่ใดก็ได้ในโลก และหน่วยงานอาจไม่ได้สนใจว่าเขาทำงานในลักษณะใดตราบใดที่ยังสามารถทำงานให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ องค์กรต่างๆก็อาจจะจ้างคนเป็นการชั่วคราวขึ้นอยู่กับความต้องการในช่วงนั้น

คนทำงานเองก็สามารถทำงานให้กับหลายองค์กรได้ในช่วงเวลาพร้อมกันตราบใดที่สามารถส่งงานให้กับผู้ว่าจ้างได้ตามเป้าหมาย โดยคนทำงานต้องมีทักษะในการด้านดิจิทัลที่ดี มีความสามารถในการทำงานออนไลน์ สามารถทำงานออนไลน์ร่วมกันกับผู้ร่วมงานได้ มีทักษะการค้นข้อมูล และการสื่อสารออนไลน์ที่ดี ตลอดจนมีความสามารถเฉพาะในบางด้าน แม้แต่การสัมภาษณ์เข้าทำงานในอนาคตก็อาจเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการทำ Video conference  และไม่แน่ว่าต่อไปลูกจ้างกับนายจ้างบางบริษัทอาจไม่เคยเจอหน้ากันจริงๆเลยตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกัน

Screenshot 2020-04-05 15.29.38

(รูปภาพจาก https://allwork.space/)

อาชีพบางอย่างอาจจะหายไป

วิกฤติโควิดเป็นตัวเร่งทำให้เกิด Digital disruption ทำให้ผู้คนต้องหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ต้องสร้างระยะห่างทางสังคม (Social distancing) ทำให้ธุรกิจหลายอย่างที่ดำเนินอยู่ต้องหยุดชะงักในเวลานี้ ยิ่งสิ่งที่ไม่จำเป็นและสามารถทดแทนด้วยระบบดิจิทัลก็อาจส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในยุคหลังโควิด ตัวอย่างเช่นธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่นหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็จะมีผลทำให้อาชีพบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล่านี้ลดหายไปด้วยเช่น แผงขายหนังสือพิมพ์ คนส่งหนังสือพิมพ์

ยังมีอีกหลายๆอาชีพที่อาจส่งผลกระทบ เช่นธุรกิจจากการท่องเที่ยวที่คนชะลอการเดินทาง และเมื่อพ้นวิกฤติคนก็อาจจะคุ้นเคยกับการจองตั๋วหรือที่พักเอง อาชีพไกด์ เอเจนท์บางด้านก็อาจจะลดลงไป งานด้านเอกสารก็เช่นกัน งานถ่ายเอกสาร งานพิมพ์เอกสารต่างๆก็จะลดลงไป โดยเฉพาะอาชีพใดก็ตามที่ให้คนต้องมาเจอกันสัมผัสกันก็อาจหายไป ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะรวมถึงอาชีพของคนขายล็อตเตอรี่ไหมถ้าเกิดระบบล็อตเตอรี่ออนไลน์ขึ้นมาเนื่องด้วยผู้คนไม่อยากจับกระดาษ ตลอดจนอาชีพบริการอีกหลายๆอย่างที่อาจสูญหายไป

การเรียนการสัมมนาจะมุ่งสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น

ภาคการศึกษาจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูก Disrupt ไปมากที่สุดจากวิกฤติของโควิด ผู้คนจะคุ้นเคยกับการเรียนการสอนออนไลน์ การเรียนอาจไม่จำเป็นจะต้องพึ่งสถานศึกษาหรือผู้สอนแบบเดิมๆ แต่สามารถจะเรียนกับใครก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่ผู้เรียนมีความรู้จริงๆ การวัดผลก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจะเป็นการสอบออนไลน์ที่อาจต้องเน้นวิธีวัดผลอย่างต่อเนื่องที่ไม่ใช่เพียงแค่ข้อสอบปรนัยแบบง่ายๆเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้ง และเมื่อวิธีการทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป องค์กรต่างๆก็อาจไม่คาดหวังในปริญญาบัตรจากผู้สมัครเข้าทำงานในรูปแบบเดิมๆ แต่อาจสนใจที่จะแสวงหาคนทำงานที่มีสามารถจริงเข้ามาทำงานเป็นครั้งคราวโดยคนนั้นอาจเรียนผ่านระบบออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ ที่องค์กรมีความมั่นใจ

แม้แต่การจัดสัมมนาหรือการจัดงานต่างๆที่เคยต้องหาสถานที่ใหญ่โตในการจัด ต้องมีพิธีเปิดปิดก็อาจเปลี่ยนมาสู่การจัดออนไลน์ มีการทำ Webinar แทนและผู้คนสามารถร่วมงานได้หลายพันคน รวมถึงอาจมีการใช้เทคโนโลยีอย่าง AR/VR เข้ามาช่วยในการสัมมนาและการเรียนการสอนมากขึ้น คนทำงานเองก็สามารถที่จะเพิ่มทักษะตัวเองได้ตลอดเวลาผ่านการเรียนระบบออนไลน์

ระบบการชำระเงินออนไลน์จะกลายเป็น New normal

ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามผลักดันให้มีการใช้ระบบการชำระเงินออนไลน์ในรูปแบบทั้ง PromtPay, Mobile banking, Internet banking หรือ Mobile payment แต่การใช้งานก็ยังอยู่ในวงจำกัดกันแค่คนบางกลุ่มหรือคนรุ่นใหม่ แต่การเกิดวิกฤติโควิดครั้งนี้ ทำให้ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไม่อยากที่จะสัมผัสเงินสด ยิ่งมีการให้คนจำนวนมากมาลงทะเบียบรับเงินเยียวยาและจ่ายเงินผ่านระบบ PromptPay ของภาครัฐ ก็ยิ่งจะทำให้การทำธุรกรรมชำระเงินออนไลน์กลายเป็น New normalในสังคมไทย

ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบริการด้านดิจิทัลจะเติบโตขึ้น

วิกฤติโควิดทำให้ผู้คนไม่อยากออกจากบ้าน ผู้คนหันมาใช้บริการออนไลน์มากขึ้นทั้งในด้าน Food delivery, Online shopping หรือ Content streaming ซึ่งผู้คนก็จะคุ้นเคยกับการใช้งานบริการต่างๆเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งก็จะมีผลทำให้คนที่ประกอบอาชีพทางด้านนี้มีโอกาสที่ดีขึ้น รวมถึงพนักงานที่เกี่ยวข้องเช่น พนักงานส่งสินค้า คนทำระบบไอที คนทำ Content

นอกจากนี้จะมีความต้องการใช้เทคโนโลยีไอทีมากขึ้น ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ ระบบเครือข่าย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่าง 5G ซึ่งก็จะทำให้ธุรกิจทางด้านนี้มีการเจริญเติบโตขึ้นในอนาคต

การใช้เทคโนโลยีเอไอจะมีความแพร่หลายมากขึ้น

วิกฤติโควิดทำให้ผู้คนในอนาคตตระหนักเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาด และ Social distancing ซึ่งจะทำให้มีการใช้ระบบเอไอเข้ามามากขึ้น ทั้งในการทำ Big data เพื่อคาดการณ์การแพร่ระบาด การติดตามการเดินทางของผู้คน การใช้ระบบ Facial recognition เพื่อลดการสัมผัส ทั้งในเรื่องของการเข้าสถานที่ต่างๆ หรือเพื่อการทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนใช้ในการใช้เอไอเพื่อตัดสินใจการทำงานหลายด้านๆเช่น ด้าน HR หรือการมาใช้ในงาน Workflow ต่างๆเช่นระบบ RPA (Robot Process Automation) ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบออฟฟิศการทำงานไม่เหมือนเดิม จึงทำให้ต้องมีระบบออโตเมชั่นต่างๆมาช่วยในการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการบริหารออฟฟิศในรูปแบบเดิมๆก็จะถูกย้ายโอนสู่การลงทุนเทคโนโลยีมากขึ้น

ผู้คนจะยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น

วิกฤติโควิด-19 ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองมากขึ้นเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ ซึ่งเราจะเห็นว่าในประเทศจีนมีระบบการติดตามข้อมูลการเดินทางและข้อมูลส่วนบุคคลของประชากรจำนวนมากได้อย่างถูกต้องทำให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี แม้ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยจะพยายามเน้นการใช้บังคับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล แต่ด้วยวิกฤติของโรคระบาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคตก็อาจจำเป็นที่จะต้องได้ข้อมูลของประชาชนเข้ามาในแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพของคนส่วนใหญ่ จึงอาจทำให้แนวคิดเดิมๆในด้านนี้ต้องเปลี่ยนไป

จากที่กล่าวมาทังหมดนี้จะเห็นได้ว่า วันนี้แล้วถึงเวลาที่ทุกธุรกิจและผู้คนจะต้องเริืยนรู้และปรับตัวเข้าสู่ยุคโควิดและต้องเข้าใจว่าเมื่อหลังจากนี้ไปโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

  1. สุดท้ายเราจะเห็นคำว่าโลก ‘ยุคก่อนโควิด’ และ’ยุคหลังโควิด’
  2. โลกยุคหลังโควิด กับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

 

 

โลกยุคหลังโควิด กับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

91618641_1684893861657947_6150479015678312448_n

สัปดาห์ก่อนผมเขียนบทความว่าต่อไป โลกจะแบ่งเป็นยุคก่อนโควิด (Pre-COVID era) และยุคหลังโควิด (Post-COVID era) ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (อ่านบทความ สุดท้ายเราจะเห็นคำว่าโลก ‘ยุคก่อนโควิด’ และ’ยุคหลังโควิด’) เพราะคาดการณ์ว่าวิกฤติโควิดนี้จะอยู่กับเราเป็นเวลานาน ทำให้ต่อไปสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างมาก

หลายคนอาจเคยดูหนังและสารคดีที่เล่าเรื่องชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โลกยุคก่อนสงครามเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สงครามในระยะต้นผู้คนก็ยังคาดหวังว่าสงครามจะสิ้นสุดโดยเร็ว คาดหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลงตัวเองจะกลับไปทำอะไร บางคนคาดหวังจะไปประกอบอาชีพบางอย่าง บางคนอยากไปแต่งงาน ไปใช้ชีวิตกับครอบครัว แต่สงครามโลกครั้งที่สองใช้เวลายาวนานถึงสี่ปี มีความสูญเสียจำนวนมากทั้งชีวิตผู้คนและบ้านเมือง เมื่อสิ้นสุดสงครามก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย สังคมไม่เหมือนเดิม บางคนสูญเสียคนละครอบครัว ไม่มีบ้านจะอยู่ อาชีพการงานก็ไม่เป็นเช่นเดิม หลายประเทศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ชีวิตผู้คนก็เปลี่ยนไป

37342743_2344874038863830_2015538013534158848_o

ย้อนนึกไปถึงหนังเรื่อง Demolition man ที่ผมเคยดูเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นหนังวิทยาศาสตร์แอคชั่น (Sci-fi action) ที่พระเอกของเรื่องที่นำแสดงโดย Sylvester Stallone ถูกจองจำแบบแช่แข็งและได้ออกมาใช้ชีวิตในปี 2032 ที่เขาพบว่าบ้านเมืองเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้คนที่อยู่อาศัยจะถูกตรวจสอบการใช้ชีวิตทุกอย่าง บ้านเมืองมีกล้อง CCTV ติดไปทั่ว ผู้คนไม่มีความเป็นส่วนตัว มีระบบการตรวจสอบเหมือนที่ประเทศจีนในปัจจุบัน ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่การเดินทาง และการสนทนา ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในสังคม

ในหนังยังมีการกล่าวถึงการเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคครั้งใหญ่ก่อนปี 2032 ที่ทำให้การใช้ชีวิตผู้คนในปี 2032 เปลี่ยนไป ทุกคนจะไม่มีการสัมผัสกัน ไม่มีการจับมือกันแบบเดิม การทักทายด้วยการ shake hand จะไม่มีการสัมผัสมือกัน ผู้คนจำนวนมากจะสวมถุงมือ ไม่มีการกอดจูบหรือมีเพศสัมัพนธ์กัน การแต่งกายก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายคล้ายๆกันไปหมด ที่น่าสนใจก็คือสังคมในหนังจะไม่มีการใช้จ่ายเงินสดทุกอย่างจ่ายผ่านระบบดิจิทัลที่มีการฝั่งชิบในร่างกาย และอุปกรณ์หลายๆอย่างในหนังก็จะเป็นการสั่งงานด้วยเสียง รวมถึงมีรถยนต์ไร้คนขับที่สั่งงานด้วยเสียง แม้หนังจะสร้างเมื่อปี 1993 แต่ก็สามารถคาดการณ์เทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอในปัจจุบันได้หลายอย่างทั้งระบบ Voice control, Video call  และ Digtial payment

จากหนังเรื่องนั้นทำให้ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าโรคระบาดนี้มีความรุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลานานสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างในหนังหรือไม่ และเช่นกันทำให้นึกถึงระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่สองที่ทุกคนยังคิดว่าสงครามจะจบโดยเร็ว เหมือนตอนนี้ที่เป็นระยะเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่ผู้คนยังมีความหวังในตอนต้นว่ามันจะจบโดยเร็ว ที่ตอนแรกเราคิดว่าเดือนหนึ่งน่าจะเสร็จ แต่ตอนนี้เราเริ่มคุยกันว่าถึงครึ่งปีนี้ บ้างก็เริ่มบอกแล้วว่าอาจข้ามไปถึงปีหน้า ซึ่งถ้ามันยาวนานขนาดนั้นมันก็คงเปลี่ยนแปลงสังคมของเราไปอย่างมาก

หลายๆคนตั้งคำถามว่าหลังโควิดแล้วเราจะเห็นอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างโดยเฉพาะด้านธุรกิจแล้วจะต้องทำอย่างไร เจ้าของธุรกิจบางคนก็จะบอกว่าตอนนี้ยังไม่อยากคิดอะไร เอาธุรกิจตัวเองให้รอดในช่วงโควิดนี้ก่อนหลังจากนั้นแล้วค่อยว่ากัน จริงๆแล้วถ้าวิกฤตินี้ลากยาวนานเราอาจจะคิดอย่างนั้นไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะคิดไปว่าวันนี้เราจะอยู่รอดอย่างไรในวิถีเดิม เพราวิถีชีวิตผู้คนจะเปลี่ยนไป วิธีการทำงานของผู้คนจะเปลี่ยนไป อาชีพบางอย่างหายสูญหายไป ธุรกิจบางอย่างอาจเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นวันนี้เราคงต้องเริ่มคิดรูปแบบการทำงานและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ธุรกิจเราอาจไม่ใช่รูปแบบเดิมๆ ต้องเริ่มคิดโดยต้องมีการนำเทคโนโลยีดิจทัลเข้ามาช่วย ลูกค้าเราอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปทำให้สิ่งที่เคยมีความจำเป็นในวันนี้ก็อาจเริ่มไม่ใช่แล้ว

ซึ่งบทความตอนต่อไป ผมจะมาคาดการณ์ว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC institute

สุดท้ายเราจะเห็นคำว่าโลก ‘ยุคก่อนโควิด’ และ’ยุคหลังโควิด’

91530554_1681978211949512_6490173644180815872_n

ผมยอมรับสารภาพตรงๆ ครับว่าตอนเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิดใหม่ๆ ในช่วงที่เริ่มแพร่ระบาดที่ประเทศจีน ผมคิดเพียงแค่ว่ามันก็คงคล้ายๆ กับตอนเกิดวิกฤติ “โรคซาร์ส” ที่เคยระบาดร้ายแรงเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ซึ่งโรคมีความรุนแรง แต่สามารถแก้ไขไปได้ในเวลาไม่นาน และเป็นวิกฤติในบางประเทศเท่านั้น

สำหรับรอบนี้แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายๆ คนออกมาเตือนว่าจะรุนแรงกว่าครั้งใดๆ เปรียบเทียบได้เท่ากับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อร้อยปีก่อน แต่ผมก็ยังคิดว่าสถานการณ์คงยุติได้โดยเร็ว แต่ในวันนี้มันรุนแรงกว่าที่คิดมาก ไม่ใช่แค่วิกฤติทางสุขภาพ แต่กลับลามไปถึงวิกฤติทางเศรษฐกิจของโลก และกำลังเป็นวิกฤติหนึ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง

750x422_649825_1585319655 (1)

ยุคที่ผมเด็กๆ เรามักได้ยินคำว่า โลกยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และโลกยุคหลังสงคราม ซึ่งมีบริบทด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เช่นเดียวกับยุคก่อนและยุคหลังสงครามเย็น ที่เราเห็นกำแพงเบอร์ลินล่มสลายเมื่อปี 1989 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สิ้นสุดการต่อสู้ของค่ายทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ และหมดยุคสงครามเย็นระหว่างค่ายยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก ที่มีการเปิดเสรีภาพทางพรมแดน การเดินทาง และลดการแข่งขันกันทางอาวุธยุทโธปกรณ์
ดังนั้นจากวิกฤติครั้งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาล ในอนาคตเราจึงอาจจะได้ยินคำว่า โลกยุคก่อนโควิด (Pre-COVID) และโลกหลังยุคโควิด (Post-COVID)

ผมได้คุยกับเพื่อนๆ ทั้งในและต่างประเทศหลายคน เริ่มเห็นฟ้องกันว่า หลังจากวิกฤตินี้สิ้นสุดลง เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมหาศาล วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป ตั้งแต่เรื่องการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน ธุรกิจและอุตสาหกรรมหลายๆอย่างจะเปลี่ยนไป แม้แต่มหาอำนาจของโลกก็อาจจะเปลี่ยนไป กระแสของโลกก็อาจจะเปลี่ยนทิศจากตะวันตกสู่ตะวันออกอย่างรวดเร็วขึ้น

วิกฤติครั้งนี้ไม่สามารถเทียบได้กับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ แต่มันอาจจะพอกับสงครามโลกครั้งที่สอง หรือสงครามเย็น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ แต่มันจะมีผลพวงทำให้ประชากรของโลกเปลี่ยนพฤติกรรมมหาศาล หากเปรียบกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลก็เหมือนกับการที่มี iPhone เกิดขึ้น ทำให้คนสามารถใช้เทคโนโลยีไอทีได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้คนหันมาใช้อินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดโซเชียลมีเดีย อันมีผลพวงให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมเปลี่ยนไป แล้วมีผลทำให้เกิด Digital Disruption ในหลายอุตสาหกรรม

วิกฤติแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่สามารถทำงานได้แบบเดิม พนักงานไม่สามารถออกไปทำงานได้ หลายคนต้องอยู่บ้าน แม้บางคนอยู่เฉยๆ ดูทีวีในบ้าน คือการช่วยชาติแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อเราต้องอยู่ในบ้านนานๆ เราก็จำเป็นจะต้องหารายได้ เรายังต้องทำงาน และอาจจะต้องพี่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงาน ทั้งในการทำงานจากที่บ้าน (Work from home) รวมถึงการนำมาสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอดจากรูปแบบเดิมๆ เพราะเชื่อว่าวิกฤติจะยาวนาน คงไม่ใช่แค่หนึ่งเดือน แต่อาจยาวนานข้ามไปเป็นปีก็เป็นได้ จึงจำเป็นจะต้องหาแนวทางในการทำธุรกิจใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

การแพร่ระบาดของไวรัสทำให้เราต้องทำ Social distancing ผู้คนไม่สามารถออกมาพบปะสังสรรค์กันแบบเดิมได้ รูปแบบของการทานอาหารนอกบ้านก็เปลี่ยนไป หันมาใช้บริการสั่งอาหารผ่านฟู้ด ดิลิเวอรี่ นอกจากนี้ผู้คนกลัวการใช้กระดาษที่อาจเป็นพาหะนำเชื้อโรค รวมถึงการใช้เงินสด ทำให้เราใช้สื่อออนไลน์ ชำระเงินออนไลน์มากขึ้น แม้กระทั่งรูปแบบการเรียนออนไลน์ที่ต้องเกิดขึ้นด้วยความจำเป็นจากวิกฤตินี้

เราเคยคิดเสมอว่าประเทศไทยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สามารถจะหยุดให้คนไทยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกเดือนละสองงวดได้ ใครจะคิดว่าวิกฤติครั้งนี้ทำให้ต้องยกเลิกการออกฉลากกินแบ่งในเดือนเมษายน ส่วนหนึ่งนอกจากการขายที่ลำบากแลัวยังมีผลจากที่ผู้คนที่ไม่อยากใช้มือจับสลากกินแบ่งในรูปแบบที่เป็นกระดาษกันมากนัก ซึ่งไม่แน่ในอนาคตเราอาจเห็นสลากออนไลน์ก็เป็นได้

เทคโนโลยีดิจิทัลหลายอย่างมีมานานแล้วแต่คนอาจไม่ได้ใช้กันอย่างจริงจัง แต่วิกฤติครั้งนี้เป็นการบังคับให้คนต้องหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้วผู้คนจะคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การทำงานจากที่บ้าน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ การประชุมออนไลน์ การลงเวลาทำงานออนไลน์ การเรียนหนังสือทางไกล การสั่งอาหารออนไลน์ การชำระเงินออนไลน์ การอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ และอีกสารพัดเรื่อง

ผู้คนก็อาจจะคุ้นเคยกับสังคมแบบใหม่ที่อยู่กันลำพังติดต่อกันผ่านสื่อออนไลน์ อาจเห็นธุรกิจใหม่ๆ ผ่านระบบออนไลน์ เห็นอาชีพจำนวนมากที่เปลี่ยนไป สุดท้ายงานบางอย่าง อาจจะกลายเป็นอดีตแลัวเราจะบอกว่านั้นคือสิ่งที่เคยมีเคยใช้ในยุคก่อนโควิด-19 ใช่ครับโลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Think Beyond ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Work from home: ปัจจัยเรื่องของคน เทคโนโลยี และนโยบายขององค์กร

91084069_1680902712057062_5076779239408140288_n

ตอนนี้หลายหน่วยงานได้เริ่มมาตรการให้พนักงานทำงานจากที่บ้านแล้ว (Work from home)  บางหน่วยงานก็มีการเตรียมแผนการที่ดีก่อนจะตัดสินใจให้พนักงานเริ่มทำงานจากที่บ้าน แต่หลายหน่วยงานก็ต้องเริ่มทำแบบกระทันหัน มีการสั่งงานให้ทำงานจากที่บ้านทันทีทันใดโดยแทบไม่มีเวลาเตรียมการด้านนโยบาย เทคโนโลยี มากนัก โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมการทำงานของพนักงาน

ผมเองคุ้นเคยกับการทำงานที่ไหนก็ได้มาเป็นเวลาสิบห้าปีตั้งแต่ทำงานอยู่ที่บริษัท Sun Microsystems เพราะบริษัทจะไม่มีโต๊ะทำงานประจำให้ และบ่อยครั้งก็ต้องไปทำงานนอกสถานที่โดยไม่ได้มีเวลาเข้างานที่แน่นอน และเมื่อมาทำงานที่สถาบันไอเอ็มซีผมเองก็ไม่ได้จัดให้มีโต๊ะทำงานส่วนตัว และก็กำหนดให้พนักงานในออฟฟิศใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยการลดใช้เอกสารให้มากที่สุด มีการนำซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ มีการใช้ระบบแชร์ไฟล์ต่างๆ และมีการนำซอฟต์แวร์ในการทำงานร่วมกันต่างๆมาใช้งาน ทำให้พนักงานคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการทำงานแบบออนไลน์ ทำงานที่ไหนก็ได้อุปกรณ์ใดก็ได้และเวลาไหนก็ได้

ดังนั้นเมื่อทางสถาบันไอเอ็มซีเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องให้พนักงานทำงานจากที่บ้านก็เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงของพนักงานต่อการติดเชื้อโควิด 19 และเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือสังคมในเรื่องของการทำ Social distancing ทางสถาบันจึงสามารถกำหนดให้พนักงานเริ่มทำงานจากที่บ้านทุกคนได้ทันทีตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

 

การทำงานจากที่บ้าน ถ้าพนักงานมีความคุ้นเคยและมีวัฒนธรรมการทำงานในลักษณะแบบนี้มาอย่างดีก็จะพบว่าสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการต้องเดินทางมาทำงานในที่ทำงาน ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการลดเวลาในการเดินทางแล้วจะพบว่าผู้ทำงานอาจมีสมาธิในการทำงานได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้การทำงานจากที่บ้านจะประสบความสำเร็จได้จะต้องปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ด้านคือ คน เทคโนโลยี และนโยบาย 

ในด้านของคนหรือพนักงานจะไม่ใช่แค่ต้องมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีวัฒนธรรมในการทำงานแบบออนไลน์ ต้องแชร์ช้อมูลเป็น ที่สำคัญสุดต้องมีวินัยในการทำงาน รับผิดชอบตัวเองและสังคม นอกจากนี้จะต้องเป็นคนที่เปิดกว้าง ไม่ยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิมๆ และพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

การทำงานจากที่บ้านบางครั้งนอกจากพนักงานจะต้องมีวินัยที่ดีแล้วก็จำเป็นจะต้องให้พวกเขาสร้างความเข้าใจกับคนในครอบครัวและเพื่อนๆด้วยว่า การอยู่บ้านคือการทำงานเพราะบางครั้งบางคนอาจเข้าใจไปว่าคือวันหยุดยาว คนในครอบครัวก็อยากให้ใช้เวลากับครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญที่พนักงานควรบอกก็คืออาจมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้นในตอนเช้าก่อนเข้าทำงานและเวลาเย็นหลังเลิกงานทั้งนี้ก็เพราะสามารถลดเวลาในการเดินทาง พนักงานเองเมื่อถึงเวลาทำงานก็ควรทำตัวให้ปกติเสมือนมาทำงานในที่ทำงาน การแต่งตัวและหน้าตาต้องมีความเรียบร้อยคล้ายกับการมาทำงานตามปกติ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2htLzAvdWQvNC8yNDc2MS93b3JrZnJvbWhvbWUuanBn

ในด้านของเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ใช่แค่เรื่ิองของการมีเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือการมีระบบอินเตอร์เน็ตทีด่ีและเสถียร แต่หมายถึงการใช้โปรแกรมต่างๆมากมายที่จำเป็นเพื่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันโดยเฉพาะโปรแกรมที่อยู่บนระบบคลาวด์ โดยต้องใช้โปรแกรมในหลายๆด้านอาทืเช่น

  • โปรแกรมเพื่อการประชุมออนไลน์ ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะพนักงานทำงานจากที่บ้านจำเป็นจะต้องมีการประชุมกันบ่อยๆทั้งในกลุ่มใหญ่หรือประชุมกลุ่มย่อย รวมถึงบางครั้งอาจเป็นการประชุมใหญ่ของพนักงานบริษัททั้งองค์กรทางออนไลน์ในรูปแบบ Webinar ซึ่งจากข้อมูลจะพบว่าในปัจจุบันจะมีการนิยมใช้โปรแกรมแบบนี้อยู่หลายโปรแกรมอาทิเช่น Zoom, Microsoft Team, Google Meet และ Cisco WebEx
  • โปรแกรมสื่อสาร เพื่อการตอบโต้ข้อความแบบทันทีทันใดเช่น โปรแกรมแชท หรือโทรผ่านออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะใช้ Line หรือบางครั้งใช้ Facebook Message ในการทำงานร่วมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วโปรแกรมทั้งสองนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำงานในองค์กร หลายที่จะแนะนำโปรแกรมเช่น Slack
  • โปรแกรมสำนักงานในการทำงานอย่างเช่น อีเมล ปฎิทินนัดหมาย รวมไปถึงโปรแกรมการทำเอกสาร การทำไฟล์นำเสนอ หรือสเปรดชีดต่างๆ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ควรเป็นแบบทำงานร่วมกันได้ กล่าวคือแก้ไขพร้อมกันได้ ทำงานบนระบบคลาวด์ โดยมีโปรแกรมที่นิยมใช้คือ Google G-Suite และ Microsoft Office 365
  • ระบบรวบรวมไฟล์หรือเอกสาร ซึ่งเมื่อพนักงานในองค์กรทำงานกันคนละที่ จำเป็นต้องมีการใช้ไฟล์ส่วนใหญ่ร่วมกัน ที่จะต้องสามารถเข้าถึงได้โดยมักจะใช้ระบบคลาวด์อย่าง Google Drive, Dropbox, Onedrive หรือ iCloud
  • โปรแกรมการบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการการทำงานของพนักงานได้ ทราบความคืบหน้า งานคงค้าง หรืองานที่วางแผนเพิ่มเติม ซึ่งจะมีโปรแกรมที่นาสนใจอาทิเช่น Trello, Microsft Team หรือ Asana

อีกด้านที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือองค์กรจะต้องมีนโยบายที่จะกำหนดวิธีการในการทำงานจากที่บ้านของพนักงานเพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฎิบัติ ซึ่งในกรณีของสถาบันไอเอ็มซี เราได้กำหนดนโยบายที่สำคัญดังนี้

  • มีการกำหนดตำแหน่งงานของพนักงานที่มีสิทธิ์ทำงานนอกสถานที่ โดยจะต้องวิเคราะห์จากลักษณะงานของพนักงานว่าตำแหน่งใดสามารถจะปฏิบัติงานนอกที่ทำงานได้ ซึ่งบางตำแหน่งอาจไม่สามารถทำงานนอกสถานที่ได้ แต่กรณีของวิกฤติโควิด-19 ได้พิจารณาอนุโลมและกำหนดลักษณะงานให้กับพนักงานทุกคนตามความเหมาะสมเพื่อสามารถทำงานจากที่บ้านได้
  • มีนโยบายกำหนดเวลาในการทำงานอาทิเช่น 9.00 – 17.00 น. หรืออาจอนุญาตพนักงานเลือกเวลาทำงานได้เองในบางคนแต่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อทางบริษัทสามารถจะตรวจสอบได้
  • มีการกำหนดวิธีการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน ซึ่งวิธีการประเมินอาจมีได้หลายรูปแบบตั้งแต่ประเมินเวลาในการทำงาน ประเมินจำนวนชิ้นงานที่ทำได้ ประเมินรายได้ของหน่วยงาน หรือประเมินจำนวนลูกค้าที่พนักงานติดต่อ
  • มีนโยบายในการที่จะให้พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาตลอดจนลูกค้า ว่าควรจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไรในการสื่อสาร ซึ่งถ้าเป็นเวลาทำงานก็ควรตอบกันอย่างทันทีทันใด ตลอดจนต้องกำหนดวิธีการหรือเครื่องมือที่จะใช้ในการสื่อสารด้วย
  • ทางบริษัทได้จัดหาเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทำงานได้อาทิเช่นมีเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนอาจจะต้องมีซอฟต์แวร์ต่างๆในการทำงาน แต่ทั้งนี้พนักงานจะฝ่ายจัดหาระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดีเอง ซึ่งอาจจากการใช้อินเตอร์เน็ตบ้่านหรือผ่านมือถือ
  • บริษัทได้จัดทีมงานด้านเทคนิคที่จะให้การสนับสนุนกับพนักงานที่ทำงานที่บ้านที่อาจต้องการความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาทางด้านไอทีต่างๆ
  • บริษัทเห็นความสำคัญของการทำงานทางไกลและในกฎระเบียบของบริษัทจะต้องระบุอย่างชัดเจนว่าการทำงานทางไกลโดยไม่เข้ามาในที่ทำงาน ถือว่าเป็นการมาทำงานตามปกติ หากพนักงานปฎิบัตืถูกต้องตามข้อบังคับ
  • มีนโยบายในการพิจารณาอนุมัติสถานที่ซึ่งพนักงานจะต้องการใช้ในการทำงานจากที่บ้านว่ามีความเหมาะสมและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
  • การทำงานทางไกลบางครั้งอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยทางด้านไอที จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการใช้ข้อมูลของบริษัท การส่งข้อมูลและเอกสารของบริษัท ตลอดจนการใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆต้องมีระบบความปลอดภัยด้านไอทีที่ดี
  • บริษัทมีนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการว่าการทำงานจากที่บ้านของพนักงานจะทำให้ได้รับการบริการที่ดีเช่นเดิม ตลอดจนข้อมูลต่างๆของลูกค้าและบริษัทมีความปลอดภัยไม่รั่วไหลออกไปภายนอก

อย่างไรก็ตามแม้ทางสถาบันไอเอ็มซีจะมีความพร้อมในการทำงานทางไกลพอสมควร แต่ในสัปดาห์แรกของการทำงานจากที่บ้านของพนักงานทุกคนแบบเต็มรูปแบบก็ยังมีข้อติดจัดบ้าง อาทิเช่นมีพนักงานบางคนอยากกลับมาที่ทำงานเพื่อเจอเพื่อน หรือบางครั้งก็พบว่าอินเตอร์เน็ตของพนักงานของบางคนมีความล่าช้า และยิ่งพนักงานหลายๆองค์กรต่างเริ่มทำงานจากที่บ้านก็ยิ่งมีการใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้นก็ยิ่งทำให้เริ่มล่าช้าขึ้น และสำคัญคือต้องกวดขันวินัยในการทำงานของพนักงานทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานจากที่บ้านจะสามารถได้ประสิทธิภาพของการทำงานที่เทียบเท่าหรือมากกว่าการทำงานในรูปปกติ ซึ่งสุดท้ายเมื่อค่อยๆปรับปรุงไปเราก็พบว่าการทำงานที่บ้านของพนักงานทุกคนเริ่มทำให้ทุกคนสนุกกับการทำงาน มีความสุขในการลดเวลาการเดินทาง ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 และสุดท้ายงานส่วนรวมก็มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง

ธนชาติ นุ่มมนท์

สถาบันไอเอ็มซี

(บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์  Business Today ฉบับวันที่ 29 มีนาคม 2563)

เทคโนโลยีเอไอและบิ๊กดาต้ากับวิกฤติไวรัสโคโรนา

83659568_1621204618026872_7301630267909734400_o

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ไวรัสโคโรนา( 2019-nCoV) ได้ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วขึ้นก็เพราะทุกวันนี้โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น คนเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น ซึ่งถ้าเทียบกับในปี 2003 ที่มีการระบาดของโรคซาร์สที่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกระจายไปในหลายสิบประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้คนก็ยังมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันอย่างแพร่หลายทำให้ได้ข้อมูลต่างๆมาอย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งถ้าเทียบกับในปี 2003 กว่าที่ทางองค์การอนามัยโลกจะทราบจำนวนผู้ติดเชื่อก็จะมีระยะเวลาในการส่งข้อมูลที่นานกว่านี้ และไม่มีข้อมูลที่สามารถเห็นการแพร่ระบาดได้เท่ากับในปัจจุบัน

ไวรัสโคโรนามีการระบาดอย่างหนักในประเทศจีน ซึ่งปกติจะถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีการเก็บข้อมูลของประชากรอยู่จำนวนมาก และเป็นประเทศที่มีนักวิจัยและคนวงการไอทีที่มีดวามสามารถในด้านเอไออยู่มาก จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะทางด้าน บิ๊กดาต้า และเอไอมาใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสในครั้งนี้

ข้อมูลการเดินทางของประชาชนในประเทศจีนถูกเก็บไว้หมด จึงทำให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเดินทางไปไหนโดยเฉพาะเมืองที่เป็นแหล่งแพร่กระจายของโรค มีข่าวว่าประชาชนบางคนที่เดินทางไปยังอู่ฮั่น ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของไวรัสโคโรนาในช่วงแรกๆ แล้วกลับมายังถิ่นฐานเดิมของตัวเองจะถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐมาหาถึงที่บ้านแล้วขอตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ทั้งๆที่หลายคนก็ไม่ได้แจ้งคนอื่นเลยเกี่ยวกับการเดินทางไปอู่ฮั่น แต่ทางรัฐบาลก็สามารถทราบได้จากข้อมูลบิ๊กดาต้า

how-to-track-the-coronavirus-dashboard-d-5e31b17040e6150001e37e08-1-jan-31-2020-13-40-40-poster

นอกจากนี้ในการระบาดของไวรัสครั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีนหลายบริษัทก็ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาในการแสดงข้อมูลต่างๆให้กับประชาชน เช่น Wechat ได้จัดทำแผนที่การระบาดแบบเรียลไทม์ รวมถึงข้อมูลของโรงพยาบาลและคลีนิคสุขภาพให้กับประชาชน หรือบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่าง China Mobile และ China Unicom ก็ช่วยส่งข้อความมากกว่า 4 พันล้านข้อความให้กับประชาชนเพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลการแพร่ระบาดที่ถูกต้องและช่วยควบคุม ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่หลายของข่าวลือ หรือข่าวลวงโดยเฉพาะจากสื่อสังคมออนไลน์ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจข้อมูลที่คาดเคลื่อนหรือตื่นตระหนกจนเกินเหตุ มีการเปิดบริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้กับประชาชนที่มีเหตุฉุกเฉินหรือต้องการคำปรึกษาใช้ฟรี และมีหลายบริษัทที่ทำแอปพลิเคชั่นให้คนตรวจสอบได้ว่าเดินทางมาทางเที่ยวบินหรือรถไฟขบวนเดียวกับคนไข้ที่ติดไวรัสหรือไม่

บริษัทหลายแห่งในจีนมีการนำเทคโนโลยีเอไอมาช่วยในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส อาทิเช่น Baidu ได้พัฒนาระบบเอไอที่ตรวจสอบอุณหภูมิโดยใช้ระบบอินฟาเรดและระบบจดจำใบหน้าที่นำไปใช้บริเวณสถานีรถไฟเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิและจดจำใบหน้าของผู้โดยสารที่มีอุณหูมิสูงกว่า 37.3 องศา หรือบริษัท Megvii ที่เป็นบริษัท Start-up ที่มีความเชียวชาญด้านระบบจดจำใบหน้าก็ได้พัฒนาระบบเอไอที่จะคัดกรองผู้ที่มีอุณหภูมิสูงจากฝูงชนแม้คนนั้นจะสวมหน้ากากก็ตาม หรือที่เมืองกว่างโจวมีหุ่นยนต์ในห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่สามารถตรวจสอบคนที่ไม่สวมหน้ากากเดินผ่านไปมาได้

นอกจากนี้บริษัท Baidu และ Alibaba ยังได้พัฒนาระบบเอไอที่จัดเก็บข้อมูลของประชาชนที่มาโทรศัพท์มาติดต่อสอบถามข้อมูลต่างๆเกี่ยวไวรัสนี้เพื่อจะนำไปพัฒนาและปรับปรุงการเฝ้าระวังให้ดีขึ้น ที่สำคัญสุดคือระบบเอไอยังถูกนำไปใช้ในการแพทย์เพื่อช่วยวิเคราะห์ จีโนม (Genome) ของไวรัสโคโรนา เพื่อที่จะหาแนวทางในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัส ซึ่งเทคโนโลยีก็จะทำให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งบริษัท Alibaba ได้ให้หน่วยงานวิจัยต่างๆสามารถใช้ระบบเอไอขนาดใหญ่ของบริษัทเพื่อการวิจัยวัคซีนและยาตัวใหม่นี้ได้

บริษัทเทคโนโลยีของจีนหลายบริษัทต่างบริจาคเงินมาช่วยสนับสนุนทั้งการรักษาพยาบาล การป้องกันการระบาด และการวิจัยเพื่อแก้วิกฤติไวรัสโคโรนา เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น Alibaba บริจาค 1 พันล้านหยวนและให้การสนับสนุนทั้งระบบออนไลน์หรือการช่วยด้านอาหารและการอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรทางการแพทย์ บริษัท Tencent บริจาค 300 ล้านหยวนในการจัดตั้งกองทุนป้องกันและควบคุมโรคระบาด หรือบริษัท Baidu บริจาค 300 ล้านหยวนในการจัดตั้งกองทุนวิจัยด้านยา นอกจากนี้บริษัททางด้านโทรคมนาคมอย่าง China Mobile, China Telecom, China Unicom และ Huawei ต่างก็จัดหาอุปกรณ์ 5G มาให้กับโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นในเมืองฮูอั่น รวมถึง Lenovo ที่บริจาคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับโรงพยาบาล

ความร่วมมือร่วมใจของบริษัทเทคโนโลยีในจีน นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือประชาชน และรัฐบาลจีนในการป้องกันการระบาดของไวรัสแล้ว ยังทำให้เห็นว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลในจีน โดยเฉพาะด้านเอไอ อาจมีส่วนที่ทำให้วิกฤติไวรัสครั้งนี้สามารถแก้ไขได้เร็วขึ้นก็เป็นได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

สร้างภูมิคุ้มกัน สกัด Fake News

84015187_1620190491461618_2111547772598484992_o

สมัยผมเป็นเด็กยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตการรับข้อมูลข่าวสาร ยังมีช่องทางในวงจำกัด สื่อมีเพียงไม่กี่ประเภท เช่น หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ โดยไม่สามารถเลือกได้ตามชอบใจ แต่สิ่งสำคัญ คือ ข่าวต่างๆ จะถูกกลั่นกรองมาจากคนทำหน้าที่สื่อมวลชน มีจรรยาบรรณและมีความรับผิดชอบในวิชาชีพ บางครั้งเมื่อการลงข่าวผิดพลาดแม้แต่พิมพ์ชื่อคนผิดเราก็อาจเห็นการตีพิมพ์ข้อความขออภัย หรือหากเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรงก็อาจเห็นนักข่าวถูกปลดออกหรือถูกทำโทษ

ข้อมูลที่เผยแพร่ในวงจำกัด ต้องอ่านในหนังสือ ต้องเข้าห้องสมุดไปค้น และบางครั้งก็อาจไม่สามารถหาข้อมูลได้หากไม่มีหนังสือหรือเอกสารใดๆ ที่ตีพิมพ์ออกมา แม้ข้อมูลจะมีจำกัดแต่หนังสือเหล่านั้นส่วนใหญ่มีคุณภาพ มีกองบรรณาธิการทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูล มีสำนักพิมพ์รับผิดชอบในการตีพิมพ์ เราจึงมักได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่

ต่างจากปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต เราบอกว่าถ้าไม่รู้อะไรก็แค่กดถามอากู๋ (Google) เพียงเท่านั้นข้อมูลข่าวสารก็จะหลั่งไหลเข้ามามหาศาล เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลล้นทะลัก มีให้เลือกอ่าน เลือกดู เลือกฟัง ได้มากมาย ใครๆ ก็สามารถสร้างข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตได้ ยุคแรกๆ ก็อาจเป็นแค่การสร้างเว็บไซต์ หรือเขียนบล็อกต่างๆ แต่ในปัจจุบันเป็นโลกของโซเชียลมีเดียยุคของ เฟซบุ๊ค, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ และยูทูบ ใครๆ ต่างก็มีช่องทางสื่อสารของตัวเอง จนทุกคนสามารถที่จะเป็นผู้สื่อข่าวหรือนักเขียนเองได้

ถ้าคนทุกคนมีความคิดดี มีความเป็นนักวิชาการ มีความเป็นสื่อมวลชนที่ดี เนื้อหาและข่าวสารที่ถูกสร้างขึ้นย่อมมีความถูกต้องแม่นยำ และมีประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว แต่ละวิชาชีพจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ ต้องมีจรรยาบรรณ และต้องมีความรับผิดชอบ การสื่อสารและสร้างข่าวผิดพลาด แม้แต่เนื้อหาวิชาการที่ผิดพลาด หากทำขึ้นมาโดยขาดความรู้ที่ถูกต้องก็จะทำให้สังคมเข้าใจผิด และสุดท้ายก็อาจเกิดความเสียหายในสังคม

image

ยิ่งการที่มีคนบางกลุ่มพยายามสร้างข่าวลวง ซึ่งอาจเป็นเพราะความสนุก คึกคะนอง ความเกลียดชัง หรือหวังผลทางการเมือง ก็ยิ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้น ทุกวันนี้เราเห็นข่าวสารต่างๆ ถูกแชร์ออกมามากมายผ่านทางโซเชียลมีเดียล บ้างก็เป็นภาพที่บรรจงแต่งขึ้นมา บ้างก็เป็นข้อความ และเนื้อหาแนะนำเรื่องราวต่างๆ มากมายไปจนถึงทางด้านการแพทย์ ซึ่งส่วนมากไม่มีการระบุแหล่งที่มา หรืออ้างแหล่งที่ผิดๆ จนหลายคนไม่รู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่

ยิ่งล่าสุดในสถานการณ์ของการระบาดไข้หวัดโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 เราจะเห็นข้อความถูกแชร์มาสารพัด บ้างก็ให้ความรู้ที่ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ บ้างก็สร้างข่าวให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินเหตุ บ้างก็เจตนาหวังผลทางการเมือง จนรัฐบาลในหลายๆ ประเทศเริ่มมีความกังวลต่อการสร้างข่าวลวงเหล่านี้

เราอยู่ในสังคมของการ Click, Like และ Share ผู้คนจำนวนมากเลือกคลิกข้อมูลต่างๆ ขึ้นมาอ่านอย่างผิวเผิน มีการกด Like ด้วยความชื่นชม และบางครั้งก็ส่งข้อมูลที่อ่านคร่าวๆ เหล่านั้นแชร์ให้กระจายออกไป ในโลกออนไลน์การสร้างเนื้อหาต่างๆ เป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ผู้คนที่จะใช้โลกออนไลน์ได้มีประโยชน์ต้องมีภูมิคุ้มกันในการรับข้อมูลข่าวสารที่ดี และเลือกรับให้เป็น ถ้าสังคมมีความอ่อนแอขาดภุมิคุ้มกัน การมีข้อมูลมหาศาลจะกลายเป็นผลร้ายต่อสังคม ผู้คนเลือกบริโภคข้อมูลผิดๆ เกิดความผิดพลาด บางครั้งอาจทำให้ความเข้าใจองค์ความรู้บางอย่างผิดเพี้ยนไป

ดังนั้นหนึ่งในทักษะเชิงดิจิทัลที่ผู้คนควรมี คือทักษะด้านความสามารถการค้นหาและใช้ข้อมูล ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การค้นข้อมูลจาก กูเกิล หรือ เสิร์ช เอ็นจิ้น ต่างๆ เท่านั้น แต่ควรจะรวมไปถึงความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินจากข้อมูลที่มีคุณภาพในโลกอินเทอร์เน็ต รวมถึงทักษะในการอ้างอิงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ และเข้าใจถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูลและการนำไปใช้

ยิ่งในโลกปัจจุบันที่มีข้อมูลอยู่มากมาย เราจะสอนผู้คนให้ทราบได้อย่างไรว่า ข้อมูลใดถูกต้อง ดังนั้นทักษะเหล่านี้จะต้องถูกปูพื้นฐานตั้งแต่เด็กให้เข้าใจในเชิงเปรียบเทียบ วิเคราะห์แหล่งที่มาของข้อมูล หาแหล่งข้อมูลอ้างอิง การเรียนการสอนตั้งแต่ในระดับประถมศึกษาจึงจำเป็นต้องสอนให้เด็กสืบค้นข้อมูลออนไลน์อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่สอนแค่ให้ค้นได้แล้วเอามาตัดปะมาส่ง แต่จะต้องฝึกเด็กให้คิดเชิงวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลที่ถูกผิดได้ ซึ่งถ้าเราสามารถสอนคนให้รู้จักใช้ข้อมูลได้อย่างมีคุณภาพ ความกังวลเรื่องข่าวลวงต่างๆ ก็จะน้อยลงไป และสังคมออนไลน์ที่กด Click, Like และ Share ก็จะมีข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

(บทความนี้ปรับปรุงจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)