เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนทักษะการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่

Screenshot 2018-01-15 11.58.07

“Hey Google, play Madagascar from Netflix on my TV.”

“OK Google,  play mr. Bean video.”

“Hey Google, Turn the fan on.”

นี่คือตัวอย่างของคำสั่งที่ลูกชายคนเล็กวัย 4 ขวบครึ่งของผมสั่งงานเปิดปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยเสียง  ตัวเขาเองยังไม่สามารถที่จะใช้รีโมทคอนโทรลได้ และยังไม่เข้าใจปุ่มในการเปิดปิดพัดลม แต่ก็สามารถที่จะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยเสียงตามตวามต้องการของเขาได้  นอกจากนี้ในบางครั้งหากสงสัยคำศัพท์ใดเขาก็จะถาม Google Home ด้วยคำสั่งอาทิเช่น

“Hey Google how to spell cat?”

เด็กวัยนี้เกิดมาในยุคดิจิทัล (Digital native)  ไม่รู้จักอะไรหลายๆอย่างแบบที่พวกเราเคยใช้อาทิเช่นแผนที่ที่เป็นกระดาษ, เทป, CD, หรือแม้กระทั่งกรอบรูป ผมจำได้ว่าวันหนึ่งเขาไปบ้านย่าแล้วเขาเห็นกรอบรูปของย่า เขาก็เลยหยิบมันลงมาแล้วก็พยายามใช้นิ้วสไลด์เพื่อที่จะดูรูปต่อไปเพราะเขาเข้าใจว่ามันคือ iPad

เรื่องราวที่เล่าให้ฟังก็เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่าได้เด็กยุคใหม่หลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ต่อไปเราคงไม่ต้องสอนให้เขาใช้คอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ไม่ต้องสอนเขาใช้ เมาส์ สอนการใช้คีย์บอร์ด อย่าว่าแต่เด็กในยุคใหม่เลยแม้แต่ตัวผมเองการพิมพ์เอกสารต่างๆผมก็เขียนน้อยลง รวมถึงเบทความที่ผมเขียนอยู่นี้ผมก็ใช้ Google doc พิมพ์ด้วยเสียงแล้วค่อยกลับมาปรับเอกสารอีกทีนึง ทุกวันนี้ผมใช้กระดาษน้อยมากแล้วก็พยายามที่จะใช้เงินสดให้น้อย ลงเน้นมาใช้ mobile payment มาใช้บัตรเครดิต การสั่งของก็ผ่านออนไลน์ ผมคิดว่าโลกมันกำลังเปลี่ยนไปมาก และอนาคตใหม่ของโลกดิจิทัลมาถึงเรียบร้อยแล้ว (The Future is now)

Screenshot 2018-01-15 08.24.26

โลกมันกำลังเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่เราจะเห็นในอนาคตสำหรับเด็กยุคนี้อาจมีหลายอย่างอาทิเช่น

  • เราคงเห็นรถยนต์ทิ้ไร้คนขับ คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องเรียนขับรถไหมหรือจะต้องซื้อรถไหม
  • เราคงเห็นการสั่งงานด้วยเสียงกับอุปกรณ์ต่างๆมากมาย คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องหัดใช้ Keyboard ต้องหัดเขียนหนังสือหรือเรียนวิชาคัดไทยแบบเดิมเพื่อให้ลายมือสวยๆไหม
  • เราคงเห็นระบบแปลภาษาอัตโนมัติ คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องเรียนภาษาต่างชาติในรูปแบบเดิมหรอ
  • เราอาจเห็นสังคมไร้เงินสด คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องเข้าใจธุรกรรมการเงินด้วยวิธีเดิมๆอยู่หรอ
  • เราอาจเห็นระบบอัจฉริยะเข้ามาทำงานแทนที่คนต่างๆอย่างมากมาย คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะไปประกอบอาชีพแบบเดิมๆได้หรอ

ผมว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปมาก ทักษะของเด็กที่ต้องการเรียนรู้สำหรับการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคตก็กำลังเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ผมเห็นในบ้านเราก็คือวิธีคิดแบบเดิมๆ เรายังสอนให้ท่องจำ เรียนรู้แบบเดิมๆ ผู้ใหญ่บางครั้งก็กลัวว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แล้วก็ใช้วิธีสอนแบบเดิมๆด้วยความกลัวเทคโนโลยี ทั้งๆที่วันนี้เทคโนโลยีบางอย่างอาจฉลาดกว่าผู้สอน และอาจเปลี่ยนวิชาเดิมๆที่ต้องเรียน แต่เราก็มักจะบอกว่าเด็กต้องมีพื้นฐานบางอย่างแบบเดิมๆ ทั้งๆที่วันนี้เราควรจะต้องสอนการเรียนรู้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ สอนวิธีคิดแบบใหม่ๆ สอนการตั้งคำถาม และผู้ใหญ่ก็ต้องพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลง

การศึกษาบ้านเราในวันนี้ ถูกกำหนดโดยคนในยุค Analog แม้จะโชคดีอยู่บ้างที่มีผู้สอนบางกลุ่มเป็นคนในกลุ่ม Digital Immigrant แต่เรากำลังสอนคนในยุค Digital Native ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงต่อไปประเทศเราคงแข่งขันลำบาก คงอาจต้องถึง้วลาที่เราจะวางนโยบายการศึกษาโดยวิธีคิดแบบ Digital Native  ปรับทักษะในหลายๆวิชา และอาจต้องถึงเวลาปฎิรูปการศึกษาครั้งใหญ่โดยมองตั้งแต่ระดับอนุบาล ถ้ากล้าที่จะคิดนอกกรอบอาจต้องเริ่มต้นด้วยกล้าที่จะลดเอกสารและหนังสือเรียนจำนวนมากออกไป แล้วหันมาใช้ในรูปดิจิทัลแทน ผมว่าเราก็อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้างไม่มากก็น้อย ครับปัญหาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนที่กลัวไม่ใช่เด็กรุ่นนี้ที่จะโตขึ้นไปใช้หรอกครับ แต่คนกลัวก็คือคนสอนคนกำหนดนโยบายเขากลัวเทคโนโลยีจะมาแย่งงานเขาเห็นพวกเขาหมดความสำคัญไป

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ปรับองค์กรอย่างไรให้ทันกับ IT Trends 2018

25182135_982595078554499_4976486232400632025_o (1)

ในช่วงวันที่ 13-14 ธันวาคมที่ผ่านมาทาง IMC Institute ร่วมกับ Optimus (Thailand) ได้จัดงาน IT Trends 2018: Asia’s Rising Power เพื่อจะให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้เข้าใจถึงแนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศในปีหน้า โดยมีวิทยากรร่วม 20 ท่าน

ในงานนี้ผมได้กล่าวสรุปให้เห็นว่า แนวโน้มเทคโนโลยี 4 อย่างที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจอย่างมหาศาลคือ Internet of Things, Artificial Intelligence, Machine Learning และ Blockchain ซึ่งจะทำให้รูปแบบของสินค้า บริการ หรือการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในประเด็นของเรื่อง Business Disruption และการเปลี่ยนแปลงการทำงานหลายอย่างที่อาจเห็นระบบ Automation มากขึ้นในอนาคตจากเทคโนโลยีเหล่านี้

เทคโนโลยีที่จะเป็นตัวทำให้เกิดเทคโนโลยี 4 อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วคือ Big Data และ Cloud Computing เพราะจะทำให้องค์กรสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ง่าย สร้างนวัตกรรมได้เร็ว มีบริการที่ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ได้ง่าย ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับระบบ Cloud Computing และ Big Data ที่จำเป็นจะประกอบไปด้วย Open APIs, Microsservices, Container และ Cybersecurity

สุดท้ายนี้ในส่วนของ User Inteface ก็จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบใหม่ๆอย่าง Conversational platform ที่ผู้ใช้สามารถใช้งานด้วยเสียงได้ ระบบ Augmented Reaility/Virtual Reality ที่ทำให้ผู้ใช้อยู่ในโลกเสมือนจริง และระบบ Biometric ที่จะนำมาใช้ในการพิสูจน์ตน

Screenshot 2017-12-18 12.03.20

สิ่งที่สำคัญคือ เรากำลังอยู่ในยุคของ Digital Transformation การที่องค์กรใดไม่สามารถเข้าถึงหรือนำเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้เข้ามาใช้ในการทำงาน การบริการลูกค้า หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะเกิดช่องว่างเชิงดิจิมัลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในอนาคตเราอาจแข่งขันลำบากขึ้น

ในงานสัมมนาผมได้ให้ข้อเสนอแนะ 5 ประการเพื่อให้องค์กรต่างๆใช้ในการปรับตัวให้ทัน IT Trends  2018 ดังนี้

  1. องค์กรต้องกำหนดกลยุทธ์ด้าน Digital Transformation (DX), ต้องพัฒนา DX Platform ที่จะมีทั้งข้อมูล เนื้อหา ระบบการวิเคราะห์ข้อมูล การให้บริการลูกค้า และช่องทางการเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการปรับหน่วยงานไอทีในองค์กรให้เป็นลักษณะการทำงานแบบหน่วยงานด้านดิจืทัล
  2. องค์กรต้องพัฒนา AI center of excellence ที่จะนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในธุรกิจ โดยทีมงานนี้ต้องประสานงานด้านองค์ความรู้ การประยุกต์ใช้งาน และความร่วมมือต่างๆกับหน่วยงานภายในและภายนอก
  3. องค์กรต้องรู้จักประยุกต์ใช้บริการต่างๆบน Cloud Computing ตั้งแต่ช่วงต้นๆ เพราะการใช้ Cloud จะช่วยเร่งสร้างนวัตกรรมให้กับองค์กร
  4. องค์กรจะต้องพัฒนาระบบการพัฒนา Application ให้เกิดความคล่องตัว เปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยการสร้าง IT Architecture ที่เป็นรูปแบบของ Microservices โดยใช้ Container
  5. องค์กรจะต้องพัฒนาระบบนิเวศน์ด้านไอทีให้เป็น open APIs เพื่อจะสร้างความร่วมมือกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ซึ่ง Slide ที่ผมใช้ในการบรรยายนี้สามารถดูได้ที่ IT-Trends-2018-KeyNote

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

IT Trends 2018 มาฟังแนวโน้มของเทคโนโลยีและศึกษาดูเรื่องของพลังของชาติในเอเซีย

25182135_982595078554499_4976486232400632025_o (1)

IMC Institute จัดงานสัมมนา IT Trends มาสีปีติดต่อกันแล้ว ทุกครั้งจะเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศมายี่สิบกว่าท่านเพื่อจะ Update ในปีถัดไปว่าแนวโน้มด้านไอทีของบ้านเราจะมีเทคโนโลยีและความเคลื่อนไหวต่างๆของอุตสาหกรรมด้านใดที่สำคัญ ในปีนี้ทาง IMC Institute ก็จัดงานนี้ร่วมกับทาง บริษัท Optimus (Thailand) เป็นปีที่ห้า โดยกำหนดจัดงานขึ้นในวันที่  13-14 ธันวาคม 2560 ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด  โดยได้เชิญวิทยากรมาทั้งหมด 20 ท่านโดยตั้งเป็นหัวข้อว่า IT Trends: Seminar 2018 : Asia’s Rising Power  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/IT-Trends-2018)

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในปีหน้าจะเน้นคุยกันเรื่อง Big Data, Artificial Intelligence, Machine Learning, Internet of Things หรือ Blockchain  โดยทาง Gartner ก็ได้ระบุแนวโน้มเทคโนโลยี 10 อย่างในปีหน้ามาเป็นสามกลุ่มคือ AI, Digital และ Mesh ซึ่งทาง IMC Institute ได้ทำบทความสรุปเรื่องของ Gartner Top 10 Strategic Trends 2018 ลงในนิตยสาร IT Trends ของ IMC Institute ฉบับเดือน กันยายน-ธันวาตม 2560 (Download และ อ่านบทความได้ที่ www.slideshare.net/imcinstitute)

สำหรับแนวโน้มด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย ทีมงานของสถาบันไอเอ็มซีได้สรุปไว้ในบทความ “8 เทคโนโลยีแห่งปี 2561 มุ่งหน้าสู่การใช้งานจริง” โดยระบุเทคโนโลยีเด่น 8 ด้านคือ Artificial Intelligence (AI), Mobile Payment/E-Wallet, Internet of Things, Cloud Computing, Big Data,  Cyber Security, Blockchain และ Augmented Reality/Virtual Reality  ซึ่งในงานสัมมนานี้ก็จะมีการกล่าวถึงหัวข้อต่างๆเหล่านี้

งานสัมมนา IT Trends: Seminar 2018 : Asia’s Rising Power จะมี Keynote อยู่ 5 ท่านคือ

  • พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต : ธรรมะติดปีก กับ เทคโนโลยีติดจรวด
  • พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, ประธานกทค.และรองประธานกสทช:  Technology Trends impact to human society
  • ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์: ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI); Thailand 4.0: Reality or Hype
  • คุณธีรนันท์ ศรีหงส์, ประธานกรรมการ คณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) : FinTech Trends 2018
  • รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์: นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง;  Technology Trends & Economic Impact

ที่สำคัญงานสัมมนาครั้งนี้จะเน้นเรื่องแนวโน้เทคโนโลยีที่ทางประเทศในเอเซียกำลังก้าวสู่มหาอำนาจทางด้านเทคโนโลยีไอที โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีของประเทศชั้นนำในเอเซียด้านไอทีสามประเทศมาพูดถึงแนวโน้มเทคโนโลยีของประเทศเหล่านั้นคือ

  • Technology Trends in Japan โดย ดร.พีรเดช ณ น่าน: Digital Futurist และคอลัมนิสต์ Telecom & Innovation Journal และ CIO World Business;
  • Technology Trends in Practice in China โดย คุณธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง: เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ATCI;
  • Technology Trends in Practice in India โดย คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ : ประธานบริษัท Optimus (Thailand);

นอกจากนี้ก็ยังมีหัวข้อด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกหลายเรื่องอาทิเช่น

  • Blockchain & Distributed Ledger Trends: ดร.รอม หิรัญพฤกษ์: คณะกรรมการระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • Global IT Trends by PwC: คุณ วิไลพร ทวีลาภพันทอง : หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา
    บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย)
  • Cloud Computing Trends 2018: ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ: รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • IoT Trends in Retail Industry: คุณปฐม อินทโรดม: กรรมการ Creative Digital Economy,
    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • IT Security Trends 2018: คุณปริญญา หอมเอนก: ประธานและผู้ก่อตั้ง, ACIS Professional Center
  • Artificial Intelligence Trends 2018: ผศ.ดร.จิรพันธ์ แดงเดช : อดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
  • Future of Big Data on Cloud Computing: รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์: ผู้อำนวยการ IMC Institute
  • Software Development Trends 2018: คุณสมเกียรติ ปุ๋ยสูงเนิน: Software Practitioner บริษัท สยามชำนาญกิจ จำกัด
  • Panel Discussion: Startup & Technology Trends Panel Discussion โดย
    • คุณไมเคิล เชน CEO & Founder, Buzzebees Co., Ltd.
    • คุณชิตพล มั่งพร้อม CEO & Founder, Zanroo Limited
    • คุณพีรพัฒน์ อโศกธรรมรังสี, Head of Architecture – AVA Head of Engineer – Billme
    • คุณวิชัย วรธานีวงศ์ ที่ปรึกษารายการทีวี IT 24 Hours

ท่านที่สนใจรายละเอียดการสัมมนาก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  087-593-7974  หรือ contact@imcinstitute.com

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

เซินเจิ้น Silicon Valley ด้าน Hardware

25182135_982595078554499_4976486232400632025_o (1)

ช่วงวันที่ 16-18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีได้จัดทริปไปดูงาน China Hi-Tech Fair 2017 ที่เมืองเซินเจิ้น  (Shenzhen)  ประเทศจีน ตอนจะจัดไปครั้งแรกมีบางคนถามว่า Hi Tech Fair ที่เซินเจิ้นจะมีนวัตกรรมอะไรหรือ เพราะภาพของเซินเจิ้นคือเมืองที่เป็นแหล่งก๊อบปี้สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ และเป็นศูนย์กลางการผลิตที่เป็น Tech copycat แต่เมื่อไปถึงงานจริงๆทุกคนพบว่า งานจัดใหญ่โตมากจำนวนบูธที่ออกมามีมากมาย ตั้งแต่สินค้าไอทีเล็กๆ เทคโนโลยีโทรคมนาคม ไปจนถึงอุปกรณ์นวัตกรรมในโรงงาน ตลอดไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับและการแสดงสินค้าอย่างรถไฟฟ้า

DSC08612

ผู้ประกอบการ ICT (supply side) ของจีนไม่มีภาพของการเป็นนักก๊อปอีกต่อไป เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่นำมาแสดง เต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆจำนวนมาก บริษัทต่างๆมีนวัตกรรมทั้งหุ่นยนต์ ระบบอัจฉริยะต่างๆจำนวนมาก จนพวกเราที่เดินชมนิทรรศการบางคนถึงกับออกปากมาว่า นวัตกรรมอะไรก็ตามที่คนไทยกำลังเริ่มต้นคิดอยู่ของจีนเขาทำมาเป็นสินค้าพร้อมที่จะขายแล้ว แม้แต่สินค้าอย่าง Drone ที่ดูเหมือนกันทุกบูธ แต่สิ่งที่พบก็คือมี “Application” ที่แตกต่างกันและนำไปใช้งานคนละประเภท หรือระบบ Face Recognition ที่มีถึง 3 บูธ แต่ก็ทำ Data Analytic ไม่เหมือนกัน มีนวัตกรรมที่แตกต่างกัน

งานที่จัดดูอลังการมากสมกับเป็น Fair ระดับนานาชาติและมีหลาย Hall มาก แต่ละ Hall ก็จะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ 5G, Smart City, Smart Healthcare, Hi-Tech Industry, New electronic technology หรือ Aerospace และก็มี Brand ใหญ่ๆของจีนมาแสดงนวัตกรรมมากมาย นับว่าเป็นงานที่น่าสนใจมาก และดูแตกต่างจากงานอย่าง CommunicAsia ที่จัดประจำทุกปีที่สิงคโปร์ซึ่งจะเน้นเฉพาะด้าน Telecom โดยเป็นสินค้าที่มาจากทั่วโลกมากกว่าผู้ผลิตในเอเซีย แต่งาน Hi Tech Fair นี้เป็นผลิดภัณฑ์ของผู้ประกอบการจีนโดยตรงและมีนวัตกรรมที่หลากหลายในทุกด้านที่ดูเหมือนมากกว่างาน CommunicAsia ด้วยซ้ำไป

หากย้อนหลังไปเมื่อ 40 ปีก่อนเมืองเซินเจิ้นมีประชากรน้อยกว่า 300,000 คน และเมืองที่ทำการประมง แต่เมื่ออดีตประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงได้ประกาศให้เมืองนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 1980 โดยกำหนดมาตรการต่างๆในการจูงใจนักลงทุนทั้งด้านภาษีและกฎระเบียบการค้าต่างๆ ทำให้เซินเจิ้นเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากที่มีมูลค่า GDP น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทในปี 1979 กลายเป็น  1.25 ล้านล้านบาทในปี 2016  และทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 11.37 ล้านคนในปี 2016

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือเมืองเซินเจิ้นได้เปลี่ยนจากแหล่งอุตสาหกรรมที่เป็น Tech copy ให้กลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรม จนอาจกล่าวได้ว่าเมืองเซินเจิ้นคือ The Silicon Valley of Hardware นอกจากนี้ก็ยังเป็นศูนย์กลางของ Hardware Startup ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆมากมายทั้ง หุ่นยนต์ Drone อุปกรณ์ Wearable, Internet of Things และอุปกรณ์ Hi Tech Electronic ต่างๆ

เมืองเซินเจิ้นเป็นสังคมที่ใช้เงินสดน้อยมาก ทุกอย่างสามารถจ่ายผ่าน Mobile Payment ของ Alipay หรือ Wechat ซึ่งมีตั้งแต่การเช่าจักรยาน การซื้อของตามร้านค้า ร้านขายของข้างทาง อาหารข้างถนน หรือแม้แต่ นักดนตรีที่มาเล่นขอเงิน ก็ยังต้องจ่ายเงินให้ผ่าน QR Payment และหากเราต้องใช้เงินสดในร้านเล็กๆเขาก็จะปฎิเสธการรับเงินเพราะเขาไม่มีเงินสดมาทอน จนเราอาจกล่าวได้ว่า เซินเจิ้นเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเกือบ 100%

เมืองเซินเจิ้นดูมีความเป็นตะวันตกกว่าเมืองจีนทั่วๆไป มีความสะอาด และมีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง คนชั้นกลางมีฐานะที่ดีสามารถส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนดังๆในจีนและต่างประเทศ เมืองเซินเจิ้นมีท่าเรือที่มีความหนาแน่นอันดับที่ห้าของโลก มีตึกสูงและโรงแรมดีๆจำนวนมาก และหากพิจารณาถึงจำนวนตึกสูงกว่า 200 เมตรที่สร้างขึ้นทั่วโลกในปั 2016 จะพบว่ามีถึง 11 ที่สร้างขึ้นใหม่ในเซินเจิ้นมากกว่าที่ใดๆในโลก แต่อย่างไรก็ตามเมืองเซินเจิ้นก็ยังมีปัญหาเรื่องของการสื่อสารที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาจีน ทำให้อาจยากต่อการติดต่อสื่อสารและเดินทาง และก็ยังมีการบล็อกอินเตอร์เน็ตในหลายๆเว็บเซ็ต์อาทิเช่น Google และ Line

แต่หากพิจารณาภาพรวมแล้วเมืองเซินเจิ้นก็ยังเป็นเมืองที่เราควรทำธุรกิจด้วย เป็นแหล่งนวัตกรรมที่เราควรเข้าไปศึกษาและร่วมทำงาน สุดท้ายคงถึงเวลาที่บ้านเราจะต้องให้ความสำคัญกับเมืองนี้ และประเทศจีนมากขึ้นในด้านไอทีและเทคโนโลยี ด้วยความที่ระยะทางไม่อยู่ไกลจากบ้านเรานักและก็มีความเป็นวัฒนธรรมเอเซียอยู่มาก ข้อสำคัญสุดเซินเจิ้นกำลังมีภาพลักษณ์ที่กำลังกลายเป็น The factory of the world

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

[แหล่งข้อมูลจาก http://www.bbc.com/capital ]

กฎห้าข้อของการทำงานในยุคใหม่: ชีวิตการทำงานของเรากำลังเปลี่ยนไป

caaa296c-9057-4bbf-9a8b-bb1da5367e30

เทคโนโลยีดิจิทัลนอกจากเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันเราแล้ว ก็ยังมีผลต่อการเปลี่ยนวิถึการทำงานของผู้คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มอยากมีความเป็นอิสระในการทำงาน ไม่อยากทำงานประจำ ไม่ต้องการเดินทางหลายคนอยากทำงานหลายๆงานพร้อมกัน หรือบางทีก็อยากทำงานแบบ part-time เมื่อเร็วๆนี้ผมได้อ่านบทความใน BBC ที่พูดถึงเรื่อง The five new rules of work ที่อ้างถึงข้อเขียนของ Naomi Simson ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีอย่าง RedBalloon และ REDii ซึ่งน่าสนใจมากและได้เล่าถึงกฎกติกาการทำงานในรูปแบบใหม่ที่อยากจะนำมาถ่ายทอดในที่นี้

กฎเดิมข้อที่ 1) เราจะติดต่อกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าในที่ทำงานทุกวัน
กฎใหม่) สถานที่ทำงานในยุคใหม่จะอยู่ตามที่เราอยากอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

รูปแบบเดิมเราอาจต้องเข้าที่ทำงานทุกวันรู้จักหน้าและสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงาน การทำงานยุคใหม่เพื่อนร่วมงานอาจอยู่ทั่วโลกเราอาจจะไม่รู้จักหน้าตาหรือชื่อของผู้ร่วมงานแต่เราอาจจดจำเขาจากชื่ออีเมลหรือชื่อ Facebook ของพวกเขา เราอาจนั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ในเมืองไทยแต่หัวหน้าโดยตรงของเราอาจอยู่ต่างประเทศ คนที่มีประสบการณ์ทำงานบริษัทข้ามชาติในบ้านเราก็มักจะคุ้นเคยกับการทำงานแบบนี้ดี

กฎเดิมข้อที่ 2) เราจะทำงาน 5 วันๆละ 8 ชั่วโมง
กฎใหม่) เราพร้อมที่จะทำงานตามความต้องการของเราตลอดเวลา (7 วัน 24ชั่วโมง)

ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ แต่เราคงต้องสามารถที่จะรับโทรศัพท์เรื่องงานได้ตลอดเวลา บางครั้งอาจจำเป็นต้องโต้ตอบเรื่องงานผ่าน Social Media Tool อย่าง Line แม้แต่เวลากลางคืนหรือขณะอยู่บนรถไฟฟ้าบางครั้งผมเองก็ต้องมาตอบอีเมลก่อนเข้านอน หรือแม้แต่ดึกๆแล้วก็อาจต้องมาเตรียมสไลด์สำหรับการเสนองาน เขียนบล็อกหรือโพสต์ข้อความใน Facebook ขององค์กรในเวลาเช้ามืด บางครั้งก็ต้องทำconference call กับเพื่อนร่วมงานตอนดึกๆ การทำงานไม่มีขอบเขตเวลาที่แน่นอนและจะมีงานต่างๆให้ทำตลอดเวลา

กฎเดิมข้อที 3) เราจะเป็นพนักงานองค์กรหนึ่งแบบเต็มเวลา
กฎใหม่) เราอาจทำงานหลายงานพร้อมกันเปลี่ยนโปรเจ็คไปเรื่อยๆและอาจมีนายจ้างหลายรายพร้อมกัน

การทำงานยุคใหม่จะดึงคนที่มีความสามารถในแต่ละด้านมาทำงานร่วมกันชั่วควารเมื่อหมดโปรเจ็คก็อาจแยกย้ายกันไป คนจะทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันและเมื่อเสร็จจากงานหน่วยงานหนึ่งก็จะไปทำงานโครงการต่อไป ลักษณะงานบางทีเป็นสัญญาจ้างหรือทำงานแบบ Part-time

กฎเดิมข้อที่ 4) การทำงานและชีวิตส่วนตัวแบ่งแยกอย่างชัดเจน
กฎใหม่) เส้นแบ่งระหว่างโลกส่วนตัวกับการทำงานจะหายไป

โลกการทำงานในยุคใหม่เน้นเรื่องการทำงานทุกที่ ทุกเวลา เช่นกันคนเราก็อยากใช้ชีวิตส่วนตัวเพื่อความสุขและสังคมส่วนตัวตลอดเวลา เดิมเรามีคำว่าวันหยุดและวันทำงานที่ชัดเจน แต่ตอนนี้เราจะเริ่มแยกยากขึ้น ข้อสำคัญคนจะทำงานเพราะมีแรงบันดาลใจและมีความสุขกับการทำงานจึงไม่มีความรู้สึกว่าคืองาน ขณะเดียวกันก็จะต้องบริหารเวลาส่วนตัวให้ดีที่บางครั้งมันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับงาน เราอาจทำงานไปแล้วเดิน shopping หรือไปทำธุระส่วนตัวพร้อมกัน บางครั้งเราอาจยังต้องทำงานแม้จะไปพักผ่อนชายทะเล

กฎเดิมข้อที่ 5) เราทำงานเพราะต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
กฎใหม่) เราทำงานเพราะมีความอยากกระตือรือร้นที่จะทำและรักที่จะทำ

สมัยก่อนเรามักจะได้ยินคำว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” มันเป็นคำพูดที่สอนให้คนทำงานเพราะเงินแม้อาจจะไม่รักกับงานที่ทำ โลกในยุคใหม่เราทำงานที่ไหนก็ได้ เพื่อนร่วมงานอาจไม่รู้จักกันเลยอยู่คนที่ เราทำงานได้ตลอดเวลาและอาจไม่ใช่พนักงานประจำ ดังนั้นเราคงต้องทำงานด้วยความรักที่จะทำ อยากเห็นผลสำเร็จของงาน

2015-02-01-Nest-by-AIA-3-1050x700

จากที่สรุปมาให้อ่านนี้ก็เพื่อที่อยากทำความเข้าใจว่าการทำงานยุคใหม่ ที่เราบอกว่าจะทำที่ไหน ทำเวลาไหนก็ได้ โดยผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าเราจะทำงานสบายขึ้น การไม่ต้องมาที่ทำงานก็อาจทำให้เราต้องทำงานมากขึ้นหรือน้อยลงก็ได้ แต่ข้อสำคัญถ้าทำในสิ่งที่ชอบด้วยวิธีการทำงานแบบใหม่เราคงได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์
IMC institute
สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI)

Bank of the Future: เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนโลกของสาขาแบงค์

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปธนาคาร อาจเป็นเพราะว่าไม่ชอบการรอคอยหรือเสียเวลาในการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ และในเมื่อธุรกรรมเกือบทุกอย่างผมสามารถทำได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและตู้เอทีเอ็ม แล้วทำไมผมจะต้องเสียเวลาไปธนาคารละครับ เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ดูข่าวทีวีช่อง CNN และพูดถึง Bank of the Future ที่ระบุว่าในปัจจุบันคนทำธุรกรรมออนไลน์หมดแล้วสาขาแบงค์จะเป็นอย่างไร พร้อมกับแสดงตัวอย่างให้เห็นสาขาธนาคารบางแห่งที่ได้แนวคิดจาก Apple Store มาใช้ สาขาธนาคารบางแห่งกลายเป็นร้านขายของ บางแห่งมีที่ให้นั่งทานกาแฟ บางแห่งมีห้องประชุมให้เช่าใช้ และบริการกับลูกค้าทุกรายแม้จะไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารก็ตาม (Link ข่าว CNN เรื่อง Apple Store inspires ‘bank of the future)

Screenshot 2015-01-27 09.06.55

รูปที่ 1  ภาพสาขาธนาคารจากรายงานข่าว Bank of the Future  ของ CNN

ผู้คนหลายๆประเทศทั่วโลกหันมาใช้ Internet Banking และ Mobile Banking มากขึ้น เพราะสะดวกสบายกว่า และสามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา ข้อมูลจากสำนักวิจัย Capgemini เมื่อปี 2012 คาดการณ์ว่าในปี 2015 จำนวนผู้ใช้ Internet Banking ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 91.7% และจำนวนผู้ใช้ Mobile Banking จะเพิ่มเป็น 62.3% ทั้งที่ในปี 2011 ยังมีผู้ใช้ Mobile Banking เพียง 39.9%  ซึ่งทาง Juniper Research ก็คาดว่าจำนวนผู้ใช้  Mobile Banking จะมีถึงหนึ่งพันล้านคนสิ้นปี2017 นอกจากนี้ยังมีข้อมูลของบริษัทวิจัย  Nielsen ที่ระบุว่าในปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากว่า 82% ใช้ Online Banking อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือเคยมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าคนในประเทศสวีเดนกว่า 96% นิยมทำธุรกรรมด้วยตัวเองและกว่า 88% ไม่เคยไปธนาคารเลยในรอบ 12 เดือน

Screenshot 2015-01-27 14.40.46

รูปที่  2  แนวโน้มการใช้ Online Banking และ Internet Banking ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยมีตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยทีออกมาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วระบุว่ามีบัญชีธนาคารที่เป็น Internet Account ในประเทศ 8,943,950 บัญชี โดยมีวงเงินการทำธุรกรรมถึง 1,705 พันล้านบาท และเป็น Mobile Internetอีก 3,711,382 บัญชี โดยมีวงเงินการทำธุรกรรมผ่านโมบาย 129 ล้านบาท นอกจากนี้ยังผลการสำรวจของของบริษัท Bain ในปี 2012 ที่สำรวจผู้ใช้บริการจากธนาคารจำนวน 150,100 คนจาก 14  ประเทศทั่วโลกพบว่าหลายประเทศในเอเซียมีอัตราการใช้บริการ Mobile Banking ที่สูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเองมีอัตราการใช้ 24% (ข้อมูลจากการสำรวจผู้ใช้ 1,300 คน) และมีการใช้  Online Banking สูงถึง 73%

Screenshot 2015-01-27 14.16.47

รูปที่ 3 ผลสำรวจอัตราการเข้าใช้บริการ  Mobile Banking ใน 14 ประเทศทั่วโลก

Screenshot 2015-01-27 13.58.26

รูปที่ 4 ผลสำรวจอัตราการเข้าใช้บริการของลูกค้าธนาคารในประเทศไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 1,300 ค

ในปัจจุบันผมใช้ Internet Banking อยู่ประมาณ 5 ธนาคาร สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารเหล่านั้นผมแทบไม่เคยอัพเดท บางบัญชีสมุดอยู่ไหนแล้วผมไม่เคยทราบ การทำธุรกรรมเกือบ 100% ผมเลือกที่จะทำออนไลน์ แม้แต่การถอนเงินสดออกมาผมก็เลือกที่จะทำผ่านตู้ ATM ผมมีบัญชีธนาคารสองแห่งที่ใช้ประจำเลยเลือกที่จะมี Mobile Banking เพราะมันสะดวกกว่าที่จะต้องมาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ก็เลือกใช้งาน Mobile Banking ในเฉพาะบางธุรกรรมที่เหมาะสม ผมเองใช้บัตรเครดิตอยู่และข้อมูลการทำธุรกรรม การเรียกเก็บเงินต่างๆของบัตรเครดิตทุกใบผมจะใช้ระบบออนไลน์ ทำให้เราทราบการใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอให้บริษัทบัตรเครดิตส่ง Statement มาในตอนปลายเดือน (ซึ่งทุกวันนี้ก็เลือกที่จะให้ส่งมาทางอีเมล์ ไม่ใช่ในรูปของกระดาษหรือจดหมายแล้ว) สุดท้ายแม้แต่การทำธุรกรรมเงินกองทุนของธนาคารต่างๆที่ผมใช้บริการไม่ว่าการซื้อขายกองทุนรวม กองทุน LTF และ RMF ผมก็เลือกใช้บริการออนไลน์รวมถึงการใช้บริการของ WealthMagik ที่ช่วยให้ผมเห็นภาพรวมของกองทุนทั้งหมดของทุกธนาคาร

Screenshot 2015-01-27 15.06.39

รูปที่ 5 เว็บไซต์ WealthMagik

ผมมักจะเจอคำถามว่าใช้ Internet Banking ไม่เสี่ยงหรือ จริงๆผมใช้มาสิบกว่าปีแล้ว ถามว่าเคยผิดพลาดไหมก็ยอมรับว่าเคย แต่ถ้าถามต่อว่าเพราะอะไรก็ต้องตอบว่าเกิดจากการทำธุรกรรมที่ผิดพลาดของตัวเองเช่น ชำระค่าบริการผิดที่,โอนเงินไปผิด หรือซื้อกองทุนผิด โดยมากก็เพราะเราไม่รอบคอบ แต่การทำผิดพลาด 2-3 ครั้งนี้ธนาคารก็ให้บริการแก้ปัญหาให้อย่างดี ทำธุรกรรมเป็นพันๆครั้งอาจมีความผิดพลาดบ้างแต่มันก็เป็นบทเรียนให้เรารอบคอบยิ่งขึ้น วันนี้ถ้าเราไม่ใช้ Online Banking เราก็คงเริ่มตกยุคเพราะธนาคารทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป มันก็เหมือนกับสมัยก่อนที่เราอาจเคยเก็บเงินไว้ในบ้าน พอยุคต่อมาเราก็ต้องนำฝากธนาคารเชื่อครับคนยุคนั้นก็กลัวว่าเงินไม่ได้เก็บไว้กับเราจะปลอดภัยไหม การใช้ Online Banking ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของ user, password การใช้ Public WIFI หรือขั้นตอนการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ผู้ใช้ต้องตระหนักและป้องกันไว้ ซึ่งการทำธุรกรรมทุกอย่างแม้แต่ไม่ใช่ออนไลน์ถ้าเราไม่ระมัดระวังก็มีความเสี่ยง เผลอๆบางอย่างที่ทำบนโลกออนไลน์อาจช่วยให้เราลดความเสี่ยงด้วยซ้ำ ช่วงนี้ผมมักจะตอบกลับอย่างขำๆเวลาคนมาถามเรื่องความเสี่ยงบน online Banking ว่า “ที่สถาบันการศึกษาบางแห่งมีเงินหายเป็นพันล้านนี่มันเกิดจากการทำ Online Banking ไหมครับ ในทางกลับกันถ้าเขาใช้ Online Banking ในการดูยอดเงินฝาก แทนที่จะดูจากสมุดเงินฝาก เผลอๆอาจเห็นความผิดปกติตั้งนานแล้ว

การเข้ามาของ Digital Banking คงไม่ได้ทำให้สาขาธนาคารหายไป แต่อาจมีจำนวนน้อยลงและคงต้องปรับรูปแบบ สาขาธนาคารคงไม่ใช่มีไว้แค่ทำธุรกรรมง่ายๆอย่างแค่ ฝาก ถอน โอนเงิน หรือชำระเงินค่าบริการสินค้า แต่พนักงานของสาขาธนาคารคงต้องเข้าใจลูกค้าดีขึ้น ลูกค้าเหล่านั้นคงใช้งาน online Banking เป็นประจำ แต่เขาจะมาสาขาเพื่อขอคำแนะนำการบริการด้านการเงินต่างๆ ขอความรู้การซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของธนาคารเช่นกองทุน มาขอสินเชื่อบางอย่างที่อาจไม่ทำในโลกออนไลน์ได้ ธนาคารในอนาคตต้องมีข้อมูล CRM ลูกค้าอย่างดี ต้องมีความสามารถในทำ customer segmentation หรือการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากข้อมูลต่างๆทั้งภายในและภายนอกธนาคาร เผลอๆสาขาธนาคารอาจกลายเป็นร้านกาแฟให้ผมมานั่งดื่มกับเพื่อนฝูง และคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลการเงินกางทุนก็เป็นไปได้

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนธนาคาร ทาง Capgemini และก็ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆก็ระบุแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีของธนาคารอยู่ 4 เรื่องคือ

  • การใช้ Mobile Banking จะเพิ่มขึ้นอย่างมากโดย Internet Banking จะเป็นเรื่องปกติ
  • การใช้จ่ายผ่าน Mobile  Payment จะมีมากขึ้น รวมถึงจะมีการใช้ Mobile Remote Deposite Capture ทำให้ลดการใช้ Cheque ที่เป็นกระดาศ
  • Social Media และ Analytic Tools จะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ลูกค้ามากขึ้น
  • ช่องทางการบริการธุรกรรมธนาคารจะมีความหลากหลายมากขึ้นผ่านอุปกรณ์ต่างๆและเชื่อมโยงกันหมดทั้ง  Mobile, Tablet รวมไปถึง Internet of Things อย่าง smart TV

ทั้งหมดนี้ผมก็เขียนมาจากมุมมองของผมที่เป็นลูกค้าและผู้ใช้บริการของธนาคาร ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แต่อย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-27 15.22.09

กลยุทธ์ Big Data สำหรับประเทศไทย

Screenshot 2015-01-13 08.34.13

สัปดาห์ที่ผ่านมา IMC Institute จัดแถลงข่าวเรื่อง Big Data Trends โดยผมได้ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 2-3 ปีนี้เราจะเห็นถึง Mega-Trends ทางด้านไอทีอยู่  3 อย่างคือ

Screenshot 2015-01-25 16.04.17

รูปที่ 1  IT Mega Trends 2015

  • Internet of Things  อุปกรณ์ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะไม่จำกัดอยู่แค่ เครื่องพีซี Smartphone หรือ  Tablet แต่จะรวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆตั้งแต่นาฬิกา, wearable technology, เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของต่างๆ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ถึง 50,000 ล้านชิ้นในปี 2020
  • Cloud Computing ระบบการประมวลผลจะขึ้นบนอินเตอร์เน็ตมาจากที่ใดก็ได้ และข้อมูลจะตามเราไปทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์
  • Big Data เมื่อมีอุปกรณ์ต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลก็จะมากขึ้น จะมีหลายรูปแบบ และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลมากถึง 35 ZByte ในปี 2025 ดังนั้นต่อไปใครที่สามารถนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ก็จะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

กระแสเรื่อง Big Data เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ Big Data ไม่ใช่แค่เรื่องของไอที ไม่ใช่แค่มองเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่เป็นเรื่องของทางด้านธุรกิจและผู้ใช้ที่จะมองวิธีการในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์ต่างๆเพื่อให้ได้ประโยชน์ จึงไม่แปลกใจที่เห็นบริษัท E-Commerce รายใหญ่ๆในโลกสามารถวิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์นำเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ ธนาคารบางแห่งสามารถใช้ Big Data มาช่วยในการวิเคราะห์เครดิตของลูกค้าที่จะขอสินเชื่อ หรือแม้แต่บริษัทผู้ให้บริการมือถือก็สามารถใช้ Big Data มาช่วยในการแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation)

IDC ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดของ Big Data ในปี 2014  ว่าสูงถึง 16.1  พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ตลาดของ Big Data ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกโดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่นในปีนี้ไว้ที่  1.61  พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโตกว่าปีที่แล้วถึง 34.7% นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์จากบริษัทวิจัยอย่าง Researchbeam ระบุว่ามูลค่าตลาดของ Hadoop หนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำ Big Data จะโตจาก 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012 เป็น 50.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

แต่ปัญหาที่หน่วยงานต่างๆจะเจอในเรื่องของ Big Data คือการขาดบุคลากรและขาดข้อมูล Gartner เองระบุว่าในปีนี้จะมีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ทั่วโลกถึง 4.4 ล้านตำแหน่ง แต่คงสามารถที่จะหาคนเข้าทำงานได้เพียง 1 ใน 3 ของตำแหน่งงาน และทาง IDC ก็ระบุถึงตำแหน่งงานทางด้าน Analytics ในสหรัฐอเมริกาว่าจะมีถึงสองแสนตำแหน่งในปี  2018 นอกจากนี้ยังพบว่าในปัจจุบันองค์กรใหญ่ๆเกือบ 70% ต้องซื้อข้อมูลจากภายนอกมาวิเคราะห์และคาดว่าในปี 2019 ทุกองค์กรใหญ่ๆคงต้องซื้อข้อมูล

เรื่อง Big Data ก็เป็นเรื่องที่ประเทศใน  ASEAN ให้ความสำคัญ รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าตั้งแต่ปลายปี  2013 ว่าจะเป็นฮับทางด้านนี้โดยเฉพาะการทำ Big Data Analytics โดยมีการตั้ง Big Data Innovation Center  ส่วนทางนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย Najib Razak  ก็ได้ประกาศนโยบาย Big Data Analytics (BDA)ในปลายปี 2014  โดยวางแผนการทำ Pilot Project ในปีนี้ 4 เรื่อง และวางแผนระยะยาว 7 ปีดังรูป

Screenshot 2015-01-25 17.45.00

รูปที่  2  แผนด้าน Big Data Analytics ของประเทศมาเลเซียเริ่มต้นปี  2014

สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าเราคงต้องมีนโยบายอยู่สามด้านตามรูปที่ 3 (ต้องขอขอบคุณ  PostToday  ทีวาดภาพกราฟฟิกนี้สรุปให้)

  1. ภาครัฐและเอกชน
    • Big Data ยังเป็นตลาดใหม่มีการแข่งขันไม่สูงนัก (Blue Ocean) ทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต้องรีบวางกลยุทธ์เรื่องนี้โดยเร็ว มิฉะนั้นแล้วเราจะเสียเปรียบคู่แข่งเชิงธุรกิจ
    • Big Data จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้กับคู่แข่งในภูมิภาค ต้องเอาเรื่องนี้เดินควบคู่กับนโยบาย Digital Economy
    • เรื่องข้อมูลจะเป็นเรื่องจำเป็น จึงต้องเร่งส่งเสริมให้มีการทำ Open Data เพื่อให้เกิดการต่อ ยอดนำข้อมูลไปใช้งาน
  2. เทคโนโลยี
    • เทคโนโลยีด้านนี้จะมีการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ภาครัฐเองควรจะส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้าน Hardware/Software
    • การตั้ง Cloud Platform สำหรับ Big Data Technology เช่น  Hadoop as a Service เป็นเรื่องจำเป็น ภาครัฐอาจต้องหาหน่วยงานเช่น สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) มาช่วยดำเนินงาน  หน่วยงานในภาครัฐหรือบริษัทขนาดกลางและเล็กจะได้สามารถใช้งานได้โดยมีค่าบริการที่ถูกลง
  3. การพัฒนาบุคลากร
    • ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ โดยเฉพาะผู้ที่จะมีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
    • ระยะเริ่มต้นอาจต้องนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาทำ Pilot Project  ในลักษณะ On the job training

Screenshot 2015-01-25 17.51.09รูปที่  3  ข้อเสนอแนะกลยุทธ์ Big Data สำหรับประเทศไทย

Big Data คือเรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องแค่ไอที ตอน Cloud Computing เข้ามาประเทศเราก็ช้าไปและตกขบวนไปแล้ว แม้ Cloud กลายเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้ยังมีอุตสาหกรรมไอทีหรือซอฟต์แวร์ไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจเรื่อง Cloud ดีพอ ถ้าเราช้าไปเรื่อง Big Data งวดนี้จะไม่ใช่แค่ตกขบวนไอทีแต่เผลอๆจะตกขบวนทางธุรกิจแข่งกับเขาในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปไม่ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-24 09.35.40