กฎห้าข้อของการทำงานในยุคใหม่: ชีวิตการทำงานของเรากำลังเปลี่ยนไป

caaa296c-9057-4bbf-9a8b-bb1da5367e30

เทคโนโลยีดิจิทัลนอกจากเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันเราแล้ว ก็ยังมีผลต่อการเปลี่ยนวิถึการทำงานของผู้คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มอยากมีความเป็นอิสระในการทำงาน ไม่อยากทำงานประจำ ไม่ต้องการเดินทางหลายคนอยากทำงานหลายๆงานพร้อมกัน หรือบางทีก็อยากทำงานแบบ part-time เมื่อเร็วๆนี้ผมได้อ่านบทความใน BBC ที่พูดถึงเรื่อง The five new rules of work ที่อ้างถึงข้อเขียนของ Naomi Simson ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีอย่าง RedBalloon และ REDii ซึ่งน่าสนใจมากและได้เล่าถึงกฎกติกาการทำงานในรูปแบบใหม่ที่อยากจะนำมาถ่ายทอดในที่นี้

กฎเดิมข้อที่ 1) เราจะติดต่อกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าในที่ทำงานทุกวัน
กฎใหม่) สถานที่ทำงานในยุคใหม่จะอยู่ตามที่เราอยากอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

รูปแบบเดิมเราอาจต้องเข้าที่ทำงานทุกวันรู้จักหน้าและสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงาน การทำงานยุคใหม่เพื่อนร่วมงานอาจอยู่ทั่วโลกเราอาจจะไม่รู้จักหน้าตาหรือชื่อของผู้ร่วมงานแต่เราอาจจดจำเขาจากชื่ออีเมลหรือชื่อ Facebook ของพวกเขา เราอาจนั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ในเมืองไทยแต่หัวหน้าโดยตรงของเราอาจอยู่ต่างประเทศ คนที่มีประสบการณ์ทำงานบริษัทข้ามชาติในบ้านเราก็มักจะคุ้นเคยกับการทำงานแบบนี้ดี

กฎเดิมข้อที่ 2) เราจะทำงาน 5 วันๆละ 8 ชั่วโมง
กฎใหม่) เราพร้อมที่จะทำงานตามความต้องการของเราตลอดเวลา (7 วัน 24ชั่วโมง)

ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ แต่เราคงต้องสามารถที่จะรับโทรศัพท์เรื่องงานได้ตลอดเวลา บางครั้งอาจจำเป็นต้องโต้ตอบเรื่องงานผ่าน Social Media Tool อย่าง Line แม้แต่เวลากลางคืนหรือขณะอยู่บนรถไฟฟ้าบางครั้งผมเองก็ต้องมาตอบอีเมลก่อนเข้านอน หรือแม้แต่ดึกๆแล้วก็อาจต้องมาเตรียมสไลด์สำหรับการเสนองาน เขียนบล็อกหรือโพสต์ข้อความใน Facebook ขององค์กรในเวลาเช้ามืด บางครั้งก็ต้องทำconference call กับเพื่อนร่วมงานตอนดึกๆ การทำงานไม่มีขอบเขตเวลาที่แน่นอนและจะมีงานต่างๆให้ทำตลอดเวลา

กฎเดิมข้อที 3) เราจะเป็นพนักงานองค์กรหนึ่งแบบเต็มเวลา
กฎใหม่) เราอาจทำงานหลายงานพร้อมกันเปลี่ยนโปรเจ็คไปเรื่อยๆและอาจมีนายจ้างหลายรายพร้อมกัน

การทำงานยุคใหม่จะดึงคนที่มีความสามารถในแต่ละด้านมาทำงานร่วมกันชั่วควารเมื่อหมดโปรเจ็คก็อาจแยกย้ายกันไป คนจะทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันและเมื่อเสร็จจากงานหน่วยงานหนึ่งก็จะไปทำงานโครงการต่อไป ลักษณะงานบางทีเป็นสัญญาจ้างหรือทำงานแบบ Part-time

กฎเดิมข้อที่ 4) การทำงานและชีวิตส่วนตัวแบ่งแยกอย่างชัดเจน
กฎใหม่) เส้นแบ่งระหว่างโลกส่วนตัวกับการทำงานจะหายไป

โลกการทำงานในยุคใหม่เน้นเรื่องการทำงานทุกที่ ทุกเวลา เช่นกันคนเราก็อยากใช้ชีวิตส่วนตัวเพื่อความสุขและสังคมส่วนตัวตลอดเวลา เดิมเรามีคำว่าวันหยุดและวันทำงานที่ชัดเจน แต่ตอนนี้เราจะเริ่มแยกยากขึ้น ข้อสำคัญคนจะทำงานเพราะมีแรงบันดาลใจและมีความสุขกับการทำงานจึงไม่มีความรู้สึกว่าคืองาน ขณะเดียวกันก็จะต้องบริหารเวลาส่วนตัวให้ดีที่บางครั้งมันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับงาน เราอาจทำงานไปแล้วเดิน shopping หรือไปทำธุระส่วนตัวพร้อมกัน บางครั้งเราอาจยังต้องทำงานแม้จะไปพักผ่อนชายทะเล

กฎเดิมข้อที่ 5) เราทำงานเพราะต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
กฎใหม่) เราทำงานเพราะมีความอยากกระตือรือร้นที่จะทำและรักที่จะทำ

สมัยก่อนเรามักจะได้ยินคำว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” มันเป็นคำพูดที่สอนให้คนทำงานเพราะเงินแม้อาจจะไม่รักกับงานที่ทำ โลกในยุคใหม่เราทำงานที่ไหนก็ได้ เพื่อนร่วมงานอาจไม่รู้จักกันเลยอยู่คนที่ เราทำงานได้ตลอดเวลาและอาจไม่ใช่พนักงานประจำ ดังนั้นเราคงต้องทำงานด้วยความรักที่จะทำ อยากเห็นผลสำเร็จของงาน

2015-02-01-Nest-by-AIA-3-1050x700

จากที่สรุปมาให้อ่านนี้ก็เพื่อที่อยากทำความเข้าใจว่าการทำงานยุคใหม่ ที่เราบอกว่าจะทำที่ไหน ทำเวลาไหนก็ได้ โดยผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าเราจะทำงานสบายขึ้น การไม่ต้องมาที่ทำงานก็อาจทำให้เราต้องทำงานมากขึ้นหรือน้อยลงก็ได้ แต่ข้อสำคัญถ้าทำในสิ่งที่ชอบด้วยวิธีการทำงานแบบใหม่เราคงได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์
IMC institute
สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI)

Bank of the Future: เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนโลกของสาขาแบงค์

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปธนาคาร อาจเป็นเพราะว่าไม่ชอบการรอคอยหรือเสียเวลาในการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ และในเมื่อธุรกรรมเกือบทุกอย่างผมสามารถทำได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและตู้เอทีเอ็ม แล้วทำไมผมจะต้องเสียเวลาไปธนาคารละครับ เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ดูข่าวทีวีช่อง CNN และพูดถึง Bank of the Future ที่ระบุว่าในปัจจุบันคนทำธุรกรรมออนไลน์หมดแล้วสาขาแบงค์จะเป็นอย่างไร พร้อมกับแสดงตัวอย่างให้เห็นสาขาธนาคารบางแห่งที่ได้แนวคิดจาก Apple Store มาใช้ สาขาธนาคารบางแห่งกลายเป็นร้านขายของ บางแห่งมีที่ให้นั่งทานกาแฟ บางแห่งมีห้องประชุมให้เช่าใช้ และบริการกับลูกค้าทุกรายแม้จะไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารก็ตาม (Link ข่าว CNN เรื่อง Apple Store inspires ‘bank of the future)

Screenshot 2015-01-27 09.06.55

รูปที่ 1  ภาพสาขาธนาคารจากรายงานข่าว Bank of the Future  ของ CNN

ผู้คนหลายๆประเทศทั่วโลกหันมาใช้ Internet Banking และ Mobile Banking มากขึ้น เพราะสะดวกสบายกว่า และสามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา ข้อมูลจากสำนักวิจัย Capgemini เมื่อปี 2012 คาดการณ์ว่าในปี 2015 จำนวนผู้ใช้ Internet Banking ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 91.7% และจำนวนผู้ใช้ Mobile Banking จะเพิ่มเป็น 62.3% ทั้งที่ในปี 2011 ยังมีผู้ใช้ Mobile Banking เพียง 39.9%  ซึ่งทาง Juniper Research ก็คาดว่าจำนวนผู้ใช้  Mobile Banking จะมีถึงหนึ่งพันล้านคนสิ้นปี2017 นอกจากนี้ยังมีข้อมูลของบริษัทวิจัย  Nielsen ที่ระบุว่าในปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากว่า 82% ใช้ Online Banking อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือเคยมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าคนในประเทศสวีเดนกว่า 96% นิยมทำธุรกรรมด้วยตัวเองและกว่า 88% ไม่เคยไปธนาคารเลยในรอบ 12 เดือน

Screenshot 2015-01-27 14.40.46

รูปที่  2  แนวโน้มการใช้ Online Banking และ Internet Banking ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยมีตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยทีออกมาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วระบุว่ามีบัญชีธนาคารที่เป็น Internet Account ในประเทศ 8,943,950 บัญชี โดยมีวงเงินการทำธุรกรรมถึง 1,705 พันล้านบาท และเป็น Mobile Internetอีก 3,711,382 บัญชี โดยมีวงเงินการทำธุรกรรมผ่านโมบาย 129 ล้านบาท นอกจากนี้ยังผลการสำรวจของของบริษัท Bain ในปี 2012 ที่สำรวจผู้ใช้บริการจากธนาคารจำนวน 150,100 คนจาก 14  ประเทศทั่วโลกพบว่าหลายประเทศในเอเซียมีอัตราการใช้บริการ Mobile Banking ที่สูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเองมีอัตราการใช้ 24% (ข้อมูลจากการสำรวจผู้ใช้ 1,300 คน) และมีการใช้  Online Banking สูงถึง 73%

Screenshot 2015-01-27 14.16.47

รูปที่ 3 ผลสำรวจอัตราการเข้าใช้บริการ  Mobile Banking ใน 14 ประเทศทั่วโลก

Screenshot 2015-01-27 13.58.26

รูปที่ 4 ผลสำรวจอัตราการเข้าใช้บริการของลูกค้าธนาคารในประเทศไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 1,300 ค

ในปัจจุบันผมใช้ Internet Banking อยู่ประมาณ 5 ธนาคาร สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารเหล่านั้นผมแทบไม่เคยอัพเดท บางบัญชีสมุดอยู่ไหนแล้วผมไม่เคยทราบ การทำธุรกรรมเกือบ 100% ผมเลือกที่จะทำออนไลน์ แม้แต่การถอนเงินสดออกมาผมก็เลือกที่จะทำผ่านตู้ ATM ผมมีบัญชีธนาคารสองแห่งที่ใช้ประจำเลยเลือกที่จะมี Mobile Banking เพราะมันสะดวกกว่าที่จะต้องมาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ก็เลือกใช้งาน Mobile Banking ในเฉพาะบางธุรกรรมที่เหมาะสม ผมเองใช้บัตรเครดิตอยู่และข้อมูลการทำธุรกรรม การเรียกเก็บเงินต่างๆของบัตรเครดิตทุกใบผมจะใช้ระบบออนไลน์ ทำให้เราทราบการใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอให้บริษัทบัตรเครดิตส่ง Statement มาในตอนปลายเดือน (ซึ่งทุกวันนี้ก็เลือกที่จะให้ส่งมาทางอีเมล์ ไม่ใช่ในรูปของกระดาษหรือจดหมายแล้ว) สุดท้ายแม้แต่การทำธุรกรรมเงินกองทุนของธนาคารต่างๆที่ผมใช้บริการไม่ว่าการซื้อขายกองทุนรวม กองทุน LTF และ RMF ผมก็เลือกใช้บริการออนไลน์รวมถึงการใช้บริการของ WealthMagik ที่ช่วยให้ผมเห็นภาพรวมของกองทุนทั้งหมดของทุกธนาคาร

Screenshot 2015-01-27 15.06.39

รูปที่ 5 เว็บไซต์ WealthMagik

ผมมักจะเจอคำถามว่าใช้ Internet Banking ไม่เสี่ยงหรือ จริงๆผมใช้มาสิบกว่าปีแล้ว ถามว่าเคยผิดพลาดไหมก็ยอมรับว่าเคย แต่ถ้าถามต่อว่าเพราะอะไรก็ต้องตอบว่าเกิดจากการทำธุรกรรมที่ผิดพลาดของตัวเองเช่น ชำระค่าบริการผิดที่,โอนเงินไปผิด หรือซื้อกองทุนผิด โดยมากก็เพราะเราไม่รอบคอบ แต่การทำผิดพลาด 2-3 ครั้งนี้ธนาคารก็ให้บริการแก้ปัญหาให้อย่างดี ทำธุรกรรมเป็นพันๆครั้งอาจมีความผิดพลาดบ้างแต่มันก็เป็นบทเรียนให้เรารอบคอบยิ่งขึ้น วันนี้ถ้าเราไม่ใช้ Online Banking เราก็คงเริ่มตกยุคเพราะธนาคารทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป มันก็เหมือนกับสมัยก่อนที่เราอาจเคยเก็บเงินไว้ในบ้าน พอยุคต่อมาเราก็ต้องนำฝากธนาคารเชื่อครับคนยุคนั้นก็กลัวว่าเงินไม่ได้เก็บไว้กับเราจะปลอดภัยไหม การใช้ Online Banking ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของ user, password การใช้ Public WIFI หรือขั้นตอนการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ผู้ใช้ต้องตระหนักและป้องกันไว้ ซึ่งการทำธุรกรรมทุกอย่างแม้แต่ไม่ใช่ออนไลน์ถ้าเราไม่ระมัดระวังก็มีความเสี่ยง เผลอๆบางอย่างที่ทำบนโลกออนไลน์อาจช่วยให้เราลดความเสี่ยงด้วยซ้ำ ช่วงนี้ผมมักจะตอบกลับอย่างขำๆเวลาคนมาถามเรื่องความเสี่ยงบน online Banking ว่า “ที่สถาบันการศึกษาบางแห่งมีเงินหายเป็นพันล้านนี่มันเกิดจากการทำ Online Banking ไหมครับ ในทางกลับกันถ้าเขาใช้ Online Banking ในการดูยอดเงินฝาก แทนที่จะดูจากสมุดเงินฝาก เผลอๆอาจเห็นความผิดปกติตั้งนานแล้ว

การเข้ามาของ Digital Banking คงไม่ได้ทำให้สาขาธนาคารหายไป แต่อาจมีจำนวนน้อยลงและคงต้องปรับรูปแบบ สาขาธนาคารคงไม่ใช่มีไว้แค่ทำธุรกรรมง่ายๆอย่างแค่ ฝาก ถอน โอนเงิน หรือชำระเงินค่าบริการสินค้า แต่พนักงานของสาขาธนาคารคงต้องเข้าใจลูกค้าดีขึ้น ลูกค้าเหล่านั้นคงใช้งาน online Banking เป็นประจำ แต่เขาจะมาสาขาเพื่อขอคำแนะนำการบริการด้านการเงินต่างๆ ขอความรู้การซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของธนาคารเช่นกองทุน มาขอสินเชื่อบางอย่างที่อาจไม่ทำในโลกออนไลน์ได้ ธนาคารในอนาคตต้องมีข้อมูล CRM ลูกค้าอย่างดี ต้องมีความสามารถในทำ customer segmentation หรือการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากข้อมูลต่างๆทั้งภายในและภายนอกธนาคาร เผลอๆสาขาธนาคารอาจกลายเป็นร้านกาแฟให้ผมมานั่งดื่มกับเพื่อนฝูง และคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลการเงินกางทุนก็เป็นไปได้

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนธนาคาร ทาง Capgemini และก็ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆก็ระบุแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีของธนาคารอยู่ 4 เรื่องคือ

  • การใช้ Mobile Banking จะเพิ่มขึ้นอย่างมากโดย Internet Banking จะเป็นเรื่องปกติ
  • การใช้จ่ายผ่าน Mobile  Payment จะมีมากขึ้น รวมถึงจะมีการใช้ Mobile Remote Deposite Capture ทำให้ลดการใช้ Cheque ที่เป็นกระดาศ
  • Social Media และ Analytic Tools จะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ลูกค้ามากขึ้น
  • ช่องทางการบริการธุรกรรมธนาคารจะมีความหลากหลายมากขึ้นผ่านอุปกรณ์ต่างๆและเชื่อมโยงกันหมดทั้ง  Mobile, Tablet รวมไปถึง Internet of Things อย่าง smart TV

ทั้งหมดนี้ผมก็เขียนมาจากมุมมองของผมที่เป็นลูกค้าและผู้ใช้บริการของธนาคาร ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แต่อย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-27 15.22.09

กลยุทธ์ Big Data สำหรับประเทศไทย

Screenshot 2015-01-13 08.34.13

สัปดาห์ที่ผ่านมา IMC Institute จัดแถลงข่าวเรื่อง Big Data Trends โดยผมได้ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 2-3 ปีนี้เราจะเห็นถึง Mega-Trends ทางด้านไอทีอยู่  3 อย่างคือ

Screenshot 2015-01-25 16.04.17

รูปที่ 1  IT Mega Trends 2015

  • Internet of Things  อุปกรณ์ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะไม่จำกัดอยู่แค่ เครื่องพีซี Smartphone หรือ  Tablet แต่จะรวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆตั้งแต่นาฬิกา, wearable technology, เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของต่างๆ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ถึง 50,000 ล้านชิ้นในปี 2020
  • Cloud Computing ระบบการประมวลผลจะขึ้นบนอินเตอร์เน็ตมาจากที่ใดก็ได้ และข้อมูลจะตามเราไปทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์
  • Big Data เมื่อมีอุปกรณ์ต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลก็จะมากขึ้น จะมีหลายรูปแบบ และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลมากถึง 35 ZByte ในปี 2025 ดังนั้นต่อไปใครที่สามารถนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ก็จะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

กระแสเรื่อง Big Data เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ Big Data ไม่ใช่แค่เรื่องของไอที ไม่ใช่แค่มองเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่เป็นเรื่องของทางด้านธุรกิจและผู้ใช้ที่จะมองวิธีการในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์ต่างๆเพื่อให้ได้ประโยชน์ จึงไม่แปลกใจที่เห็นบริษัท E-Commerce รายใหญ่ๆในโลกสามารถวิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์นำเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ ธนาคารบางแห่งสามารถใช้ Big Data มาช่วยในการวิเคราะห์เครดิตของลูกค้าที่จะขอสินเชื่อ หรือแม้แต่บริษัทผู้ให้บริการมือถือก็สามารถใช้ Big Data มาช่วยในการแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation)

IDC ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดของ Big Data ในปี 2014  ว่าสูงถึง 16.1  พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ตลาดของ Big Data ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกโดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่นในปีนี้ไว้ที่  1.61  พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโตกว่าปีที่แล้วถึง 34.7% นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์จากบริษัทวิจัยอย่าง Researchbeam ระบุว่ามูลค่าตลาดของ Hadoop หนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำ Big Data จะโตจาก 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012 เป็น 50.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

แต่ปัญหาที่หน่วยงานต่างๆจะเจอในเรื่องของ Big Data คือการขาดบุคลากรและขาดข้อมูล Gartner เองระบุว่าในปีนี้จะมีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ทั่วโลกถึง 4.4 ล้านตำแหน่ง แต่คงสามารถที่จะหาคนเข้าทำงานได้เพียง 1 ใน 3 ของตำแหน่งงาน และทาง IDC ก็ระบุถึงตำแหน่งงานทางด้าน Analytics ในสหรัฐอเมริกาว่าจะมีถึงสองแสนตำแหน่งในปี  2018 นอกจากนี้ยังพบว่าในปัจจุบันองค์กรใหญ่ๆเกือบ 70% ต้องซื้อข้อมูลจากภายนอกมาวิเคราะห์และคาดว่าในปี 2019 ทุกองค์กรใหญ่ๆคงต้องซื้อข้อมูล

เรื่อง Big Data ก็เป็นเรื่องที่ประเทศใน  ASEAN ให้ความสำคัญ รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าตั้งแต่ปลายปี  2013 ว่าจะเป็นฮับทางด้านนี้โดยเฉพาะการทำ Big Data Analytics โดยมีการตั้ง Big Data Innovation Center  ส่วนทางนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย Najib Razak  ก็ได้ประกาศนโยบาย Big Data Analytics (BDA)ในปลายปี 2014  โดยวางแผนการทำ Pilot Project ในปีนี้ 4 เรื่อง และวางแผนระยะยาว 7 ปีดังรูป

Screenshot 2015-01-25 17.45.00

รูปที่  2  แผนด้าน Big Data Analytics ของประเทศมาเลเซียเริ่มต้นปี  2014

สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าเราคงต้องมีนโยบายอยู่สามด้านตามรูปที่ 3 (ต้องขอขอบคุณ  PostToday  ทีวาดภาพกราฟฟิกนี้สรุปให้)

  1. ภาครัฐและเอกชน
    • Big Data ยังเป็นตลาดใหม่มีการแข่งขันไม่สูงนัก (Blue Ocean) ทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต้องรีบวางกลยุทธ์เรื่องนี้โดยเร็ว มิฉะนั้นแล้วเราจะเสียเปรียบคู่แข่งเชิงธุรกิจ
    • Big Data จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้กับคู่แข่งในภูมิภาค ต้องเอาเรื่องนี้เดินควบคู่กับนโยบาย Digital Economy
    • เรื่องข้อมูลจะเป็นเรื่องจำเป็น จึงต้องเร่งส่งเสริมให้มีการทำ Open Data เพื่อให้เกิดการต่อ ยอดนำข้อมูลไปใช้งาน
  2. เทคโนโลยี
    • เทคโนโลยีด้านนี้จะมีการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ภาครัฐเองควรจะส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้าน Hardware/Software
    • การตั้ง Cloud Platform สำหรับ Big Data Technology เช่น  Hadoop as a Service เป็นเรื่องจำเป็น ภาครัฐอาจต้องหาหน่วยงานเช่น สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) มาช่วยดำเนินงาน  หน่วยงานในภาครัฐหรือบริษัทขนาดกลางและเล็กจะได้สามารถใช้งานได้โดยมีค่าบริการที่ถูกลง
  3. การพัฒนาบุคลากร
    • ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ โดยเฉพาะผู้ที่จะมีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
    • ระยะเริ่มต้นอาจต้องนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาทำ Pilot Project  ในลักษณะ On the job training

Screenshot 2015-01-25 17.51.09รูปที่  3  ข้อเสนอแนะกลยุทธ์ Big Data สำหรับประเทศไทย

Big Data คือเรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องแค่ไอที ตอน Cloud Computing เข้ามาประเทศเราก็ช้าไปและตกขบวนไปแล้ว แม้ Cloud กลายเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้ยังมีอุตสาหกรรมไอทีหรือซอฟต์แวร์ไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจเรื่อง Cloud ดีพอ ถ้าเราช้าไปเรื่อง Big Data งวดนี้จะไม่ใช่แค่ตกขบวนไอทีแต่เผลอๆจะตกขบวนทางธุรกิจแข่งกับเขาในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปไม่ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-24 09.35.40

อนาคตของเทคโนโลยีฐานข้อมูล (The Future of the Database)

Screenshot 2015-01-13 08.34.13

วันก่อนได้เห็น Infographic ตามรูปข้างล่างนี้ที่ชื่อว่า The Future of the Database ของ Robin Puro ที่โพสต์ใน  Wired Information Insights ผมว่าเป็นรูปที่เล่าประวัติและคาดการณ์อนาคตของเทคโนโลยีด้านการเก็บข้อมูลได้เป็นอย่างดี

ในรูปเล่าให้เห็นตั้งแต่เทคโนโลยีเก็บข้อมูลในยุคเริ่มต้นในทศวรรษ 1960 แต่ก็จะเน้นให้เห็นถึงในยุคทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยีด้าน Relational Database (RDBMS) ทุกคนก็จะเริ่มให้ความสนใจกับเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลที่ใช้ภาษา SQL ระบบจะเป็นแบบ Scale Up คือหาเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูล จึงเขียนในรูปว่าเป็น Single Instance Relational Database เราจะเห็นโซลูชั่นของ Vendor หลายใหญ่อย่าง Oracle ที่เป็น Commerical Database ตัวเแรก, IBM  ที่ใช้ DB2 หรือ SyBase

ในปลายยุค 1970 และช่วง 1980 ก็มีความพยายามทีจะทำ Entity Relational Database และ Object Oriented Database เพื่อที่จะมาแทนที่ RDBMS แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จและก็หยุดการพัฒนาไป

จากรูป Infographic เราก็จะเห็นว่า มีอีกเทคโนโลยีที่เข้ามาในปลายยุค 1980 ก็คือ Dataware House เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็น ETL ของฐานข้อมูลต่างๆ ซึ่ง Dataware House ก็เป็นระบบขนาดใหญ่ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ Distributed ที่จะเริ่มใช้ Server หลายๆตัว แต่ก็ยังเป็น SQL โดยมี Vendor อย่าง Teredata เป็นผู้ผลิตโซลูชั่นทางด้านนี้

พอเข้าสู่ยุคของอินเตอร์เน็ตบูมในช่วงปลายทศวรรษ 1990  ข้อมูลเริ่มมีจำนวนมากขึ้น การจะใช้ Server ขนาดใหญ่เพียงเครื่องเดียวเก็บข้อมูลก็เริ่มจะมีปัญหา และต้องใช้ทรัพยากรเช่น CPU หน่วยความจำ หรือ  Storage มากขึ้น การทำวิเคราะห์ข้อมูลอย่างการทำ Business Intelligence หรือ Analytics ก็เริ่มมีมากกว่าการใช้ Transactional Database

ดังนั้นพอขึ้นในยุคทศวรรษ 2000 ก็เริ่มที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเก็บข้อมูลใหญ่ๆได้อย่าง Distrubuted SQL ที่ใช้เครื่อง  Server หลายๆเครื่องอย่าง Clustrix หรือ  NuoDB และก็ Dataware House ใหม่ๆที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ MPP (Massively Palallel Processing) เช่นของ Netezza, Microsoft,  Oracle หรือ IBM มีเทคโนโลยีอย่าง NoSQL ที่ไม่ได้เป็น RDBMS และสามารถเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้เช่น Google BigTable, MongoDB และ Cassandra และในปลายยุค 2000 ก็มีเทคโนโลยีใหม่อย่าง Hadoop ที่สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ unstructure ได้เป็นจำนวนนับ  Petabyte

มาในยุคปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ Big Data ข้อมูลเริ่มมีขนาดใหญ่ มีหลากหลายรูปแบบไม่ใช่เฉพาะ structure และข้อมูลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   (3V: Volume, Variety, Velocity) ทำให้การใช้เทคโนโลยีที่เป็น SQL แบบ Scale Up มีราคาที่แพงขึ้นในขณะที่ระบบแบบ Scale Out ที่เป็น Distributed SQL จะช่วยทำให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้น และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-Time ตามความต้องการของธุรกิจได้ และก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น MPP มาใช้ใน Distributed SQL รวมถึงโซลูชั่นใหม่ๆอย่าง SAP HANA ที่เป็น in-Memoery Database หรือ  Oracle ExaData นอกจากนี้เราก็ยังเห็นการพัฒนาการของเทคโนโลยีอย่าง Hadoop ที่มีการใช้ภาษาใหม่อย่าง Hive, Pig หรือการพัฒนา Hadoop เวอร์ชั่น 2 ที่มีเทคโนโลนีอย่าง YARN  ที่ช่วยทำให้ประมวลผลแบบ Real-time ได้

สุดท้ายในอนาคต แนวโน้มของ Database ก็จะมี Platform หลักๆอยู่สามตัวที่จะรองรับข้อมูลหลายหลายที่มีขนาดใหญ่คือ  NoSQL, Hadoop  และ  Distributed SQL ทั้งนี้ Single Instance SQL จะมีปัญหาเรื่องการ Scale Up เพื่อรองรับข้อมูลขนาดใหญ่และ Dataware House เองถ้าจะนำมาใช่ในการทำ Analytics ก็จะถูกแทนที่ด้วย Distributed SQL ที่สามารถนำมาใช้ประมวลผลแบบ Real-time  ได้

FutureofDatabase

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

สรุปการบรรยายงานสัมมนา IT Trends: Strategic Planning for 2015 และ Slide การบรรยาย

เมื่อวันที่ 2-3  ธันวาคมนี้ ทาง IMC Institute ได้จัดงานสัมมนา “ IT Trends: Strategic Planning for 2015 ″  โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในประเทศไทยรวม 17 คนมากล่าวถึงแนวโน้มของ เทคโนโลยีสารสนเทศในปีหน้าเพื่อให้องค์กรได้ใช้ในการวางแผนไอทีสำหรับองค์กร โดยมีหัวข้อในการบรรยายที่น่าสนใจหลายเรื่อง ในบทความนี้จึงขอสรุปบรรยากาศการสัมมนาและขอแชร์ Slide และข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆดังนี้

วันที่ 2 ธ.ค.

  • การบรรยายในวันแรกเริ่มต้นด้วยหัวข้อ IT Trends: Strategic Planning for 2015  โดย ดร.มนู ออดีดลเชษฐฺ อดีตผู้อำนวยการ SIPA และหนึ่งในที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีในการจัดทำนโยบาย Digital Economy ซึ่งทางอาจารย์ได้กล่าวถึงการพยากรณ์ของ Gartner ด้านไอทีสำหรับองค์กรและผู้ใช้ในปีหน้า โดยมองว่าจากปี 2014 เป็นต้นไป ธุรกิจจะแข่งด้วย
    • Disruptive digital business model
    • บริการลูกค้าด้วยระบบ Mobile Commerce โดยมี Mobile Digital Assistant เป็นตัวช่วย และพัฒนา e-Commerce สู่ Digital commerce
    • กระบวนการธุรกิจ (Business processes) ที่ให้บริการลูกค้าจะมีลักษณะ Agile ที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เกิด Customer experience สูงสุด
    • ธุรกิจจะให้ความสำคัญกับ Customer experience และเน้นลงทุนด้าน Customer experience innovation

10247397_420308191449860_4200632943935780653_n

สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/Technology%20Trends%202015_v1.pdf

  • หัวข้อหลังจาก Break ภาคเช้าเป็นเรื่อง Computing Everywhere & The Internet of Things โดยคุณปฐม อินทโรดม CEO ของ ARIP ที่เป็นผู้จัดงาน Commart มาเล่าให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดอุปกรณ์ IoT ที่ชี้เห็นว่าจะมีอุปกรณ์ต่ออินเตอร์เน็ตในปี 2020 จะมีถึง 50 ล้านชิ้น และกล่าวถึงการประมวลผลและใช้งานได้ในทุกที่ พร้อมทั้งยกตัวอย่างการนำมาใช้งานในสถานที่และอุตสาหกรรมต่างๆ สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/PATHOM%20IOT%20IMC.pdf
  • หลังจากพักเที่ยงคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริษัท  Computerlogy และ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thumpsup.in.th มาบรรยายเรื่อง Social Media Trends 2015: เพื่อให้เห็นผ่านรวมแนวโน้มของ Social Media ในปีหน้า โดยได้พูดให้เห็นถึง Social Media Command Center  สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/Social%20Media%20Trend%202015%20_IMC.pdf
  • หัวข้อถัดมาทางผมเอง มาพูดเรื่อง  Cloud-Client Architecture  ที่เป็นหนึ่งใน Trend ของ Gartner ที่พูดมา 2 ปีติดกัน โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของสถาปัตยกรรมไอทีที่เปลี่ยนไป ที่จะเห็นหลังบ้านเป็น Cloud  ที่เราจะรัน App ที่เป็น SaaS และมี Client เป็นอุปกรณ์ที่หลากหลาย สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/Cloud-Client-Architecture.pdf
  • หัวข้อหลังจากนั้นเป็นเรื่อง Thailand & Asian E-Commerce Trend 2015  โดยคุณกิตตินนท์ อุ้ยวงศ์ไพศาล ผู้จัดการฝ่ายผลิตเว็บไซต์บริษัท Tarad.com มากล่าวถึง 10 แนวโน้มของการค้าออนไลน์ไทยและอาเซียน สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/eCommerce-Trend2015.pdf
  • ช่วงสุดท้ายของวันแรกเป็นการเสวนาเรื่อง Big Data Analytics: How and Trends ที่จะมีผู้ร่วมเสวนาที่เป็นผู้เขี่ยวชาญด้าน Big Data หลายท่านคือ ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณวัชระ เอมวัฒน์ CEO ของบริษัท Compterlogy และตัวผมเอง โดยมี คุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา ผู้บริหารบริษัท Ebistoday และผู้จัดรายการวิทยุ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ช่วงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะวิทยากรแต่ละท่านได้มาอธิบายถึงแนวโน้มทางด้านนี้ที่ต้องสนใจสามด้านคือ  Data Source, Data Infrastructure และ  Data Analytics

วันที่ 3 ธ.ค.

  • วันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของผมเรื่อง IT Enterprise planning 2015 on Cloud Computing and Big Data ที่กล่าวถึงการวางแผนไอทีขององค์กรที่จะต้องเน้นเรื่องของ Cloud, และ Big Data โดยกล่าวถึงกลยุทธ์ที่ควรคำนึงสำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT-Planning.pdf
  • หลังเบรกภาคเช้า Web-Scale IT  โดยผศ.ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ จากวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบรรยายให้เห็นถึงหนึ่งใน Gartner Trend ที่พูดถึงการทำเว็บที่มีผู้ใช้จำนวนที่จะมี Infrastructure ที่เปลี่ยนไป ที่ต่อไปเราจะเห็นอนาคตของการพัฒนาที่เป็น  Flexible Hardware, Flexible Integration, Flexible Architecture, Flexible Processes ,Flexible Teams และ Flexible IT Culture  สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/Web-Scale%20IT%20Talk.pdf
  • หัวข้อถัดไป คุณวรรณา ศฤงคารบริบูรณ์ Technical Director จาก CA Solutions (Thailand) มาบรรยายในเรื่อง  Dev-Op Trends เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น Agile  อย่างแท้จริงจะประกอบไปด้วยสามส่วนคือ Methodology คือ Agile; Collaboration Process คือ DevOps และ Technology คือ Service Virtualisation, Release Automation, App Perf Management และ Data Mining Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/DevOps%20Trend%20V1.0_wanna%2026112014.pdf
  • ในภาคบ่ายเริ่มต้นด้วยการเสวนาเรื่อง Digital Economy and IT Market Outlook 2015: จากมุมมองของคุณอดิเรก ปฎิทัศน์ นายกสมาคม ATCI และประธานกรรมการบริษัท MFEC, คุณศุภชัย สัจกิจไพบูลย์ เลขาธิการสมาคม ATCI, และ ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิจัยและนโยบาย ผู้ที่ทำการสำรวจตลาดไอซีทีในประเทศไทยมาโดยตรง โดยมีคุณวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้จัดรายการ CEO Vision และที่ปรึกษารายการทีวี IT 24 Hours Show ทางทีวีช่อง 3 เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่าตลาดไอทีเริ่มเปลี่ยนไป เพราะการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทำให้ตลาด Hardware  และ  Software  เปลี่ยนไป แต่นโยบาบ Digital Economy จะช่วยทำให้ตลาดโตขึ้นได้ แต่การทำ Digital Economy ภาครัฐเองจะต้องเริ่มปรับตัวเอง เช่นเดียวกับคนไอทีที่จะต้องปรับให้ทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

10805607_420747911405888_1323766870202389079_n

  • หัวข้อหลัง Break ช่วงสุดท้าย เริ่มต้นด้วยเรื่อง Risk-Based Security and Self-Protection: ที่เป็นมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Security อย่างคุณนรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล (ไชยกร อภิวัฒโนกุล) กรรมการสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA)  สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IMC%20Risk-base%20security.pdf
  • หัวข้อถัดมาคือเรื่อง Smart Machines ที่เป็นอีกหนึ่ง Technology Trend ของ Gartner โดยคุณธนะพงษ์ จารุเวคิน ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค จาก IBM (Thailand) มาพูดเรื่อง IBM Watson ที่เป็น supercomputer ที่สามารถจะตอบคำถามของมนุษย์ที่เป็นภาษาธรรมชาติ (natural language) ได้ สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/Smart%20Machine%20-%20Watson%20%281%29.pdf
  • หัวข้อสุดท้ายเป็นเรื่อง Software Defined Infrastructure and Applications: ซึ่งเป็นอีกแนวโน้มหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากคือเรื่องนี้ โดยมีคุณฐิติธร เสมาเงิน IT Architect จาก Oracle (Thailand) มาเป็นผู้บรรยาย โดยมาชี้ให้เห็นแนวโน้มของ Infrastructure ว่าจะเป็นอย่างไร สำหรับ Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่  https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/software-define-infra.pdf

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-13 08.34.13

IMC Institute ปรับปรุงหลักสูตรด้าน Big Data ในปีหน้า เพื่อสร้างคนไอที

IMC Institute  เปืดมาได้สองปี นอกเหนือจากงานด้่าน IT Market Research และ IT Consult งานหลักอีกด้านที่ทางสถาบันทำคือการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไอที ที่พยายามสร้างความแตกต่างด้วยการเน้นเรื่องของ Emerging Technology ซึ่งด้านหนึ่งที่เราทำการอบรมคือ Big Data ในรอบสองปีที่ผ่านมาเราเปิดอบรมหลักสูตรต่างๆ ตั้งแต่ Introduction to Big Data, Hadoop, Business Intelligence, Big Data Strategy  ที่เราทำการอบรมทั้งกลุ่มคนที่เป็นคนไอที คนดูแลระบบ นักพัฒนาโปรแกรม ผู้บริหารด้านไอที ร่วมถึงทำโครงการ  Train the trainers  และบางครั้งเราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Oracle  หรือ Computerlogy ในการจัดฟรีสัมมนาให้ความรู้ด้าน  Big Data ให้กับคนทั่วไป

ผมพยายามทำข้อมูลมาดูตัวเลขเฉพาะกลุ่มคนที่เราอบรมหลักสูตรตั้งแต่หนึ่งวันขึ้นไปในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ  Big Data มีถึง 633 คน โดยวิชาที่มีคนมาอบรมมากที่สุดก็คือ Big Data Using Hadoop ตามมาด้วย Business Intelligence Design and Process นอกจากนี้เรายังมีการอบรมอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาต่างๆจำนวน 28  คนเพื่อให้ทราบเรื่อง Cloud Computing และ Big Data รวมทั้งมีการทำ in-House ในหน่วยงานต่างๆทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

Screenshot 2014-11-20 07.45.14

รูปที่ 1 จำนวนผู้อบรมหลักสูตรด้าน Big Data กับ IMC Institute

Big Data  เป็นเทคโนโลยีที่ทุกหน่วยงานจะมองข้ามไปไม่ได้ และธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หน่วยงานที่สามารถเอาข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้ Big Data ในการทำ Predictive Analytics จะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แต่อย่างไรก็ตามบ้านเรายังขาดคนทางด้านนี้อีกมาก ในปีหน้าทาง IMC Institute ก็จะให้ความสำคัญกับการอบรมทางด้านนี้โดยจะเน้นการปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นดังนี้

  • เชิญวิทยากรที่เชี่ยวชาญทางด้าน Big Data มาร่วมกับทางสถาบันมากขึ้น
  • ใช้ระบบ Virtual Server  บน Public Cloud อย่าง Amazon Web Services ในการอบรม เพื่อให้ผู้อบรมสามารถฝึกการสร้าง Big Data Cluster ได้จริง
  • เปิดการอบรมด้าน Data Scientist เพื่อให้คนไอทีเข้าใจการทำ Predictive Analytics
  • เปิดการอบรมสำหรับผู้บริหารเพื่อให้เข้าใจการวางแผนกลยุทธ์ด้าน Big Data
  • สนับสนุนการอบรมบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อจะได้ช่วยกันสร้างบุคลากรด้านนี้

ซึ่งในปีหน้าทาง  IMC Institute  จะเปืดหลักสูตรต่างๆทางด้าน Big Data ดังนี้

  • Train the Trainers: Cloud Computing & Big Data Workshop: หลักสูตร 5 วันนี้ทาง IMC Institute เน้นจัดอบรมให้กับอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อจะเตรียมหลักสูตรให้สอดคล้องกับ Emerging Technology ทางด้าน Cloud และ  Big Data โดยเก็บค่าอบรม  5,500 บาท
  • Big Data Certification Course: หลักสูตร 120 ชั่วโมง เริียนทุกวันพฤหัสบดีเย็นและวันเสาร์ทั้งวัน เป็นเวลา 4  เดือน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม เป็นหลักสูตรที่ต้องการพัฒนาคนไอทีีให้เข้าใจเรื่อง Big Data  การใช้เครื่องมือต่างๆทั้ง NoSQL, Hadoop, R, Mahout  และเรียนรู้เรื่องของ BI กับ  Data Scientist
  • Big Data in Actions for Senior Management: หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ที่ต้องการเข้าใจเรื่อง  Big Data  การวางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Big Data  รวมถึงการเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Big Data
  • Introduction to Data Scientist: หลักสูตรสอนหลักการของ Data Science โดยจะอบรมด้าน Machine Learning พร้อมการใช้ R และ  Mahout
  • Business Intelligence Design and Process: หลักสูตรด้าน  BI ของสถาบันที่จะสอนให้รู้จักการวิเคราะห์ข้อมูล การทำ Data Mining และการใช้  Data Warehouse
  • Big Data using Hadoop Workshop: หลักสูตรนี้สอนการติดตั้ง Hadoop และแนะนำ Hadoop Eco-System โดยจะมีการติดตั้งบน Local Machine  และสร้าง Hadoop Cluster จากระบบจริงบน Cloud พร้อมทั้งเรียนการใช้งาน Big Data as a Service บน  Cloud
  • Big Data Programming using Hadoop for Developers: หลักสูตรการพัฒนาโปรแกรมสำหรับ  Big Data บน  Hadoop โดยใช้ Map/Reduce, Hive, Pig และปฎิบัติจริงกับ Hadoop Cluster บน  Amazon EMR

Screenshot 2014-11-17 16.42.33

ก็หวังว่าหลักสูตรต่างๆของ IMC Institute  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคนอุตสาหกรรมไอที เพื่อสามารถแข่งขันในด้าน Emerging Technology ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

งานสัมมนา IT Trends: Strategic Planning for 2015 วันที่ 2-3 ธ.ค. นี้

Screenshot 2014-11-13 08.31.12

ทุกๆสิ้นปีผมมักจะจัดงานแนะนำ IT  Technology Trends สำหรับปีต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจได้วางแผนด้านไอทีและเทคโนโลยีด้านอื่นๆสำหรับรองรับการทำงานในปีต่อๆไปได้ดีขึ้น ปีที่แล้วทาง IMC Institute ก็จัดงานอบรมเชิงสัมมนา IT trends 2014 โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมายและผมก็เคยได้เขียนบทความสรุปการสัมมนาไว้ดังนี้

สำหรับแนวโน้มในปีหน้า หลายๆคนก็อาจจะนึกถึง Mega Trends อยู่สามเรื่องคือ Cloud Computing, Internet of Things และ Big Data ซึ่งทางสำนักวิจัยอย่าง Gartner เองก็ได้ออกรายงานเรื่อง Top 10 strategic IT Trends 2015 ที่ครอบคลุมด้านต่างๆเหล่านี้ และผมเองก็เคยเขียนบทความเรื่อง Big Data Trends กับ Cloud Computing Trends 2015 เพื่อให้ทราบถึงแนวโน้มในเทคโนโลยีบางด้านมาให้อ่านกัน

แต่การจัดสัมมนาฟังความเห็นของวิทยากรหลายๆท่านที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน จะได้ประโยชน์และเห็นแนวโน้มได้ดียิ่งขึ้น ปีนี้ทาง IMC Institute จึงได้จัดงานสัมมนาแบบนี้อีกครั้ง ภายใต้ชื่องาน IT Trends: Strategic Planning for 2015 ในวันที่ 2-3 ธันวาคม 2557 ที่โรงแรมแมนดารินตรงใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสยาม งานมีสองวันและมีวิทยากรทั้งหมด 17 ท่าน ซึ่งสามารถดูรายละเอียดของงานได้ที่ www.imcinstitute.com/ittrends โดยมีหัวข้อต่างๆดังนี้

  • Technology Trends 2015: ผมได้เชิญ ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ อดีตผอ. SIPA และหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีมาบรรยายแนวโน้มของเทคโนโลยีในปีหน้า
  • Computing Everywhere & The Internet of Things หัวข้อนี้ได้คุณปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสื่อไอทีหลายๆเล่มและผู้จัดงาน commart มาบรรยายให้ฟังว่ามีเทคโนโลยี IoT อะไรบ้างที่น่าจับตามอง
  • Social Networks Trends 2015: คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและกองบรรณาธิการ Thumbsup.in.th เว็ปไซต์ข่าว ที่เชี่ยวชาญด้านนี้จะมาพูดถึงแนวโน้มของ Social  Networks ของโลกและในบ้านเรา
  • Cloud-Clent Architecture: เรื่องนี้เป็น IT Trends ที่ Gartner ได้กล่าวถึงมาสองปีติดกันแล้ว ผมเองจะมาเจาะลึกให้เห็นว่าเรื่องนี้คืออะไร
  • E-Commerce Trends 2015: เรื่องแนวโน้มของ E-Commerce คงหนีไม่พ้นที่จะต้องให้เจ้าพ่อวงการอย่าง คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com และนายกสมาคม E-commerce มาเป็นผู้บรรยาย
  • Big Data Analytics: How and Trends: เป็นอีกเรื่องที่กล่าวขานกันมาก นอกจากผมแล้วผมได้เชิญผู้เขี่ยวชาญด้าน Big Data อีกสองท่านมาร่วมเสวนาคือ ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ คุณวัชระ เอมวัฒน์ CEO ของบริษัท Compterlogy โดยมี คุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา ผู้บริหารบริษัท Ebistoday และผู้จัดรายการวิทยุ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
  • IT Enterprise planning 2015 on Cloud Computing and Big Data: เรื่อง Cloud Computing กับ Big Data ทำให้องค์กรต้องวางแผนงานด้านไอทีให้ดียิ่งขึ้น ผมจะมาอธิบายให้ฟังว่าปีหน้าเราต้องทำอย่างไร
  • Web-Scale IT: สถาปัตยกรรมทำ Web Application วันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะจะมีจำนวนผู้เข้าใช้งานพร้อมกันมหาศาล เราจะต้องออกแบบอย่างไรมาฟังแนวโน้มเรื่องนี้จาก ผศ.ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ จากวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • Dev-Op Trends: เรืิ่องหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากคือการทำ Application ที่รวมด้าน Development และ Operation มาบริหารจัดการร่วมกันหรือที่เรียกว่า Dev-Op  หลายๆค่ายพูดถึงเรื่องนี้ลองมาฟัง คุณวรรณา ศฤงคารบริบูรณ์ Technical Director  จาก CA Solutions (Thailand)
  • Digital Economy and IT Market Outlook 2015: ฟังเสวนาเรื่องนี้จากมุมมองของคุณอดิเรก ปฎิทัศน์ นายกสมาคม ATCI และประธานกรรมการบริษัท MFEC, คุณศุภชัย สัจกิจไพบูลย์ เลขาธิการสมาคม ATCI, และ ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิจัยและนโยบาย ผู้ที่ทำการสำรวจตลาดไอซีทีในประเทศไทยมาโดยตรง โดยมีคุณวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้จัดรายการ CEO Vision และที่ปรึกษารายการทีวี IT 24 Hours Show ทางทีวีช่อง  3 เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
  • Risk-Based Security and Self-Protection: ฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Security อย่างคุณนรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล (ไชยกร อภิวัฒโนกุล)  กรรมการสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA)
  • Software Defined Infrastructure and Applications: อีกแนวโน้มหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากคือเรื่องนี้ ผมได้เชิญคุณฐิติธร เสมาเงิน IT Architect จาก Oracle (Thailand) มาบรรยาย
  • Smart Machines: เรื่องสุดท้ายนี้เชิญเจ้าเทคโนโลยีอย่าง IBM Watson โดยคุณธนะพงษ์ จารุเวคิน ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค จาก IBM (Thailand) มาบรรยาย

ถ้าสนใจรายเลียดเพิ่มเติมการบรรยายนี้ติดต่อมาได้ที่คุณขวัญหทัย ถาวรพงษ์ เบอร์ 087-593-7974, 088-192-7975 , 090-992-9916 และ 02-610-3687

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2014-11-16 11.29.48

Screenshot 2014-11-16 11.30.05