บริษัทเทคโนโลยีมีการดักฟังข้อมูลการสนทนาเราหรือไม่

84015187_1620190491461618_2111547772598484992_o

ผมเคยสนทนากันในบ้านว่าสนใจสินค้ายี่ห้อหนึ่ง หลังจากนั้นอีกวันหนึ่งก็พบเห็นโฆษณาของสินค้านั้นในโซเชียลมีเดียที่ใช้อยู่เป็นประจำ ทั้งๆ ที่ผมเองไม่เคยค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับสินค้านั้นเลย เคยได้พูดคุยกับเพื่อนบางคนก็บอกว่าเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน และเมื่อค้นบทความต่างๆ ก็จะพบหลายๆ เรื่องที่เขียนออกมาในทำนองนี้แล้วตั้งคำถามว่า โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ในบ้านของเราแอบดักฟังเราเพื่อการโฆษณาจริงหรือไม่

ในโลกยุคปัจจุบันมีการนำระบบเอไอมาทำการโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่การที่ระบบเอไอ จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละบุคคลได้จำเป็นต้องมีการสะสมข้อมูลพฤติกรรมของแต่ละบุคคล เช่น ข้อมูลการเล่นอินเทอร์เน็ต ข้อมูลการเลือกสินค้า ข้อมูลการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งจะไม่แปลกใจหากข้อมูลเหล่านั้นได้มาจากการที่คนๆ นั้นใช้อินเทอร์เน็ตโดยตรง แต่หากเป็นการสนทนากันเองหรือการพูดคุยโทรศัพท์ก็อาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ปัจจุบันอุปกรณ์ส่วนบุคคลจำนวนมากเชื่อมต่ออยู่กับอินเทอร์เน็ตและสามารถส่งข้อมูลไปเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่อาจอยู่ต่างประเทศ ดังเช่น

  • Wearable Device หรือนาฬิกาอัจฉริยะ อาจส่งข้อมูลการออกกำลังกาย การเต้นของชีพจร การหลับนอนของเรา
  • กล้องอัจฉริยะ อาจส่งข้อมูลภาพต่างๆ ที่ตรวจจับอยู่
  • อุปกรณ์อัจฉริยะในบ้าน อาจส่งข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์ เช่น การเปิดการปิดประตูบ้าน หรือความเคลื่อนไหวต่างๆ ในบ้าน

ซึ่งบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์จะมีข้อมูลเหล่านั้นจำนวนมากเก็บอยู่ และหากไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ดีพอบริษัทเหล่านั้นก็สามารถจะนำข้อมูลของเราไปวิเคราะห์เพื่อประโยชน์อื่นๆ ได้

และยิ่งเมื่อมาพิจารณาถึงอุปกรณ์ IoT ใหม่ๆ เช่น ลำโพงอัจฉริยะ อย่าง Google Home หรือ Amazon Echo ที่เราสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ ก็จะรู้สึกเสมือนว่าอุปกรณ์เหล่านี้รอฟังคำสั่งเราที่เป็น Trigger Voice เช่น OK Google หรือ Hey Alexa ตลอดเวลา ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบริษัทเหล่านี้เก็บข้อมูลมหาศาลไว้เพื่อวิเคราะห์หรือไม่ เช่นกันกับทีวีอัจฉริยะหรือกล้องอัจฉริยะที่อาจเก็บภาพเคลื่อนไหวของเราตลอดเวลา และสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ หรือแม้แต่ App ที่ติดตั้งลงในมือถือก็สามารถที่จะแอบเก็บข้อมูลการสนทนาเราไปวิเคราะห์ได้เช่นกัน

are-you-being-listened-to-0001-alt-416x416

แม้บริษัทใหญ่ๆ อย่าง Facebook หรือ Google ต่างออกมายืนยันว่า ไม่เคยใช้วิธีการฟังเสียงจากโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นแล้วนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้วิเคราะห์เพื่อการโฆษณาก็ตาม แต่สิ่งที่ปรากฏจากโฆษณาเกิดจากการใช้อัลกอริทึมที่นำข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตของเรา เช่น การโพสต์ การค้นหาข้อมูล ตำแหน่งของเรา รูปภาพ ตลอดจนข้อมูลเพื่อนๆ ของเรามาวิเคราะห์พฤติกรรม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทเหล่านี้ติดตามข้อมูลของเราตลอดเวลาจนทำให้มีข้อมูลจำนวนมาก

ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่า เราถูกติดตามมากขึ้น และความเป็นส่วนตัวหายไป บริษัทผู้ให้บริการเริ่มทราบว่า เราอยู่ที่ใด เคลื่อนไหวอย่างไร พักผ่อนมากหรือไม่ ที่บ้านมีใครอยู่หรือไม่ ตลอดจนอาจทราบว่ามีการสนทนาเรื่องใด ดังนั้นการใช้อุปกรณ์เหล่านี้แม้จะสร้างความสะดวกสบาย สร้างบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ อาจได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวที่สูญหายไป 

ดังนั้นแนวโน้มเทคโนโลยีเรื่องอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีการกล่าวถึงการนำข้อมูลมาประมวลผลโดยตรงที่อุปกรณ์โดยไม่ต้องส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ เช่น อุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถจดจำใบหน้าจะเก็บข้อมูลใบหน้าผู้คนต่างๆ ไว้ที่อุปกรณ์โดยตรง หรือลำโพงอัจฉริยะไม่ควรมีการส่งเสียงสนทนากลับไป ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

 ในปัจจุบันเรื่องการใช้ข้อมูลกำลังเป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการที่องค์กรต่างๆ นำข้อมูลของลูกค้ามาใช้ประโยชน์ ทำให้ทุกคนมีความกังวลต่อความปลอดภัยและความเสี่ยงจากการถูกใช้ข้อมูลเหล่านี้ จึงต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นโดยต้องมีความโปร่งใสในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และต้องมีจริยธรรมดิจิทัล (Digital Ethics) 

นอกจากนี้ก็ยังมีความกังวลในเรื่องการพัฒนาระบบเอไอที่ต้องสามารถอธิบายได้ โดยจะต้องบอกได้ว่านำข้อมูลใดมาใช้ มีการพัฒนาและสอนระบบเอไออย่างไร ระบบเอไอที่ได้มาต้องสามารถติดตามและตรวจสอบได้ว่ามีการใช้งานอย่างไร ซึ่งหากเรายังไม่สามารถอธิบายเรื่องความโปร่งใสของการใช้ข้อมูลหรือการทำระบบเอไอดีพอ สุดท้ายทุกคนคงอาจหนีออกจากการใช้ระบบอัจฉริยะต่างๆ เหล่านี้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

(บทความนี้ปรับปรุงจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)

มอง 10 เทคโนโลยีเด่นปีหน้า และแนวทางที่องค์กรต่างๆต้องปรับตัว

Screenshot 2019-12-31 14.38.39

ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นองค์กรต่างๆให้ความสนใจในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น มีการพูดถึง Digital Disruption และการทำ Digital Transformation ในแง่ของเทคโนโลยีถ้าดูผิวเผินก็อาจไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เทคโนโลยีหลักๆก็ยังพูดถึงเรื่องของ Cloud, Mobile, Big Data, AI หรือ IoT แต่จริงๆแล้วเราเริ่มให้การเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจากความต้องการของผู้ใช้งาน ทั้งในแง่ของคว่ามรวดเร็วในการประมวลผล ความปลอดภัยในการใช้งาน และความง่ายต่อการใช้งาน ทำให้มีมุมมองในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2020 ผมได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆและกล่าวบรรยายในงานสัมมนา Digital Trends 2020 ว่าเราจะเห็นเรื่องหลักๆอยู่ 10 ด้าน และสำหรับในปีหน้าองค์กรควรจะต้องตระหนักถึงเรื่องต่างเหล่านี้ และจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ดังนี้

1. การเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีชุดใหม่ DARQ

โลกในปัจจุบันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงจากยุคดิจิทัล (Digital Era) ไปสู่ยุคหลังดิจิทัล (Post-Digital Era) โดยยุคดิจิทัลองค์กรที่จะแข่งขันได้ ต้องลงทุนเน้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เรียกว่า SMAC กล่าวคือ โซเชียล โมบาย อนาไลติกส์ และคลาวด์ เพื่อสร้างความแตกต่าง ขณะที่ยุคหลังดิจิทัลกลุ่มของเทคโนโลยีที่จะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และช่วยผลักดันให้องค์กรเกิดขีดความสามารถใหม่ๆ ในการแข่งขันจะกลายเป็นกลุ่มที่เรียกว่า DARQ ซึ่งย่อมาจากเทคโนโลยีต่างๆ ดังนี้

  • Distributed ledger technology เทคโนโลยีบัญชีบันทึกข้อมูลอย่าง Blockchain ที่จะช่วยให้องค์กรหรือบุคคลต่างๆ ทำธุรกรรมและเชื่อมโยงกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลาง
  • Artificial Intelligence (AI) การนำปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาจากข้อมูลมหาศาลมาใช้ในกระบวนการทำงานต่างๆ
  • Extended Reality เทคโนโลยีจำลองภาพบรรยากาศจริง อย่าง Virtual Reality หรือ Augmented Reality
  • Quantum Computing ระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ที่จะสามารถเพิ่มความเร็วในการประมวลผลได้มหาศาล

ดังนั้นในช่วง 3 ปีข้างหน้าสถานการณ์จะไม่เป็นเช่นเดิม องค์กรจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีกลุ่ม DARQ ต้องตระหนักถึงความพร้อมขององค์กร ประเมินศักยภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ ต้องพัฒนาทักษะของบุคลากรเพื่ิอรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว และวางแนวทางในการนำเทคโนโลยี DARQ มาใช้เพื่อปรับโฉมอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป

2. 5G Network

เทคโนโลยี 5G ไม่เพียงแต่จะทำให้ความเร็วของการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ยังจะทำให้มีจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อได้มากขึ้นและจะช่วยลด Latency ในการส่งข้อมูล การเข้ามาของ 5G จะทำให้ธุรกิจต่างๆมีช่องทางการให้บริการที่แตกต่างจากเดิมได้มากขึ้น และจะเปิดโอกาสให้มีการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ อย่างเช่นสมัย 4G เข้ามา ก็สามารถสร้างบริการใหม่ๆอย่าง Mobile banking, Mobile commerce หรือ Food delivery ได้ ทั้งนี้อุตสาหกรรมด้านต่างๆจะเติบโตขึ้น แต่อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมๆเช่น สื่อทีวีก็อาจกลายเป็น Streaming TV หรือ ค้าปลีกก็อาจเป็น M-Commerce

ในปัจจุบันมี Telecom Operator กว่า 102 รายทั่วโลกที่ให้บริการ 5G ใน 6,619 เมือง และต้นปีหน้าเราจะเห็นการประมูลสัมปทานคลื่นความถี่ 5G และอาจเรื่มมีการให้บริการ 5G ในบ้านเรา ดังนั้นองค์กรต่างๆควรจะต้องศึกษาแนวทางในการใช้ประโยชน์จากความเร็วอินเตอร์เน็ตที่สูงขึ้น หรือการที่จะมีอุปกรณ์อย่าง IoT  ที่มาเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ได้มากขึ้น เพื่อหารูปแบบธุรกิจและบริการใหม่ๆเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนไป

3. The Empowered Edge

Edge ในที่นี้หมายถึงเทคโนโลยีอย่าง IoT ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2023 จะมีอุปกรณ์แบบนี้จำนวนเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า การทำงานของ IoT Platform จะมีองค์ประกอบหลักๆอยู่ 4 ส่วนคือ

  • IoT Devices: ตัวอุปกรณ์เชื่อมต่อ
  • Connectivity: ระบบสัญญาณการเชื่อมต่อเช่น WiFi, 5G
  • Data processing: ระบบการประมวลผลข้อมูล
  • User interface: ส่วนของการใช้งานของผู้ใช้ เช่น App ต่างๆ

ปัจจุบันการทำงานของ IoT จะต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลบนระบบคลาวด์  ซึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องความล่าช้า ในการส่งข้อมูลและเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ที่บางครั้งเป็นการส่งข้อมูลส่วนตัวไปเก็บไว้บน Server ของผู้ให้บริการ IoT Platform

Empowered Edge ก็คือ การใช้เทคโนโลยีที่สามารถดึงข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ภายในอุปกรณ์ และประมวลผลที่ปลายทางหรือที่อุปกรณ์์เลย เช่น ระบบลำโพงอัจฉริยะสามารถประมวลผลบางส่วนได้ที่ตัวอุปกรณ์ หรือการพัฒนาระบบอย่างเช่น หุ่นยนต์ หรือโดรน ให้มีทรัพยากรในการประมวลผลและเก็บข้อมูลได้มากขึ้นเพื่อที่จะได้เข้าสู่ Edge Computing

ดังนั้นองค์กรต่างๆควรจะต้องเริ่มวางแผนและศึกษาในเรื่องของอุปกรณ์ IoT ที่จะนำมาประยุกต์ใช้และพิจารณาเรื่องของ Edge Computing ซึ่งจะตรงใจกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่นระบบ Smart Home ที่เก็บข้อมูลและประมวลผลอยู่ภายในอุปกรณ์

4. Distributed Cloud

แนวโน้มของ Cloud Computing คือเน้นการใช้บริการใหม่ๆที่ทำให้องค์กรต่างๆสามารถสร้างสินค้า บริการ และนวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น ผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ๆในยุคปัจจุบันกำลังแข่งขันกันพัฒนาบริการใหม่ๆอย่าง Serverless Computing, Kubernetes, AI / Machine Learning services หรือ
Big data services แต่การใช้บริการ Public cloud ยังมีปัญหาเรื่องของ Latency จากการส่งข้อมูลไปยัง Server ไกลๆ เช่น การส่งข้อมูล IoT เป็นต้น และบางครั้งติดที่กฎระเบียบที่ต้องการให้เก็บข้อมูลอยู่ในประเทศ

Distributed Cloud คือบริการของ Public cloud ที่จะเปลี่ยนระบบคลาวด์จากการรวมศูนย์ข้อมูลอยู่ที่เซิฟเวอร์ภายนอกแต่จะกระจายไปยัง Data Center หลายๆ แห่งเพื่อตอบโจทย์เรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องการให้ข้อมูลและการประมวลผลอยู่ในบริเวณที่ต้องการ และจะช่วยทำให้องค์กรต่างๆสามารถพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัลอาทิเช่น AI หรือ Big Data ได้รวดเร็วขึ้น

องค์กรต่างๆจะแข่งขันได้จำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมอย่างเร็วผ่านบริการ Public Cloud แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงกฎระเบียบต่างๆ ดังนั้นควรจะต้องศึกษาและหาแนวทางพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ผ่าน Distributed Cloud

5. AI Products 

ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ AI ต่างๆที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวันและธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นอาทิเช่น Google Map, Home Assistant, Smart Home, Translator, Chatbot หรือ Product Recommendation ทำให้เริ่มเห็นว่าอุปกรณ์ AI กลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว

นอกจากนี้อุปกรณ์เอไอก็เริ่มเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดี่ยวๆ (Stand alone) มาเป็นการทำงานร่วมกันเช่น อุปกรณ์ Smart Home ก็สามารถสั่งงานผ่านอุปกรณ์ Home Assistant ได้ หรืออุปกรณ์หนึ่งสามารถควบคุมอีกอุปกรณ์หนึ่งได้ หรือเราอาจเคยเห็นตัวอย่างของ Drone Swarms ที่สั่งงานอุปกรณ์ Drone พร้อมกันนับเป็นพันตัว

องค์กรต่างๆจำเป็นจะต้องเร่งศึกษาและนำอุปกรณ์เอไอต่างๆเหล่านี้เข้ามาใช้ในการทำงาน และหาช่องทางในการใช้ประโยชน์เพื่อให้บริการลูกค้า และสร้างศักยภาพในการแข่งขัน

Screenshot 2019-12-31 14.58.20

6. Hyperautomation

ข้อมูลจาก PwC ระบุว่าในปี 2030 ระบบงาน Automation ต่างๆรวมทั้งหุ่นยนต์และเอไอจะสร้างมูลค่า GDP ของโลกถึง 15 ล้านล้านเหรียญ และงานกว่า 44% ในปัจจุบันจะมีความเสี่ยงที่ถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation

การทำ Hyperautomation จะเป็นการผสมผสานกันระหว่าง Machine Learning, Packaged Software และ Automation Tools เพื่อทำให้เกิดระบบงานอัตโนมัติ โดยในปีหน้าจะเห็นเรื่องสำคัญสองด้านคือ

  • การทำระบบอัตโนมัติของงานต่างๆจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • จะมีการทำ AI-based Process Automation โดยจะมีการใช้เครื่องมือที่หลากหลายทั้ง Robot Process Automation (RPA) และเครื่องมืออื่นๆ ผสมกัน

องค์กรต่างๆควรที่จะต้องเริ่มวางแผนการทำ Automation สำหรับงานต่างๆในองค์กรและมีการผสมผสานกับการประบุกต์ใช้ AI มากขึ้น

7. Multi-experience

Multi-experience เป็นหนึ่งในแนวโน้มเทคโนโลยี 2020 ของ Gartner ซึ่งระบุว่าในปัจจุบันเราสามารถใช้ระบบดิจิทัลด้วยอุปกรณ์ใดๆก็ได้ หรือโลกก็คือคอมพิวเตอร์ (The World is your computer) ดังนั้นการที่คนจะโต้ตอบ รับรู้ ควบคุมโลกดิจิทัลและแอปพลิเคชันต่างๆ จึงเปลี่ยนจาก Technology-literate People มาเป็น People-literate Technology กล่าวคือ กำลังเปลี่ยนจากการที่ผู้คนจะโต้ตอบคอมพิวเตอร์ที่จุดสัมผัสบริการจุดใดจุดหนึ่ง (Single Touchpoint) กลายเป็นว่าโลกก็คือคอมพิวเตอร์ที่ผู้คนจะมีจุดสัมผัสบริการที่หลากหลาย (Multi Touchpoint) ที่ระบบอินเตอร์เฟสอาจเป็นทั้งระบบเสียง, Augmented Reality (AR), Virtual Reality (VR) หรือมีรูปแบบใหม่ๆ

ตัวอย่างเช่น Domino Pizza ได้พัฒนา Customer Experience ที่ใช้แอปในการสั่งอาหาร การสั่งงานด้วยเสียงผ่านลำโพงอัจฉริยะ ระบบติดตามพิซซ่า ระบบ ChatBot รถยนต์ไร้คนขับหรือโดรนในการส่งพิซซ่า ดังนั้นองค์กรต่างๆจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบดิจิทัลให้กับผู้ใช้ในทุกๆช่องทางโดยการสร้าง Multi Touchpoint เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่จะใช้อุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย

8. Democratization of Technology

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานในเรื่องยากๆได้จากระบบอัตโนมัติโดยแทบไม่ต้องเรียนรู้วิธีใช้งานหรือทฤษฎีมากนัก อาทิเช่น คนทั่วไปสามารถเป็นนักลงทุนได้โดยใช้โปรแกรมการลงทุนอัตโนมัติอย่าง RoboTrading  หรือ คนทั่วไปอาจใช้เครื่องมือที่มีระบบ AIในการวิเคราะห์หรือสร้างโมเดลข้อมูล (Data Model) โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมหรือมีทักษะทางด้าน Data Science ซึ่งเรียกว่า Citizen Data Scientist

หลักการของ Democratization of Technology จะช่วยทำให้เกิด Citizen Access คือใครๆก็สามารถจะใช้เทคโนโลยีได้ โดยแบ่งเป็น 4 ด้านคือ

  • การพัฒนาซอฟต์แวร์ได้โดยอัตโนมัติ
  • การวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ
  • การออกแบบได้โดยอัตโนมัติ  
  • การเข้าถึงองค์ความรู้ได้โดยอัตโนมัติ  

ตัวอย่างของแอปพลิเคชั่นแบบ Democratization ตัวหนึ่งที่ผมใช้เมื่อต้นปีนี้คือ Google AutoML Table ที่ช่วยให้ผมสามารถทำ Data Science โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมแม้แต่บรรทัดเดียว ซึ่งเครื่องมือแบบนี้นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นองค์กรต่างๆอาจต้องศึกษาเรียนรู้การใช้โปรแกรมเหล่านี้ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

9. Human Augmentation

การเชื่อมต่อกับผู้ใช้ในโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เราเคยเน้นการใช้แค่ Mouse หรือ keyboard กำลังจะกลายเป็นการติตต่อจากร่างกายเราหรือแม้กระทั่งคลื่นสมองไปยังระบบดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Human Augmentation ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เริ่มเห็นอุปกรณ์อย่าง Augmented Reality ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นระบบเสมือนจริงแล้ว

นอกจากนี้ก็เริ่มมีอุปกรณ์์ต่างที่มาเชื่อมโยงรับข้อมูลทางกายภาพ (Physical Experience) ของคนเช่น Wearable Device ที่มาวัดการออกกำลังกาย การพักผ่อนของผู้คน หรือแม้แต่อุปกรณ์ที่เป็น Cognitive Augmentation ที่มาใช้วัดคลื่นสมองเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจ (Cognitive)และความนึกคิดของผู้คน

ดังนั้นองค์กรต่างๆอาจต้องเริ่มใช้ประโยชน์จากทำ Human Augmentation  เพื่อเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น

10. Transparency and Traceability

ในปัจจุบันหลายองค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ AI และมีการใช้ข้อมูลทั้งขององค์กรและลูกค้ามาเพื่อพัฒนาระบบและวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ซึ่งการใช้ข้อมูลกำลังเป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) และวิธีการที่องค์กรต่างๆ นำข้อมูลของลูกค้ามาใช้ประโยชน์ ทำให้ทุกคนมีความกังวลต่อความปลอดภัยและความเสี่ยงจากการถูกใช้ข้อมูลเหล่านี้ จึงต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นโดยต้องมีความโปร่งใสในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และต้องมีจริยธรรมดิจิทัล (Digital Ethics) ที่ดี นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อการพัฒนาระบบ AI ที่ต้องสามารถอธิบายได้ โดยจะต้องบอกได้ว่านำข้อมูลใดมาใช้ มีการพัฒนาและสอน AI อย่างไร ระบบ AI ที่ได้มาต้องสามารถติดตามและตรวจสอบได้ว่ามีการใช้งานอย่างไร

สำหรับในบ้าน พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีผลใช้บังคับในเดือนพฤษภาคมปีหน้า ดังนั้นองค์กรต่างๆควรจะต้องมีการเตรียมการในเรื่องนี้

สุดท้ายผมได้แนบ Slides การบรรยายมาไว้ในบทความนี้ ซึ่งจะมีทั้งบทสรุปสั้นๆในเรื่องเทคโนโลยีเด่นต่างๆ และวิดีโอประกอบที่น่าสนใจ

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

Defining an AI strategy จากหลักสูตรออนไลน์ AI Business School ของ Microsoft

73251706_1522920721188596_4970794027956830208_n

เมื่อเช้านี้ได้เข้าไปดูเว็บ Microsoft AI ซึ่งมีการเรียนรู้ออนไลน์ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจภายใต้หลักสูตรในกลุ่มที่เรียกว่า AI Business School ซึ่งมีหัวข้อที่น่าเรียนรู้อยู่หลายเรื่องอาทิเช่น

  • Defining an AI strategy
  • Enabling an AI-ready culture
  • Responsible AI in business
  • AI technology for business leaders

ผมได้เลือกเปิดเข้าไปเรียนหัวข้อ Defining an AI strategy ซึ่งพูดได้น่าสนใจว่า การที่องค์กรต่างๆจะทำ Digital Transformation โดยใช้กลยุทธ์ทางด้านเอไอจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสามด้านดังรูปคือ External environment, Value proposition และ Organisation & excecution

Screenshot 2019-10-25 13.25.16

โดยจะต้องเริ่มต้นจากการประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกก่อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อาทิเช่นพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไป, มีคู่แข่งรายใหม่ๆที่อาจมีรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ (New business model), ผลกระทบจากการเข้ามาของเทคโนโลยี และ กฎระเบียบของภาครัฐอาจเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อประเมินสภาพแวดล้อมแล้ว ก็คงต้องมาคิดว่า Value proposition ที่องค์กรของเราจะมอบให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆขะมีประโยชน์หรือฟังก์ชันที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปไหม และจะสามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ไหม ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ผมเคยเขียนบทความในเรื่อง Digital Transformation ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือการ Redefine Customer Value Proposition

สุดท้ายเพื่อให้การพัฒนา ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้าง Value Proposition ใหม่ๆตามที่กำหนดไดว้สำเร็จผล เราอาจจำเป็นต้องประบโครงสร้างองค์กร พัฒนาคน ปรับวัฒนธรรมองค์กร และกำหนดตัวบุคคลในการทำงานให้เหมาะสม

ทั้งนี้หลักสูตรออนไลน์เรื่องนี้มีหัวข้อย่อยๆในหลายๆเรื่องอาทิเช่น

  • Transform your applications with AI – Case study introduction
  • Discover the value of empowering every employee with AI – Case study introduction

และก็ยังมีหลักสูตร AI business school สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆอาทิเช่น การศึกษา, การเงิน, ค้าปลีก, manufacturing และ ด้านสุขภาพ เลยอยากแนะนำให้ลองเข้าไปศึกษาดูครับ น่าสนใจทีเดียว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Building the infrastructure of the Digital Economy จากงาน Apsara Conference 2019 ของ Alibaba Cloud

Screenshot 2019-10-01 10.14.45

ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว (25-27 กันยายน) Alibaba Cloud ได้จัดงานสัมมนาประจำปีที่ชื่อ Apsara Conference 2019 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 5 และกำหนด Theme ของงานปีนี้เป็น The Rise of Data Intelligence ซึ่งผมเองได้ติดตามดูงานสัมมนาผ่านเว็บไซต์ www.alibabacloud.com/apsara-conference-2019 โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจอยู่จำนวนมาก และสามารถที่จะเข้าไปชมย้อนหลังได้

S__7110660

หนึ่งในหัวข้อของ Keynote session ที่น่าสนใจคือ Building the infrastructure of the Digital Economy โดย Jeff Zhang, CTO of Alibaba Group, President of Alibaba Cloud Intelligence ซึ่งเริ่มต้นอธิบายให้เห็นเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆกำลังขับเคลื่อนให้เกิด Digital Transformation  โดยได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคตที่จะมีจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น และจะมีจำนวนข้อมูลทั่วโลกขึ้นไปถึง175 ZettaByte ในปี 2025 ทั้งนี้ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่ามูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ในประเทศจีนคิดเป็นบริมาณถึง 67.9% ของมูลค่า GDP รวมของประเทศ

เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านคือ

  • Demand: ความต้องการของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป และจะต้องการจัดการบริหารสภาวะแวดล้อมระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจ (C2B) ที่เปลี่ยนไป
  • Production: กระบวนการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมกระวนการได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
  • Supply:  ปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้าและบริการของผู้ขาย ก็สามารถจะตรวจสอบและทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • Operation: กระบวนการทำงานก็เปลี่ยนแปลงเป็นแบบ Dynamic collaboration และมีการตัดสินใจได้ดีขึ้น

ดังนั้นองค์กรต่างๆจึงต้องปรับตัวเองและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการทำงาน ซึ่งการทำ Digital Transformation ซึ่งทาง Jeff Zhang ชี้ให้เห็นว่าจะต้องมีการวางพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ดีได้ควรมีเสาหลักในการดำเนินงานสี่ด้านคือ

  • Reliable Cloud
    • Cloud เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยี Cloud computing จะช่วยทำให้สามารถทำนวัตกรรมต่างๆได้รวดเร็วขึ้นทั้งเรื่องของ IoT, Big Data, AI หรือ Blockchain การใช้ Cloud  เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ทั้งเป็นการเปลี่ยน Mindset ด้านเทคโนโลยี การออกแบบและติดตั้งระบบในรูปแบบใหม่ ที่จะมีความคล่องตัว รวดเร็ว และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้
  • Intelligent Big Data
    • ข้อมูลเป็นปัจจัยที่สำคัญสุดในการทำ Digital Transformation จะต้องสร้างคุณค่าจากข้อมูลในทุกขั้นตอนต่างๆทั้ง การทำ Data collection, Data Cleansing,Data Classification &  Storage, Cognition & Mining รวมถึงการทำ Intelligent application จากการใช้ข้อมูล
  • Intelligent Cloud-End Network
    • ต้องมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆในองค์กรเข้าระบบอินเตอร์เน็ตแบบ Real-time โดยเฉพาะอุปกรณ์ Internet of ้thing (IoT) เพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้งานให้ได้มากที่สุด
  • Unparalleled Mobility
    • การทำงานจะต้องเป็นแบบ Mobility และต้องมีเทคโนโลยีที่สามาถทำงานร่วมกันได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งก็อาจเป็น Mobile apps ที่สามารถสร้างที่ทำงานแบบไร้พรมแดนได้ ( borderless workplaces)

Screenshot 2019-10-01 10.17.11

ทั้งนี้งาน Apsara Conference 2019 ยังมี  Session ที่น่าสนใจอีกจำนวนมากทั้งหัวข้อด้าน Machine Intelligence, China Gateway, AI&Big Data Intelligence, New Retail Ecosystems และ Enterprise Digital Transformation ซึ่งผมเองก็อยากให้เข้าไปดูการบรรยายที่สามารถดูย้อนหลังได้ วันนี้ผู้นำขับเคลื่อนเทคโนโลยีโลกกำลังจะเปลี่ยนจากตะวันตกสู่ตะวันออก ถ้าเราจะเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลได้ดีก็ควรจะต้องศึกษาเทคโนโลยีของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนไปด้วย

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

เมื่อคนเจนเอ็กซ์อย่างผมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนเจนวาย เมื่อเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงโลก

Screenshot 2019-09-29 14.55.10

ผมเป็นคนรุ่นต้นสุดของเจนเอ็กซ์ก็คือห่างกับรุ่นเบบี้บูมเมอร์แค่ปีเดียว และด้วยความที่เรียนพาสชั้นมาทำให้ตอนเรียนปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์และก็ต้องใช้ชีวิตแบบคนยุคเบบี้บูมเมอร์  วิถีชีวิตของคนในรุ่นผมก็ยังห่างเทคโนโลยีอยู่มาก ยังเรียนหนังสือโดยใช้ชอล์กกระดานดำ ยังต้องทำโปรเจ็คและรายงานโดยใช้พิมพ์ดีด ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แม้แต่ที่บ้านก็ไม่มีโทรศัพท์ที่มีสาย ต้องติดต่อกันทางจดหมาย ถ้ามีเรื่องด่วนก็ต้องใช้โทรเลข สมัยเรียนปริญญาตรีก็ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้ใช้ เรียนหนังสือกับเครื่องเมนเฟรม เขียนโปรแกรมโดยการเจาะบัตร กว่าจะเริ่มสัมผัสเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ก็ตอนที่จบมาแล้ว และกว่าจะเริ่มเล่นอินเตอร์เน็ตครั้งแรกก็ปี 1993 ตอนสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ

ความโชคดีของผมคือการได้ไปเรียนในต่างจังหวัด ที่สมัยนั้นยังไม่ได้เจริญเท่าปัจจุบัน เศรษฐกิจของประเทศในยุคนั้นก็ไม่ได้ดีนัก บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในต่างประเทศถีบตัวสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินตกต่ำ อัตราดอกเบี้ยสูง รัฐบาลต้องปิดทีวีช่วงหกโมงเย็นถึงสองทุ่มและทุกรายการก็เลิกหลังเที่ยงคืน ปั้มน้ำมันทุกแห่งก็ปิดตอนสี่ทุ่มถึงตีห้า ชีวิตการเรียนยุคนั้นต้องมีความอดทน นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ต้องนั่งรถสองแถวกัน ใช้จักรยาน ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์และไม่มีเงินมาทานกาแฟหรือร้านอาหารหรูๆแบบยุคนี้ สมัยเรียนไฟฟ้าติดๆดับๆอยู่บ่อยๆ แถมน้ำแถวหอพักก็หยุดไหลบ่อยๆ

เราเข้าศึกษากันในยุคที่พวกรุ่นพี่ที่เข้าป่าไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กำลังทยอยกลับเข้ามาเรียน ทำให้เรายังได้กลิ่นอายของการทำกิจกรรมรุ่นพี่ในสมัยนั้นที่ต่อสู้เพื่อสังคม พวกเราชอบทำกิจกรรมออกค่ายพัฒนาชนบท ฟังเพลงเพื่อชีวิตที่ค่อนข้างรุนแรงอย่างเพลง คนกับควาย สู้ไม่ถอย ขณะเดียวกันก็เริ่มมีกระแสของทุนนิยมเข้ามาในเมืองมากขึ้น ฟังเพลงสตริงอย่างวงชาตรี หรือวงแกรนด์เอ็กซ์ พวกเราโตขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้ด้านการเมือง วัฒนธรรมและสังคมของสองขั้วที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง

การสัมผัสกับชนบทและความยากลำบากทำให้พวกเราเข้าใจสังคม อาจารย์และรุ่นพี่ก็เป็นแบบอย่างเป้าหลอมให้พวกเราคิดถึงส่วนรวม อยากเห็นสังคมและชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นแบบของพวกเราบางคนก็คือนักต่อสู้เพื่อสังคมที่สอนให้เราเสียสละเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เศรษฐีพันล้านหรือนักเทคโนโลยีชั้นนำของโลกแบบยุคนี้ เป้าหมายชีวิตหลายคนของพวกเราก็คือจบออกมาทำงานอาชีพที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ทำประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติ หลายๆคนภูมิใจกับการได้ทำงานเป็นข้าราชการเพื่อรับใช้สังคมจนทุกวันนี้

Screenshot 2019-09-29 19.18.47

จากคนเจนเอ็กซ์อย่างผมที่จบจากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด ได้สัมผัสกับสังคมที่มีช่องว่างกับสังคมกรุงเทพอย่างมาก และก็มีโอกาสได้ไปเรียนต่อ ได้เข้ามาทำงานในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบกับเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปรับพฤติกรรมไปตามคนเจนวายไปค่อนข้างมาก ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตัวเองหลายๆอย่างอาทิเช่น

สมัยผมเรียนที่บ้านส่งเงินมาทางธนาณัติจะไปรับเงินก็ต้องไปที่ไปรษณีย์ และมีธนาคารก็อยู่สาขาเดียวแถมไม่มีตู้เอทีเอ็มจะฝากจะถอนเงินก็ไปยืนรอนั่งรอกันอยู่ที่สาขา ความสัมพันธ์ของลูกค้ากับพนักงานธนาคารก็มีส่วนทำให้ลูกค้าอยากมาทำธุรกรรมด้วย หลังจากที่จบมาพักใหญ่ถึงจะเริ่มเห็นตู้เอทีเอ็มมากขึ้นการทำธุรกรรมก็อาจเริ่มเปลี่ยนไป แต่วันนี้ชีวิตทางธุรกรรมการเงินของผมต้องปรับพฤติกรรมตามคนเจนวายหรือมิลเลนเนียลส์ไปแล้ว ทุกวันนี้นอกจากจะต้องใช้เงินสดหรือบัตรเครดิต ยังต้องมีการจ่ายเงินผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์หลากหลายทั้งใช้ PayPal, True Wallet, Rabbit Line Pay, Lazada Wallet และอีกสารพัดวิธีที่จะต้องเอาเงินไปฝากไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลมากมาย คนเจนเอ็กซ์อย่างผมแทบไมได้ไปสาขาธนาคารมานานมาก ใช้ Internet Banking มามากกว่า 15 ปี แถมตัวเองมี Mobile Banking ของแทบทุกธนาคารจะโอนเงิน ชำระเงินค่าบริการต่างๆก็ต้องมาทำออนไลน์ แม้แต่การลงทุนก็ซื้อกองทุน หุ้นผ่านมือถือ ใช้บริการของ FinTech ต่างๆทั้ง  Finnomena, WealthMagik ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับพนักงานธนาคารก็เริ่มหายไป จากที่เคยอดทนยืนรอการทำธุรกรรมการเงินวันนี้กลายเป็นต้องทำได้ทันทีทันใด ทุกที่ ทุกเวลา

Screenshot 2019-09-29 19.18.10

สมัยก่อนมีความสุขกับการหาหนังสืออ่าน หาซื้อหนังสือจำนวนมากสะสมไว้ ตอนเล็กๆทีีบ้านขายหนังสือ ชอบเดินทางไปค้นหาหนังสืออ่านนั่งรถจากนครปฐมเข้าไปหอสมุดแห่งชาติ ชอบไปเดินดูหนังสือตามร้านหนังสือดวงกมล หรือร้านอื่นๆ นั่งรอหนังสือพิมพ์มาส่งที่บ้านด้วยความตื่นเต้นแทบทุกเช้า บางวันก็อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ ชีวิตวันนี้ของคนเจนเอ็กซ์อย่างผมถูกกลืนไปด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ผมไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์เป็นเล่มมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังซื้อแบบเป็นสมาชิกออนไลน์เริ่มต้นตั้งแต่ซื้อ โพสต์ทูเดย์ มาเป็น OokBee ที่เป็นหนังสือพิมพ์และนิตยสารแบบบุฟเฟ่ต์ จนล่าสุดมาซื้อกรุงเทพธุรกิจในรูปแบบของไฟล์ PDF  จากคนที่เคยชอบไปร้านหนังสือบางทีไปยืนเลือกหนังสือที่ร้านได้เป็นชั่วโมง ทุกวันนี้กลายเป็นว่าสมัครเป็นสมาชิก SafariBook online อยากจะหาหนังสือเล่มใดอ่านก็ได้ผ่านทุกอุปกรณ์ แถมบางทีได้มาก่อนที่ผู้เขียนจะส่งจัดพิมพ์เสียอีก นอกจากนี้ยังซื้อหนังสือจาก Amazon และช่องทางออนไลน์อื่นๆ แถมบางเล่มมีไฟล์เสียงมาพร้อม บางคืนก่อนนอนยังสั่งให้เจ้า Amazon Echo ให้อ่านหนังสือที่เก็บไว้ใน Amazon Kindle ให้ฟัง วันนี้น้อยครั้งที่จะไปร้านหนังสือ ห้องสมุดผมก็ย้ายมาอยู่ที่ร้านกาแฟ โดยมีคลังหนังสืออยู่ในอุปกรณ์ iPad ที่มีหนังสือมากกว่าห้องสมุดแบบเดิมๆ

Screenshot 2019-09-29 19.17.37

ตอนเล็กๆมีทีวีอยู่ไม่กี่ช่อง มึความสุขอยู่กับการดูละครโทรทัศน์ หุ่นไล่กา หรือ พิภพมัจจุราช กับรายการนาทีทองที่แสนสนุกในวันอาทิตย์ แถมทีวีที่ดูเป็นทีวีขาวดำไม่มีรีโมทจะเปลี่ยนช่องต้องเดินไปหมุนปุ่ม มาเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นใหม่ๆก็มีทีวีเพียงสองช่องคือ ช่อง 4 กรมประชาสัมพันธ์และทีวีช่อง 7 ทีีเพิ่งเริ่มมาฉาย ทั้งหอมีทีวีอยู่เครื่องเดียวต้องมามุงกันดูพร้อมกัน ตอนท้ายๆก่อนเรียนจบก็เริ่มมีวิดีโอมาฉาย หลังจากนั้นจบมาก็มีความสุขกับการดูวิดีโอ และไปเช่าวิดีโอตามร้าน มีร้านให้เช่าเกิดขึ้นมากมาย เลือกหนังกันเป็นชั่วโมงและเมื่อครบกำหนดก็รีบนำมาคืนกัน พอมายุคซีดี ดีวีดี ก็เริ่มมีความสุขกับการดูหนังที่คมชัดขึ้น สะสมแผ่นหนังกัน จนกระทั่งมาถึงยุคของเคเบิ้ลทีวี ก็ต้องตกใจที่ทีวีมีเพื่มมามากมายหลายช่อง มีความสุขกับการอ่านหนังสือโปรแกรมรายการทีวีที่เขาส่งมาให้ และต้องคอยเลือกว่าวันไหนจะดูรายการไหน วันนี้ชีวิตคนวัยต้นเจนเอ็กซ์อย่างผม กลายเป็นเสมือนเด็กเจนอัลฟ่า ไม่รู้จักแล้วครับว่า วิดีโอ ดิวีดี เป็นอย่างไร ทุกอย่างดู Streaming TV อย่าง NetFlix หรือ YouTube ไม่รู้จักละครช่วงเวลา PrimeTime ไม่ได้ดูข่าวทีวีในช่วงปกติ อยากจะดูตอนไหนก็ดู ผ่านอุปกรณ์ใดๆก็ได้ แม้แต่ทีวีช่องปกติบางรายการทั้งของในประเทศ เช่นรายการสนทนาข่าว หรือรายการทีวีต่างประเทศอย่างช่อง  CNA, CNN ก็เปิดดูผ่าน YouTube แถมที่หนักไปกว่านั้น บางทีก็ไม่ใช้รีโมททีวีแต่สั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant

ผมเป็นแฟนกีฬาชอบดูรายการถ่ายทอดสด ตอนเล็กๆการถ่ายทอดกีฬาจะเป็นเรื่องใหญ่มาก จำได้ว่ามวยหรือฟุตบอลบางคู่เราต้องแทบหยุดเรียน หยุดทำงานกันมาดู นานๆจะมีการถ่ายทอดกีฬาต่างประเทศสดทางทีวีเพราะค่าใช้จ่ายสูงและมีความซับซ้อนมาก เวลาเราดูกันทีก็จะมาเชียร์พร้อมๆกันจำนวนมาก วันนี้โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้วช่่องการถ่ายทอดมีมากมาย แม้แต่ล่าสุดผมจะดูรักบี้ชิงแชมป์โลก ผมก็ยังเลือกซื้อบริการโดยตรงจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ผ่าน Bein Sports connect แล้วชำระเงินผ่าน App Store ทำให้ผมสามารถเรียกดูจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ไหนก็ได้ ในบางครั้งผมก็ดูผ่านสมาร์ทโฟน บางครั้งก็ดูผ่านแท็บเล็ต และบางครั้งก็สามารถเชื่อมสัญญาณภาพจากสมาร์ทโฟนเข้าสู่ทีวีจอใหญ่และภาพที่ได้รับก็คมชัดเพราะเป็นสัญญาณ HD

ตอนเล็กๆผมต้องไปซื้อของที่ตลาด การเดินห้างเป็นเรื่องใหญ่ ร้านค้าใหญ่สมัยนั้นมีน้อยมาก พอเรียนจบปริญญาเอกมามีการคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น ที่ๆอยากไปซื้อของมากๆในสมัยนั้นก็คือห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า โดยมีความสุขกับการเลือกดูอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตอนหลังก็ขึ้นไปตามห้างต่างๆทั้ง MBK และห้างเซ็นจูรี เพื่อเลือกซื้ออุปกรณ์มือถือและ Gadget ต่างๆ วันนี้ชีวิตคนเจนเอ็กซ์อย่างผมกลายเป็นคนเจนวาย ไม่อยากออกไปซื้อของแบบเดิม แต่เลือกช็อปออนไลน์เพราะสะดวกกว่าและราคาถูกกว่า ผมซื้อออนไลน์แทบทุกเจ้าทั้ง  Lazada, JD หรือแม้แต่ของในซูปเปอร์มาร์เก็ตก็สั่งผ่าน Top Supermarket Online ยังไม่ต้องพูดถึงอีคอมเมิร์ซ์ในต่างประเทศที่ผมใช้ทั้ง AliExpress, Amazon และ EBay ผมเลยไม่แปลกใจว่าทำไมร้านค้าปลีกจึงเงียบเหงา แม้แต่การทานอาหารคนเจนเอ็กซ์อย่างผม จากที่ชอบทานอาหารนอกบ้านก็กลายเป็นว่าเลือกสั่งอาหารส่งมาทานที่บ้านเป็นประจำ บางวันแทบทุกมื้อ สั่งผ่านทั้ง LineMan, Get, GrabFood หรือ Food Panda แล้วบางทีก็ชำระเงินผ่านไปทางบัตรเครดิตหรือ Wallet  ของเขา

ยังมีอีกหลายๆอย่างที่เทคโนโลยีมาเปลี่ยนชีวิตผมทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือแม้แต่การเรียน โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้วและสิ่งหนี่งผมคิดเสมอก็คือ ถ้าคนเจนเอ็กซ์สามารถมาใช้เทคโนโลยีแบบคนเจนวาย ก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น เผลอๆด้วยประสบการณ์ของอดีตที่ผ่านมาในเจนเอ็กซ์หรือเบบี้บูมเมอร์ก็จะยิ่งทำให้เราทำบางเรื่องได้ดีกว่าคนในยุคใหม่ด้วยซ้ำไป และประสบการณ์ชีวืตของคนเจนเอ็กซ์จำนวนมากก็ยังผ่านยุคของความยากลำบาก ก็ยิ่งจะช่วยทำให้เห็นได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยมาเปลี่ยนแปลงและลดช่องว่างของสังคมได้อย่างไร ทำอย่างไรจะให้คนในสังคมทุกคนยืนอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนไป ด้วยความเข้าใจสังคมทั้งชนบทและในเมืองที่ดี

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

การติดตั้ง Google Assistant ลงบนมือถือเพื่อให้สั่งงานเป็นภาษาไทยได้

69237138_1470765076404161_3826382545780473856_n

“Ok Google, Show my photos at Barcelona”
“Ok Google, แสดงรูปภาพที่บาร์เซโลน่า”
“Ok Google, หนังเรื่อง Lion King ฉายเวลาไหน”
“Ok Google, แปลง 3200 เยนเป็นไทยบาท”
“Ok Google, ใครคือนายกรัฐมนตรีประเทศไทย”
“Ok Google แปลฉันรักเธอเป็นภาษาจีน”

สิ่งหนึ่งที่ผมสาธิตให้คนฟังบรรยายเป็นประจำก็คือการใช้ Google Assistant ซึ่งเป็นโปรแกรม AI ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ โดยมักจะสาธิตการใช้โปรแกรมผ่านมือถือ และก็พูดคุยให้ดูสดๆ โดย 2-3 ปีก่อนก็จะพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ระยะหลังๆผมสาธิตโดยสั่งงานด้วยเสียงเป็นภาษาไทย หลายคนตื่นเต้นและมักจะถามผมว่าผมใช้โปรแกรมอะไร

โทรศัพท์ของผมเป็น iPhone แม้จะมี Siri อยู่ แต่ผมก็คุ้นเคยกับ Google Assistant มากกว่า เนื่องจากที่บ้านมีอุปกรณ์อย่างตั้งแต่ Google Home, Google Chromecast  และ True ID TV Box ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คืออุปกรณ์ที่มี Google Assistant ฝังอยู่ ผมจึงเลือกที่จะโหลดโปรแกรม Google Assistant จาก Apple App Store มาใช้ในโทรศัพท์ iPhone ของผม

69992802_2474721696140478_6800656542245847040_n

แต่การที่จะทำให้มันรู้จักภาษาไทย ผมจะต้องโหลดโปรแกรม Google Home มาใช้ควบคู่กัน เมื่อเปิดโปรแกรม Google home เราจะเห็น icon Profile ที่อยู่ด้านล่างทางขวามือให้กดเลือกตรงนั้น จากนั้นให้เลือกเมนู Settings ตามด้วย More settings ซึ่งเราจะเห็น Tab ที่ชื่อ Assistant ซึ่งเมื่อเราเลือกเข้าไปก็จะเห็นเมนู Languages สำหรับให้เราเลือกภาษาในการพูดคุยกับ Google Assistant ซึ่งในที่นี้ผมได้เลือกภาษาไว้แล้ว สองภาษาคือไทยและอังกฤษ ถ้าเราเลือกข้างในจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน Google Assistant ก็ รองรับภาษาหลายภาษาแล้วรวมทั้งภาษาไทย

แต่อย่างไรก็ดีอุปกรณ์ Android ที่มี Google Assistant อยู่จำนวนมากเพราะอาจจะยังไม่รองรับการฟังคำสั่งภาษาไทยตอนนี้อุปกรณ์อย่าง Google home หรือ Google Chromecast ที่ผมใช้อยู่ที่บ้านก็ยังสามารถพูดคุยได้แพ้ภาษาอังกฤษ แต่ Google Assistant ในมือถือผมและ TrueID TV Box รู้จักภาษาไทยแล้ว

ผมหวังมากข้อมูลนี้คงมีประโยชน์ให้ทุกท่านสามารถที่จะติดตั้งใช้ Google Assistant บนมือถือของทุกคนได้ การเริ่มใช้โปรแกรม AI แบบนี้จะทำให้พวกเราเห็นได้ว่าชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไปอีกมากก็หวังว่าทุกคนคงจะลองไปเล่นกันครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC institute

Digitized University ไม่เท่ากับ Digital University

69237138_1470765076404161_3826382545780473856_n

ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งอยากจะพัฒนาตัวเองเป็น Digital University หลายที่ก็เริ่มทำหลักสูตรออนไลน์ มีความพยายามเรื่องของ MOOC ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่มหาลัยมีความเป็นกังวลเป็นอย่างมากก็คือจำนวนนักศึกษาที่เข้าศึกษาต่อมีจำนวนน้อยลง และเริ่มมองเรื่องของ Digital disruption ว่าอาจส่งผลกระทบต่อแวดวงการศึกษาไปอย่างมาก

digitaluni-300x161-1

แท้จริงแล้วความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงของสถาบันอุดมศึกษามีมากกว่าการที่จะต้องทำ Digitizing หรือที่เรียกว่าการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในภาคการศึกษา เพราะแนวโน้มการศึกษากำลังเปลี่ยนไปอย่างมากตามความต้องการของผู้เรียนและสังคม ดังนั้นสิ่งที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำก็คือ Digital transformation ซึ่งมันอาจหมายถึงปรับเปลี่ยนค่านิยม (Value proposition)ของมหาวิทยาลัยให้ตรงกับบริบทที่เปลี่ยนไป อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ปรับหลักสูตรรวมถึงการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่และสำคัญที่สุดผู้บริหารจะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างความหมายของ Digitized University และ Digital University

การพัฒนาระบบดิจิทัล (Doing Digital) ไม่เพียงพอกับอุตสาหกรรมที่กำลังถูก Digital Disruption อย่างอุตสาหกรรมการศึกษา ลองคิดง่ายๆถ้าวันนี้เราเป็นผู้จำหน่ายซีดี DVD หรือแม้แต่เทปเพลง ซึ่งแต่ก่อนเราอาจจะเป็นร้านค้าทั่วๆไป แล้วก็เปลี่ยนระบบมาขายออนไลน์มีระบบ E-commerce ซึ่งมันก็การนำระบบดิจิทัลมาใช้ แต่สุดท้ายก็ไม่จะถูก Disrupt อยู่ดีก็เพราะว่าสินค้าที่เราขายนี่มันไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปแล้ว

มหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน เราไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนเพียงแต่พัฒนาระบบดิจิทัลโดยไม่ได้สนใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะเทคโนโลยีมันสร้างความเปลี่ยนแปลงของสังคมไปอย่างมาก เราต้องการบัณฑิตที่มีทักษะใหม่ๆ มีอาชีพใหม่ๆ มีระบบการเรียนใหม่ๆ วันนี้คู่แข่งของสถาบันการศึกษามันคือโลกออกไลน์ เรียนจากที่ไหนก็ได้ ดังนั้นเราอาจเริ่มการทำ Digital Transformation ของมหาวิทยาลัยด้วยการวิเคราะห์ว่า Value Propostion ที่มหาวิทยาลัยมอบให้กับกลุ่มเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ทั้งนี้อาจเนื่องจากความเข้ามาเทคโนโลยี หรืออาจเป็นเพราะความต้องการเปลี่ยนแปลง หรืออาจเพราะมีคู่แข่งรายใหม่ๆหรือมีทางเลือกที่เปลี่ยนไป สุดท้ายมหาวิทยาลัยก็จะต้องวิเคราะห์ถึงการกำหนด  Value Proposition ใหม่ โดยอาจนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นช่วยทำให้สัมฤทธิ์ผล

ดังนั้น Digital Transformation  จึงอาจไม่ได้เริ่มที่จะต้องทำหรือพัฒนาระบบดิจิทัล แต่ต้องเริ่มที่กลยุทธ์และมีทิศทางในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่แน่ละมหาวิทยาลัยก็อาจต้องมีพื้นฐานในการพัฒนาระบบดิจิทัล เพราะจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลยถ้าวันนี้ยังไม่มีความเป็นดิจิทัล และที่สำคัญสุดคือบุคลากรต้องมีวัฒนธรรมดิจิทัล

สุดท้ายผมขอนำเอาตัวอย่างบางส่วนที่ผมใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ Value Proposition Roadmap  มากับระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยขอแยกเป็นเอกสารในตอนที่สองดังนี้

การวิเคราะห์ Value Proposition Roadmap  ของมหาวิทยาลัย  (เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ จากแบบฝึกหัดที่ผมทำ)

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute