Defining an AI strategy จากหลักสูตรออนไลน์ AI Business School ของ Microsoft

73251706_1522920721188596_4970794027956830208_n

เมื่อเช้านี้ได้เข้าไปดูเว็บ Microsoft AI ซึ่งมีการเรียนรู้ออนไลน์ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจภายใต้หลักสูตรในกลุ่มที่เรียกว่า AI Business School ซึ่งมีหัวข้อที่น่าเรียนรู้อยู่หลายเรื่องอาทิเช่น

  • Defining an AI strategy
  • Enabling an AI-ready culture
  • Responsible AI in business
  • AI technology for business leaders

ผมได้เลือกเปิดเข้าไปเรียนหัวข้อ Defining an AI strategy ซึ่งพูดได้น่าสนใจว่า การที่องค์กรต่างๆจะทำ Digital Transformation โดยใช้กลยุทธ์ทางด้านเอไอจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสามด้านดังรูปคือ External environment, Value proposition และ Organisation & excecution

Screenshot 2019-10-25 13.25.16

โดยจะต้องเริ่มต้นจากการประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกก่อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อาทิเช่นพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไป, มีคู่แข่งรายใหม่ๆที่อาจมีรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ (New business model), ผลกระทบจากการเข้ามาของเทคโนโลยี และ กฎระเบียบของภาครัฐอาจเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อประเมินสภาพแวดล้อมแล้ว ก็คงต้องมาคิดว่า Value proposition ที่องค์กรของเราจะมอบให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆขะมีประโยชน์หรือฟังก์ชันที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปไหม และจะสามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ไหม ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ผมเคยเขียนบทความในเรื่อง Digital Transformation ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือการ Redefine Customer Value Proposition

สุดท้ายเพื่อให้การพัฒนา ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้าง Value Proposition ใหม่ๆตามที่กำหนดไดว้สำเร็จผล เราอาจจำเป็นต้องประบโครงสร้างองค์กร พัฒนาคน ปรับวัฒนธรรมองค์กร และกำหนดตัวบุคคลในการทำงานให้เหมาะสม

ทั้งนี้หลักสูตรออนไลน์เรื่องนี้มีหัวข้อย่อยๆในหลายๆเรื่องอาทิเช่น

  • Transform your applications with AI – Case study introduction
  • Discover the value of empowering every employee with AI – Case study introduction

และก็ยังมีหลักสูตร AI business school สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆอาทิเช่น การศึกษา, การเงิน, ค้าปลีก, manufacturing และ ด้านสุขภาพ เลยอยากแนะนำให้ลองเข้าไปศึกษาดูครับ น่าสนใจทีเดียว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Building the infrastructure of the Digital Economy จากงาน Apsara Conference 2019 ของ Alibaba Cloud

Screenshot 2019-10-01 10.14.45

ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว (25-27 กันยายน) Alibaba Cloud ได้จัดงานสัมมนาประจำปีที่ชื่อ Apsara Conference 2019 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 5 และกำหนด Theme ของงานปีนี้เป็น The Rise of Data Intelligence ซึ่งผมเองได้ติดตามดูงานสัมมนาผ่านเว็บไซต์ www.alibabacloud.com/apsara-conference-2019 โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจอยู่จำนวนมาก และสามารถที่จะเข้าไปชมย้อนหลังได้

S__7110660

หนึ่งในหัวข้อของ Keynote session ที่น่าสนใจคือ Building the infrastructure of the Digital Economy โดย Jeff Zhang, CTO of Alibaba Group, President of Alibaba Cloud Intelligence ซึ่งเริ่มต้นอธิบายให้เห็นเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆกำลังขับเคลื่อนให้เกิด Digital Transformation  โดยได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคตที่จะมีจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น และจะมีจำนวนข้อมูลทั่วโลกขึ้นไปถึง175 ZettaByte ในปี 2025 ทั้งนี้ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่ามูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ในประเทศจีนคิดเป็นบริมาณถึง 67.9% ของมูลค่า GDP รวมของประเทศ

เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านคือ

  • Demand: ความต้องการของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป และจะต้องการจัดการบริหารสภาวะแวดล้อมระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจ (C2B) ที่เปลี่ยนไป
  • Production: กระบวนการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมกระวนการได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
  • Supply:  ปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้าและบริการของผู้ขาย ก็สามารถจะตรวจสอบและทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • Operation: กระบวนการทำงานก็เปลี่ยนแปลงเป็นแบบ Dynamic collaboration และมีการตัดสินใจได้ดีขึ้น

ดังนั้นองค์กรต่างๆจึงต้องปรับตัวเองและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการทำงาน ซึ่งการทำ Digital Transformation ซึ่งทาง Jeff Zhang ชี้ให้เห็นว่าจะต้องมีการวางพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ดีได้ควรมีเสาหลักในการดำเนินงานสี่ด้านคือ

  • Reliable Cloud
    • Cloud เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยี Cloud computing จะช่วยทำให้สามารถทำนวัตกรรมต่างๆได้รวดเร็วขึ้นทั้งเรื่องของ IoT, Big Data, AI หรือ Blockchain การใช้ Cloud  เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ทั้งเป็นการเปลี่ยน Mindset ด้านเทคโนโลยี การออกแบบและติดตั้งระบบในรูปแบบใหม่ ที่จะมีความคล่องตัว รวดเร็ว และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้
  • Intelligent Big Data
    • ข้อมูลเป็นปัจจัยที่สำคัญสุดในการทำ Digital Transformation จะต้องสร้างคุณค่าจากข้อมูลในทุกขั้นตอนต่างๆทั้ง การทำ Data collection, Data Cleansing,Data Classification &  Storage, Cognition & Mining รวมถึงการทำ Intelligent application จากการใช้ข้อมูล
  • Intelligent Cloud-End Network
    • ต้องมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆในองค์กรเข้าระบบอินเตอร์เน็ตแบบ Real-time โดยเฉพาะอุปกรณ์ Internet of ้thing (IoT) เพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้งานให้ได้มากที่สุด
  • Unparalleled Mobility
    • การทำงานจะต้องเป็นแบบ Mobility และต้องมีเทคโนโลยีที่สามาถทำงานร่วมกันได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งก็อาจเป็น Mobile apps ที่สามารถสร้างที่ทำงานแบบไร้พรมแดนได้ ( borderless workplaces)

Screenshot 2019-10-01 10.17.11

ทั้งนี้งาน Apsara Conference 2019 ยังมี  Session ที่น่าสนใจอีกจำนวนมากทั้งหัวข้อด้าน Machine Intelligence, China Gateway, AI&Big Data Intelligence, New Retail Ecosystems และ Enterprise Digital Transformation ซึ่งผมเองก็อยากให้เข้าไปดูการบรรยายที่สามารถดูย้อนหลังได้ วันนี้ผู้นำขับเคลื่อนเทคโนโลยีโลกกำลังจะเปลี่ยนจากตะวันตกสู่ตะวันออก ถ้าเราจะเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลได้ดีก็ควรจะต้องศึกษาเทคโนโลยีของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนไปด้วย

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

เมื่อคนเจนเอ็กซ์อย่างผมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนเจนวาย เมื่อเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงโลก

Screenshot 2019-09-29 14.55.10

ผมเป็นคนรุ่นต้นสุดของเจนเอ็กซ์ก็คือห่างกับรุ่นเบบี้บูมเมอร์แค่ปีเดียว และด้วยความที่เรียนพาสชั้นมาทำให้ตอนเรียนปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์และก็ต้องใช้ชีวิตแบบคนยุคเบบี้บูมเมอร์  วิถีชีวิตของคนในรุ่นผมก็ยังห่างเทคโนโลยีอยู่มาก ยังเรียนหนังสือโดยใช้ชอล์กกระดานดำ ยังต้องทำโปรเจ็คและรายงานโดยใช้พิมพ์ดีด ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แม้แต่ที่บ้านก็ไม่มีโทรศัพท์ที่มีสาย ต้องติดต่อกันทางจดหมาย ถ้ามีเรื่องด่วนก็ต้องใช้โทรเลข สมัยเรียนปริญญาตรีก็ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้ใช้ เรียนหนังสือกับเครื่องเมนเฟรม เขียนโปรแกรมโดยการเจาะบัตร กว่าจะเริ่มสัมผัสเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ก็ตอนที่จบมาแล้ว และกว่าจะเริ่มเล่นอินเตอร์เน็ตครั้งแรกก็ปี 1993 ตอนสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ

ความโชคดีของผมคือการได้ไปเรียนในต่างจังหวัด ที่สมัยนั้นยังไม่ได้เจริญเท่าปัจจุบัน เศรษฐกิจของประเทศในยุคนั้นก็ไม่ได้ดีนัก บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในต่างประเทศถีบตัวสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินตกต่ำ อัตราดอกเบี้ยสูง รัฐบาลต้องปิดทีวีช่วงหกโมงเย็นถึงสองทุ่มและทุกรายการก็เลิกหลังเที่ยงคืน ปั้มน้ำมันทุกแห่งก็ปิดตอนสี่ทุ่มถึงตีห้า ชีวิตการเรียนยุคนั้นต้องมีความอดทน นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ต้องนั่งรถสองแถวกัน ใช้จักรยาน ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์และไม่มีเงินมาทานกาแฟหรือร้านอาหารหรูๆแบบยุคนี้ สมัยเรียนไฟฟ้าติดๆดับๆอยู่บ่อยๆ แถมน้ำแถวหอพักก็หยุดไหลบ่อยๆ

เราเข้าศึกษากันในยุคที่พวกรุ่นพี่ที่เข้าป่าไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กำลังทยอยกลับเข้ามาเรียน ทำให้เรายังได้กลิ่นอายของการทำกิจกรรมรุ่นพี่ในสมัยนั้นที่ต่อสู้เพื่อสังคม พวกเราชอบทำกิจกรรมออกค่ายพัฒนาชนบท ฟังเพลงเพื่อชีวิตที่ค่อนข้างรุนแรงอย่างเพลง คนกับควาย สู้ไม่ถอย ขณะเดียวกันก็เริ่มมีกระแสของทุนนิยมเข้ามาในเมืองมากขึ้น ฟังเพลงสตริงอย่างวงชาตรี หรือวงแกรนด์เอ็กซ์ พวกเราโตขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้ด้านการเมือง วัฒนธรรมและสังคมของสองขั้วที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง

การสัมผัสกับชนบทและความยากลำบากทำให้พวกเราเข้าใจสังคม อาจารย์และรุ่นพี่ก็เป็นแบบอย่างเป้าหลอมให้พวกเราคิดถึงส่วนรวม อยากเห็นสังคมและชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นแบบของพวกเราบางคนก็คือนักต่อสู้เพื่อสังคมที่สอนให้เราเสียสละเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เศรษฐีพันล้านหรือนักเทคโนโลยีชั้นนำของโลกแบบยุคนี้ เป้าหมายชีวิตหลายคนของพวกเราก็คือจบออกมาทำงานอาชีพที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ทำประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติ หลายๆคนภูมิใจกับการได้ทำงานเป็นข้าราชการเพื่อรับใช้สังคมจนทุกวันนี้

Screenshot 2019-09-29 19.18.47

จากคนเจนเอ็กซ์อย่างผมที่จบจากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด ได้สัมผัสกับสังคมที่มีช่องว่างกับสังคมกรุงเทพอย่างมาก และก็มีโอกาสได้ไปเรียนต่อ ได้เข้ามาทำงานในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบกับเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปรับพฤติกรรมไปตามคนเจนวายไปค่อนข้างมาก ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตัวเองหลายๆอย่างอาทิเช่น

สมัยผมเรียนที่บ้านส่งเงินมาทางธนาณัติจะไปรับเงินก็ต้องไปที่ไปรษณีย์ และมีธนาคารก็อยู่สาขาเดียวแถมไม่มีตู้เอทีเอ็มจะฝากจะถอนเงินก็ไปยืนรอนั่งรอกันอยู่ที่สาขา ความสัมพันธ์ของลูกค้ากับพนักงานธนาคารก็มีส่วนทำให้ลูกค้าอยากมาทำธุรกรรมด้วย หลังจากที่จบมาพักใหญ่ถึงจะเริ่มเห็นตู้เอทีเอ็มมากขึ้นการทำธุรกรรมก็อาจเริ่มเปลี่ยนไป แต่วันนี้ชีวิตทางธุรกรรมการเงินของผมต้องปรับพฤติกรรมตามคนเจนวายหรือมิลเลนเนียลส์ไปแล้ว ทุกวันนี้นอกจากจะต้องใช้เงินสดหรือบัตรเครดิต ยังต้องมีการจ่ายเงินผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์หลากหลายทั้งใช้ PayPal, True Wallet, Rabbit Line Pay, Lazada Wallet และอีกสารพัดวิธีที่จะต้องเอาเงินไปฝากไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลมากมาย คนเจนเอ็กซ์อย่างผมแทบไมได้ไปสาขาธนาคารมานานมาก ใช้ Internet Banking มามากกว่า 15 ปี แถมตัวเองมี Mobile Banking ของแทบทุกธนาคารจะโอนเงิน ชำระเงินค่าบริการต่างๆก็ต้องมาทำออนไลน์ แม้แต่การลงทุนก็ซื้อกองทุน หุ้นผ่านมือถือ ใช้บริการของ FinTech ต่างๆทั้ง  Finnomena, WealthMagik ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับพนักงานธนาคารก็เริ่มหายไป จากที่เคยอดทนยืนรอการทำธุรกรรมการเงินวันนี้กลายเป็นต้องทำได้ทันทีทันใด ทุกที่ ทุกเวลา

Screenshot 2019-09-29 19.18.10

สมัยก่อนมีความสุขกับการหาหนังสืออ่าน หาซื้อหนังสือจำนวนมากสะสมไว้ ตอนเล็กๆทีีบ้านขายหนังสือ ชอบเดินทางไปค้นหาหนังสืออ่านนั่งรถจากนครปฐมเข้าไปหอสมุดแห่งชาติ ชอบไปเดินดูหนังสือตามร้านหนังสือดวงกมล หรือร้านอื่นๆ นั่งรอหนังสือพิมพ์มาส่งที่บ้านด้วยความตื่นเต้นแทบทุกเช้า บางวันก็อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ ชีวิตวันนี้ของคนเจนเอ็กซ์อย่างผมถูกกลืนไปด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ผมไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์เป็นเล่มมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังซื้อแบบเป็นสมาชิกออนไลน์เริ่มต้นตั้งแต่ซื้อ โพสต์ทูเดย์ มาเป็น OokBee ที่เป็นหนังสือพิมพ์และนิตยสารแบบบุฟเฟ่ต์ จนล่าสุดมาซื้อกรุงเทพธุรกิจในรูปแบบของไฟล์ PDF  จากคนที่เคยชอบไปร้านหนังสือบางทีไปยืนเลือกหนังสือที่ร้านได้เป็นชั่วโมง ทุกวันนี้กลายเป็นว่าสมัครเป็นสมาชิก SafariBook online อยากจะหาหนังสือเล่มใดอ่านก็ได้ผ่านทุกอุปกรณ์ แถมบางทีได้มาก่อนที่ผู้เขียนจะส่งจัดพิมพ์เสียอีก นอกจากนี้ยังซื้อหนังสือจาก Amazon และช่องทางออนไลน์อื่นๆ แถมบางเล่มมีไฟล์เสียงมาพร้อม บางคืนก่อนนอนยังสั่งให้เจ้า Amazon Echo ให้อ่านหนังสือที่เก็บไว้ใน Amazon Kindle ให้ฟัง วันนี้น้อยครั้งที่จะไปร้านหนังสือ ห้องสมุดผมก็ย้ายมาอยู่ที่ร้านกาแฟ โดยมีคลังหนังสืออยู่ในอุปกรณ์ iPad ที่มีหนังสือมากกว่าห้องสมุดแบบเดิมๆ

Screenshot 2019-09-29 19.17.37

ตอนเล็กๆมีทีวีอยู่ไม่กี่ช่อง มึความสุขอยู่กับการดูละครโทรทัศน์ หุ่นไล่กา หรือ พิภพมัจจุราช กับรายการนาทีทองที่แสนสนุกในวันอาทิตย์ แถมทีวีที่ดูเป็นทีวีขาวดำไม่มีรีโมทจะเปลี่ยนช่องต้องเดินไปหมุนปุ่ม มาเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นใหม่ๆก็มีทีวีเพียงสองช่องคือ ช่อง 4 กรมประชาสัมพันธ์และทีวีช่อง 7 ทีีเพิ่งเริ่มมาฉาย ทั้งหอมีทีวีอยู่เครื่องเดียวต้องมามุงกันดูพร้อมกัน ตอนท้ายๆก่อนเรียนจบก็เริ่มมีวิดีโอมาฉาย หลังจากนั้นจบมาก็มีความสุขกับการดูวิดีโอ และไปเช่าวิดีโอตามร้าน มีร้านให้เช่าเกิดขึ้นมากมาย เลือกหนังกันเป็นชั่วโมงและเมื่อครบกำหนดก็รีบนำมาคืนกัน พอมายุคซีดี ดีวีดี ก็เริ่มมีความสุขกับการดูหนังที่คมชัดขึ้น สะสมแผ่นหนังกัน จนกระทั่งมาถึงยุคของเคเบิ้ลทีวี ก็ต้องตกใจที่ทีวีมีเพื่มมามากมายหลายช่อง มีความสุขกับการอ่านหนังสือโปรแกรมรายการทีวีที่เขาส่งมาให้ และต้องคอยเลือกว่าวันไหนจะดูรายการไหน วันนี้ชีวิตคนวัยต้นเจนเอ็กซ์อย่างผม กลายเป็นเสมือนเด็กเจนอัลฟ่า ไม่รู้จักแล้วครับว่า วิดีโอ ดิวีดี เป็นอย่างไร ทุกอย่างดู Streaming TV อย่าง NetFlix หรือ YouTube ไม่รู้จักละครช่วงเวลา PrimeTime ไม่ได้ดูข่าวทีวีในช่วงปกติ อยากจะดูตอนไหนก็ดู ผ่านอุปกรณ์ใดๆก็ได้ แม้แต่ทีวีช่องปกติบางรายการทั้งของในประเทศ เช่นรายการสนทนาข่าว หรือรายการทีวีต่างประเทศอย่างช่อง  CNA, CNN ก็เปิดดูผ่าน YouTube แถมที่หนักไปกว่านั้น บางทีก็ไม่ใช้รีโมททีวีแต่สั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant

ผมเป็นแฟนกีฬาชอบดูรายการถ่ายทอดสด ตอนเล็กๆการถ่ายทอดกีฬาจะเป็นเรื่องใหญ่มาก จำได้ว่ามวยหรือฟุตบอลบางคู่เราต้องแทบหยุดเรียน หยุดทำงานกันมาดู นานๆจะมีการถ่ายทอดกีฬาต่างประเทศสดทางทีวีเพราะค่าใช้จ่ายสูงและมีความซับซ้อนมาก เวลาเราดูกันทีก็จะมาเชียร์พร้อมๆกันจำนวนมาก วันนี้โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้วช่่องการถ่ายทอดมีมากมาย แม้แต่ล่าสุดผมจะดูรักบี้ชิงแชมป์โลก ผมก็ยังเลือกซื้อบริการโดยตรงจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ผ่าน Bein Sports connect แล้วชำระเงินผ่าน App Store ทำให้ผมสามารถเรียกดูจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ไหนก็ได้ ในบางครั้งผมก็ดูผ่านสมาร์ทโฟน บางครั้งก็ดูผ่านแท็บเล็ต และบางครั้งก็สามารถเชื่อมสัญญาณภาพจากสมาร์ทโฟนเข้าสู่ทีวีจอใหญ่และภาพที่ได้รับก็คมชัดเพราะเป็นสัญญาณ HD

ตอนเล็กๆผมต้องไปซื้อของที่ตลาด การเดินห้างเป็นเรื่องใหญ่ ร้านค้าใหญ่สมัยนั้นมีน้อยมาก พอเรียนจบปริญญาเอกมามีการคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น ที่ๆอยากไปซื้อของมากๆในสมัยนั้นก็คือห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า โดยมีความสุขกับการเลือกดูอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตอนหลังก็ขึ้นไปตามห้างต่างๆทั้ง MBK และห้างเซ็นจูรี เพื่อเลือกซื้ออุปกรณ์มือถือและ Gadget ต่างๆ วันนี้ชีวิตคนเจนเอ็กซ์อย่างผมกลายเป็นคนเจนวาย ไม่อยากออกไปซื้อของแบบเดิม แต่เลือกช็อปออนไลน์เพราะสะดวกกว่าและราคาถูกกว่า ผมซื้อออนไลน์แทบทุกเจ้าทั้ง  Lazada, JD หรือแม้แต่ของในซูปเปอร์มาร์เก็ตก็สั่งผ่าน Top Supermarket Online ยังไม่ต้องพูดถึงอีคอมเมิร์ซ์ในต่างประเทศที่ผมใช้ทั้ง AliExpress, Amazon และ EBay ผมเลยไม่แปลกใจว่าทำไมร้านค้าปลีกจึงเงียบเหงา แม้แต่การทานอาหารคนเจนเอ็กซ์อย่างผม จากที่ชอบทานอาหารนอกบ้านก็กลายเป็นว่าเลือกสั่งอาหารส่งมาทานที่บ้านเป็นประจำ บางวันแทบทุกมื้อ สั่งผ่านทั้ง LineMan, Get, GrabFood หรือ Food Panda แล้วบางทีก็ชำระเงินผ่านไปทางบัตรเครดิตหรือ Wallet  ของเขา

ยังมีอีกหลายๆอย่างที่เทคโนโลยีมาเปลี่ยนชีวิตผมทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือแม้แต่การเรียน โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้วและสิ่งหนี่งผมคิดเสมอก็คือ ถ้าคนเจนเอ็กซ์สามารถมาใช้เทคโนโลยีแบบคนเจนวาย ก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น เผลอๆด้วยประสบการณ์ของอดีตที่ผ่านมาในเจนเอ็กซ์หรือเบบี้บูมเมอร์ก็จะยิ่งทำให้เราทำบางเรื่องได้ดีกว่าคนในยุคใหม่ด้วยซ้ำไป และประสบการณ์ชีวืตของคนเจนเอ็กซ์จำนวนมากก็ยังผ่านยุคของความยากลำบาก ก็ยิ่งจะช่วยทำให้เห็นได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยมาเปลี่ยนแปลงและลดช่องว่างของสังคมได้อย่างไร ทำอย่างไรจะให้คนในสังคมทุกคนยืนอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนไป ด้วยความเข้าใจสังคมทั้งชนบทและในเมืองที่ดี

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

การติดตั้ง Google Assistant ลงบนมือถือเพื่อให้สั่งงานเป็นภาษาไทยได้

69237138_1470765076404161_3826382545780473856_n

“Ok Google, Show my photos at Barcelona”
“Ok Google, แสดงรูปภาพที่บาร์เซโลน่า”
“Ok Google, หนังเรื่อง Lion King ฉายเวลาไหน”
“Ok Google, แปลง 3200 เยนเป็นไทยบาท”
“Ok Google, ใครคือนายกรัฐมนตรีประเทศไทย”
“Ok Google แปลฉันรักเธอเป็นภาษาจีน”

สิ่งหนึ่งที่ผมสาธิตให้คนฟังบรรยายเป็นประจำก็คือการใช้ Google Assistant ซึ่งเป็นโปรแกรม AI ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ โดยมักจะสาธิตการใช้โปรแกรมผ่านมือถือ และก็พูดคุยให้ดูสดๆ โดย 2-3 ปีก่อนก็จะพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ระยะหลังๆผมสาธิตโดยสั่งงานด้วยเสียงเป็นภาษาไทย หลายคนตื่นเต้นและมักจะถามผมว่าผมใช้โปรแกรมอะไร

โทรศัพท์ของผมเป็น iPhone แม้จะมี Siri อยู่ แต่ผมก็คุ้นเคยกับ Google Assistant มากกว่า เนื่องจากที่บ้านมีอุปกรณ์อย่างตั้งแต่ Google Home, Google Chromecast  และ True ID TV Box ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คืออุปกรณ์ที่มี Google Assistant ฝังอยู่ ผมจึงเลือกที่จะโหลดโปรแกรม Google Assistant จาก Apple App Store มาใช้ในโทรศัพท์ iPhone ของผม

69992802_2474721696140478_6800656542245847040_n

แต่การที่จะทำให้มันรู้จักภาษาไทย ผมจะต้องโหลดโปรแกรม Google Home มาใช้ควบคู่กัน เมื่อเปิดโปรแกรม Google home เราจะเห็น icon Profile ที่อยู่ด้านล่างทางขวามือให้กดเลือกตรงนั้น จากนั้นให้เลือกเมนู Settings ตามด้วย More settings ซึ่งเราจะเห็น Tab ที่ชื่อ Assistant ซึ่งเมื่อเราเลือกเข้าไปก็จะเห็นเมนู Languages สำหรับให้เราเลือกภาษาในการพูดคุยกับ Google Assistant ซึ่งในที่นี้ผมได้เลือกภาษาไว้แล้ว สองภาษาคือไทยและอังกฤษ ถ้าเราเลือกข้างในจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน Google Assistant ก็ รองรับภาษาหลายภาษาแล้วรวมทั้งภาษาไทย

แต่อย่างไรก็ดีอุปกรณ์ Android ที่มี Google Assistant อยู่จำนวนมากเพราะอาจจะยังไม่รองรับการฟังคำสั่งภาษาไทยตอนนี้อุปกรณ์อย่าง Google home หรือ Google Chromecast ที่ผมใช้อยู่ที่บ้านก็ยังสามารถพูดคุยได้แพ้ภาษาอังกฤษ แต่ Google Assistant ในมือถือผมและ TrueID TV Box รู้จักภาษาไทยแล้ว

ผมหวังมากข้อมูลนี้คงมีประโยชน์ให้ทุกท่านสามารถที่จะติดตั้งใช้ Google Assistant บนมือถือของทุกคนได้ การเริ่มใช้โปรแกรม AI แบบนี้จะทำให้พวกเราเห็นได้ว่าชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไปอีกมากก็หวังว่าทุกคนคงจะลองไปเล่นกันครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC institute

Digitized University ไม่เท่ากับ Digital University

69237138_1470765076404161_3826382545780473856_n

ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งอยากจะพัฒนาตัวเองเป็น Digital University หลายที่ก็เริ่มทำหลักสูตรออนไลน์ มีความพยายามเรื่องของ MOOC ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่มหาลัยมีความเป็นกังวลเป็นอย่างมากก็คือจำนวนนักศึกษาที่เข้าศึกษาต่อมีจำนวนน้อยลง และเริ่มมองเรื่องของ Digital disruption ว่าอาจส่งผลกระทบต่อแวดวงการศึกษาไปอย่างมาก

digitaluni-300x161-1

แท้จริงแล้วความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงของสถาบันอุดมศึกษามีมากกว่าการที่จะต้องทำ Digitizing หรือที่เรียกว่าการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในภาคการศึกษา เพราะแนวโน้มการศึกษากำลังเปลี่ยนไปอย่างมากตามความต้องการของผู้เรียนและสังคม ดังนั้นสิ่งที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำก็คือ Digital transformation ซึ่งมันอาจหมายถึงปรับเปลี่ยนค่านิยม (Value proposition)ของมหาวิทยาลัยให้ตรงกับบริบทที่เปลี่ยนไป อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ปรับหลักสูตรรวมถึงการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่และสำคัญที่สุดผู้บริหารจะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างความหมายของ Digitized University และ Digital University

การพัฒนาระบบดิจิทัล (Doing Digital) ไม่เพียงพอกับอุตสาหกรรมที่กำลังถูก Digital Disruption อย่างอุตสาหกรรมการศึกษา ลองคิดง่ายๆถ้าวันนี้เราเป็นผู้จำหน่ายซีดี DVD หรือแม้แต่เทปเพลง ซึ่งแต่ก่อนเราอาจจะเป็นร้านค้าทั่วๆไป แล้วก็เปลี่ยนระบบมาขายออนไลน์มีระบบ E-commerce ซึ่งมันก็การนำระบบดิจิทัลมาใช้ แต่สุดท้ายก็ไม่จะถูก Disrupt อยู่ดีก็เพราะว่าสินค้าที่เราขายนี่มันไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปแล้ว

มหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน เราไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนเพียงแต่พัฒนาระบบดิจิทัลโดยไม่ได้สนใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะเทคโนโลยีมันสร้างความเปลี่ยนแปลงของสังคมไปอย่างมาก เราต้องการบัณฑิตที่มีทักษะใหม่ๆ มีอาชีพใหม่ๆ มีระบบการเรียนใหม่ๆ วันนี้คู่แข่งของสถาบันการศึกษามันคือโลกออกไลน์ เรียนจากที่ไหนก็ได้ ดังนั้นเราอาจเริ่มการทำ Digital Transformation ของมหาวิทยาลัยด้วยการวิเคราะห์ว่า Value Propostion ที่มหาวิทยาลัยมอบให้กับกลุ่มเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ทั้งนี้อาจเนื่องจากความเข้ามาเทคโนโลยี หรืออาจเป็นเพราะความต้องการเปลี่ยนแปลง หรืออาจเพราะมีคู่แข่งรายใหม่ๆหรือมีทางเลือกที่เปลี่ยนไป สุดท้ายมหาวิทยาลัยก็จะต้องวิเคราะห์ถึงการกำหนด  Value Proposition ใหม่ โดยอาจนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นช่วยทำให้สัมฤทธิ์ผล

ดังนั้น Digital Transformation  จึงอาจไม่ได้เริ่มที่จะต้องทำหรือพัฒนาระบบดิจิทัล แต่ต้องเริ่มที่กลยุทธ์และมีทิศทางในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่แน่ละมหาวิทยาลัยก็อาจต้องมีพื้นฐานในการพัฒนาระบบดิจิทัล เพราะจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลยถ้าวันนี้ยังไม่มีความเป็นดิจิทัล และที่สำคัญสุดคือบุคลากรต้องมีวัฒนธรรมดิจิทัล

สุดท้ายผมขอนำเอาตัวอย่างบางส่วนที่ผมใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ Value Proposition Roadmap  มากับระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยขอแยกเป็นเอกสารในตอนที่สองดังนี้

การวิเคราะห์ Value Proposition Roadmap  ของมหาวิทยาลัย  (เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ จากแบบฝึกหัดที่ผมทำ)

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

ตัวอย่างการวิเคราะห์ Value Proposition Roadmap สำหรับมหาวิทยาลัย

Screenshot 2019-10-01 10.27.57

เป็นตัวอย่างแบบฝึกหัดที่ผมได้ทำไว้ในหลักสูตร Digital Transformation Strategy โดยมีขั้นตอนวิเคราะห์ต่างๆดังนี้

Step 1: Identify key customer types by value received.

Screenshot 2019-08-31 16.11.07

Step 2: For each of the customer types, define the current value offered by your university to the customer.

Screenshot 2019-08-31 16.14.50Screenshot 2019-08-31 16.15.08

Step 3: Identify emerging threats.

Screenshot 2019-08-31 16.17.38

Step 4: Assess the strength of your current value elements, , ask yourself (and answer) the following questions:

  1. Is this benefit of decreasing value to the customer?
  2. Is this benefit of increasing value to the customer?

Screenshot 2019-08-31 16.20.34Screenshot 2019-08-31 16.21.04

Screenshot 2019-08-31 16.23.07Screenshot 2019-08-31 16.22.46

Step 5: Focus on generating new potential value elements using three sources to look for the opportunities that will allow you to create new value, serve your customers in new ways that you haven’t been able to do or have not done in the past:

  1. New technologies – these could be different from or the same as your threats. What are some technologies that could help you create new value? What would the benefit be? The new value element? What would your customers get out of it?
  2. Changing trends in the customer environment – what value could you deliver by tapping into those trends?
  3. Unmet customer needs – what way could you add value by serving those unmet needs

Screenshot 2019-08-31 16.31.04

Step 6: Synthesise a new forward-looking value proposition for your university.

Screenshot 2019-08-31 16.34.27Screenshot 2019-08-31 16.34.36Screenshot 2019-08-31 16.34.59

Digital Transformation ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือการ Redefine Customer Value Proposition

Screenshot 2019-10-01 10.14.45

เมื่อวานนี้ทาง คุณทินกร เหล่าเราวิโรจน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ได้กรุณาเข้ามาสัมภาษณ์ผมเรื่องของ Digital Transformation

69271903_10215451188298917_7227946552008900608_n

มีคำถามว่าในมุมมองของผมคำว่า Digital transformation คืออะไร

ผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลแต่จริงๆมันคือเรื่องของกลยุทธ์ กล่าวคือ องค์กรต้องกำหนด Value Proposition ให้กับลูกค้าใหม่รวมถึงอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กร การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ผู้คนมีการใช้ Digital มากขึ้นพฤติกรรมของผู้บริโภคเลยเปลี่ยนไป แต่ก่อนเราในฐานะของบริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้ให้บริการ จะเป็นศูนย์กลางและมีอิทธิพล เราสามารถจะกำหนดกลไกการตลาดต่างๆได้ แต่เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้บริโภคในปัจจุบันสามารถที่จะสืบค้นข้อมูล สามารถที่จะเปรียบเทียบราคา สามารถที่จะเลือกบริโภคอะไรก็ได้จากอุปกรณ์ใดก็ได้สั่งจากที่ไหนก็ได้ ดังนั้นการแข่งขันไม่เหมือนเดิมเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว

Lazada Alibaba NetFlix Airbab หรือแม้แต่ Grab ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าธุรกิจที่มีรูปแบบเดิมๆเนี่ยกำลังเปลี่ยนไป โดนแพลตฟอร์มเข้ามาแทนที่และแพลตฟอร์มเนี่ยสามารถขยายในวงกว้างเนื่องด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมันสามารถขยายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และความสามารถของเทคโนโลยีก็มีมากชึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้ที่เริ่มก่อนและมีผู้ใช้มากๆขยายตัวอย่างมหาศาลจนเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Winner Take All

Digitl Disruption เกิดขึ้นในบางอุตสาหกรรมอย่างชัดเจนแล้วอาทิเช่นสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อบันเทิง แต่จริงๆแล้วเนี่ยมันจะกระทบกับทุกอุตสาหกรรม ขึ้นอยู่กับเวลาหรือขนาดเท่านั้น ยิ่งถ้าอุตสาหกรรมใดมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากแล้วโอกาสที่จะเกิดขึ้นเร็วก็จะยิ่งมีมาก ผลกระทบมันเป็นแบบสึนามิขึ้นมาเร็วใครตั้งตัวไม่ติดก็คงล้มลงไปเลย

ความแตกต่างระหว่างคำว่า Digitized คำว่า Digital

หลายๆองค์กรยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า Digitized คำว่า Digital องค์กรที่เป็น Digitized organisation ก็คือองค์กรที่ลงมือทำหรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เช่นการแปลงข้อมูลจาก analog ให้มาเป็น Digital มีการใช้ระบบ CRM ระบบ ERP หรือแม้แต่การทำสินค้าขายออนไลน์ ซึ่งโดยมากก็เป็นงานโครงการ ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นอาจเพิ่มรายได้ขึ้นระยะสั้น แต่สุดท้ายอาจถูก Digital Disruption อยู่ดี เพราะยังไม่ใช่เป็นการเปลี่ยน

คำว่า Digital Organisation คือองค์กรที่มีวัฒนธรรมทางดิจิทัล เริ่มมีสินค้าหรือบริการที่อยู่ในรูปของดิจิตอลมีการนำเสนอรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ มีการปรับองค์กรใหม่ มีความคล่องตัว และมีการทำTransformation อย่างต่อเนื่อง เพราะมันไม่ใช่เป็นโครงการที่ทำครั้งเดียวเสร็จ

องค์กรอาจจะเริ่มต้นจากการทำ Digitized ก่อนเป็นขั้นตอนแรก หลังจากนั้นบางแผนกบางธุรกิจก็อาจจะเริ่มมีการทำ Digital transformation ของแผนกตัวเองโดยมีการนำเสนอกระบวนการหรือสินค้าใหม่ๆในรูปของดิจิทัล Business Model บางอย่าง ขั้นตอนนี้ผมเรียกว่า Siloed จากนั้นอาจเข้าสู่ขั้นตอนที่ผู้บริหารสูงสุดหรือบอร์ดเห็นความสำคัญของ Digital transformation จะต้องกำหนดกลยุทธ์องค์กรไปข้างหน้าโดยใช้ Digital กล่าวคือ ทำให้องค์กรมีวัฒนธรรมดิจิทัล กลยุทธ์องค์กรเดินด้วยดิจิทัล กล่าวคือ เปลี่ยนจาก Digital enable Business เป็น Digital  inspire Business  ซึ่งการกำหนดกลยุทธ์เนี่ยในช่วงแรกเราอาจเห็นขับเคลื่อนไปได้บางส่วนในองค์กรหรือที่เรียกว่า Partially Transform จากนั้นเมื่อองค์กรทำพร้อมทั้งหมดแล้วก็อาจถึงขั้นตอนที่เรียกว่า Fully Transform สุดท้ายองค์กรจะเดินไปข้างหน้าได้การทำ Digital Transformation จะมีอย่างต่อเนื่องและจะประสบความสำเร็จได้เราจะต้องไปถึงขั้นที่เรียกว่า Living DNA  คือมีองค์กรพร้อมที่จะเปลี่ยนปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลตาม  Value Proposition ที่เปลี่ยนไป

ผมได้เขียนบทความหลายหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation ทั้งในบล็อก thanachart.org ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและ Business Today ทุกสัปดาห์ก็สามารถติดตามอ่านได้แล้วกันครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute