มูลค่า Internet Economy ของประเทศต่างๆใน ASEAN จากรายงาน e-Conomy SEA 2019

IT Trend2020

ผมได้มีโอกาสอ่านรายงาน e-Conomy SEA 2019 ซึ่งเป็นการสรุปผลวิจัยด้าน Internet Economy ของประเทศต่างๆใน ASEAN ที่ทางบริษัท Google และ Temasek ได้จัดทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016 โดยในปีนี้มีบริษัท Bain & Company ได้เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรหลักอีกหนึ่งราย โดยงานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจาก Bain analysis, Google Trends, Temasek, แหล่งข้อมูลอุตสาหกรรมต่างๆและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมาในการสรุปตัวเลขต่างๆ

ทั้งนี้รายงานนี้มีการสำรวจมูลค่า Internet Economy ของประเทศต่างๆ 6 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ โดยเศรษฐกิจอินเตอร์เน็ตทั้ง 6  ประเทศเคยมีมูลค่า 32 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2015 ด้เพิ่มขึ้นเป็น 100 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 โดยแบ่งออกได้เป็น E-commerce 38.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ, Online media 14.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ,  Online Travel 34.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Ride haling 12.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้คาดการณ์ว่ามูลค่า Internet Economy จะเพิ่มสูงถึง 300 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 โดยแบ่งออกได้เป็น E-commerce 153 พันล้านเหรียญสหรัฐ, Online media 32 พันล้านเหรียญสหรัฐ,  (แบ่งย่อยเป็น Online Gaming 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ, Online Advertising 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Subscription Music & Video 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ) Online Travel 78 พันล้านเหรียญสหรัฐ  (แบ่งย่อยเป็น Online Hotels 36 พันล้านเหรียญสหรัฐ, Online Flights 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Online vacation rental 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และ Ride haling 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ (แบ่งย่อยเป็น Online Food Delivery 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Online Transport 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

Screenshot 2019-10-10 16.20.19รูปที่ 1 SEA Internet economy [จาก รายงาน E-conomy SEA 2019; Google, Temasak, Bain]

เมื่อเทียบกันระหว่างประเทศต่างๆใน ASEAN ในปี 2019 จะพบว่าอินโดนีเซียจะมีมูลค่าสูงสุดคือที่ 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยประเทศไทยที่ 16 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยอัตราเจริญเติบโดของแต่ละประเทศในช่วงตั้งแต่ปี 2015 อยู่ที่ค่าเฉลี่ยระหว่าง 20-30% ต่อปี ยกเว้นอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีอัตราเติบโดแบบก้าวกระโดดที่เกิน 40% ต่อปี และคาดว่าในปี 2025 มูลค่าเศรษฐกิจอินเตอร์เน็ตของอินโดนีเซียจะเพิ่มเป็น 133 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนามจะเพิ่มเป็น 43 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยจะเพิ่มเป็น 50 พันล้านเหรียญสหรัฐนปี 2025 โดยคาดว่าจะแบ่งเป็น E-commerce18 พันล้านเหรียญสหรัฐ, Online media 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ,  Online Travel 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Ride haling 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ข้อมูลยังระบุว่าใน  ASEAN มีผู้ใช้ Internet อยู่  360 ล้านคน โดยเป็นผู้ใช้ในประเทศไทย 47 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากปี 2015 ที่มีอยู่ 38 ล้านคน และถ้าพิจารณาจำนวนผู้ใช้ตามประเภทของ Internet Economy ใน ASEAN จะพบว่ามีผู้ใช้ e-Commerce อยู่ 150 ล้านราย, Online Gaming 180 ล้านราย, Ride Haling 40 ล้านราย และ Online Booking มีปริมาณ 43% ของจำนวนการจองทั้งหมด แต่ถ้าพิจารณาการเจริญเติบโดของ Internet Economy ใน ASEAN จะพบว่าจะกระจุกกันอยู่ในเมืองหลวงของแต่ละปรเทศที่มีปริมาณมากกว่าต่างจังหวัดสูงถึง 3-4 เท่าเช่นมีการคำนวณ GMV (Gross Merchandise Value) สำหรับ Internet Economy ต่อหัวในกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่ $549 ขณะที่ต่างจังหวัดจะอยู่ที่เพียง $152

Screenshot 2019-10-10 16.20.07รูปที่ 2 Thailand Internet economy [จาก รายงาน E-conomy SEA 2019; Google, Temasak, Bain]

สุดท้ายรายงานก็ได้ระบุถึงบริการทางด้านการเงินดิจิทัล 5 ด้านคือ Payments, Remittance, Lending, Investment และ Insurance  โดยพบว่าในกลุ่ม Digital Payments ที่รวมถึงการใช้การ์ด การโอนเงินระหว่างบัญชี และ e-Wallets มีมูลค่าประมาณ 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ในจำนวนนี้เป็น e-Wallets มีมูลค่าประมาณ 22 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เมื่อเทียบกับมูลค่าการชำระเงินทั้งหมดคือ 1,400 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าในปี 2025 มูลค่าการชำระเงินทั้งหมดจะโตเป็น 2,200 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเป็นส่วนของ Digital Payments ที่ 1,100 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ e-Wallets มีมูลค่าประมาณ 114 พันล้านเหรียญ หรือคิดว่า 50% จะเป็น Cashless นอกจากนี้ในปี 2019 ยังมีพบว่า Digital Remittance มีมูลค่า 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับ 13% ของสัดส่วน Remittance ทั้งหมด, Digital Lending มีมูลค่า 23 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับ 3% ของสัดส่วนทั้งหมด, Digital Investment มีมูลค่า 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับ 3% ของสัดส่วนทั้งหมดและ Digital Insurance มีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับ 4% ของสัดส่วนทั้งหมด

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

บริการออนไลน์และสิทธิพิเศษของสมาชิกที่แลกมาด้วยข้อมูลส่วนตัว

Screenshot 2019-10-01 10.27.57

“มี All member ไหมครับ”  คือคำถามที่พนักงาน 7-11  จะถามผมทุกครั้งที่ผมจะจ่ายค่าสินค้า

การเป็นสมาชิกของร้านค้าต่างๆเช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ สถานีบริการเติมน้ำมัน หรือแม้แต่บริการออนไลน์ต่างๆอย่าง Grab, Rabbit Line  ก็อาจมีข้อดีในการที่จะได้บริการหรือสิทธิพิเศษที่ได้มากขึ้น เช่นอาจได้ของแถม อาจได้ส่วนลด แต่ทั้งหมดนี้อาจต้องแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวที่จะต้องถูกผู้ให้บริการเหล่านั้นสามารถนำข้อมูลของเราไปวิเคราะห์ได้

ทุกวันนี้ผมเป็นสมาชิกของร้านค้าและบริการต่างๆนี้มากพอแล้ว ทั้งการใช้ IoT, Mobile App หรือการใช้บัตรสมาชิก ผมรู้ว่าวันนี้ความเป็นส่วนตัวผมได้หายไปเยอะมาก จนน่ากลัว

  • ผมทานกาแฟ และสมาชิก Starbucks เวลาไปเปิดดู ข้อมูลของผมที่แสดงในเว็บไซต์ จะเห็นเลยว่า แต่ละวันมียอดค่าใช้จ่ายอย่างไร ผมเองเชื่อว่า ข้อมูลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เขาเอามาแสดงให้ผู้บริโภคเห็น แต่จริงๆแล้วข้อมูลในฐานข้อมูลน่าจะเก็บรายละเอียดมากกว่านี้ โดย Starbucks ก็คงทราบว่าผมไปทานกาแฟร้านไหน และสั่งอาหารอะไร

Screenshot 2019-09-12 11.10.08

รูปที่  1 ตัวอย่างข้อมูลการใช้บัตร Starbucks  ที่แสดงให้ผู้ใช้ดู

  • ผมเป็นสมาชิกของ NetFlix มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เวลาผมเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ ก็จะเห็นว่า NetFlix จะแสดงรายชื่อหนังที่ผมดู แต่พอไปค้นข้อมูลด้านการทำ Big Data Analytic ของ  NetFlix ทำให้ทราบว่าเขาเก็บข้อมูลผมมากกว่านี้ มีทั้งรู้ว่าผมเลือกหนังอะไร แลัวดูจริงไหม มีการ Pause ไหม มีการ Fast Forward ไหม

Screenshot 2019-09-12 11.11.04

รูปที่  2 ตัวอย่างข้อมูลการดูหนังของ  NetFlix ที่แสดงให้ผู้ใช้ดู

  • ผมซื้อของจาก E-commerce  หลายเจ้าท้้ง Lazada, AliExpress, Amazon.com ผมสามารถเห็นข้อมูลการสั่งซื้อในอดีตของผมได้ และเชื่อว่าผู้ให้บริการเหล่านี้เก็บข้อมูลไปมากกว่านี้ คงรู้ว่าผมไป Click  รายการสินค้าอะไรบ้าง Review  อะไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ก็คงเกิดขึ้นกับบริการออนไลน์อื่นๆที่ผมใช้ทั้ง  LineMan, Grab, Agoda, Kayak
  • ผมใช้บัตรทางด่วน EasyPass ซึ่งจัดว่าเป็น IoT เวลาเปิดดูข้อมูลใน App  ก็จะเห็นรายละเอียดว่า ผมผ่านทางด่วนด่านไหนบ้าง เวลาไหน
  • ผมมีอุปกรณ์ Smart Home ของ Xiaomi เต็มบ้าน เวลาเข้ามาดู Log  ก็จะเห็นได้ว่า ประตูบ้านเปิดปิดตอนไหน   มี Motion sensor ที่มี Log ให้เห็นการเครื่องไหวในบ้าน มีเครื่องไฟฟ้าที่ต่ออินเตอร์เน็ต หรือมีกล้อง ทำให้รู้เลยว่าผู้ให้บริการเก็บข้อมูลไว้หมด จนบางครั้งนี่ก็อาจต้องระมัดระวังว่า กล้องที่ใช้อยู่จะมีการเก็บภาพไปไว้ที่ระบบของผู้ให้บริการ

รูปที่  3 ตัวอย่างข้อมูล IoT ของ  Xiaomi และ EasyPass ที่แสดงให้ผู้ใช้ดู

  • ผมใช้อุปกรณ์ Wearable เพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพหลายอย่าง ทั้งการออกกำลังกาย การเดิน มีเครื่องวัดความดัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ข้อมูลเหล่านี้เก็บไว้บน  Cloud ผมสามารถมาตรวจสอบดูได้ และก็คิดว่าผู้ให้บริการก็อาจเอาข้อมูลผมไปวิเคราะห์ได้
  • ผมใช้บริการการเงินสารพัดอย่างตั้งแต่ บัตรเครดิต, Mobile Banking, True Wallet, PayPal, Lazada Wallet, Rabbit LinePay ทุกครั้งที่ชำระเงิน ผู้ให้บริการก็เก็บข้อมูลไป ซึ่งผมสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเก็บข้อมูลอย่างไรผ่านระบบ App หรือเว็บไซต์จึงไม่แปลกใจว่าทำให้พวกเขาถึงสามารถวิเคราะห์ข้อมูลผมได้
  • ยังมีบริการออนไลน์หรือ  IoT อีกหลายอย่างที่ผมใช้ทั้ง  Google Home, Google Assitant, Amazon Echo, Spotify  ซึ่งบริการเหล่านี้ก็คงเก็บข้อมูลของผมไปมากมายเช่นเดียวกัน

ใช่ครับวันนี้เราคงต้องคิดให้ดีกับการจะสมัครเป็นสมาชิกหรือการใช้บริการเหล่านี้ เพราะความเป็นส่วนตัวเราจะหายไป เราจะถูกติดตามและตรวจสอบได้หมด ยิ่งถ้าบริการนั้นมาผูกกับบัตรประชาชนเราหรือข้อมูลใดที่สามารถระบุตัวตนเราได้ก็ยิ่งมีความเสี่ยง บางทีเราอาจดีใจที่ได้ส่วนลดหรือบริการที่ดีขึ้นแต่คงต้องระวังกันพอควรละครับ บางทีผมก็นึกถึงหนัง  The Net หรือ Enemy of the State ที่แม้จะสร้างมาเมื่อ 20 ปีก่อน แต่มันก็กำลังเป็นเรื่องจริงแล้วในยุคปัจจุบัน

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Digital Trends 2020 & Education Transformation

edm_sep

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปบรรยายในงาน KKU Digital Transformation ในหัวข้อ Digital Trends 2020 & Education Transformation ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผมเองก็เป็นกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางด้านนี้ของมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยได้กรุณาอัดวิดีโอการบรรยายของผม เผยแพร่ใน YouTube Channel ของมหาวิทยาลัย และสไลด์ในการบรรยายก็ได้อัพโหลดขึ้น Facebook  โดยมีเนื้อหาทังสองส่วนดังนี้

สำหรับการบรรยายในวันนั้นสามารถสรุปประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้

  • ผมเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเข้าเรียนในปี 2525 ซึ่งตอนแรกตั้งหวังไว้ว่าจะมาเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่หลังจากที่จะจบออกมา ก็เจอการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญคือการเข้ามาของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ทำให้ชีวิตการทำงานของผมเปลี่ยนไปและทำงานในหลายๆอาชีพหลังจากจบมาจนถึงปัจจุบันแต่ไม่เคยได้เป็นวิศวกรไฟฟ้าอย่างที่เคยตั้งใจ
  • ความรู้ที่เรียนมา 4 ปี แม้เมื่อ 30 กว่าปีก่อนก็พบว่าเก่าเกินไปแล้ว ทันทีที่จบออกมา แม้ช่วงนั้นเทคโนโลยีจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ แต่สิ่งที่พบก็คือความรู้มีระยะเวลาที่สั้น ยิ่งในปัจจุบัน ความรู้ยิ่งสั้นลงกว่าเดิมเข้าไปอีก
  • ชีวิตการเป็นอาจารย์ของผมเห็นภาพของความเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีจากแต่เดิมใช้ชอล์กกระดาน และการสอนอาจใช้เนื้อซ้ำเดิมๆได้ มาสู่ยุคปัจจุบันที่เป็นออนไลน์ สอนนักเรียนจากอุปกรณ์ใดก็ได้ ก็ทำให้ต้องทำเอกสารการสอนแบบทันทีทันใดเช่นกัน ต้องสอนและมีความรู้แบบ Realtime
  • เทคโนโลยีที่เป็น  Mega Trend ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนมีหลายด้าน ตั้งแต่ IoT, Big Data Cloud computing, AI หรือแม้กระทั่ง User Interface ที่กำลังกลายเป็นเรื่องของ Voice, AR, VR
  • ความสามารถของ AI  ในปัจจุบันหลายๆด้านทำได้ดีเช่น การมองเห็น การฟัง หรือ การเคลื่อนไหว ทำให้เห็นว่างานหลายๆด้านในอนาคตอาจถูกแทนที่ด้วยการใช้ AI
  • Digital Disruption เข้ามา ทำให้อาชีพคนในอนาคตคงจะเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก เราคาดการณ์ได้ยากว่า คนในอนาคตจะประกอบอาชีพอะไร เราอาจจะเห็นอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างมากมายอาทิเช่น  YouTuber, Driverless car Engineer
  • สถานที่ทำงานของคนในอนาคตก็คงไม่ใช่อยู่ในรูปแบบเดิม คนคงไม่มีอาชีพใดที่ทำยาวไปจนตลอดชีวิต และคงจะเห็นสภาพของการเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ คนในยุคใหม่ทำงานที่ไหนก็ได้ เพื่อนร่วมงานก็จะอยู่ได้ทุกมุมโลก และทำงานให้ใครก็ได้ เวลาไหนก็ได้
  • Professor Henry Mintzberg จาก McGill University กล่าวไว้ว่า
    “เมื่อโลกพยากรณ์ได้ เราต้องการคนฉลาด แต่เมื่อโลกพยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการคนที่ปรับตัวได้”
  • มหาวิทยาลัยคืออุตสาหกรรมหนึ่งที่ถูก Digital Disruption จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะห่วงโซ่อุปทานการศึกษาได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว

Screenshot 2019-08-05 21.04.12

  • สถาบันการศึกษาในรูปแบบเดิมๆมากกว่าครึ่งจะล้มหายไปจะเกิดสถาบันการศึกษาเล็กๆ ที่อบรมคนระยะสั้น 6 เดือนให้เปลี่ยนอาชีพได้อาทิเช่น โรงเรียนสอนนักบินโดรน,  โรงเรียนสอนวิเคราะห์ข้อมูล
  • การสอนคนในปัจจุบัน ต้องเน้นเน้นให้เข้ามีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คือ Attitiude, Skill, Knowledge
  • การศึกษาในปัจจุบันจะต้องเป็นการผสมผสานระหว่าง  Cyber world กับ Physical world
  • การศึกษาในปัจจุบันต้องเน้นให้ผู้เรียนออกแบบหลักสูตรด้วยตัวเอง สะสมหน่วยกิตที่ไปเรียนจากที่ไหนก็ได้ การเรียนกับการทำงานอาจเป็นเรื่องเดียวกัน และต้องเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลมาปั่นป่วน มหาวิทยาลัยไทย

Screenshot 2019-10-01 10.14.45

(บทความนี้ปรับปรุงจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมผมมีโอกาสไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้เข้ารับฟังการบรรยาย คือ ผู้บริหารและอาจารย์ของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นปัญหาของมหาวิทยาลัยในการรับนักศึกษาปีนี้ คือ หลายสถาบันและหลายสาขาวิชา ไม่สามารถรับนักศึกษาเต็มตามจำนวนที่ต้องการได้ บางสาขาอยู่ในสถานการณ์ที่มีนักศึกษาน้อยมากจนน่าเป็นห่วงว่าจะสามารถเปิดสอนต่อไปได้หรือไม่

ผมคิดว่าสถานการณ์นี้มีปัจจัยอยู่หลายประการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนนักศึกษาที่เปิดรับมีมากกว่าจำนวนนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อ ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตมหาวิทยาลัยเปิดมากเกินไป ขณะที่จำนวนประชากรรุ่นใหม่ลดลง แต่ส่วนหนึ่งอาจเพราะะสาขาที่เปิดสอนไม่ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง จึงทำให้นักศึกษาจำนวนมากที่จบออกมาแล้วไม่สามารถหางานทำได้ตามที่ต้องการ ทำให้ไม่เลือกเรียน

แต่ประเด็นสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งคือเรื่อง ดิจิทัล ดิสรัปชั่น ชึ่งมีผลกับอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง อย่างสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี หรือธนาคาร คนอาจยังต้องการบริการเหล่านั้นอยู่แต่ผ่านตัวกลางที่เปลี่ยนไป โดยมหาวิทยาลัยก็เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ในอดีตผู้เรียนจะต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ผู้สอนใช้เป็นสถานที่ในการสอนแบบเห็นหน้ากันสนทนาและเปลี่ยนความรู้กันได้ แต่ด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนในปัจจุบัน สามารถใช้สถานที่ใดก็ได้ ใช้เครื่องมือใดก็ได้ หรือจะใช้เวลาใดก็ได้ โดยอาจจะเรียนออนไลน์ผ่านสื่อต่างๆ ที่มีความรวดเร็วและสามารถโต้ตอบกันได้

ผมได้บอกกับผู้เข้าฟังบรรยายว่า ผมเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นตั้งเป้าว่าจะมาทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่ทันทีที่ผมจบ สิ่งที่พบคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่เพิ่งเข้ามา ทำให้ผมทราบว่าสิ่งที่ผมเรียนมา 4 ปีนั้น เริ่มล้าสมัยไปแล้ว และหลังจากจบการศึกษาผมมีโอกาสประกอบอาชีพที่หลากหลายทั้งในภาครัฐและเอกชน ผมเป็นทั้งอาจารย์ โปรแกรมเมอร์ ฝ่ายขายซอฟต์แวร์ เป็นผู้บริหารบริษัท กรรมการตรวจสอบ และทำงานอีกหลากหลายอาชีพ ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัย และสิ่งที่ผมพบตลอดระยะเวลาการทำงานคือผมไม่เคยประกอบอาชีพเป็นวิศวกรไฟฟ้าอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนต้น

ยิ่งทุกวันนี้ความรู้ยิ่งสั้นลงกว่าเมื่อ 30 กว่าปีก่อนมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยี สิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ก็อาจจะล้าสมัยไปก่อนเรียนจบ หากผู้สอนไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ ความรู้ที่ได้รับก็อาจจะเก่าไปทันทีในทุกๆ สาขาวิชาไม่ใช่เพียงแค่สาขาทางเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงทางสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่ง ศาสตราอาจารย์เฮนรี่ มินทซ์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิวส์ กล่าวไว้ว่า “เมื่อโลกพยากรณ์ได้ เราต้องการคนฉลาด แต่เมื่อโลกพยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการคนที่ปรับตัวได้”

Screenshot 2019-08-04 20.36.36

การเรียนรู้วันนี้เป็นไปแบบตลอดชีวิต เราต้องสอนให้คนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ ทุกวันนี้ผมสามารถเรียนหนังสือได้โดยไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยอาจจะเรียนจากอาจารย์เก่งๆ ในสถาบันฝึกอบรมระยะสั้น 3-4 วัน บางครั้งก็เรียนออนไลน์จากสถาบันต่างประเทศ เช่น Columbia Business School และเรียนหลักสูตรในสาขาใหม่ๆ จาก Coursea ล่าสุดผมสนใจที่จะเรียนภาษาจีนแบบเบื้องต้นผมก็เลือกเรียนผ่าน Udemy

ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวเอง วันนี้ผู้เรียนไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบมัธยมศึกษา แล้วเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี มหาวิทยาลัยต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกวัย ที่อาจเรียนจากที่ใดก็ได้ ออนไลน์ก็ได้ เวลาใดก็ได้ นานแค่ไหนก็ได้ มีวิชาที่หลากหลายจากหลายสถาบันที่ได้รับการรับรอง และอาจจะเป็นสหสาขาวิชามาเพื่อให้ประกาศนียบัตรหรือปริญญา ที่ก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตข้างหน้ายังเป็นที่ต้องการหรือไม่แต่อย่างน้อยก็เห็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย คนยังต้องการเรียนรู้ ต้องสร้างทักษะ แต่มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบหากยังไม่ปรับตัว

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

อัตลักษณ์การระบุตัวตนในอนาคต ก็คือพฤติกรรมของเราเอง

Screenshot 2019-10-01 10.14.45

2-3สัปดาห์ก่อนมีข่าวการเมืองที่ฮือฮาเกี่ยวกับการไปขุดค้นข้อมูลเก่าที่นักการเมืองที่เคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊คย้อนหลังตั้งแต่ปี 2010 จนถึงล่าสุด สิ่งที่น่าสนใจในปรากฎการณ์นี้ก็คือ โซเชียลมีเดียที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ในอดีต สามารถนำมาแสดงและอาจมีผลต่อทั้งทางบวกและลบได้ในปัจจุบันและอนาคต สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน

เร็วๆ นี้พบว่าหลายฝ่ายเริ่มให้ความสำคัญข้อมูลส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย อาทิ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศขอข้อมูลโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ของผู้สมัครขอวีซ่าเข้าประเทศเพื่อประกอบการพิจารณา ส่วนนายจ้างหลายแห่งใช้ข้อมูลโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ค และลิงค์อิน (LinkedIn) ในการพิจารณาผู้สมัครเข้าทำงานให้ความสำคัญมากกว่าข้อมูลอื่นเสียอีก

มีการกล่าวไว้ว่า อัตลักษณ์การระบุตัวตนในอนาคตคงไม่ใช่เบอร์บัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ แต่อาจกลายเป็นพฤติกรรมของเราที่สามารถตรวจสอบและติดตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์ไอโอที หรือการใช้โซเซียลมีเดีย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกสะสมบน คลาวด์ แพลตฟอร์ม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทำให้ทราบได้ว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร อัตลักษณ์แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันตั้งแต่ตำแหน่งที่อยู่ การเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือการแสดงความคิดเห็น ซึ่งด้วยเทคโนโลยีเอไอสามารถแยกบุคคลแต่ละคนออกมาได้โดยง่าย ยิ่งมีเทคโนโลยีอย่างการจดจำใบหน้าหรือเสียงก็ยิ่งทำให้สามารถระบุอัตลักษณ์ของแต่ละคนง่ายขึ้น

เมื่อเร็วๆนี้ ผมพบโซลูชั่นของสตาร์ทอัพรายหนึ่งในเบลเยี่ยมชื่อ Sentiance ซึ่งบริษัท DCS ในประเทศไทยนำเข้ามาพัฒนาเพื่อทำตลาด โซลูชั่นนี้ใช้เทคโนโลยีเอไอในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ ไอโอที โทรศัพท์มือถือ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของคนๆ นั้นได้ว่า เป็นคนขยันทำงาน ชอบเดินทาง หรือขับรถเป็นประจำ ตลอดจนคาดการณ์ถึงลักษณะการขับรถ และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการติดต่อหรือแจ้งเตือน สามารถนำมาใช้ในทำตลาดแบบทันทีทันใดได้อย่างแม่นยำ โซลูชันดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์กับธุรกิจได้หลากหลาย เช่น ประกัน ค้าปลีก การขนส่ง การแพทย์ เป็นต้น

Screenshot 2019-07-01 08.34.08

นี้เป็นเพียงตัวอย่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ของคนจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่หากจินตนาการดูว่าในอนาคตเราใช้ชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีใหม่มากมายทั้ง แวร์เอเบิล ดีไวซ์ สมาร์ทวอทช์ มีการถ่ายรูปผ่านมือถือ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เทคโนโลยีเอไอทางด้านภาพ เสียง และภาษา สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมต่างๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น รู้ถึงทัศนคติของเราในเรื่องต่างๆ ทั้งการเมือง สังคม ตลอดจนอาจวิเคราะห์ถึงบุคลิกส่วนตัวว่าเป็นคนอย่างไร เช่น พูดจาสุภาพ หรือก้าวร้าว

กรณีสหรัฐอเมริกาจะขอตรวจข้อมูลโซเซียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ในการขอวีซ่า จะเป็นวิธีตรวจสอบคนได้เป็นอย่างดี เพราะเทคโนโลยีเอไอสามารถวิเคราะห์การแสดงความคิดเห็นได้ว่าเป็นไปในทางบวกหรือลบ และอาจเช็คได้ว่าคนนี้เป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ ยกตัวอย่างคือ การเห็นความสัมพันธ์ของเพื่อน หากมีเพื่อนเป็นผู้ก่อการร้าย จะตรวจสอบได้ง่ายขึ้น จึงคาดว่าจะใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรมก่อการร้ายได้

หลายคนอาจคิดว่าโลกโซเชียลมีเดีย คือ ชีวิตส่วนตัว โดยแยกระหว่างเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัว ข้อสำคัญมีกฎหมายข้อมูลสิทธิส่วนบุคคลด้วย แต่เราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าโลกของเทคโนโลยีได้ก้าวไปไกลมากทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและเรื่องส่วนตัวแยกจากกันยาก อีกทั้งบางครั้งเราโพสต์ข้อมูลเป็นสาธารณะ หรือยอมให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วยความต้องการใช้ระบบนั้นๆ

สิ่งสำคัญสุดจงจำไว้ว่า อะไรก็ตามที่ทำ และที่โพสต์ในวันนี้ ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาจไม่มีผลกับเราในวันนี้ แต่จะผูกผันไปถึงอนาคต และอาจมีผลในอีก 10-20 ปีข้างหน้าก็ได้ ดังนี้นจึงควรตระหนักไว้เสมอว่าเราควรมุ่งคิดดีทำดีอยู่ตลอดเวลา

(บทความนี้นำมาจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

การเก็บข้อมูลประชาชนของรัฐบาลจีนในการทำ Big Data Analytics

ผมไปเซินเจิ้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาและได้สังเกตการเก้บข้อมูลของหน่วยงานในประเทศจีนที่ทำให้ไปแปลกใจว่าทำไมเขาถึงสามารถทำ Social credit scoring หรือทำการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนของเขาได้ตลอด ประสบการณ์ที่พบตั้งแต่เขาประเทศจีนครั้งแรกเขาก็สแกนลายนิ้วมือผมเก็บไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และหลังจากนั้นทุกครั้งที่่เข้าประเทศจีนผมก็ไม่ต้องทำการสแกนแล้วเพราะเขาได้เก็บประวัติผมไว้แล้ว และเมื่อขึ้นแท็กซี่จากสนามบินเข้ามาโรงแรมก็สังเกตเห็นรถที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่นอกจากมีระบบติดตามรถตลอดแล้วยังมีกล้องที่จับภาพทั้งคนขับและผู้โดยสารตลอดเวลา

ตอนผมเข้าไปพักที่โรงแรมงวดนี้ก็ค่อนข้างที่แปลกใจที่ทางเขาขอถ่ายรูปผมเก็บไว้ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่เจอแบบนี้ รูปที่เขาถ่ายไปก็ไม่ได้นำไปใช้ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าพัก แต่ใช้ในการระบุตัวตนคู่กับ  Passport ที่ผมคิดว่าเขาสามารถทำระบบจดจำใบหน้า (FacialRecognition) ได้เป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงระบบตรวจสอบคนทำผิดกฎหมายอาทิเช่นการไม่ข้ามทางม้าลายด้วยการทำ Realtime facial recognition จากกล้อง CCTV ที่อยู่ในที่สาธารณะทั่วเมืองเมืองเซินเจิ้น หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ตในประเทศจีนก็บล็อก Social media และ Search engine ของต่างชาติอย่าง Facebook หรือ Google คนจีนต้องใช้ระบบในประเทศอย่าง Baidu หรือ Weibo จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลเขาสามารถที่จะเก็บข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ต การใช้ Social Media และการสืบค้นข้อมูลของประชากรได้

นอกจากนี้การใช้ E-commerce และ Mobile payment ของระบบในจีนอย่าง Taobao, Tmall, Alipay หรือ WeChat ทำให้เขาสามารถติดตามพฤติกรรมของประชาชนได้ว่ามีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไร เดินทางไปไหน หรือการซื้อบัตรโดยสารหรือการแสดงต่างๆอย่างไร แม้แต่คนต่างชาติอย่างผมจะซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ ผมก็ต้องแสดง Passport และเมื่อซื้อครั้งแรกเขาก็จะเก็บข้อมูลต่างๆของผมไปหมด การขึ้นรถไฟก็ต้องใช้ Passport สแกนผ่านประตูเข้าออกแทนที่จะใช้บัตรโดยสาร แสดงให้เห็นว่าเขาใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยตรงผ่าน Identity ที่อาจเป็นบัตรประชาชน, Passport, WeChat หรือ Alipay

ctm-0424-china-surveillance-cameras-social-credit-score

อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่าหลักการของ Big data ที่สำคัญคือการจะต้องมี Velocity ของข้อมูลแต่ละคนที่จะต้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง (ดูบทความเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ:  Data is the new oil: มาวิเคราะห์กันว่าอุตสาหกรรมใดมีข้อมูลขนาดใหญ่) และข้อมูลลักษณะนี้อาจจำแนกได้เป็นสี่ประเภทคือ Social media, Mobile, IoT และ Transaction ซึ่งหน่วยงานที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีจะต้องมี Big data ในลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลสรุปขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าประเทศจีนมีการยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านี้มาเพื่อมาใช้ในการทำ Big data analytics ในเรื่องต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากการวางกลยุทธ์ในการเก็บข้อมูลที่ทางรัฐบาลอาจต้องใช้กฎหมายมาบังคับแล้ว รัฐบาลเองก็ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจมี Server นับล้านเครื่องในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้

การเก็บข้อมูลประชาชนของรัฐบาลจีน มีอยู่ในหลายๆมิติอาทิเช่น

  • การติดตั้งกล้อง CCTV ที่สามารถใช้ระบบ Facial recognition ตรวจสอบพฤติกรรมประชาชนทั่วประเทศจีนจำนวน 176 ล้านตัวและจะขยายเป็น 450 ล้านตัวในปี 2020
  • การติดตามข้อมูลการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้จ่ายเงินผ่าน  Mobile payment อย่าง Alipay หรือ WeChat ที่เอาทำ Social credit scoring อย่าง Zhima (Sesame) Credit
  • การบังคับให้รถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ Tesla, Volkswagen, BMW, Ford, General Motors, Nissan, BYD ต้องส่งข้อมูลตำแหน่งรถยนต์กลับมายังรัฐบาลตลอดเวลา
  • การดึงข้อมูลจาก Mobile App ต่างๆเข้ามา และมีการบังคับให้คนบางกลุ่มเช่นชาวอุยกูร์ต้องติดตั้ง Mobile App ที่ชื่อ Jingwang เพื่อตรวจสอบรูปภาพ ไฟล์ หรือเอกสารต่างๆที่อยู่ในมือถือ

จากตัวอย่างของข้อมูลที่เก็บมาจึงไม่แปลกใจที่เขาจะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนได้ตลอด ถ้ามองในแง่ของความสะดวกสบายและความปลอดภัยก็อาจเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามองในแง่ของเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลก็เริ่มเป็นข้อสงสัยที่ทุกถาม ดังนั้นถ้ามองในแง่ของเทคโนโลยีก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม Big data analytics ของประเทศจีนมีความก้าวหน้าไปอย่างมากแต่ก็แลกมาด้วยข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจถูกละเมิด

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ทริปดูงานเมืองเซินเจิ้นเดือนเมษายน 2019

Screenshot 2019-09-29 14.55.10

สองสัปดาห์นี้ผมได้เดินทางไปประเทศจีนสองครั้ง สัปดาห์ก่อนผมไปเมืองเซินเจิ้นและฮ่องกงกับทีมงานของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัปดาห์นี้ก็ไปเมืองกวางโจวและเซินเจิ้นกับผู้เข้าอบรมของสถาบันไอเอ็มซี ทั้งสองทริปที่เดินทางไปก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของเทคโนโลยีไอทีและการไปดูงานนิทรรศการและบริษัทด้านไอทีในเมืองเซินเจิ้น สองปีที่ผ่านมาผมเดินทางมาเมืองเซินเจิ้น 5 ครั้งและมีโอกาสได้ไปดูงานนิทรรศการไอทีเขาแทบทุกครั้ง อย่างสัปดาห์นี้ผมก็ไปดูงาน China Informatiion Technology Expo ซึ่งเขาจัดเป็นครั้งที่ 7 ทุกครั้งที่ไปดูงานของเขาก็จะเห็นความก้าวหน้าของบริษัทของเขาที่มาออกบูธเป็นพันๆบริษัทเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ งานครั้งนี้เขาก็จัดทั้งหมด 9 Hall และที่มาออกงานเกือบ 100% เป็นบริษัทในจีนที่ส่วนมากมาจากเมืองเซินเจิ้น งานนี้เราจะเห็นแทบทุกค่ายเอาเรื่องของ Smart devices,Robot,  IoT และ AI มาแสดง เห็นสินค้าของเขาแล้วไม่แปลกใจที่จะบอกได้เต็มที่ว่าเขา Hardware Silicon Valley ได้อย่างแท้จริง คนที่นี่เขาบอกผมว่าถ้าต้องการจัดซื้อส่วนประกอบอุปกรณ์ Smartphone จากผู้ผลิตรายต่างๆ 400 ชิ้นในเมืองเซินเจิ้นอาจใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันในการหาเทียบกับเวลา 60 วันในการหาที่ Silicon Valley ในอเมริกา และถ้าเราต้องการผลิต Smartphone เพื่อทำเป็นสินค้าซักยี่ห้อหนึ่งก็จะใช้เวลาเพียง 90 วันเมื่อเทียบกับ 240 วันใน Silicon Valley

รูปที่  1 งาน CITE 2019

อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือคนทำงานรวมถึงคนที่มาเดินดูนิทรรศการส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผมเข้าไปดูงานบางบริษัทรู้สึกเลยได้ว่าเราเองอายุมากกว่าพวกเขามาก เมืองเซินเจิ้นมีความเจริญมากและเมืองที่มี GDP สูงสุดเมืองหนึ่งของจีน โดยมีรายได้หลักมาจากด้านไอที ซึ่งก็มีบริษัทใหญ่ๆที่อยู่ในเมืองนี้มากมายอย่าง Huawei, ZTE, Tencent, DJI หรือ BYD เขามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆในจีนทำให้มีบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายทำให้เมืองเซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็เลยยิ่งทำให้เขาเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ทุกครั้งที่เดินทางไปก็จะให้ตึกใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายและสร้างขึ้นด้วยความรวดเร็ว ที่น่าสนใจเขาเองก็ Industrial park จำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาทิเช่น Shenzhen Hi-Tech Industrial Park (SHIP) ที่มีคนวัยหนุ่มสาวมาทำงาน คนที่นี่บอกผมว่าคนไอทีของเขาทำงานแบบ 996 คือเริ่มงาน 9 โมงเช้า เลิก 9 โมงเย็น และทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน ซึ่งนอกจากเห็นความขยันขันแข็งของคนทำงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือการใส่ใจในเรื่องการศึกษาการส่งเสริมให้บุคลากรเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างด้าน AI อย่างจริงจัง

รูปที่  2 การดูงานที่บริษัท Royole

รูปที่  3 การดูงานบริษัท UBTech

ทั้งสองทริปนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูบริษัทที่เป็น Top 10 Unicorn ของจีนสองบริษัท บริษัทแรกคือ Royole ซึ่งเป็นผู้ผลิตจอพับได้ให้กับบริษัทมือถือต่างๆ และบริษัท UBTech ที่ทำทางด้านหุ่นยนต์และ AI ทั้งสองบริษัทมีนวัตกรรมจำนวนมากที่จดเป็นสิทธิบัตรนับพันรายการ และยังมีพนักงานเป็นหมื่นคน มีการทำ R&D อยู่ในหลายประเทศและมีการขายสินค้าออกไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียงแค่สิบปีจะเติบโตได้รวดเร็วขนาดนี้ ส่วนหนึ่งนอกจากการมีนวัตกรรมที่ดีมีคนที่มีความสามารถจำนวน ก็ต้องยอมรับว่าเขาได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐด้วย นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสได้เยี่ยมชม F518 ซึ่งเป็น industrial park ด้าน Creative Design และไอที ซึ่งรัฐบาลเขาได้จัดตั้งขึ้นโดยการแปลงโรงงานเก่าๆให้เป็นที่ตั้งของบริษัท ซึ่งก็สามารถบริษัททางด้าน Industrial Design และไอทีออกไปได้หลายร้อยบริษัท

รูปที่ 4  การดูงาน F518

ทริปหลังนี้ผมยังมีโอกาสแวะไปกวางโจวไปเห็นตลาดค้าส่งไอทีของเขา เขามีร้านค้าจำนวนมากเป็นหลายพันร้านที่นำสินค้าไอทีที่ผลิดในจีนมาขายส่งออกไปต่างประเทศ ผู้ซื้อมาจากหลายประเทศและสามารถที่จะซื้อสินค้าหลาหลายชนิดที่มีนวัตกรรมกรรมใหม่ๆมากมายและมีราคาถูกกลับไปขายที่ประเทศตัวเองได้ เห็นสินค้าที่มาแสดงแล้วตั้งแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ IOT หุ่นยนต์ อุปกรณ์ accessory ต่างๆอุปกรณ์ไอทีจำนวนมากแล้ว ไม่แปลกใจว่าทำไมชาติตะวันตกถึงกลัวจีน วันนี้จีนได้กลายเป็นชาติที่เน้นการทำนวัตกรรม ไม่ใช่แหล่งสินค้าก็อปปี้แบบเดิม และหลายๆอย่างที่เขาคิด ไปไกลมากๆจนบางครั้งเราก็งงว่าเขาคิดได้อย่างไร เพราะเราคาดไม่ถึงในนวัตกรรมของเขา

รูปที่ 5 ตลาดค้าส่งไอทีในเมืองกวางโจว

ทุกทริปที่มาจีนเห็นการเปลี่ยนแปลงตลอดและต้องยอมรับกันเลยว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาได้เพียงไม่กี่ปีอันสั้น แต่เป็นเพราะเขาพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจึงมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศคือคุณภาพของคนไม่ว่าจะปกครองด้วยระบบอะไรก็ตาม

ดูบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute