FinTech Trends 2019

screenshot 2019-01-14 08.52.19

เมื่อวันที่ 24 มกราคมผมไปบรรยายให้ที่บริษัท Wealth Management (WMSL)  ซึ่งทีมงานก็ได้เคยเชิญไปหลายครั้ง โดยมีบรรยายแบบกันเองและมีแขกผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งคุณสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ CEO ของ WMSL ได้กรุณาสรุปเนื้อหาการบรรยายของผมไว้ ผมจึงขออนุญาตท่านนำมาแชร์ไว้ในนี้เผื่อคนอื่นๆจะได้มีโอกาสได้อ่านสรุปดังกล่าว สำหรับสไลด์การบรรยายของงานนี้สามารถดูได้ที่ https://tinyurl.com/fintech2019-imc

Screenshot 2019-02-07 09.43.34

Fintech Trend 2019 โดย ดร.ธนชาติ

Trend การใช้จ่ายในประเทศไทย

ในประเทศไทยตอนนี้มี E-wallet เกิดขึ้นเยอะมาก และแต่ละที่ก็ใช้ในการรองรับบริการที่ต่างกันออกไป เช่น

– Lazada Wallet ก็ใช้จ่ายผ่านบริการของ Lazada เพื่อรับอภิสิทพิเศษเช่นส่วนลดเป็นต้น

– Rabbit Line Pay ทุกวันนี้ก็เข้าถึงการเดินทางของคนไทยในปัจจุบันได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการผูกการใช้จ่ายผ่านบัตร Rabbit เวลาเดินทางด้วย BTS หรือ ผ่าน Easy Pass เวลาขึ้นทางด่วน สามารถเข้าถึงกลุ่มที่ไม่บัตรเครดิตได้เช่นเดียวกันโดยการเติมเงินเข้าระบบ Line Pay แล้วสร้างรหัสบัตรเครดิตขึ้นมาให้ใช้งาน

– Ali Pay ก็มีไว้ในการสร้างความสะดวกสบายเวลาเราต้องการซื้อสินค้าที่จีน

เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้เรามีเงินของเราเข้าไปอยู่ใน e-wallet มากมายแล้วแต่บริการที่เราใช้

Technology ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่กำลังเข้ามาในชีวิตประจำวันของพวกเรามากที่สุดคือ Internet of Things: IoT (อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือ การที่เครื่องใช้ต่างๆมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตจึงสามารถเข้าถึงได้ในทุกที่) ในแบรนด์ที่ ดร.ธนชาติ นิยมใช้คือ Xiomi เพราะมีราคาไม่แพง ซึ่งหลังจากซื้อตัว Xiomi Gateway ที่เป็นตัวเชื่อมต่อใน IoT ตัวอื่นๆแล้ว หลังจากนั้นก็จะต้องใช้สินค้าที่มาจาก Xiomi เสมอเพื่อให้รองรับต่อการใช้งาน จะสังเกตุได้ว่าลูกค้าก็จะถูก Lock in ในแบรนด์นั้นๆ เพราะถ้าเกิดจะเปลี่ยนสินค้าเพียงชิ้นเดียว ก็จะต้องเปลี่ยนระบบที่เหลือทั้งหมดซึ่งมีความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่สูง

จุดเด่นของ IoT คือการที่สามารถเข้ามาอยู่ในทุกส่วนของชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็น Wristband ที่คอยตรวจสอบสุขภาพให้แก่ผู้ใช้, Lock Door ที่คอยล็อคประตูและตรวจสอบการเข้าออกของบ้านได้ตลอดเวลา, Air Filter ที่จะคอยบอกสภาวะอากาศภายในบ้าน และ Music Production ที่จะคอยเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เสมอ ซึ่งจะตามมาด้วยการ Lock in ในขั้นที่สองหรือการ Lock in product ด้วย data นั่นเอง สมมุติว่าเราจะเปลี่ยนการใช้งานจาก Xiomi ไปใช้ Apple Homekit ข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพ ดนตรี หรือการติดตั้งความปลอดภัยในบ้านจะไม่ถูกย้ายไปอยู่ในระบบของ Apple Homekit ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแบรนด์เพราะจะข้อมูลเดิมที่มีอยู่

Data Driven Era

สิ่งที่จะตามมาจาก IoT ก็คือข้อมูล ซึ่งข้อมูลก็จะสามารถนำมาสร้างผลประโยชน์ให้บริษัทเพิ่มเติมได้ เช่น การนำไปวิเคราะห์ Consumer behavior เพื่อการทำการตลาด หรือ การนำไปสร้างสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ซึ่ง Data นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. Social Media Data: ข้อมูลที่เกิดขึ้นบน Social Media ต่างๆ เช่นการเข้าถึง การไลค์ การแชร์ การโพส

2. Telecom Data: ข้อมูลที่เกิดจากการสื่อสาร

3. Internet of Things Data: ข้อมูลที่เกิดจากการใช้สินค้า IoT เช่น ช่วงเวลาที่ใช้ หรือข้อมูลที่เกี่ยวของกับ IoT นั้นๆ อาจเป็นรสนิยมเพลง หรือช่วงเวลาการเข้าออกบ้านของคนๆหนึ่ง

4. Transaction Data: ข้อมูลที่ได้จากการซื้อขายผ่าน E-commerce หรือการแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ

ซึ่งเทคโนโลยีอีกอย่างนึงที่กำลังเป็นที่นิยมก็คือ Artificial Intelligent: AI ซึ่งถูกนำไปใช้ในการสร้าง robot เพื่อให้บริการในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การ Trade ในตลาด หรือ ระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีทั้งสิ่น 5 อย่างคือ

– Artificial Intelligent: AI

– Data Science

– Quantum Computing

– Robot

– Blockchain

ซึ่งจะมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด จะต้องมีการศึกษาผ่าน Data Science และฐานข้อมูลที่เยอะเพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำ Deep learning เพื่อให้เกิด AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมา โดยข้อมูลพวกนี้จะสามารถหาได้จาก Cloud หรือ การเก็บเอง เมื่อเราสร้าง AI ขึ้นมาได้แล้ว เราก็สามารถนำไปใช้ในการสร้าง Robot เพื่อการให้บริการต่างได้ เช่น Autonomous Car หรือรถยนต์ไร้คนขับ ก็จะต้องมีข้อมูลด้านการจราจรมากพอที่จะนำไปสร้าง AI ในการขับรถได้ หลังจากที่มี AI สำหรับการขับรถแล้วจึงจะนำไปออกแบบหุ่นยึ่นที่สามารถขับรถได้จริงได้ และระบบทั้งหมดนี้จะไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นได้ถ้าไม่มีระบบการประมวลผลที่รวดเร็วผ่าน Quantum Computing และ การส่งข้อมูลที่รวดเร็วผ่าน Blockchain

Study Case: บริษัท Line พยายามติดต่อสัญญากับคอนโดราคาถูกเพื่อปล่อยสินเชื่อให้ Delivery ของ Line Man

เหตุการนี้อาจจะเกิดจากการที่ Line ได้ Customer Insight จากการเก็บข้อมูลมาว่าความต้องการหลังของอาขีพ Delivery คือการมีที่พักอาศัย ซึ่งอาจจะเป็น Condo ซึ่งหากข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเรื่องจริงและ Line สามารถทำสัญญานี้ได้จริงจะนับเป็น Core Business ที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของ Line เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดสำหรับธุรกิจ Online Delivery อย่าง Line Man, Grab Delivery หรือ Food Panda นั้นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพื่อสร้าง Delivery Man เพราะหากไม่มีคนกลุ่มนี้แล้ว ธุรกิจจะไม่สามารถเดินต่อได้เลย และเป็นกลุ่มที่มี Turn Over Rate สูงที่สุดเพราะไม่มีสัยญาใดๆในการเข้าร่วมงาน คนกลุ่มนี้จึงจะย้ายไปตามบริษัทที่ให้ผลประโยชน์มากที่สุด

หาก Line Man สามารถสร้างสัญญากับกลุ่ม Delivery Man ผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่แล้ว Line จะเป็นเจ้าแรกที่สามารถแก้ไขปัญหา Turn Over Rate ที่สูงของพนักงานกลุ่มนี้ได้ และสามารถลด Cost จำนวนมากที่ต้องเสียให้กับค่าการตลาด และสร้างรายได้เสริมผ่านดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อ และ Delivery Man กลุ่มนี้จะถูก Lock In กับบริษัท Line ทันที คล้ายกับ Contract Farming ที่เกิดขึ้นใน CP

Fintech Disruption

1. Banking Tech

2. Payments

3. Cyber Currency

4. Business Finance

5. Consumer Finance

6. Alternate Core

ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือ Payments ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจาก E-wallet ที่เกิดขึ้นกับบริการต่างๆมากมายในประเทศไทย และอีกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยคือระบบการส่งข้อมูลแบบ Blockchain ซึ่ง Cyber Currency หรือ Crypto Currency ที่เกิดขึ้นผ่าระบบ Blockchain นั้นได้เป็นตัวพิสูจแล้วว่าผู้คนเชื่อถือในระบบจริง

ในด้านการเงินปัจจุบันเองก็มีการนำ AI มาใช้ในการทำธุรกิจเช่นกัน เช่น Robo advisor หรือ Algotrading แต่สิ่งที่ส่งผลต่อธุรกิจทางการเงินมากที่สุดคือการ Open API ของธนาคารกลาง การ Open API คือการให้นักการเงินและนักพัฒนาทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของทุกธนาคารได้ ทำให้เกิดเป็นระบบ Open Banking ใน UK ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยน Core Business ของธนาคารทั้งหลายไปเลยทีเดียว เพราะผู้ประกอบการทั่วไปสามารถเข้ามาให้บริการอื่นๆได้เช่นเดียวกับธนาคาร รวมไปถึงการให้บริการอื่นๆที่ธนาคารไม่สามารถให้บริการได้ด้วยเช่นเดียวกัน และไม่ว่าจะทำการเปิดบัญชีที่ธนาคารไหน ผู้ถือเงินจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้ผ่านธนาคารทุกโดยไม่จำกัดแบรนด์ของธนาคาร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดกับธนาคารไดเพียงธนาคารหนึ่งอีกต่อไป นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มความสดวกให้ผู้บริโภคอย่างมหาสาร แต่สร้างความลำบากให้กลุ่มธนาคารเป็นอย่างมาก

สิ่งที่จะทำให้ธนาคารอยู่รอดได้ก็คือข้อมูล CRM ของลูกค้าที่คนภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่นข้อมูล KYC ของลูกค้า กลุ่มธนาคารจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานข้อมูล CRM โดยการพัฒนาระบบ RPA: Robotic Process Autonomous เพื่อเพิ่มความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า และความรวดเร็วในการสร้างข้อมูล CRM แก่ธนาคาร สิ่งที่ตามมาคือการวางระบบที่เหมาะสม และความปลอดภัยในความเป็นส่วนตัว

More Service, More Users, High Scalability, More Complex Security เพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืน การมองในระยะไกลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราสร้างบ้านสองชั้นเพื่ออยู่กัน 1 ครอบครัว วันหนึ่งจะเปลี่ยนบ้านหลังนั้นเป็นคอนโดสูง 18 ชั้นเพื่อ 70 ครอบครัวก็ไม่สามารถทำได้เพราะรากฐานของระบบที่ไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นการวางระบบในปัจจุบันถึงแม้จะเพื่อการให้บริการแก่คนกลุ่มน้อย แต่ต้องวางรากฐานให้เหมาะสมแก่การให้บริการแก่คนจำนวนมาก

ถึงแม้จะมีข้อมูล CRM ที่มากแต่การนำไปใช้เป็นเรื่องที่ยากเช่นเดียวกัน เพราะการใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปทำธุรกิจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะผ่านการให้บริการต่างๆ หรือการใช้สื่อ Social Media การนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามาใช้จึงจำเป็นต้องมีการระมัดระวังที่มากกว่าปกติ เพราะอาจส่งผลเสียในระยะยาวให้แก้ธุรกิจได้ เช่น การแจ้งรายการชำระเงินทั้งหมดของบุคคลโดยมิได้รับการยินยอม อาจส่งผลเสียต่อตัวธนาคารเองได้ เพราะอาจเป็นการก้าวก่ายในชีวิตประจำวันของตัวลูกค้าจนเกินไป

ปัจจุบันการแข่งขันของธุรกิจทางธนาคารคือการหาข้อมูล

Financial Trails:

– Personal Detail

– Monthly Income

– Monthly Expense

– Transaction Data

ธนาคารใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการ

– วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

– ทำการตลาด

– ฯลฯ

ทิศทางของธุรกิจในปี 2019

ด้วยคำพูดที่ว่า “Data is The New Oil” การมีข้อมูลที่มากในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่การมีข้อมูลที่เยอะ ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป ข้อมูลที่มีจำเป็นจะต้องเป็นข้อมูลที่แม่นยำเช่นเดียวกัน เมื่อในทุกธุรกิจมีการมุ่งเน้นในการใช้ข้อมูลแล้ว ก็จะตามมาด้วยการพัฒนา AI และการนำไปใช้การสร้างผลิตภัณและให้บริการ

การวิเคราะห์ข้อมูล Augmented Analytics ในปัจจุบันยังมีความจำเป็นในการใช้ Citizen Data Scientist ในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ในอนาคตจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป สิ่งที่จำเป็นคือ Developer ที่มีความสามารถในการสร้างระบบที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และบุคลากรทั่วไปจะสามารถใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ในการทำธุรกิจได้

สิ่งที่สังคมจะให้ความสำคัญมากขึ้นคือความเป็นส่วนตัวในการรับบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อ Social Media ที่น้อยลง ความยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลที่น้อยลง หรือการใช้บริการที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน

การดูงาน China IT Expo 2018 ที่เมืองเซินเจิ้น วันที่ 9-11 เมษายน

Screenshot 2018-04-16 09.50.57

ช่วงวันที่ 9-11 เมษายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีได้จัดทริปไปดูงาน ที่เมืองเซินเจิ้น  (Shenzhen)  ประเทศจีน อีกครั้งหนึ่งโดยได้พาไปดูงาน The 6th China Information Technology Expo 2018 ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่ทางสถาบันไอเอ็มซีพาไปดูงานที่เมืองเซินเจิ้น โดยครั้งแรกก็เคยพาผู้เข้าอบรมไปดูงาน China Hi-Tech Fair 2017  เมื่อเดือนพฤศจิกายนปืที่แล้ว (ดูบทความ เซินเจิ้น Silicon Valley ด้าน Hardware)

30516172_1069055216575151_5553812581140922368_n

งานนี้อาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับงาน China Hi-Tech Fair แต่ก็มีทั้งหมด 9 Hall และแต่ละฮอลล์ก็มีบูธต่างๆจากผู้ประกอบการและผู้ผลิตมากมาย จำนวนเป็นพันราย ที่น่าสนใจคือสิ่งที่มาแสดงทั้งหมดนั้นเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน และโดยมากเป็นโรงงานที่อยู่ในเซินเจิ้นเอง

 

Screenshot 2018-04-16 09.53.22

รูปที่ 1 ผังงาน China IT Expo 2018

ใน Hall 1 จะเป็นฮอลล์หลัก ที่กำหนด Theme เป็น Smart Home และ Intelligent Terminal ที่นำอุปกรณ์จากแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านยี่ห้อต่างๆของจีนมาให้ชมอย่าง  SKYWORTH, CHIQ, ZTE หรือ TCL  โดยในฮอลล์นียังจะมีโซลูชั่นที่แสดงระบบอัจฉริยะต่างๆอาทิเช่นระบบ Facial Recognition หรือระบบ Smart classroom และก็มีกลุ่มของที่แสดงอุปกรณ์ด้าน Semiconductor อื่นๆอีกมาก

รูปที่ 2 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ใน Hall 1

Hall 2 จะเป็นส่วนทีนำผู้ผลิต Display ต่างๆของจีนที่ทำ LCD, OLED หรือ LED ที่มีรวมกัน 200 กว่ารายมาแสดง โดยนำเทคโนโลยี Display ล่าสุดมาให้ดู ซึ่งเราจะเห็นถึงความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมการผลิตอุปกรณ์แสดงผลของจีนที่มีโรงงานจำนวนมากอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ส่วน Hall 3  และ Hall 4 เป็นทางด้าน Intellient manufacturing และ 3D Printing รวมถึง Industrial Robots และ Intelligent System ที่ได้นำบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในจีนมากกว่า 150 รายมาแสดง ซึ่งที่เห็นจากงานนี้ทำให้ไม่แปลกใจกับนโยบาย Dark Factory  ของจีนที่เน้นจะนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในโรงงานของจึน และใช้แรงงานคนน้อยลง

รูปที่ 3 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ใน Hall 2-3

Hall 5 เป็นส่วนที่แสดงโซลูชั่นด้านปัญญาประดิษฐ์​ (Artificial Intelligence) โดยจะเห็นผู้ผลิตระบบหุ่นยนต์ในจีนประมาณ 30 รายมาแสดง ตั้งแต่หุ่นยนต์ในบ้าน ร้านอาหาร หรือหุ่นยนต์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์จีนที่คิดว่าน่าจะเป็นอันดับต้นๆของโลกแล้ว  ส่วน Hall 6 เป็นฮอลล์ที่แสดงโซลูชั่น IoT โดยเน้นด้าน Smart city, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้าน IoT รวมถึงด้าน Interactive Entertainment มาแสดงจำนวนมาก

รูปที่ 4 ตัวอย่างบูธต่างๆที่แสดงด้านหุ่นยนต์

Hall 7 และ 8 จะเน้นด้านรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีด้าน Connected car รวมถึงแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ต่างๆจำนวนมาก โดยเราจะเห็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายๆยี่ห้อของจีนนำรถมาแสดง ทั้งนี้เมืองเซินเจิ้นเองก็มีเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหญ่อันดับสองของโลก โดยผลิตส่งออกไปขายในหลายๆประเทศทั่วโลก ซึ่งเฉพาะที่ผลิตและส่งมอบในจีนก็มีถึงปีละ 171,000 คัน ซึ่งถ้าเรามาที่เมืองเซินเจิ้นก็จะเห็นรถยนต์ BYD วิ่งกันอยู่จำนวนมากทั้งเป็นรถส่วนตัว รถแท็กซี่ และรถเมล์ สำหรับ Hall 9 ก็เป็นส่วนแสดงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไปที่โรงงานมากกว่า 200 รายในจีนมาแสดง

รูปที่ 5 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ใน Hall 7-8

รูปที่ 6 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ในงาน

การมางาน China IT Expo ครั้งนี้ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้นว่า ประเทศจีนกำลังแซงหน้าหลายๆประเทศในโลกด้านเทคโนโลยีไอที และเซินเจิ้นกำลังกลายเป็น Silicon Valley ด้านฮาร์ดแวร์ของโลกอย่างแท้จริง ทางสถาบันไอเอ็มซีก็คงจัดไปดูงานที่เซินเจิ้นอย่างต่อเนื่องโดยครั้งถัดไปตั้งใจจะจัดไปในกลางเดือนพฤศจิกายนปีนี้ สำหรับงาน China Hi-Tech Fair 2018

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

เมษายน 2561

Screenshot 2018-04-16 11.55.45

 

 

กฎระเบียบ EU เรื่อง GDPR (General Data Protection Regulation) กับความล่าช้าของหน่วยงานในไทย หรือเราจะเจอซ้ำรอย IUU Fishing

Screenshot 2018-03-24 14.05.42

ตอนสหภาพยุโรป (EU) ได้ให้ “ใบเหลือง” กับไทยจากปัญหา Illegal, Unreported and Unregulated (IUU) Fishing เมื่อเดือนเมษายน 2558 ระบุว่าเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไทยถูกปรับลดอันดับไปอยู่ใน Tier 3 จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ตอนแรกผมเองก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อพยายามทำความเข้าใจจึงทราบว่า กฎระเบียบ IUU ของ EU ถูกร่างขึ้นเพื่อช่วยขจัดปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย, ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) โดยเฉพาะ โดยเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศที่เพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหา IUU fishing เข้าไป

เรื่องดังกล่าวทำให้ เห็นแนวโน้มวิกฤติครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมประมงของไทย เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาการประเมิน IUU Fishing ได้ ผลกระทบที่เกิดจากการห้ามสินค้าในอุตสาหกรรมประมงที่ส่งเข้าไปขายในยุโรป โดยต่อภาพรวมจะทำให้รัฐสูญเสียตัวเลขการส่งออกว่า 1 แสนล้านบาท ทำให้ภาครัฐต้องลงมาแก้ปัญหาต่างๆอย่างจริงจัง ทั้งต้องแก้ไขกฎหมายและการตรวจสอบย้อนหลังโดยตั้งเป้าให้เราพ้นใบเหลืองได้ในปีนี้ ปัญหาส่วนหนึ่งที่เราล่าช้าจากการแก้ปัญหานี้ก็เป็นเพราะความเพิกเฉยของรัฐบาลไทยต่อกฎระเบียบ IUU ในอดีต

มาวันนี้เรากำลังจะเจอกฎระเบียบด้านข้อมูลอันใหม่ของ EU เรื่อง General Data Protection Regulation (GDPR) ที่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ดูผ่านตาอาจคิดว่า GDPR ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือหน่วยงานในไทย ซึ่งผมก็แทบจะไม่เห็นหน่วยงานของรัฐใดๆให้ความจริงจังกับกฎระเบียบนี้มากนัก แต่ก็อาจเห็นหน่วยงานอย่างการบินไทยที่สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเพราะมีสาขาและเส้นทางการบินไปสู่ประเทศในกลุ่ม EU และผมเคยมีโอกาสได้บรรยายและแลกเปลี่ยนความคิด เลยทราบว่าการบินไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ (ดู  Slide การบรรยายได้ที่  >> General Data  Protection Regulation (GDPR) Compliance )

GDPR เป็นกฎระเบียบของ EU ที่ออกมาเพื่อป้องกันสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนในกลุ่มประเทศ EU โดยระบุไว้ว่า หน่วยงานใดที่เก็บข้อมูลขอประชาชน EU ที่ไม่ปฎิบัติตามจะถูกปรับเป็นจำนวนเงินถึง 20 ล้านยูโร หรือ 2-4% ของรายได้ทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าวงเงินใดมากกว่า กฎระเบียบมีผลใช้บังคับกับหน่วยงานที่อยู่ใน EU และรวมไปถึงหน่วยงานนอก EU  (ซึ่งก็อาจรวมถึงบริษัทและหน่วยงานต่างๆในประเทศไทย) ที่เก็บข้อมูลประชาชน EU หรือนำข้อมูลจากหน่วยงานอื่นไปประมวลผล

ข้อมูลส่วนบุคคลในความหมายของ GDPR ได้ครอบคลุมข้อมูลต่างๆมากมายอาทิเช่น

  • ชื่อ, วันเดือนปีเกิด, สัญชาติ, ศาสนา, เชื้อชาติ, อีเมล
  • ข้อมูลออนไลน์อาทิเช่น cookies, IP address, ข้อมูลพิกัด GPS 
  • ข้อมูล Biometric เช่นรายนิ้วมือ, รูปถ่าย
  • ข้อมูลสุขภาพ, ข้อมูลด้านการเงิน

ซึ่งหน่วยงานที่เก็บข้อมูลประชาชน EU เหล่านี้ จะต้องมีระบบที่ทราบว่าได้เก็บข้อมูลอะไรไว้ เพราะอะไร เป็นเวลานานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากที่ใด และนำไปแชร์หรือให้ใครประมวลข้อมูล เมื่อไร ที่ไหน

โดย GDPR จะมีหลักสำคัญอยู่ 7 ประการคือ

  • Consent: การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลต้องเข้าใจง่าย และต้องระบุอย่างชัดเจนว่าจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์ใด 
  • Breach notification:  หากพบว่าข้อมูลรั่วไหล จะต้องแจ้งให้ประชาชนและเจ้าของข้อมูลทราบภายใน 72 ชั่วโมงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • Right to access: เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะร้องขอเข้าถึงข้อมูล และหน่วยงานที่เก็บข้อมูลจะต้องส่งข้อมูลให้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถนำมาใช้ต่อได้
  • Right to be forgotten: เจ้าของข้อมูลสามารถขอให้หน่วยงานที่เก็บข้อมูลลบข้อมูลของตัวเองออกได้
  • Data portability: เจ้าของข้อมูลสามารถขอให้หน่วยงานที่เก็บข้อมูลส่งข้อมูลของตัวเองไปให้หน่วยงานอื่นๆได้ รวมทั้งธุรกิจคู่แข่งของหน่วยงานที่เก็บข้อมูล
  • Privacy by design: การออกแบบระบบจะต้องคำนึงถึงการป้องกันเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล
  • Data Protection Officers (DPO):ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ที่มีหน้าที่ติดตามกิจกรรมประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และข้อมูลที่สำคัญ

ทั้งนี้ GDPR ได้จัดกลุ่มของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเป็นสองกลุ่มคือ

  • หน่วยงานควบคุมข้อมูล (data controller) ที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล (data subject) ในการจัดเก็บข้อมูล
  • หน่วยงานที่ประมวลผลข้อมูล (data processer) ที่แม้อยู่นอกประเทศสมาชิก EU ก็ต้องทำตามกฎ GDPR

Screenshot 2018-03-24 21.29.45

รูปที่ 1 Data protection model under GDPR (source: Preparing for EU GDPR, IT Governance Ltd)

บริษัทและหน่วยงานในประเทศเราน่าจะมีผลกระทบจากกฎระเบียบ GDPR ของ EU นี้จำนวนมาก คงไม่ใช่แค่สายการบินที่ให้บริการประชาชน EU แต่คงต้องรวมถึงทุกหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ Data Controller ในการเก็บข้อมูล หรือเป็น Data Processor อาทิเช่น

  • โรงแรมที่จะเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่ม EU
  • สถาบันการเงินที่อาจมีลูกค้า EU ในการฝากเงิน การทำธุรกรรมการเงินเช่นการแลกเปลี่ยนเงินตรา การใช้บัตรเครดิต หรือการใช้  Mobile Payment
  • บริษัทโทรคมนาคมที่นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้งานในบ้านเราที่จะมีข้อมูลการใช้งาน พิกัดของผู้ใช้งาน
  • E-commerce website จะเก็บข้อมูลของผู้เข้ามาใช้งาน หรือซื้อสินค้าต่างๆที่อาจมาจากกลุ่มประเทศ EU

การที่จะให้หน่วยงานสามารถตามกฎระเบียบ GDPR ไม่ใช่แค่การหาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมาดูเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล หรือการป้องกันข้อมูลรั่วไหล จริงๆแล้วมันอาจหมายถึงการปรับระเบียบการเก็บข้อมูลในองค์กร การมีธรรมาภิบาลในการใช้ข้อมูล มีระบบความปลอดภัยที่ดี มีการขออนุญาตการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง ทราบว่าข้อมูลต่างๆเก็บไว้ที่ใด รวมถึงการออกแบบระบบที่ต้องคำนึงถึงการป้องกันข้อมูลตั้งแต่แรก

คำถามง่ายๆบางครั้งหน่วยงานยังไม่ทราบเลยว่า ข้อมูลลูกค้าอยู่ที่ฐานข้อมูลใดบ้าง เก็บข้อมูลอะไรไว้บ้าง ใครเอาข้อมูลไปประมวลผลบ้าง ถูกใช้งานอย่างเหมาะสมหรือไม่  หรือส่งต่อไปให้ใคร ดังนั้นกรณีแบบนี้ก็จะปฎิบัติตาม GDPR ได้ยากกรณีลูกค้าร้องข้อมูล หรือสั่งให้ลบข้อมูลออก ที่หน่วยงานก็อาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าข้อมูลอยู่ที่ใด

บางครั้งเราอาจจะเคยได้ยินว่ากฎระเบียบ GDPR อาจไม่สามารถมาใช้บังคับกับหน่วยงานในบ้านเราได้ แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือบริษัทและหน่วยงานต่างๆในประเทศไทยจำนวนมากจะต้องทำธุรกรรมกับบริษัทใน EU ที่เราอาจต้องนำข้อมูลมาประมวลผล เช่นการค้าขายที่อาจต้องใช้ข้อมูลจากประชาชนหรือบริษัทใน EU  ซึ่งแม้บริษัทในบ้านเราจะไม่ได้เป็น Data Controller แต่บริษัทใน EU ที่เป็น Data controller ส่งข้อมูลมาให้เราประมวลผลและเราก็กำลังเป็น Data processor  ซึ่งหากบริษัทของเราไม่สามารถปฎิบัติตาม GDPR บริษัท EU ที่เป็น Data controller นั้นก็อาจจะถูกปรับ และสุดท้ายก็จะไม่สามารถทำธุรกรรมกับบริษัทในบ้านเราได้

ดังนั้น GDPR  กำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศอีกเรื่องหนึ่ง หากเรายังเพิกเฉยไม่จริงจังกับเรื่องนี้ ในอนาคตเราอาจจะเจอกรณีเดียวกับ IUU Fishing ก็ได้ แต่ความเสียหายงวดนี้คงไม่ได้เจอแค่อุตสาหกรรมเดียวเช่นประมงที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ และอาจมีความเสียหายในวงกว้างกว่ามาก ฉะนั้นคงถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนอาจให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกว่านี้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

 

 

 

 

 

 

เซินเจิ้น Silicon Valley ด้าน Hardware

Screenshot 2018-01-31 09.46.44

ช่วงวันที่ 16-18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีได้จัดทริปไปดูงาน China Hi-Tech Fair 2017 ที่เมืองเซินเจิ้น  (Shenzhen)  ประเทศจีน ตอนจะจัดไปครั้งแรกมีบางคนถามว่า Hi Tech Fair ที่เซินเจิ้นจะมีนวัตกรรมอะไรหรือ เพราะภาพของเซินเจิ้นคือเมืองที่เป็นแหล่งก๊อบปี้สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ และเป็นศูนย์กลางการผลิตที่เป็น Tech copycat แต่เมื่อไปถึงงานจริงๆทุกคนพบว่า งานจัดใหญ่โตมากจำนวนบูธที่ออกมามีมากมาย ตั้งแต่สินค้าไอทีเล็กๆ เทคโนโลยีโทรคมนาคม ไปจนถึงอุปกรณ์นวัตกรรมในโรงงาน ตลอดไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับและการแสดงสินค้าอย่างรถไฟฟ้า

DSC08612

ผู้ประกอบการ ICT (supply side) ของจีนไม่มีภาพของการเป็นนักก๊อปอีกต่อไป เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่นำมาแสดง เต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆจำนวนมาก บริษัทต่างๆมีนวัตกรรมทั้งหุ่นยนต์ ระบบอัจฉริยะต่างๆจำนวนมาก จนพวกเราที่เดินชมนิทรรศการบางคนถึงกับออกปากมาว่า นวัตกรรมอะไรก็ตามที่คนไทยกำลังเริ่มต้นคิดอยู่ของจีนเขาทำมาเป็นสินค้าพร้อมที่จะขายแล้ว แม้แต่สินค้าอย่าง Drone ที่ดูเหมือนกันทุกบูธ แต่สิ่งที่พบก็คือมี “Application” ที่แตกต่างกันและนำไปใช้งานคนละประเภท หรือระบบ Face Recognition ที่มีถึง 3 บูธ แต่ก็ทำ Data Analytic ไม่เหมือนกัน มีนวัตกรรมที่แตกต่างกัน

งานที่จัดดูอลังการมากสมกับเป็น Fair ระดับนานาชาติและมีหลาย Hall มาก แต่ละ Hall ก็จะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ 5G, Smart City, Smart Healthcare, Hi-Tech Industry, New electronic technology หรือ Aerospace และก็มี Brand ใหญ่ๆของจีนมาแสดงนวัตกรรมมากมาย นับว่าเป็นงานที่น่าสนใจมาก และดูแตกต่างจากงานอย่าง CommunicAsia ที่จัดประจำทุกปีที่สิงคโปร์ซึ่งจะเน้นเฉพาะด้าน Telecom โดยเป็นสินค้าที่มาจากทั่วโลกมากกว่าผู้ผลิตในเอเซีย แต่งาน Hi Tech Fair นี้เป็นผลิดภัณฑ์ของผู้ประกอบการจีนโดยตรงและมีนวัตกรรมที่หลากหลายในทุกด้านที่ดูเหมือนมากกว่างาน CommunicAsia ด้วยซ้ำไป

หากย้อนหลังไปเมื่อ 40 ปีก่อนเมืองเซินเจิ้นมีประชากรน้อยกว่า 300,000 คน และเมืองที่ทำการประมง แต่เมื่ออดีตประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงได้ประกาศให้เมืองนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 1980 โดยกำหนดมาตรการต่างๆในการจูงใจนักลงทุนทั้งด้านภาษีและกฎระเบียบการค้าต่างๆ ทำให้เซินเจิ้นเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากที่มีมูลค่า GDP น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทในปี 1979 กลายเป็น  1.25 ล้านล้านบาทในปี 2016  และทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 11.37 ล้านคนในปี 2016

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือเมืองเซินเจิ้นได้เปลี่ยนจากแหล่งอุตสาหกรรมที่เป็น Tech copy ให้กลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรม จนอาจกล่าวได้ว่าเมืองเซินเจิ้นคือ The Silicon Valley of Hardware นอกจากนี้ก็ยังเป็นศูนย์กลางของ Hardware Startup ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆมากมายทั้ง หุ่นยนต์ Drone อุปกรณ์ Wearable, Internet of Things และอุปกรณ์ Hi Tech Electronic ต่างๆ

เมืองเซินเจิ้นเป็นสังคมที่ใช้เงินสดน้อยมาก ทุกอย่างสามารถจ่ายผ่าน Mobile Payment ของ Alipay หรือ Wechat ซึ่งมีตั้งแต่การเช่าจักรยาน การซื้อของตามร้านค้า ร้านขายของข้างทาง อาหารข้างถนน หรือแม้แต่ นักดนตรีที่มาเล่นขอเงิน ก็ยังต้องจ่ายเงินให้ผ่าน QR Payment และหากเราต้องใช้เงินสดในร้านเล็กๆเขาก็จะปฎิเสธการรับเงินเพราะเขาไม่มีเงินสดมาทอน จนเราอาจกล่าวได้ว่า เซินเจิ้นเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเกือบ 100%

เมืองเซินเจิ้นดูมีความเป็นตะวันตกกว่าเมืองจีนทั่วๆไป มีความสะอาด และมีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง คนชั้นกลางมีฐานะที่ดีสามารถส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนดังๆในจีนและต่างประเทศ เมืองเซินเจิ้นมีท่าเรือที่มีความหนาแน่นอันดับที่ห้าของโลก มีตึกสูงและโรงแรมดีๆจำนวนมาก และหากพิจารณาถึงจำนวนตึกสูงกว่า 200 เมตรที่สร้างขึ้นทั่วโลกในปั 2016 จะพบว่ามีถึง 11 ที่สร้างขึ้นใหม่ในเซินเจิ้นมากกว่าที่ใดๆในโลก แต่อย่างไรก็ตามเมืองเซินเจิ้นก็ยังมีปัญหาเรื่องของการสื่อสารที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาจีน ทำให้อาจยากต่อการติดต่อสื่อสารและเดินทาง และก็ยังมีการบล็อกอินเตอร์เน็ตในหลายๆเว็บเซ็ต์อาทิเช่น Google และ Line

แต่หากพิจารณาภาพรวมแล้วเมืองเซินเจิ้นก็ยังเป็นเมืองที่เราควรทำธุรกิจด้วย เป็นแหล่งนวัตกรรมที่เราควรเข้าไปศึกษาและร่วมทำงาน สุดท้ายคงถึงเวลาที่บ้านเราจะต้องให้ความสำคัญกับเมืองนี้ และประเทศจีนมากขึ้นในด้านไอทีและเทคโนโลยี ด้วยความที่ระยะทางไม่อยู่ไกลจากบ้านเรานักและก็มีความเป็นวัฒนธรรมเอเซียอยู่มาก ข้อสำคัญสุดเซินเจิ้นกำลังมีภาพลักษณ์ที่กำลังกลายเป็น The factory of the world

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

[แหล่งข้อมูลจาก http://www.bbc.com/capital ]

เอกสารและลายเซ็น คืออุปสรรคของการก้าวสู่ Thailand 4.0

Screenshot 2017-10-06 17.30.17

รัฐบาลพยายามพูดถึง Thailand 4.0 พูดถึงรัฐบาลดิจิทัลแต่ก็ดูเหมือนว่าขับเคลื่อนช้าไม่ไปไหนเสียที เอกสารต่างๆก็เยอะไปหมด แม้จะมีคำสั่งออกมาให้เลิกสำเนาเอกสารที่ออกจากหน่วยราชการเช่นบัตรประจำตัวประชาชนหากประชาชนต้องไปติดต่อราชการ ต่อหน่วยราชการส่วนใหญ่ก็ยังขอสำเนาอยู่ดีพร้อมให้เราต้องลงนามว่าสำเนาถูกต้อง

ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เวลาทำงานกับหน่วยงานรัฐหนังสือราชการจะเยอะไปหมด จะเข้าประชุมทีเอกสารหนาเป็นร้อยๆหน้าและเอกสารจำนวนมากที่แจกมาก็ไม่ได้อ่านหรือไม่จำเป็น จะไปประชุมจะไปบรรยายราชการแต่ละครั้งหนังสือเชิญเต็มไปหมด จะบรรยายทีก็มาขอเอกสารการบรรยายจะแจกคนเข้าฟังทั้งๆที่ควรอยู่ในรูปดิจิทัลได้แล้ว บางที่ก็ต้องลงเวลาเข้าออกขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน มีเอกสารที่ต้องลงนาม หรือที่มีบุคคลต่างๆลงนามเยอะไปหมด จนทำให้คิดไปว่าถ้าราชการไม่มีเอกสาร ไม่มีการลงนาม คือไม่ได้ทำงานหรอ ทั้งๆที่การส่งเอกสารลงลายเซ็นไม่ไดเป็นเครื่องวัดอะไรเลยว่าได้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

เราจะไปเป็น Thailand 4.0 ได้อย่างไร ถ้าเรายังยึดติดกับวัฒนธรรมเดิม ยึดติดกับเอกสารและลายเซ็น ผมว่าเอกสารและลายเซ็นเป็นตัวถ่วงทำให้ Thailand 4.0 เกิดขึ้นอยาก เราต้องทำลายความคิดเดิมๆที่ว่าต้องมีเอกสารและลายเซ็นออกไปให้ไปได้ มิฉะนั้นแล้วเราก็ไม่สามารถทำงานในโลกดิจิทัล ที่จะทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันลายเซ็นไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนอะไรได้เลย เมื่อปีที่ผ่านมาผมมีประสบการณ์อันเลวร้ายที่ถูกคนบางคนเอาลายเซ็นผมไปสแกนออกจดหมายเชิญ จดหมายไปทำเอกสารต่างๆเป็นจำนวนมาก ต่างกรรมต่างวาระ แม้กระทั่งหนังสือถึงรัฐมนตรีโดยที่ผมไม่ได้รับทราบทั้งก่อนและหลังออกหนังสือ ซึ่งผมเองไปพบด้วยด้วยตนเองจากข้อมูลของผู้ที่ได้รับหนังสือที่สแกนลายเซ็นผม ผมคงไม่กล่าวถึงรายละเอียดของเหตุการณ์นั้น แต่ประเด็นก็คือลายเซ็นที่ถูกสแกนไม่มีใครทราบว่าผมไม่ได้รับลงนาม และราชการเองก็สำเนาจดหมายผมไปเรื่อยๆทั้งๆที่ไม่มีร่องรอยของเอกสารจริงเลย คำถามก็คือแล้วเราทำไมจะต้องสนใจเอกสารหรือลายเซ็นอีกในเมื่อมันปลอมกันง่ายๆแบบนี้ ทำไมไม่ส่งเอกสารทางอีเมล ส่ง Line ส่ง SMS กัน แล้วให้เจ้าตัวเองเป็นคนส่ง

Screenshot 2017-09-02 09.30.35

ถ้าเราเลิกวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องเอกสารและลายเซ็นได้แล้วพยายามสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในหน่วยราชการผมว่าก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของภาคราชการที่จะก้าวสู่ Thailand 4.0 ซึ่งเราจะไปถึงจุดนั้นได้มันไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เครื่องมืออย่าง Office Tools ต่างๆแต่มันมีอะไรมากกว่านั้นอาทิเช่น

  1. ผุ้นำองค์กรต้องเป็นแบบอย่างการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล เลิกการออกหนังสือ เซ็นหนังสือ ต้องสั่งให้การประชุมเป็นแบบไร้เอกสาร ต้องใช้การสื่อสารแบบออนไลน์และเน้น Paperless มากขึ้น
  2. ราชการต้องออกกฎหมายยกเลิกการลงนามเอกสารที่ไม่จำเป็น เช่นหนังสือเชิญประชุม การเซ็นชื่อเข้าออก การลงนามรับเรื่องต่างๆแล้วหันมาใช้ Digital Identity ที่จะบอกตัวตนได้ดีกว่า ที่พูดถึงลายเซ็นที่ปลอมกันได้ง่าย
  3. ต้องลดใช้เอกสารต่างๆทั้งหมด ในการประชุม ในการทำงานต่างๆ สร้างรูปแบบเอกสารในการเก็บดิจิทัล ที่เป็นมาตรฐานเช่น PDF และรับรองการส่งข้อมูลแบบดิจิทัลผ่านอีเมล หรือ Tool ต่างๆมากขึ้น
  4. หันมาใช้ share storage เลิกใช้ Thumb drive ส่งกันไปมา เก็บเอกสารต่างๆเพื่อให้แบ่งปันได้แล้วจัดลำดับชั้นความลับ
  5. สร้างนิสัยการทำงานร่วมกัน ใช้ collaboration tool ในการจัดทำเอกสารต่างๆไม่ใช่ใช้ word, excel, PowerPoint ส่งเอกสารทางอีเมลไปมา
  6. เน้นให้องค์กรเป็น Data driven ทุกอย่างใช้ข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ มันก็จะทำให้ราชการเห็นความสำคัญของดิจิทัล
  7. หน่วยงานต้องมีความโปร่งใส จะเป็นองค์กรดิจิทัลได้ต้องมีธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารงาน ข้อมูล เอกสารจะถูกแชร์กันอย่างเป็นระบบ ชั้นความลับเมื่อพูดถึง Thailand 4.0 หรือ Industry 4.0 ผมไม่ค่อยเป็นห่วงภาคเอกชนละครับ ที่กลัวก็คือภาคราชการ ไม่ต้องบอกภาคเอกชนว่า 4.0 หรือ 5.0 เขาก็ไปกันได้เองละครับ แต่ที่เป็นตัวถ่วงทำให้เขาเดินกันไม่ได้ก็ภาคราชการนี่ละครับ เราเริ่มกันเรื่องนี้ก่อนไหมครับ ลดเอกสารและลายเซ็น

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

วิกฤติบุคลากรไอซีทีไทย สุดท้าย Digital Economy คงไปไม่ถึงไหน

 

ผมเคยเขียนลงบล็อกบ่อยๆเรื่องปัญหาของบุคลากรด้านไอทีไทยว่าเราขาดกำลังคนที่มีคุณภาพ และมองดูแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ถึงแม้ว่าภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ทางคณะรัฐมนตรีจะได้อนุมัติไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จะมียุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการ พัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล  แต่ก็ยังไม่เห็นรูปธรรมชัดเจนว่าจะมีแนวทางในกำลังดำเนินการอย่างไรใน แผน 20 ปี

ปัญหาด้านบุคลากรไอทีที่เป็นวิกฤติของอุตสาหกรรมอย่างยิ่งในเวลานี้พอสรุปได้ดังนี้

  • บริษัทด้านไอทีต่างๆไม่สามารถหาบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงานได้
  • จำนวนบุคลากรไอทีที่มีคุณภาพมีจำกัด หน่วยงานต่างๆต้องแย่งตัวกัน ทำให้เงินเดือนของบุคลากรบางกลุ่มอยู่ค่อนข้างสูง
  • เด็กรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานด้านนี้ได้มีจำนวนจำกัด มักจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนงานบ่อยและขาดความอดทน
  • ค่านิยมของคนรุ่นใหม่นิยมที่จะประกอบอาชีพอิสระ และบางส่วนฝันที่จะเป็น Startup
  • บริษัทด้านไอทีขนาดใหญ่มีจำนวนน้อยมาก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะหาบุคลากรจำนวนมากมาทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้นความเป็นไปได้ในการขยายหรือสร้างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานด้านไอทีจำนวนเป็นพันคนในประเทศ ย่อมเป็นไปได้ยากมาก จนแทบเป็นไปไม่ได้
  • นักศึกษารุ่นใหม่ไม่นิยมเรียนด้าน Computer Science หรือ Computer Engineer เพราะเป็นสาขาที่ยาก
  • บัณฑิตด้านไอทีจำนวนมากไม่สามารถหางานตรงกับสาขาที่เรียนมาได้ เนื่องจากจบมาไม่ตรงกับความต้องการ
  • มหาวิทยาลัยจำนวนมากเปิดสอนสาขาไอที แต่ขาดคุณภาพเน้นที่ปริมาณ

เพื่อให้เห็นภาพว่า เรามีการผลิตบัณฑิตมากน้อยเพียงใด ผมขอเริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลของคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)  ที่แสดงจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละสาขาดังรูปที่ 1 ซึ่งอาจแบ่งตามประเภทของกลุ่มสถาบันได้ดังรูปที่ 2 นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลของจำนวนนักศึกษาในสาขาต่างๆที่รับเข้ามาใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553-2557 ดังรูปที่  3

Screenshot 2016-06-17 17.39.28

รูปที่ 1 ข้อมูลการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขา ICT ปีการศึกษา  2553-2556 [ข้อมูล สกอ.]

Screenshot 2016-06-17 17.39.02

รูปที่ 2ข้อมูลการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขา ICT แยกตามกลุ่มสถาบันการศึกษา[ข้อมูล สกอ.]

Screenshot 2016-06-17 17.42.18

รูปที่ 3 ข้อมูลการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา ICT ปีการศึกษา  2553-2557 [ข้อมูล สกอ.]

จากข้อมูลที่นำเสนอจะเห็นว่าบัณฑิตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศส่วนใหญ่จะมาจากสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่บัณฑิตด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่สามารถจะพัฒนาซอฟต์แวร์และเข้าสู่อุตสาหกรรมไอทีได้มีจำนวนน้อยกว่ามาก และที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ผลิตบัณฑิตสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจจะมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่จำนวนมากหากพิจารณาดูจากเนื้อหาหลักสูตรแล้วคงมีเพียงมหาวิทยาลัยชั้นนำเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือทำงานในอุตสาหกรรมได้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราสังเกตุจากข้อมูลในรูปที่  3 คิอจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในสาขาไอซีทีมีน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะการเกิดของประชากรน้อยลง แต่ขณะเดียวกันค่านิยมของเด็กรุ่นใหม่ก็สนใจงานทางนี้น้อยลงเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องยากและได้รายได้ไม่สูงมากในระยะแรก ข้อสำคัญเด็กไทยจะอ่อนด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนด้านไอซีที

นอกจากนี้หากพิจารณาดูข้อมูลด้านบุคลากรจาก TDRI  จะทราบว่าประเทศไทยมีพนักงานด้านพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไม่เกิน  40,000  คน ดังรูปที่ 4 ซึ่งถ้าดูจำนวนบัณฑิตที่จบมาในสาขานี้จะไม่แปลกใจที่พบว่า จำนวนมากไม่เข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละปีมีเพียงแค่ไม่กี่พันคนที่จะทำงานได้

Screenshot 2016-06-17 18.38.00

รูปที่ 4 จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์[ข้อมูล TDRI]

และหากเจาะลึกเข้าไปในกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาเราก็จะพบว่ามีเพียงจำนวนน้อยมากที่มีความสามารถที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าเราสามารถ

  • กลุ่ม  Top คือสถาบันที่มีสาขาวิชาที่มีนักศึกษาพร้อมที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีไม่เกิน 10 แห่ง กลุ่มนี้นักศึกษาส่วนมากเก่งจำนวนรวมกันอาจประมาณไม่เกิน  1.000 คน แต่พบว่าจำนวนมากเมื่อจบออกมาก็ไม่ได้ทำงานด้านไอที และหลายๆคนไปศึกษาต่อสาขาอื่น
  • กลุ่มระดับกลางอาจมีประมาณ 20  แห่ง ซึ่งจะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพพอใช้ได้ในห้องประมาณ  20-30%ซึ่งจำนวนคนเหล่านี้มีประมาณรวมกันซัก  1,000 คน แต่ที่เหลือก็ไม่เก่งพอและขาดพื้นฐานที่ดี
  • กลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันส่วนใหญ่ที่เปิดสอน จะมีนักศึกษาที่มีคุณภาพน้อยมาก บางทีทั้งห้องหานักศึกษาที่พอจะทำงานและเรียนทางด้านไอทีไม่เกิน 3-5  คนในชั้นเรียน

จากจำนวนที่กล่าวมาจะเห็นว่ารวมๆต่อปีเรามีบัณฑิตที่พร้อมจะเข้าสู่วิชาชีพประมาณ 2  พันคนแต่เราเล่นผลิตบัณฑิตด้านนี้ออกมาเป็นหมื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไม บัณฑิตจำนวนมากไม่มีคุณภาพ ไม่เก่ง และบางทีเราก็ได้ยินบ่อยๆว่าจบไอทีเขียนโปรแกรมไม่เป็น บางครั้งก็เป็นแค่  Superuser ทั้งนี้บัณฑิตในในกลุ่ม Top บางคนอาจไม่ได้พร้อมทำงานทันทีแต่พอเขามีพื้นฐานที่ดี แต่พวกเขาก็พร้อมจะปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเด็กเก่งคือแนวคิดที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนงานง่าย ความซื่อสัตย์และจริยธรรมที่น้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมที่เปลี่ยนไปและเขาเห็นแบบอย่างที่ไม่ดี ที่สำคัญกระแส Startup คงจะทำให้เขาอยากออกไปทำอะไรเอง สุดท้ายคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อาจล้มเหลวและกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมไม่ได้เพราะไม่ได้เข้าใจการทำงานจริงมาก่อนที่จะออกไปทำงานอิสระและเข้าสู่อุตสาหกรรมช้าไป

จากที่กล่าวมาทังหมดนี้ วิกฤติของอุตสาหกรรมอยู่ที่เราไม่อยู่กับความจริง ไม่อยู่กับข้อมูลและตัวเลข เราไปสร้างภาพและการตลาดว่าเราจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้ เราคิดว่าเรามีบุคลากรที่เก่ง ซึ่งจริงๆมีน้อยมาก เราพยายามจะบอกว่าเด็กเราจบใหม่เก่งไปเป็น  Startup  ได้ ทั้งๆที่มันจะเป็นไปได้ยังไงละครับในเมื่อเด็กเราอ่อนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บัณฑิตเราเขียนโปรแกรมไม่เป็น มีบัณฑิตที่มีคุณภาพจำนวนไม่เกิน  2 พันคนต่อปี ถ้าจะมาทำธุรกิจเองก็คงรอดเพียงไม่กี่รายและยากที่จะ Scale เปิดบริษัทขนาดใหญ่ได้เพราะไม่มีทางที่จะหาคนได้ ทางแก้ก็คือยอมรับความจริงและวางแผนสร้างคนในอนาคต

  • เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ตามแนวทางทีถูกต้อง ถ้าต้องการคนไอทีจำนวนมากๆในระยะนี้เราอาจต้องไปทำในต่างประเทศหรือต้องออกกฎหมายให้เอื้อต่อคนไอทีต่างชาติ มาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น
  • เรามีกลุ่มเด็กเก่งๆจำนวนหนึ่งที่กำลังจะสร้างธุรกิจตัวเอง พัฒนาโปรแกรม เราต้องส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เขาไปสู้บนเวทีโลก แต่เมื่อเขาต้องการขยายบริษัทต้องการโปรแกรมเมอร์จำนวนมากๆเราอาจต้องให้เขาเอาต่างชาติมาช่วยงาน และหา Mentor จากต่างชาติ จนกว่าเราจะพร้อม
  • ต้องหยุดกระแสเพ้อฝันว่าเรามีคน เด็กเราเก่งจะส่งเสริม Startup จำนวนเป็นพันเป็นหมื่นต่อปี ทั้งๆที่เด็กเราจบมาทำงานได้ยังมีเพียงแค่หลักพันต้นๆ และพร้อมที่ทำงานและเก่งจริงๆเผลอๆแค่หลักร้อยต้นๆ
  • เราต้องลดการรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีหนึ่งรวมกันไม่ควรเกิน  4-5 พันคน และต้องปิดหลักสูตรทางด้านนี้ในหลายๆสถาบันครับ เพื่อลดปัญหาการมีบัณฑิตจบออกมามากอย่างขาดคุณภาพ บางสาขาเช่นคอมพิวเตอร์ธุรกิจควรจะปิดไปได้แล้ว
  • เราต้องปฎิรูประบบการศึกษากันใหม่ พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ อาจต้อง ฝึกอบรมอาจารย์กันใหม่ และต้องส่งเสริมให้ทำ R&D รวมถึงการเรียนการสอนทำหรับเทคโนโลยีใน 10-15 ปีข้างหน้า
  • หากเราต้องการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ต้องวางแผนในระยะยาว ส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์  วิทยาศาสคร์ ตั้งแต่เด็กๆครับ ต้องใช้เวลา  15  ปีเป็นอย่างน้อยในการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมา

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ความต้องการบุคลากรทางด้าน Big Data

 

Big Data เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันอย่างมากในปัจจุบัน และอาจเป็นเทคโนโลยีไอทีเพียงไม่กี่อย่างที่กล่าวกันมากในวงการธุรกิจ กลุ่มผู้บริหารเริ่มเห็นความสำคัญของการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์หรือคาดการณ์แนวโน้มของธุรกิจ เรื่อง Big Data ยังเป็นเรื่องใหม่ คนจำนวนมากย้งไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง มันเหมือนศัพท์ขั้นเทพที่ทุกคนอยากกล่าวถึงแต่ก็ย้งไม่เข้าใจอย่างแท้จริง เรื่องบุคลากรก็เป็นอีกเรื่อง บางหน่วยงานพอมีคำว่า Big Data ผู้บริหารก็เริ่มบอกว่าต้องการ Data Scientist ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะกำหนด Job Description ในองค์กรให้เขาอย่างไร หรือจำเป็นแค่ไหนที่เราต้องการบุคลากรด้านนี้ในองค์กร

คำถามที่มักจะเจอก็คือเราจะเริ่มต้นทำ Big Data อย่างไร เราต้องการบุคลากรอย่างไร ทักษะเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยอย่างไร เราต้องการ Data Scientist ในองค์กรเพื่อทำ Big Data  จริงหรือ? คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่มันก็ขึ้นอยู่กับระดับความต้องการใช้งาน Big Data ขององค์กร แต่ที่แน่ๆทักษะของบุคลากรในยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยี Big Data จะเปลี่ยนแปลงจากสมัยเดิมที่เรื่องแต่เรื่องของ RDBMS ในมุมมองของผมงานทางด้าน Big Data น่าจะแบ่งบุคลากรด้านต่างๆได้ดังนี้

  • Chief Data Officer  ในอดีตเราอาจมีผู้บริหารสูงสุดด้านไอที แต่แนวโน้มเราอาจต้องการผู้บริหารสูงสุดด้านข้อมูล ที่มีอำนาจในการดูแลข้อมูลภายในและภายนอกองค์กร การนำข้อมูลไปใช้งาน การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศด้านข้อมูล การออกแบบสถาปัตยกรรม การดูแลเรื่องคุณภาพข้อมูล และอาจรวมไปถึงทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเกิดขึ้น จากข้อมูลหรืออัลกอริทึกจากการวิเคราะห์คาดการณ์ข้อมูล
  • Big Data Architect เทคโนโลยีด้านข้อมูลเปลี่ยนไปจากเดิมมากที่แต่ก่อนอาจพูดถึงแค่ RDBMS หรือ Data WareHouse แต่ในปัจจุบันทุกองค์กรจะต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและอาจต้องนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งานทั้ง Hadoop, NoSQL, Storage หรือ แม้แต่  Cloud Service ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีบริการหรือเทคโนโลยีเสริมต่างๆที่หลากหลาย อาทิเช่น Data Ingestion อย่าง KafKa, Sqoop  หรือ Flume หรือเทคโนโลยีด้านประมวลผลเช่น Spark, Impala หรือเทคโนโลยีการทำ Visualisation ดังจะเห็นได้จากรูปที่ 1 ที่แสดง Big Data Landscape ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีต่างในปัจจุบัน ซึ่งเราจำเป็นต้องการ IT Architect ที่เข้าใจการออกแบบระบบที่รองรับเทคโนโลยีหลากหลายเหล่านี้ได้
  • Big Data Engineer/Administrator งานอีกด้านหนึ่งที่จำเป็นคือคนที่มีความสามารถในการติดตั้งระบบ Big Data ต่างๆเช่น Hadoop, RDBMS, NoSQL รวมถึงการ Monitor  และการทำ Performance Tuning  ซึ่งงานแบบนี้อาจต้องการทักษะคนที่เข้าใจระบบปฎิบัติการ มีความสามารถที่จะเป็นผู้ดูแลระบบเหมือน  System Admin  แต่บุคลากรแต่ละรายอาจไม่สามารถดูแลทุกระบบได้เพราะแต่ละระบบต้องการทักษะที่ต่างกัน
  • Big Data Developerในอดีตงานนี้อาจหมายถึงคนที่จะมาช่วยพัฒนา SQL เพื่อจะเรียกดูข้อมูลจาก DataBase แต่ปัจจุบันระบบประมวลผลขนาดใหญ่ต้องการทักษะด้าน Programming มากขึ้นและมีเทคโนโลยีที่หลากหลายมากขึ้นทั้ง MapReduce, Spark, Hive, Pig หรือ Impala แต่ละเทคโนโลยีก็ต้องการทักษะที่ต่างกัน ดังนั้นก็มีแนวโน้มที่องค์กรต้องการบุคลากรด้านนี้จำนวนมากและแต่ละคนอาจทำงานใช้เทคโนโลยีคนละด้านกัน
  • Big Data Analyst หมายถึงนักวิเคราะห์ข้อมูลที่อาจรวมไปถึงการนำข้อมูลมาแสดงผล โดยใช้ Visualisation Tool ที่หลากหลาย โดยในปัจจุบันอาจต้องดึงข้อมูลมาจาก Data Lake และใช้ Tool ใหม่ๆ บางครั้งบุคลากรด้านนี้อาจไม่ได้เก่งด้านการพัฒนาโปรแกรมนัก แต่จะต้องรู้ว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลอะไร และมีทักษะในการผลที่ได้มาแสดงให้คนทั่วไปเข้าใจ คนกลุ่มนี้ควรมีพื้นฐานด้านสถิติและรู้ด้านธุรกิจ
  • Data Scientist  ตำแหน่งงานที่ดูน่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน แต่ก็ใช่ว่าทุกองค์กรต้องการ เพราะบุคลากรด้านนี้จำเป็นถ้าเราต้องการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะในลักษณะ Predictive Analytics บุคลากรด้านนี้ต้องรู้เรื่องของ  Algorithm อาจต้องเก่งด้านคณิตศาสตร์ เข้าใจเรื่อง  Machine Learning และต้องมีความเข้าใจด้านธุรกิจที่ต้องการวิเคราะห์ โดยมากคนเก่งทางด้านนี้น่าจะจบปริญญาโทหรือเอกด้านคณิตศาตร์, Computer Science หรือ  Computer Engineering มา

matt_turck_big_data_landscape_v11

รูปที่  1 Big Data Landscape 2016

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า ในอนาคตองค์กรยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้ที่หลากหลาย และยังมีความต้องการอีกจำนวนมาก ผมคิดว่าถึงเวลาที่หน่วยงานต่างๆต้องมาวางแผนการพัฒนาบุคลากรด้านนี้ร่วมกัน เท่าที่ทราบทาง สำนักงานการอุดมศึกษาก็มีการตั้งอนุกรรมการดูหลักสูตรทั่วประเทศเพื่อพัฒนาคนทางด้านนี้ และได้ให้ผมเข้าร่วม แต่ก็ยังขับเคลื่อนกันช้าอยู่ ถึงเวลาที่เราคงต้องรีบเร่งแล้วครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

กุมภาพันธ์ 2559