Digital Trends 2020 & Education Transformation

edm_sep

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปบรรยายในงาน KKU Digital Transformation ในหัวข้อ Digital Trends 2020 & Education Transformation ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผมเองก็เป็นกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางด้านนี้ของมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยได้กรุณาอัดวิดีโอการบรรยายของผม เผยแพร่ใน YouTube Channel ของมหาวิทยาลัย และสไลด์ในการบรรยายก็ได้อัพโหลดขึ้น Facebook  โดยมีเนื้อหาทังสองส่วนดังนี้

สำหรับการบรรยายในวันนั้นสามารถสรุปประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้

  • ผมเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเข้าเรียนในปี 2525 ซึ่งตอนแรกตั้งหวังไว้ว่าจะมาเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่หลังจากที่จะจบออกมา ก็เจอการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญคือการเข้ามาของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ทำให้ชีวิตการทำงานของผมเปลี่ยนไปและทำงานในหลายๆอาชีพหลังจากจบมาจนถึงปัจจุบันแต่ไม่เคยได้เป็นวิศวกรไฟฟ้าอย่างที่เคยตั้งใจ
  • ความรู้ที่เรียนมา 4 ปี แม้เมื่อ 30 กว่าปีก่อนก็พบว่าเก่าเกินไปแล้ว ทันทีที่จบออกมา แม้ช่วงนั้นเทคโนโลยีจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ แต่สิ่งที่พบก็คือความรู้มีระยะเวลาที่สั้น ยิ่งในปัจจุบัน ความรู้ยิ่งสั้นลงกว่าเดิมเข้าไปอีก
  • ชีวิตการเป็นอาจารย์ของผมเห็นภาพของความเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีจากแต่เดิมใช้ชอล์กกระดาน และการสอนอาจใช้เนื้อซ้ำเดิมๆได้ มาสู่ยุคปัจจุบันที่เป็นออนไลน์ สอนนักเรียนจากอุปกรณ์ใดก็ได้ ก็ทำให้ต้องทำเอกสารการสอนแบบทันทีทันใดเช่นกัน ต้องสอนและมีความรู้แบบ Realtime
  • เทคโนโลยีที่เป็น  Mega Trend ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนมีหลายด้าน ตั้งแต่ IoT, Big Data Cloud computing, AI หรือแม้กระทั่ง User Interface ที่กำลังกลายเป็นเรื่องของ Voice, AR, VR
  • ความสามารถของ AI  ในปัจจุบันหลายๆด้านทำได้ดีเช่น การมองเห็น การฟัง หรือ การเคลื่อนไหว ทำให้เห็นว่างานหลายๆด้านในอนาคตอาจถูกแทนที่ด้วยการใช้ AI
  • Digital Disruption เข้ามา ทำให้อาชีพคนในอนาคตคงจะเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก เราคาดการณ์ได้ยากว่า คนในอนาคตจะประกอบอาชีพอะไร เราอาจจะเห็นอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างมากมายอาทิเช่น  YouTuber, Driverless car Engineer
  • สถานที่ทำงานของคนในอนาคตก็คงไม่ใช่อยู่ในรูปแบบเดิม คนคงไม่มีอาชีพใดที่ทำยาวไปจนตลอดชีวิต และคงจะเห็นสภาพของการเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ คนในยุคใหม่ทำงานที่ไหนก็ได้ เพื่อนร่วมงานก็จะอยู่ได้ทุกมุมโลก และทำงานให้ใครก็ได้ เวลาไหนก็ได้
  • Professor Henry Mintzberg จาก McGill University กล่าวไว้ว่า
    “เมื่อโลกพยากรณ์ได้ เราต้องการคนฉลาด แต่เมื่อโลกพยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการคนที่ปรับตัวได้”
  • มหาวิทยาลัยคืออุตสาหกรรมหนึ่งที่ถูก Digital Disruption จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะห่วงโซ่อุปทานการศึกษาได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว

Screenshot 2019-08-05 21.04.12

  • สถาบันการศึกษาในรูปแบบเดิมๆมากกว่าครึ่งจะล้มหายไปจะเกิดสถาบันการศึกษาเล็กๆ ที่อบรมคนระยะสั้น 6 เดือนให้เปลี่ยนอาชีพได้อาทิเช่น โรงเรียนสอนนักบินโดรน,  โรงเรียนสอนวิเคราะห์ข้อมูล
  • การสอนคนในปัจจุบัน ต้องเน้นเน้นให้เข้ามีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คือ Attitiude, Skill, Knowledge
  • การศึกษาในปัจจุบันจะต้องเป็นการผสมผสานระหว่าง  Cyber world กับ Physical world
  • การศึกษาในปัจจุบันต้องเน้นให้ผู้เรียนออกแบบหลักสูตรด้วยตัวเอง สะสมหน่วยกิตที่ไปเรียนจากที่ไหนก็ได้ การเรียนกับการทำงานอาจเป็นเรื่องเดียวกัน และต้องเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลมาปั่นป่วน มหาวิทยาลัยไทย

67355715_1443528119127857_3949384357528993792_n

(บทความนี้ปรับปรุงจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมผมมีโอกาสไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้เข้ารับฟังการบรรยาย คือ ผู้บริหารและอาจารย์ของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นปัญหาของมหาวิทยาลัยในการรับนักศึกษาปีนี้ คือ หลายสถาบันและหลายสาขาวิชา ไม่สามารถรับนักศึกษาเต็มตามจำนวนที่ต้องการได้ บางสาขาอยู่ในสถานการณ์ที่มีนักศึกษาน้อยมากจนน่าเป็นห่วงว่าจะสามารถเปิดสอนต่อไปได้หรือไม่

ผมคิดว่าสถานการณ์นี้มีปัจจัยอยู่หลายประการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนนักศึกษาที่เปิดรับมีมากกว่าจำนวนนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อ ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตมหาวิทยาลัยเปิดมากเกินไป ขณะที่จำนวนประชากรรุ่นใหม่ลดลง แต่ส่วนหนึ่งอาจเพราะะสาขาที่เปิดสอนไม่ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง จึงทำให้นักศึกษาจำนวนมากที่จบออกมาแล้วไม่สามารถหางานทำได้ตามที่ต้องการ ทำให้ไม่เลือกเรียน

แต่ประเด็นสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งคือเรื่อง ดิจิทัล ดิสรัปชั่น ชึ่งมีผลกับอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง อย่างสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี หรือธนาคาร คนอาจยังต้องการบริการเหล่านั้นอยู่แต่ผ่านตัวกลางที่เปลี่ยนไป โดยมหาวิทยาลัยก็เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ในอดีตผู้เรียนจะต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ผู้สอนใช้เป็นสถานที่ในการสอนแบบเห็นหน้ากันสนทนาและเปลี่ยนความรู้กันได้ แต่ด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนในปัจจุบัน สามารถใช้สถานที่ใดก็ได้ ใช้เครื่องมือใดก็ได้ หรือจะใช้เวลาใดก็ได้ โดยอาจจะเรียนออนไลน์ผ่านสื่อต่างๆ ที่มีความรวดเร็วและสามารถโต้ตอบกันได้

ผมได้บอกกับผู้เข้าฟังบรรยายว่า ผมเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นตั้งเป้าว่าจะมาทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่ทันทีที่ผมจบ สิ่งที่พบคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่เพิ่งเข้ามา ทำให้ผมทราบว่าสิ่งที่ผมเรียนมา 4 ปีนั้น เริ่มล้าสมัยไปแล้ว และหลังจากจบการศึกษาผมมีโอกาสประกอบอาชีพที่หลากหลายทั้งในภาครัฐและเอกชน ผมเป็นทั้งอาจารย์ โปรแกรมเมอร์ ฝ่ายขายซอฟต์แวร์ เป็นผู้บริหารบริษัท กรรมการตรวจสอบ และทำงานอีกหลากหลายอาชีพ ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัย และสิ่งที่ผมพบตลอดระยะเวลาการทำงานคือผมไม่เคยประกอบอาชีพเป็นวิศวกรไฟฟ้าอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนต้น

ยิ่งทุกวันนี้ความรู้ยิ่งสั้นลงกว่าเมื่อ 30 กว่าปีก่อนมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยี สิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ก็อาจจะล้าสมัยไปก่อนเรียนจบ หากผู้สอนไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ ความรู้ที่ได้รับก็อาจจะเก่าไปทันทีในทุกๆ สาขาวิชาไม่ใช่เพียงแค่สาขาทางเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงทางสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่ง ศาสตราอาจารย์เฮนรี่ มินทซ์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิวส์ กล่าวไว้ว่า “เมื่อโลกพยากรณ์ได้ เราต้องการคนฉลาด แต่เมื่อโลกพยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการคนที่ปรับตัวได้”

Screenshot 2019-08-04 20.36.36

การเรียนรู้วันนี้เป็นไปแบบตลอดชีวิต เราต้องสอนให้คนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ ทุกวันนี้ผมสามารถเรียนหนังสือได้โดยไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยอาจจะเรียนจากอาจารย์เก่งๆ ในสถาบันฝึกอบรมระยะสั้น 3-4 วัน บางครั้งก็เรียนออนไลน์จากสถาบันต่างประเทศ เช่น Columbia Business School และเรียนหลักสูตรในสาขาใหม่ๆ จาก Coursea ล่าสุดผมสนใจที่จะเรียนภาษาจีนแบบเบื้องต้นผมก็เลือกเรียนผ่าน Udemy

ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวเอง วันนี้ผู้เรียนไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบมัธยมศึกษา แล้วเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี มหาวิทยาลัยต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกวัย ที่อาจเรียนจากที่ใดก็ได้ ออนไลน์ก็ได้ เวลาใดก็ได้ นานแค่ไหนก็ได้ มีวิชาที่หลากหลายจากหลายสถาบันที่ได้รับการรับรอง และอาจจะเป็นสหสาขาวิชามาเพื่อให้ประกาศนียบัตรหรือปริญญา ที่ก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตข้างหน้ายังเป็นที่ต้องการหรือไม่แต่อย่างน้อยก็เห็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย คนยังต้องการเรียนรู้ ต้องสร้างทักษะ แต่มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบหากยังไม่ปรับตัว

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

อัตลักษณ์การระบุตัวตนในอนาคต ก็คือพฤติกรรมของเราเอง

67355715_1443528119127857_3949384357528993792_n

2-3สัปดาห์ก่อนมีข่าวการเมืองที่ฮือฮาเกี่ยวกับการไปขุดค้นข้อมูลเก่าที่นักการเมืองที่เคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊คย้อนหลังตั้งแต่ปี 2010 จนถึงล่าสุด สิ่งที่น่าสนใจในปรากฎการณ์นี้ก็คือ โซเชียลมีเดียที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ในอดีต สามารถนำมาแสดงและอาจมีผลต่อทั้งทางบวกและลบได้ในปัจจุบันและอนาคต สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน

เร็วๆ นี้พบว่าหลายฝ่ายเริ่มให้ความสำคัญข้อมูลส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย อาทิ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศขอข้อมูลโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ของผู้สมัครขอวีซ่าเข้าประเทศเพื่อประกอบการพิจารณา ส่วนนายจ้างหลายแห่งใช้ข้อมูลโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ค และลิงค์อิน (LinkedIn) ในการพิจารณาผู้สมัครเข้าทำงานให้ความสำคัญมากกว่าข้อมูลอื่นเสียอีก

มีการกล่าวไว้ว่า อัตลักษณ์การระบุตัวตนในอนาคตคงไม่ใช่เบอร์บัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ แต่อาจกลายเป็นพฤติกรรมของเราที่สามารถตรวจสอบและติดตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์ไอโอที หรือการใช้โซเซียลมีเดีย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกสะสมบน คลาวด์ แพลตฟอร์ม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทำให้ทราบได้ว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร อัตลักษณ์แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันตั้งแต่ตำแหน่งที่อยู่ การเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือการแสดงความคิดเห็น ซึ่งด้วยเทคโนโลยีเอไอสามารถแยกบุคคลแต่ละคนออกมาได้โดยง่าย ยิ่งมีเทคโนโลยีอย่างการจดจำใบหน้าหรือเสียงก็ยิ่งทำให้สามารถระบุอัตลักษณ์ของแต่ละคนง่ายขึ้น

เมื่อเร็วๆนี้ ผมพบโซลูชั่นของสตาร์ทอัพรายหนึ่งในเบลเยี่ยมชื่อ Sentiance ซึ่งบริษัท DCS ในประเทศไทยนำเข้ามาพัฒนาเพื่อทำตลาด โซลูชั่นนี้ใช้เทคโนโลยีเอไอในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ ไอโอที โทรศัพท์มือถือ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของคนๆ นั้นได้ว่า เป็นคนขยันทำงาน ชอบเดินทาง หรือขับรถเป็นประจำ ตลอดจนคาดการณ์ถึงลักษณะการขับรถ และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการติดต่อหรือแจ้งเตือน สามารถนำมาใช้ในทำตลาดแบบทันทีทันใดได้อย่างแม่นยำ โซลูชันดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์กับธุรกิจได้หลากหลาย เช่น ประกัน ค้าปลีก การขนส่ง การแพทย์ เป็นต้น

Screenshot 2019-07-01 08.34.08

นี้เป็นเพียงตัวอย่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ของคนจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่หากจินตนาการดูว่าในอนาคตเราใช้ชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีใหม่มากมายทั้ง แวร์เอเบิล ดีไวซ์ สมาร์ทวอทช์ มีการถ่ายรูปผ่านมือถือ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เทคโนโลยีเอไอทางด้านภาพ เสียง และภาษา สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมต่างๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น รู้ถึงทัศนคติของเราในเรื่องต่างๆ ทั้งการเมือง สังคม ตลอดจนอาจวิเคราะห์ถึงบุคลิกส่วนตัวว่าเป็นคนอย่างไร เช่น พูดจาสุภาพ หรือก้าวร้าว

กรณีสหรัฐอเมริกาจะขอตรวจข้อมูลโซเซียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ในการขอวีซ่า จะเป็นวิธีตรวจสอบคนได้เป็นอย่างดี เพราะเทคโนโลยีเอไอสามารถวิเคราะห์การแสดงความคิดเห็นได้ว่าเป็นไปในทางบวกหรือลบ และอาจเช็คได้ว่าคนนี้เป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ ยกตัวอย่างคือ การเห็นความสัมพันธ์ของเพื่อน หากมีเพื่อนเป็นผู้ก่อการร้าย จะตรวจสอบได้ง่ายขึ้น จึงคาดว่าจะใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรมก่อการร้ายได้

หลายคนอาจคิดว่าโลกโซเชียลมีเดีย คือ ชีวิตส่วนตัว โดยแยกระหว่างเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัว ข้อสำคัญมีกฎหมายข้อมูลสิทธิส่วนบุคคลด้วย แต่เราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าโลกของเทคโนโลยีได้ก้าวไปไกลมากทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและเรื่องส่วนตัวแยกจากกันยาก อีกทั้งบางครั้งเราโพสต์ข้อมูลเป็นสาธารณะ หรือยอมให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วยความต้องการใช้ระบบนั้นๆ

สิ่งสำคัญสุดจงจำไว้ว่า อะไรก็ตามที่ทำ และที่โพสต์ในวันนี้ ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาจไม่มีผลกับเราในวันนี้ แต่จะผูกผันไปถึงอนาคต และอาจมีผลในอีก 10-20 ปีข้างหน้าก็ได้ ดังนี้นจึงควรตระหนักไว้เสมอว่าเราควรมุ่งคิดดีทำดีอยู่ตลอดเวลา

(บทความนี้นำมาจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

การเก็บข้อมูลประชาชนของรัฐบาลจีนในการทำ Big Data Analytics

ผมไปเซินเจิ้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาและได้สังเกตการเก้บข้อมูลของหน่วยงานในประเทศจีนที่ทำให้ไปแปลกใจว่าทำไมเขาถึงสามารถทำ Social credit scoring หรือทำการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนของเขาได้ตลอด ประสบการณ์ที่พบตั้งแต่เขาประเทศจีนครั้งแรกเขาก็สแกนลายนิ้วมือผมเก็บไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และหลังจากนั้นทุกครั้งที่่เข้าประเทศจีนผมก็ไม่ต้องทำการสแกนแล้วเพราะเขาได้เก็บประวัติผมไว้แล้ว และเมื่อขึ้นแท็กซี่จากสนามบินเข้ามาโรงแรมก็สังเกตเห็นรถที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่นอกจากมีระบบติดตามรถตลอดแล้วยังมีกล้องที่จับภาพทั้งคนขับและผู้โดยสารตลอดเวลา

ตอนผมเข้าไปพักที่โรงแรมงวดนี้ก็ค่อนข้างที่แปลกใจที่ทางเขาขอถ่ายรูปผมเก็บไว้ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่เจอแบบนี้ รูปที่เขาถ่ายไปก็ไม่ได้นำไปใช้ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าพัก แต่ใช้ในการระบุตัวตนคู่กับ  Passport ที่ผมคิดว่าเขาสามารถทำระบบจดจำใบหน้า (FacialRecognition) ได้เป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงระบบตรวจสอบคนทำผิดกฎหมายอาทิเช่นการไม่ข้ามทางม้าลายด้วยการทำ Realtime facial recognition จากกล้อง CCTV ที่อยู่ในที่สาธารณะทั่วเมืองเมืองเซินเจิ้น หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ตในประเทศจีนก็บล็อก Social media และ Search engine ของต่างชาติอย่าง Facebook หรือ Google คนจีนต้องใช้ระบบในประเทศอย่าง Baidu หรือ Weibo จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลเขาสามารถที่จะเก็บข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ต การใช้ Social Media และการสืบค้นข้อมูลของประชากรได้

นอกจากนี้การใช้ E-commerce และ Mobile payment ของระบบในจีนอย่าง Taobao, Tmall, Alipay หรือ WeChat ทำให้เขาสามารถติดตามพฤติกรรมของประชาชนได้ว่ามีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไร เดินทางไปไหน หรือการซื้อบัตรโดยสารหรือการแสดงต่างๆอย่างไร แม้แต่คนต่างชาติอย่างผมจะซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ ผมก็ต้องแสดง Passport และเมื่อซื้อครั้งแรกเขาก็จะเก็บข้อมูลต่างๆของผมไปหมด การขึ้นรถไฟก็ต้องใช้ Passport สแกนผ่านประตูเข้าออกแทนที่จะใช้บัตรโดยสาร แสดงให้เห็นว่าเขาใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยตรงผ่าน Identity ที่อาจเป็นบัตรประชาชน, Passport, WeChat หรือ Alipay

ctm-0424-china-surveillance-cameras-social-credit-score

อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่าหลักการของ Big data ที่สำคัญคือการจะต้องมี Velocity ของข้อมูลแต่ละคนที่จะต้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง (ดูบทความเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ:  Data is the new oil: มาวิเคราะห์กันว่าอุตสาหกรรมใดมีข้อมูลขนาดใหญ่) และข้อมูลลักษณะนี้อาจจำแนกได้เป็นสี่ประเภทคือ Social media, Mobile, IoT และ Transaction ซึ่งหน่วยงานที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีจะต้องมี Big data ในลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลสรุปขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าประเทศจีนมีการยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านี้มาเพื่อมาใช้ในการทำ Big data analytics ในเรื่องต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากการวางกลยุทธ์ในการเก็บข้อมูลที่ทางรัฐบาลอาจต้องใช้กฎหมายมาบังคับแล้ว รัฐบาลเองก็ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจมี Server นับล้านเครื่องในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้

การเก็บข้อมูลประชาชนของรัฐบาลจีน มีอยู่ในหลายๆมิติอาทิเช่น

  • การติดตั้งกล้อง CCTV ที่สามารถใช้ระบบ Facial recognition ตรวจสอบพฤติกรรมประชาชนทั่วประเทศจีนจำนวน 176 ล้านตัวและจะขยายเป็น 450 ล้านตัวในปี 2020
  • การติดตามข้อมูลการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้จ่ายเงินผ่าน  Mobile payment อย่าง Alipay หรือ WeChat ที่เอาทำ Social credit scoring อย่าง Zhima (Sesame) Credit
  • การบังคับให้รถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ Tesla, Volkswagen, BMW, Ford, General Motors, Nissan, BYD ต้องส่งข้อมูลตำแหน่งรถยนต์กลับมายังรัฐบาลตลอดเวลา
  • การดึงข้อมูลจาก Mobile App ต่างๆเข้ามา และมีการบังคับให้คนบางกลุ่มเช่นชาวอุยกูร์ต้องติดตั้ง Mobile App ที่ชื่อ Jingwang เพื่อตรวจสอบรูปภาพ ไฟล์ หรือเอกสารต่างๆที่อยู่ในมือถือ

จากตัวอย่างของข้อมูลที่เก็บมาจึงไม่แปลกใจที่เขาจะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนได้ตลอด ถ้ามองในแง่ของความสะดวกสบายและความปลอดภัยก็อาจเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามองในแง่ของเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลก็เริ่มเป็นข้อสงสัยที่ทุกถาม ดังนั้นถ้ามองในแง่ของเทคโนโลยีก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม Big data analytics ของประเทศจีนมีความก้าวหน้าไปอย่างมากแต่ก็แลกมาด้วยข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจถูกละเมิด

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ทริปดูงานเมืองเซินเจิ้นเดือนเมษายน 2019

Screenshot 2019-04-12 11.00.11

สองสัปดาห์นี้ผมได้เดินทางไปประเทศจีนสองครั้ง สัปดาห์ก่อนผมไปเมืองเซินเจิ้นและฮ่องกงกับทีมงานของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัปดาห์นี้ก็ไปเมืองกวางโจวและเซินเจิ้นกับผู้เข้าอบรมของสถาบันไอเอ็มซี ทั้งสองทริปที่เดินทางไปก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของเทคโนโลยีไอทีและการไปดูงานนิทรรศการและบริษัทด้านไอทีในเมืองเซินเจิ้น สองปีที่ผ่านมาผมเดินทางมาเมืองเซินเจิ้น 5 ครั้งและมีโอกาสได้ไปดูงานนิทรรศการไอทีเขาแทบทุกครั้ง อย่างสัปดาห์นี้ผมก็ไปดูงาน China Informatiion Technology Expo ซึ่งเขาจัดเป็นครั้งที่ 7 ทุกครั้งที่ไปดูงานของเขาก็จะเห็นความก้าวหน้าของบริษัทของเขาที่มาออกบูธเป็นพันๆบริษัทเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ งานครั้งนี้เขาก็จัดทั้งหมด 9 Hall และที่มาออกงานเกือบ 100% เป็นบริษัทในจีนที่ส่วนมากมาจากเมืองเซินเจิ้น งานนี้เราจะเห็นแทบทุกค่ายเอาเรื่องของ Smart devices,Robot,  IoT และ AI มาแสดง เห็นสินค้าของเขาแล้วไม่แปลกใจที่จะบอกได้เต็มที่ว่าเขา Hardware Silicon Valley ได้อย่างแท้จริง คนที่นี่เขาบอกผมว่าถ้าต้องการจัดซื้อส่วนประกอบอุปกรณ์ Smartphone จากผู้ผลิตรายต่างๆ 400 ชิ้นในเมืองเซินเจิ้นอาจใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันในการหาเทียบกับเวลา 60 วันในการหาที่ Silicon Valley ในอเมริกา และถ้าเราต้องการผลิต Smartphone เพื่อทำเป็นสินค้าซักยี่ห้อหนึ่งก็จะใช้เวลาเพียง 90 วันเมื่อเทียบกับ 240 วันใน Silicon Valley

รูปที่  1 งาน CITE 2019

อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือคนทำงานรวมถึงคนที่มาเดินดูนิทรรศการส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผมเข้าไปดูงานบางบริษัทรู้สึกเลยได้ว่าเราเองอายุมากกว่าพวกเขามาก เมืองเซินเจิ้นมีความเจริญมากและเมืองที่มี GDP สูงสุดเมืองหนึ่งของจีน โดยมีรายได้หลักมาจากด้านไอที ซึ่งก็มีบริษัทใหญ่ๆที่อยู่ในเมืองนี้มากมายอย่าง Huawei, ZTE, Tencent, DJI หรือ BYD เขามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆในจีนทำให้มีบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายทำให้เมืองเซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็เลยยิ่งทำให้เขาเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ทุกครั้งที่เดินทางไปก็จะให้ตึกใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายและสร้างขึ้นด้วยความรวดเร็ว ที่น่าสนใจเขาเองก็ Industrial park จำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาทิเช่น Shenzhen Hi-Tech Industrial Park (SHIP) ที่มีคนวัยหนุ่มสาวมาทำงาน คนที่นี่บอกผมว่าคนไอทีของเขาทำงานแบบ 996 คือเริ่มงาน 9 โมงเช้า เลิก 9 โมงเย็น และทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน ซึ่งนอกจากเห็นความขยันขันแข็งของคนทำงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือการใส่ใจในเรื่องการศึกษาการส่งเสริมให้บุคลากรเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างด้าน AI อย่างจริงจัง

รูปที่  2 การดูงานที่บริษัท Royole

รูปที่  3 การดูงานบริษัท UBTech

ทั้งสองทริปนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูบริษัทที่เป็น Top 10 Unicorn ของจีนสองบริษัท บริษัทแรกคือ Royole ซึ่งเป็นผู้ผลิตจอพับได้ให้กับบริษัทมือถือต่างๆ และบริษัท UBTech ที่ทำทางด้านหุ่นยนต์และ AI ทั้งสองบริษัทมีนวัตกรรมจำนวนมากที่จดเป็นสิทธิบัตรนับพันรายการ และยังมีพนักงานเป็นหมื่นคน มีการทำ R&D อยู่ในหลายประเทศและมีการขายสินค้าออกไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียงแค่สิบปีจะเติบโตได้รวดเร็วขนาดนี้ ส่วนหนึ่งนอกจากการมีนวัตกรรมที่ดีมีคนที่มีความสามารถจำนวน ก็ต้องยอมรับว่าเขาได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐด้วย นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสได้เยี่ยมชม F518 ซึ่งเป็น industrial park ด้าน Creative Design และไอที ซึ่งรัฐบาลเขาได้จัดตั้งขึ้นโดยการแปลงโรงงานเก่าๆให้เป็นที่ตั้งของบริษัท ซึ่งก็สามารถบริษัททางด้าน Industrial Design และไอทีออกไปได้หลายร้อยบริษัท

รูปที่ 4  การดูงาน F518

ทริปหลังนี้ผมยังมีโอกาสแวะไปกวางโจวไปเห็นตลาดค้าส่งไอทีของเขา เขามีร้านค้าจำนวนมากเป็นหลายพันร้านที่นำสินค้าไอทีที่ผลิดในจีนมาขายส่งออกไปต่างประเทศ ผู้ซื้อมาจากหลายประเทศและสามารถที่จะซื้อสินค้าหลาหลายชนิดที่มีนวัตกรรมกรรมใหม่ๆมากมายและมีราคาถูกกลับไปขายที่ประเทศตัวเองได้ เห็นสินค้าที่มาแสดงแล้วตั้งแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ IOT หุ่นยนต์ อุปกรณ์ accessory ต่างๆอุปกรณ์ไอทีจำนวนมากแล้ว ไม่แปลกใจว่าทำไมชาติตะวันตกถึงกลัวจีน วันนี้จีนได้กลายเป็นชาติที่เน้นการทำนวัตกรรม ไม่ใช่แหล่งสินค้าก็อปปี้แบบเดิม และหลายๆอย่างที่เขาคิด ไปไกลมากๆจนบางครั้งเราก็งงว่าเขาคิดได้อย่างไร เพราะเราคาดไม่ถึงในนวัตกรรมของเขา

รูปที่ 5 ตลาดค้าส่งไอทีในเมืองกวางโจว

ทุกทริปที่มาจีนเห็นการเปลี่ยนแปลงตลอดและต้องยอมรับกันเลยว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาได้เพียงไม่กี่ปีอันสั้น แต่เป็นเพราะเขาพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจึงมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศคือคุณภาพของคนไม่ว่าจะปกครองด้วยระบบอะไรก็ตาม

ดูบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

FinTech Trends 2019

screenshot 2019-01-14 08.52.19

เมื่อวันที่ 24 มกราคมผมไปบรรยายให้ที่บริษัท Wealth Management (WMSL)  ซึ่งทีมงานก็ได้เคยเชิญไปหลายครั้ง โดยมีบรรยายแบบกันเองและมีแขกผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งคุณสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ CEO ของ WMSL ได้กรุณาสรุปเนื้อหาการบรรยายของผมไว้ ผมจึงขออนุญาตท่านนำมาแชร์ไว้ในนี้เผื่อคนอื่นๆจะได้มีโอกาสได้อ่านสรุปดังกล่าว สำหรับสไลด์การบรรยายของงานนี้สามารถดูได้ที่ https://tinyurl.com/fintech2019-imc

Screenshot 2019-02-07 09.43.34

Fintech Trend 2019 โดย ดร.ธนชาติ

Trend การใช้จ่ายในประเทศไทย

ในประเทศไทยตอนนี้มี E-wallet เกิดขึ้นเยอะมาก และแต่ละที่ก็ใช้ในการรองรับบริการที่ต่างกันออกไป เช่น

– Lazada Wallet ก็ใช้จ่ายผ่านบริการของ Lazada เพื่อรับอภิสิทพิเศษเช่นส่วนลดเป็นต้น

– Rabbit Line Pay ทุกวันนี้ก็เข้าถึงการเดินทางของคนไทยในปัจจุบันได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการผูกการใช้จ่ายผ่านบัตร Rabbit เวลาเดินทางด้วย BTS หรือ ผ่าน Easy Pass เวลาขึ้นทางด่วน สามารถเข้าถึงกลุ่มที่ไม่บัตรเครดิตได้เช่นเดียวกันโดยการเติมเงินเข้าระบบ Line Pay แล้วสร้างรหัสบัตรเครดิตขึ้นมาให้ใช้งาน

– Ali Pay ก็มีไว้ในการสร้างความสะดวกสบายเวลาเราต้องการซื้อสินค้าที่จีน

เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้เรามีเงินของเราเข้าไปอยู่ใน e-wallet มากมายแล้วแต่บริการที่เราใช้

Technology ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่กำลังเข้ามาในชีวิตประจำวันของพวกเรามากที่สุดคือ Internet of Things: IoT (อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือ การที่เครื่องใช้ต่างๆมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตจึงสามารถเข้าถึงได้ในทุกที่) ในแบรนด์ที่ ดร.ธนชาติ นิยมใช้คือ Xiomi เพราะมีราคาไม่แพง ซึ่งหลังจากซื้อตัว Xiomi Gateway ที่เป็นตัวเชื่อมต่อใน IoT ตัวอื่นๆแล้ว หลังจากนั้นก็จะต้องใช้สินค้าที่มาจาก Xiomi เสมอเพื่อให้รองรับต่อการใช้งาน จะสังเกตุได้ว่าลูกค้าก็จะถูก Lock in ในแบรนด์นั้นๆ เพราะถ้าเกิดจะเปลี่ยนสินค้าเพียงชิ้นเดียว ก็จะต้องเปลี่ยนระบบที่เหลือทั้งหมดซึ่งมีความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่สูง

จุดเด่นของ IoT คือการที่สามารถเข้ามาอยู่ในทุกส่วนของชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็น Wristband ที่คอยตรวจสอบสุขภาพให้แก่ผู้ใช้, Lock Door ที่คอยล็อคประตูและตรวจสอบการเข้าออกของบ้านได้ตลอดเวลา, Air Filter ที่จะคอยบอกสภาวะอากาศภายในบ้าน และ Music Production ที่จะคอยเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เสมอ ซึ่งจะตามมาด้วยการ Lock in ในขั้นที่สองหรือการ Lock in product ด้วย data นั่นเอง สมมุติว่าเราจะเปลี่ยนการใช้งานจาก Xiomi ไปใช้ Apple Homekit ข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพ ดนตรี หรือการติดตั้งความปลอดภัยในบ้านจะไม่ถูกย้ายไปอยู่ในระบบของ Apple Homekit ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแบรนด์เพราะจะข้อมูลเดิมที่มีอยู่

Data Driven Era

สิ่งที่จะตามมาจาก IoT ก็คือข้อมูล ซึ่งข้อมูลก็จะสามารถนำมาสร้างผลประโยชน์ให้บริษัทเพิ่มเติมได้ เช่น การนำไปวิเคราะห์ Consumer behavior เพื่อการทำการตลาด หรือ การนำไปสร้างสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ซึ่ง Data นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. Social Media Data: ข้อมูลที่เกิดขึ้นบน Social Media ต่างๆ เช่นการเข้าถึง การไลค์ การแชร์ การโพส

2. Telecom Data: ข้อมูลที่เกิดจากการสื่อสาร

3. Internet of Things Data: ข้อมูลที่เกิดจากการใช้สินค้า IoT เช่น ช่วงเวลาที่ใช้ หรือข้อมูลที่เกี่ยวของกับ IoT นั้นๆ อาจเป็นรสนิยมเพลง หรือช่วงเวลาการเข้าออกบ้านของคนๆหนึ่ง

4. Transaction Data: ข้อมูลที่ได้จากการซื้อขายผ่าน E-commerce หรือการแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ

ซึ่งเทคโนโลยีอีกอย่างนึงที่กำลังเป็นที่นิยมก็คือ Artificial Intelligent: AI ซึ่งถูกนำไปใช้ในการสร้าง robot เพื่อให้บริการในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การ Trade ในตลาด หรือ ระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีทั้งสิ่น 5 อย่างคือ

– Artificial Intelligent: AI

– Data Science

– Quantum Computing

– Robot

– Blockchain

ซึ่งจะมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด จะต้องมีการศึกษาผ่าน Data Science และฐานข้อมูลที่เยอะเพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำ Deep learning เพื่อให้เกิด AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมา โดยข้อมูลพวกนี้จะสามารถหาได้จาก Cloud หรือ การเก็บเอง เมื่อเราสร้าง AI ขึ้นมาได้แล้ว เราก็สามารถนำไปใช้ในการสร้าง Robot เพื่อการให้บริการต่างได้ เช่น Autonomous Car หรือรถยนต์ไร้คนขับ ก็จะต้องมีข้อมูลด้านการจราจรมากพอที่จะนำไปสร้าง AI ในการขับรถได้ หลังจากที่มี AI สำหรับการขับรถแล้วจึงจะนำไปออกแบบหุ่นยึ่นที่สามารถขับรถได้จริงได้ และระบบทั้งหมดนี้จะไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นได้ถ้าไม่มีระบบการประมวลผลที่รวดเร็วผ่าน Quantum Computing และ การส่งข้อมูลที่รวดเร็วผ่าน Blockchain

Study Case: บริษัท Line พยายามติดต่อสัญญากับคอนโดราคาถูกเพื่อปล่อยสินเชื่อให้ Delivery ของ Line Man

เหตุการนี้อาจจะเกิดจากการที่ Line ได้ Customer Insight จากการเก็บข้อมูลมาว่าความต้องการหลังของอาขีพ Delivery คือการมีที่พักอาศัย ซึ่งอาจจะเป็น Condo ซึ่งหากข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเรื่องจริงและ Line สามารถทำสัญญานี้ได้จริงจะนับเป็น Core Business ที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของ Line เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดสำหรับธุรกิจ Online Delivery อย่าง Line Man, Grab Delivery หรือ Food Panda นั้นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพื่อสร้าง Delivery Man เพราะหากไม่มีคนกลุ่มนี้แล้ว ธุรกิจจะไม่สามารถเดินต่อได้เลย และเป็นกลุ่มที่มี Turn Over Rate สูงที่สุดเพราะไม่มีสัยญาใดๆในการเข้าร่วมงาน คนกลุ่มนี้จึงจะย้ายไปตามบริษัทที่ให้ผลประโยชน์มากที่สุด

หาก Line Man สามารถสร้างสัญญากับกลุ่ม Delivery Man ผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่แล้ว Line จะเป็นเจ้าแรกที่สามารถแก้ไขปัญหา Turn Over Rate ที่สูงของพนักงานกลุ่มนี้ได้ และสามารถลด Cost จำนวนมากที่ต้องเสียให้กับค่าการตลาด และสร้างรายได้เสริมผ่านดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อ และ Delivery Man กลุ่มนี้จะถูก Lock In กับบริษัท Line ทันที คล้ายกับ Contract Farming ที่เกิดขึ้นใน CP

Fintech Disruption

1. Banking Tech

2. Payments

3. Cyber Currency

4. Business Finance

5. Consumer Finance

6. Alternate Core

ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือ Payments ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจาก E-wallet ที่เกิดขึ้นกับบริการต่างๆมากมายในประเทศไทย และอีกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยคือระบบการส่งข้อมูลแบบ Blockchain ซึ่ง Cyber Currency หรือ Crypto Currency ที่เกิดขึ้นผ่าระบบ Blockchain นั้นได้เป็นตัวพิสูจแล้วว่าผู้คนเชื่อถือในระบบจริง

ในด้านการเงินปัจจุบันเองก็มีการนำ AI มาใช้ในการทำธุรกิจเช่นกัน เช่น Robo advisor หรือ Algotrading แต่สิ่งที่ส่งผลต่อธุรกิจทางการเงินมากที่สุดคือการ Open API ของธนาคารกลาง การ Open API คือการให้นักการเงินและนักพัฒนาทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของทุกธนาคารได้ ทำให้เกิดเป็นระบบ Open Banking ใน UK ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยน Core Business ของธนาคารทั้งหลายไปเลยทีเดียว เพราะผู้ประกอบการทั่วไปสามารถเข้ามาให้บริการอื่นๆได้เช่นเดียวกับธนาคาร รวมไปถึงการให้บริการอื่นๆที่ธนาคารไม่สามารถให้บริการได้ด้วยเช่นเดียวกัน และไม่ว่าจะทำการเปิดบัญชีที่ธนาคารไหน ผู้ถือเงินจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้ผ่านธนาคารทุกโดยไม่จำกัดแบรนด์ของธนาคาร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดกับธนาคารไดเพียงธนาคารหนึ่งอีกต่อไป นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มความสดวกให้ผู้บริโภคอย่างมหาสาร แต่สร้างความลำบากให้กลุ่มธนาคารเป็นอย่างมาก

สิ่งที่จะทำให้ธนาคารอยู่รอดได้ก็คือข้อมูล CRM ของลูกค้าที่คนภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่นข้อมูล KYC ของลูกค้า กลุ่มธนาคารจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานข้อมูล CRM โดยการพัฒนาระบบ RPA: Robotic Process Autonomous เพื่อเพิ่มความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า และความรวดเร็วในการสร้างข้อมูล CRM แก่ธนาคาร สิ่งที่ตามมาคือการวางระบบที่เหมาะสม และความปลอดภัยในความเป็นส่วนตัว

More Service, More Users, High Scalability, More Complex Security เพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืน การมองในระยะไกลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราสร้างบ้านสองชั้นเพื่ออยู่กัน 1 ครอบครัว วันหนึ่งจะเปลี่ยนบ้านหลังนั้นเป็นคอนโดสูง 18 ชั้นเพื่อ 70 ครอบครัวก็ไม่สามารถทำได้เพราะรากฐานของระบบที่ไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นการวางระบบในปัจจุบันถึงแม้จะเพื่อการให้บริการแก่คนกลุ่มน้อย แต่ต้องวางรากฐานให้เหมาะสมแก่การให้บริการแก่คนจำนวนมาก

ถึงแม้จะมีข้อมูล CRM ที่มากแต่การนำไปใช้เป็นเรื่องที่ยากเช่นเดียวกัน เพราะการใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปทำธุรกิจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะผ่านการให้บริการต่างๆ หรือการใช้สื่อ Social Media การนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามาใช้จึงจำเป็นต้องมีการระมัดระวังที่มากกว่าปกติ เพราะอาจส่งผลเสียในระยะยาวให้แก้ธุรกิจได้ เช่น การแจ้งรายการชำระเงินทั้งหมดของบุคคลโดยมิได้รับการยินยอม อาจส่งผลเสียต่อตัวธนาคารเองได้ เพราะอาจเป็นการก้าวก่ายในชีวิตประจำวันของตัวลูกค้าจนเกินไป

ปัจจุบันการแข่งขันของธุรกิจทางธนาคารคือการหาข้อมูล

Financial Trails:

– Personal Detail

– Monthly Income

– Monthly Expense

– Transaction Data

ธนาคารใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการ

– วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

– ทำการตลาด

– ฯลฯ

ทิศทางของธุรกิจในปี 2019

ด้วยคำพูดที่ว่า “Data is The New Oil” การมีข้อมูลที่มากในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่การมีข้อมูลที่เยอะ ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป ข้อมูลที่มีจำเป็นจะต้องเป็นข้อมูลที่แม่นยำเช่นเดียวกัน เมื่อในทุกธุรกิจมีการมุ่งเน้นในการใช้ข้อมูลแล้ว ก็จะตามมาด้วยการพัฒนา AI และการนำไปใช้การสร้างผลิตภัณและให้บริการ

การวิเคราะห์ข้อมูล Augmented Analytics ในปัจจุบันยังมีความจำเป็นในการใช้ Citizen Data Scientist ในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ในอนาคตจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป สิ่งที่จำเป็นคือ Developer ที่มีความสามารถในการสร้างระบบที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และบุคลากรทั่วไปจะสามารถใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ในการทำธุรกิจได้

สิ่งที่สังคมจะให้ความสำคัญมากขึ้นคือความเป็นส่วนตัวในการรับบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อ Social Media ที่น้อยลง ความยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลที่น้อยลง หรือการใช้บริการที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน

การดูงาน China IT Expo 2018 ที่เมืองเซินเจิ้น วันที่ 9-11 เมษายน 2018

55661635_1351601811653822_8418504803490988032_o

ช่วงวันที่ 9-11 เมษายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีได้จัดทริปไปดูงาน ที่เมืองเซินเจิ้น  (Shenzhen)  ประเทศจีน อีกครั้งหนึ่งโดยได้พาไปดูงาน The 6th China Information Technology Expo 2018 ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่ทางสถาบันไอเอ็มซีพาไปดูงานที่เมืองเซินเจิ้น โดยครั้งแรกก็เคยพาผู้เข้าอบรมไปดูงาน China Hi-Tech Fair 2017  เมื่อเดือนพฤศจิกายนปืที่แล้ว (ดูบทความ เซินเจิ้น Silicon Valley ด้าน Hardware)

30516172_1069055216575151_5553812581140922368_n

งานนี้อาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับงาน China Hi-Tech Fair แต่ก็มีทั้งหมด 9 Hall และแต่ละฮอลล์ก็มีบูธต่างๆจากผู้ประกอบการและผู้ผลิตมากมาย จำนวนเป็นพันราย ที่น่าสนใจคือสิ่งที่มาแสดงทั้งหมดนั้นเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน และโดยมากเป็นโรงงานที่อยู่ในเซินเจิ้นเอง

 

Screenshot 2018-04-16 09.53.22

รูปที่ 1 ผังงาน China IT Expo 2018

ใน Hall 1 จะเป็นฮอลล์หลัก ที่กำหนด Theme เป็น Smart Home และ Intelligent Terminal ที่นำอุปกรณ์จากแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านยี่ห้อต่างๆของจีนมาให้ชมอย่าง  SKYWORTH, CHIQ, ZTE หรือ TCL  โดยในฮอลล์นียังจะมีโซลูชั่นที่แสดงระบบอัจฉริยะต่างๆอาทิเช่นระบบ Facial Recognition หรือระบบ Smart classroom และก็มีกลุ่มของที่แสดงอุปกรณ์ด้าน Semiconductor อื่นๆอีกมาก

รูปที่ 2 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ใน Hall 1

Hall 2 จะเป็นส่วนทีนำผู้ผลิต Display ต่างๆของจีนที่ทำ LCD, OLED หรือ LED ที่มีรวมกัน 200 กว่ารายมาแสดง โดยนำเทคโนโลยี Display ล่าสุดมาให้ดู ซึ่งเราจะเห็นถึงความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมการผลิตอุปกรณ์แสดงผลของจีนที่มีโรงงานจำนวนมากอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ส่วน Hall 3  และ Hall 4 เป็นทางด้าน Intellient manufacturing และ 3D Printing รวมถึง Industrial Robots และ Intelligent System ที่ได้นำบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในจีนมากกว่า 150 รายมาแสดง ซึ่งที่เห็นจากงานนี้ทำให้ไม่แปลกใจกับนโยบาย Dark Factory  ของจีนที่เน้นจะนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในโรงงานของจึน และใช้แรงงานคนน้อยลง

รูปที่ 3 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ใน Hall 2-3

Hall 5 เป็นส่วนที่แสดงโซลูชั่นด้านปัญญาประดิษฐ์​ (Artificial Intelligence) โดยจะเห็นผู้ผลิตระบบหุ่นยนต์ในจีนประมาณ 30 รายมาแสดง ตั้งแต่หุ่นยนต์ในบ้าน ร้านอาหาร หรือหุ่นยนต์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์จีนที่คิดว่าน่าจะเป็นอันดับต้นๆของโลกแล้ว  ส่วน Hall 6 เป็นฮอลล์ที่แสดงโซลูชั่น IoT โดยเน้นด้าน Smart city, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้าน IoT รวมถึงด้าน Interactive Entertainment มาแสดงจำนวนมาก

รูปที่ 4 ตัวอย่างบูธต่างๆที่แสดงด้านหุ่นยนต์

Hall 7 และ 8 จะเน้นด้านรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีด้าน Connected car รวมถึงแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ต่างๆจำนวนมาก โดยเราจะเห็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายๆยี่ห้อของจีนนำรถมาแสดง ทั้งนี้เมืองเซินเจิ้นเองก็มีเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหญ่อันดับสองของโลก โดยผลิตส่งออกไปขายในหลายๆประเทศทั่วโลก ซึ่งเฉพาะที่ผลิตและส่งมอบในจีนก็มีถึงปีละ 171,000 คัน ซึ่งถ้าเรามาที่เมืองเซินเจิ้นก็จะเห็นรถยนต์ BYD วิ่งกันอยู่จำนวนมากทั้งเป็นรถส่วนตัว รถแท็กซี่ และรถเมล์ สำหรับ Hall 9 ก็เป็นส่วนแสดงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไปที่โรงงานมากกว่า 200 รายในจีนมาแสดง

รูปที่ 5 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ใน Hall 7-8

รูปที่ 6 ตัวอย่างบูธต่างๆที่อยู่ในงาน

การมางาน China IT Expo ครั้งนี้ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้นว่า ประเทศจีนกำลังแซงหน้าหลายๆประเทศในโลกด้านเทคโนโลยีไอที และเซินเจิ้นกำลังกลายเป็น Silicon Valley ด้านฮาร์ดแวร์ของโลกอย่างแท้จริง ทางสถาบันไอเอ็มซีก็คงจัดไปดูงานที่เซินเจิ้นอย่างต่อเนื่องโดยครั้งถัดไปตั้งใจจะจัดไปในกลางเดือนพฤศจิกายนปีนี้ สำหรับงาน China Hi-Tech Fair 2018

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

เมษายน 2561

Screenshot 2018-04-16 11.55.45