กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: อย่าออกพรบ.ตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ

“อาจารย์ครับ ได้เห็น พรบ.ดิจิทัลหรือยัง ผมว่ามีหลายเรื่องไม่เหมาะสม” เพื่อนในวงการไอทีอีกท่านหนึ่งโทรมาสอบถามผม ปลายสัปดาห์ที่ผ่าน จริงๆก็เป็นรายที่สองแล้วที่มาปรึกษาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะหมวด 4 เรื่องกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

ตอนแรกผมได้ยินเรื่องนี้ก็คิดว่าเขาทักท้วงแบบไม่เข้าใจ และเข้าใจไปว่ากองทุนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำนวัตกรรมใหม่ การทำเป็นแหล่ง Venture Capital ให้กับกลุ่ม Start-up  แต่เมื่อถูกถามหนักๆว่าแล้วอาจารย์ได้ดูร่างพรบ.หรือยัง มีหลายๆข้อที่มันเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนออกมาใช้อย่างไม่เหมาะสม ผมก็เลยต้องรีบไปหาร่างพรบ.มาดู ประกอบกับได้บทความของ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  เรื่อง กองทุนเศรษฐกิจดิจิทัล: ไม่จำเป็น เปิดช่องทางหากิน และสร้างบรรทัดฐานที่ผิด เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทำให้เริ่มเข้าใจถึงความไม่ปรกติของร่างพรบ.ฉบับนี้

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมสนับสนุนการที่ภาครัฐจะมาช่วยส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ สนับสนุนบริษัท  Start-up หรือจะมีการตั้งกองทุน Venture Capital ที่มีทุนประเดิมมา แต่ก็ควรจะเป็นพรบ.ที่ชัดเจนมีรูปแบบการบริหารงานที่ชัดเจน และต้องมีรูปแบบการสนับสนุนการลงทุนกับบริษัทต่างๆที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้  แต่ในพรบ.นี้ได้กำหนดการใช้จ่ายเงินกองทุน ตาม ม.25 แบบกว้างมาก จะเอาไปลงทุนใดๆก็ได้ ในภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ได้ แถมในมาตรา25(1) เขียนไว้ด้วยว่าจะให้เงินแก่ภาครัฐเอกชนหรือบุคคลทั่วไปไปเปล่าๆก็ได้ และจะมีรายได้จากเงินภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 4-5 พันล้านบาทตามมาตรา 22 ข้อสำคัญรายได้หรือทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ตามมาตรา24 

ในปัจจุบันกสทช.มีกองทุนสนับสนุนบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (กทปส.)ที่มีเงินอยู่เกือบ 34,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาและการใช้งานด้านโทรคมนาคม แต่เงินกองทุนนี้ถูกนำมาใช้น้อยมาก และกสทช.ก็มีข้อครหาเรื่องการใช้เงินที่ขาดความรอบคอบ ทำให้หลายๆภาคส่วนขาดความไว้ว่าใจการใช้งานของกสทช. การออกร่างพรบ.นี้จึงมีการระบุในมาตรา 22 เป็นการดึงเงินส่วนหนึ่งของ กสทช. อันเป็นรายได้ถึงร้อยละ 25 มาเพื่อให้คนกลุ่มใหม่ภายใต้หน่วยงานใหม่มีอำนาจใช้จ่าย ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าจะช่วยแก้ปัญหาการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมได้อย่างไรเพราะร่างพรบ.นี้กลับไม่มีมีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุนที่เหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผมเข้าใจว่า ร่างพรบ.นี้อาจเขียนมาด้วยเจตนาอันนี้ มองว่าผู้บริหารภาครัฐจะมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง โดยบางทีอาจลืมไปว่ารัฐบาลคสช.ที่มีรัฐมนตรีหลายๆท่านที่มีคุณสมบัติดังกล่าวคงไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่ในอนาคตกำลังจะมีนักการเมืองมาบริหารงานกองทุนนี้ต่อไป ทำไมเราไม่เขียนพรบ.นี้ให้รัดกุมกว่านี้ ทำให้ตรวจสอบได้ ผมสนับสนุนความคิดของดร.สมเกียรติ บางประการที่ว่า

  • ร่างพรบ.นี้กำลังเปิดช่องให้มีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่โปร่งใส  จากดุลพินิจของรัฐบาล โดยไม่มีการตรวจสอบโดยฝ่ายค้าน
  • การกำหนดให้มีกองทุนขนาดใหญ่มีเงินตั้งต้นกว่าหมื่นล้านบาท ที่สามารถใช้จ่ายได้เฉพาะในโครงการด้านเศรษฐกิจดิจิตัล จึงไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้เงินจากกระบวนการงบประมาณ

และก็อยากเพิ่มเติมให้ภาคเอกชนเห็นว่า ร่างพรบ.นี้ไม่ได้ระบุในมาตราใดเลยเพื่อไม่ให้กองทุนนี้ มาแข่งขันกับเอกชน พรบ.มาตรา 25 (1) ระบุให้สามารถนำไปใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชนหรือบุคคลทั่วไปในการดำเนินการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยการให้เปล่า หรือให้กู้ยืมโดยมีหรือไม่มีดอกเบี้ยก็ได้ กรณีเช่นนี้อาจทำให้การให้ผู้บริหารกองทุนเลือกให้เงินสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการจำกัดวงเงิน หรือสามารถเข้าไปถือหุ้น ทำธุรกิจ หารายได้ เข้าร่วมทุนกับบุคคลอื่น รวมทั้งอาจให้บริการแข่งขันกับเอกชนได้ เพราะไม่ได้มีกำหนดข้อห้ามไว้

ข้อสำคัญอีกประการคือการกำหนดว่า ทรัพย์สิน ดอกผล ผลประโยชน์ หรือรายได้อื่นที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน ไม่ถือว่าต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน ทั้งๆที่ประเทศชาติก็ยังภาระหนี้สิ้นมากมาย รายได้ทั้งหมดจึงไม่ควรนำเข้ากองทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้เป็นรายได้ของแผ่นดินที่จะนำไปพัฒนาประเทศ

เรากำลังปล่อยให้ร่างพรบ.ที่จะอนุญาตให้คณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรีในอนาคตหนึ่งท่านเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนนี้ร่วมกับคณะกรรมการจำนวนหนึ่ง สามารถนำเงินเป็นหมื่นๆล้านบาทต่อปีไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ ตาม ม.25 แต่กระบวนการตรวจสอบกลับน้อยมากและอาจทำไห้เกิดความไม่โปร่งใส ผมคิดว่าแทนที่เราจะแก้ปัญหาการใช้่จ่ายเงินทีไม่เหมาะสมของกสทช.โดยการออกกฎระเบียบที่มีการควบคุมที่ดีขึ้น แต่เรากลับโอนเงินไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อไปจะเป็นนักการเมืองเข้ามาบริหารเงินแทนโดยมีระเบียบทีหละหลวมขึ้นไปอีก

ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องทบทวน ร่างพรบ.นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่าออกพรบ.เพื่อตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ เผลอๆจะเป็นความเสียหายต่อชาติในอนาคตมากกว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ธนชาติ นุ่มนนท์

images (1)

ประเด็นปัญหาที่อุตสาหกรรมไอทีขาดบุคลากร ทำไมมหาวิทยาลัยถึงผลิตบัณฑิตด้านนี้ที่มีคุณภาพได้น้อย

1488765_10154138174858254_3064923486844069024_n

ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานในวงการไอทีด้วยการเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และมีโอกาสได้สัมผัสสอนและอบรมนักศึกษาหลายๆสถาบันในประเทศทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ตั้งแต่ม.ขอนแก่น  ม.เชียงใหม่ ม.สงขลา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมถึงมีโอกาสสอนอาจารย์ในหลักสูตร Train the trainer ให้แก่อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆทั่วไปร่วม 10 หลักสูตรสอนตั้งแต่ Java Programming, Web Services, SOA, Cloud Computing หรือ Big Data อาจารย์ที่เคยมาเรียนกับผมครั้งละ 4-5 วันก็น่าจะร่วม 3-4 ร้อยคน

Screenshot 2016-03-16 21.21.37

หลังจากออกจากอาชีพอาจารย์ผมมาทำงานภาคเอกชนทั้งในบริษัทไอทีต่างประเทศอย่าง Sun Microsystems หรือหน่วยงานภาครัฐอย่างเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park) และสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ที่ทำทางด้านการอบรมและการให้คำปรึกษาด้านไอที แม้ผมจะไม่ได้มีอาชีพเป็นอาจารย์แต่ก็ยังรักที่จะสอนและเป็นวิทยากรอยู่ต่อเนื่องในช่วงสิบปีท่ีผ่านมา ทำให้ต้องค้นคว้าศึกษาและลงมือปฎิบัติทำงานจริงกับเทคโนโลยีใหม่ๆเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Mobile programming, Cloud Computing หรือ Big Data และก็ยังเป็นวิทยากรอบรมให้เองในหลายๆหัวข้อ ดังนั้นจึงอาจไม่ต้องแปลกใจถ้าจะบอกว่าผมในฐานะของผุ้บริหารที่ดูแลทั้งหน่วยงานตัวเองอย่าง IMC Institute หรือเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) แต่ก็ยังลงมือปฎิบัติเองอยู่เสมอตั้งแต่ config เครื่อง Server, ใช้คำสั่ง Linux, เขียนโปรแกรมบน Cloud หรือแม้แต่ติดตั้ง Hadoop Cluster

แม้จะไม่ได้สอนในมหาวิทยาลัยแล้วแต่ก็ยังมีบทบาทในฐานะของตำแหน่งกรรมการในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งตั้งแต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขอนแก่น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหลักสูตรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศในหลายๆมหาวิทยาลัย ใช่ครับแม้จะไม่ได้สอนนักศึกษาโดยตรงแต่ก็ยังสัมผัสกับอาจารย์ หลักสูตร และข้อสำคัญยังมีโอกาสเป็นวิทยากรสอนคนทำงานในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่เสมอ รวมคนที่เคยสอนและมาฟังบรรยายก็น่าจะหลายพันคนอาจเป็นหมื่นคนแล้วก็ว่าได้

 

จากประสบการณ์ที่เล่ามาก็เพื่อที่จะบอกให้คนอ่านได้เข้าใจว่า ผมเข้าใจวงการการศึกษาและภาคเอกชนด้านไอทีมากน้อยแค่ไหน ผมมีโอกาสสัมผัสบุคลากรด้านทั้งอาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิตใหม่ที่จบมาก็มักจะเจอโจทย์ว่าบัณฑิตหางานทำไม่ได้ พอมาดูในมุมมองของภาคเอกชนก็จะบ่นเสมอว่าหาคนทำงานไม่ได้ บัณฑิตไม่ได้คุณภาพไม่สู้งาน หลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน จริงๆถ้าไปดูหลักสูตรก็จะเห็นว่าหลักสูตรหลายแห่งเราทันสมัยเพราะทางสกอ.ก็จะเน้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง ACM จำนวนบัณฑิตและอาจารย์ก็มีมากพอ แล้วข้อเท็จจริงคืออะไรทำไมทั้งภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมถึงมีมุมมองบางอย่างที่ต่างกัน ผมอยากสรุปประเด็นปัญหาที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาและเราคงต้องหาทางแก้ไขมิฉะนั้นแล้วอุตสาหกรรมการผลิตด้านไอทีหรืออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เราคงแข่งขันลำบากโดยมีประเด็นต่างๆดังนี้

1) นักศึกษารุ่นใหม่จำนวนมากมีทัศนคติต่อการศึกษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันนักศึกษามุ่งเรียนเพียงเพื่อเอาใบปริญญาเป็นใบเบิกทาง มองสถาบันการศึกษาเป็นเพียงแค่ทางผ่านใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างฟุ้งเฟ้อ ขาดความอดทน มุ่งเน้นเรียนอย่างสบายๆ มองอนาคตเพียงเพื่อหวังร่ำรวย น้อยคนที่จะมีจิตสำนึกสาธารณะ ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ดังนั้นงานในมหาวิทยาลัยทุกอย่างต้องมาวัดที่คะแนนหมด หากไม่มีคะแนนก็ไม่ยอมทำ ไอดอลของคนบางกลุ่มกลายเป็นแค่คนที่มีเงินมุ่งทำงานเพื่อความร่ำรวย ข้อสำคัญคือการขาดคุณธรรมจริยธรรมในวงการการศึกษา การลอกงานต่างๆจึงกลายเป็นวัฒนธรรมในมหาวิทยาลัย และนักศึกษาบางส่วนก็มีทัศนะคติที่จะเรียนอะไรที่ง่ายๆที่จบมาแล้วได้เงินดีๆรวยเร็วๆ

2) กระทรวงศึกษามีกฎเกณฑ์ในระบบการศึกษาที่ไม่เหมาะสม สำนักงานการอุดมศึกษา(สกอ.) ก็เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่งของระบบการศึกษาที่พิกลพิการในปัจจุบัน เรามีกฎเกณฑ์แปลกๆมากเกินไป การกำหนดวิชาที่จำเป็นต้องเรียน การประเมินหลักสูตร การประเมินผู้สอน จนทำให้ผู้สอนหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะแก้ไขปรับปรุงคุณภาพการศึกษาได้ยาก แม้แต่การจะให้นักศึกษาสอบตกจำนวนมากตามผลคะแนนที่เป็นจริงก็เป็นไปได้ยาก เพราะผู้สอนต้องทำบันทึกชี้แจงหากมีคนตกมาก การวัดคุณภาพการศึกษาของสกอ.ก็จะเน้นที่เอกสารมากกว่าสะท้อนความเป็นจริง ผู้สอนเองก็ต้องเสียเวลากับการกรอกข้อมูลต่างๆที่บางครั้งแทบจะไม่มีประโยชน์หรือนำมาใช้งานจริง

3) สถาบันการศึกษามุ่งเน้นหารายได้มากไป เมื่อการศึกษากลายเป็นธุรกิจมหาวิทยาลัยก็ต้องการรับนักศึกษาจำนวนมากเพื่อให้คุ้มค่ากับการเปิดของแต่ละหลักสูตร หลักสูตรบางอย่างก็เปิดเพียงอิงกับตลาดมากเกินไปทั้งๆที่ไม่มีคุณภาพหรือขาดผู้สอน มหาวิทยาลัยก็ไม่กล้าที่จะประเมินผลตามความเป็นจริงกลัวนักศึกษาตกออกเยอะหรือบางครั้งกลัวนักศึกษาจะร้องเรียนหรือไม่เข้ามาเรียน ถ้ามหาวิทยาลัยไหนจบยากนักศึกษาก็จะเข้ามาเรียนน้อยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนบวกกับทัศนคติของนักศึกษาที่ต้องการจบง่ายๆไวๆ จึงไม่แปลกใจที่เห็นเด็กจบออกมาไม่มีคุณภาพ

4) จำนวนนักศึกษาด้านไอทีเรามากเกินไป ปัจจุบันในแต่ละปีเรารับคนเข้ามาเรียนทางด้านนี้นับหมื่นคนและจำนวนมากไม่น่าที่จะเรียนหลักสูตรด้านนี้ได้ หลายๆแห่งก็เลยใช้วิธีว่าปรับให้หลักสูตรง่ายขึ้นหรือปล่อยให้นักศึกษาจบได้โดยง่าย จริงๆประเทศเราก็มีนักศึกษาด้านนี้ที่เก่งๆในระดับโลกแต่มีจำนวนไม่มากนักและถ้ามองถึงนักศึกษาที่มีคุณภาพที่จะจบออกมาทำงานด้านไอทีได้จริงๆเผลอๆปีหนึ่งไม่เกินสองพันคนจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเอกชนถึงบอกว่าหาคนมีคุณภาพเข้าทำงานไม่ได้ ขณะเดียวกันก็จะมีเสียงบ่นจากภาคการศึกษาว่าบัณฑิตจำนวนมากหางานทำไม่ได้ ก็เล่นผลิตคนไม่มีคุณภาพออกมาล้นตลาดนี่ครีบ

5) อาจารย์จำนวนมากขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ สาขาด้านไอทีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอาจารย์จำเป็นต้องศึกษาและลงมือปฎิบัติจริงในเรื่องใหม่ๆ แต่เนื่องจากอาชีพอาจารย์เป็นงานที่ไม่ได้มีการแข่งขันมากนัก อาจารย์บางท่านสามารถที่จะนำเนื้อหาเก่าๆมาสอนซ้ำได้เป็นเวลาหลายปีแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป คำพูดหนึ่งที่มักจะได้ยินจากอาจารย์ก็คือมหาวิทยาลัยจะเน้นสอนภาคทฤษฎีการลงมือปฎิบัติต้องได้ทำงานจริงในภาคเอกชน ทั้งๆที่โดยแท้จริงแล้วเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างมากทฤษฎีกบางอย่างก็ย่อมเปลี่ยนตาม แต่ในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงการสอนแต่อย่างใด จนบางครั้งทำให้คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องส่งอาจารย์มาฝึกงานกับภาคเอกชนแทนที่จะแค่ส่งนักศึกษามาฝึกงาน

6) ขาดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษา ความร่วมมือของบ้านเรายังน้อยอยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิจัย การผลิตบัณฑิต ยังถือว่าน้อยมากแม้บางแห่งจะมีการทำสหกิจศึกษากับภาคเอกชนแต่ก็ยังเป็นสัดส่วนน้อย และขาดการนำปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรมมาศึกษาหรือทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย

7) ชนชั้นกลางบ้านเราฐานะดีขึ้น ความดิ้นรนที่จะต้องแสวงหารอาชีพหรือรายได้ที่ดัขึ้นจะน้อยลงทำให้ต่างกับบางประเทศอย่างพม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินเดีย ที่การเข้าสู่อาชีพบางอาชีพเช่นการทำงานด้านไอที หรือแพทย์สามารถเปลี่ยนอนาคตของพวกเขาไปในทางที่ดีขึ้น พอชนชั้นกลางบ้านเราฐานะดีความกระตือรือร้นก็จะน้อยลง ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกสบายจริงมาปกป้องลูกหลานตัวเองในการเรียนและการทำงาน เช่นการออกมาตำหนิอาจารย์ที่สอนยากหรือตัดเกรดโหดทำให้คุณภาพการศึกษาแย่ลง

8) การลงทุนด้านงานวิจัยในภาคอุตสาหกรรมเรามีน้อยมาก เมื่อไม่มีการทำงานวิจัย ความต้องการนวัตกรรมใหม่ๆก็น้อย บัณฑิตที่มีคุณภาพเก่งๆมีนวัตกรรมก็ไม่สามารถจะหางานที่ท้าทายได้ ก็ได้สร้างวัฒนธรรมที่จะไปบอกรุ่นน้องให้เห็นว่าไม่ต้องเรียนอะไรมากไม่ต้องรู้อะไรมาก ทำงานง่ายๆซ้ำเดิม หรือบางครั้งก็คิดว่าที่เรียนมาไม่ได้ใช้อะไร เพราะบริษัทบ้านเราจำนวนมากเลือกที่จะทำงานง่ายๆไม่ซับซ้อนอะไรไม่ได้ใช้อะไรยากเกินไป

ปัญหาการศึกษาด้านไอทีกำลังเป็นวิกฤติใหญ่ที่ต้องการแก้ไข ผมเองคงได้หาโอกาสหารือกับสมาชิกในสมาคม ATCI เพื่อนๆในภาคอุตสาหกรรมและอาจารย์กับผู้บริหารในวงการการศึกษาเพื่อที่จะหาแนวทางแก้ไขร่วมกันโดยเร็ว

ธนชาติ นุ่มนนท์
IMC Institute
นายกสมาคมATCI

การปรับตัวของ SME บนพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล

Screenshot 2015-04-09 20.33.52

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจของบ้านเราค่อนข้างจะหยุดนิ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ อีกส่วนก็เป็นผลพวงมาจากปัญหาของเศรษฐกิจโลก แต่จุดหนึ่งที่เราปฎิเสธไม่ได้ก็คือมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่หลายภาคส่วนของบ้านเราตามไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงทำให้บริบทของการทำงานเปลี่ยนไป การเกิดธุรกิจใหม่ และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จึงไม่แปลกใจที่เราเห็นตัวเลขของรายได้ในภาคการผลิตเมื่อเทียบกับรายได้ของประชากรต่อหัวในหลายๆประเทศสูงกว่าเรามาก

เรายังเน้นภาคการผลิตที่เป็นแรงงานคน เน้นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ปรับค่าแรงเป็น 300 บาท (หรือที่กำลังจะขอเป็น 350 บาท/วัน) หรือเงินเดือนขั้นต่ำเป็น 15,000 บาท แต่สิ่งที่เราไม่พยายามเน้นเลยคือการสร้างผลผลิตต่อหัวให้สูงขึ้น นำเทคโนโลยีมาใช้งาน มาสร้างนวัตกรรมใหม่ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีผลผลิตต่อหัวที่ค่อนข้างสูงอย่าง Singapore เราก็คงไม่ต้องมาห่วงหรอกครับว่าเงินเดือนขั้นต่ำจะเป็นอย่างไร เพราะสูงแค่ไหนก็จ่ายได้ถ้ามีรายได้เข้าบริษัทมากขึ้น

ปัญหาอันหนึ่งที่น่าเป็นห่วงที่อาจทำให้ภาคการผลิตเราจะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านลำบาก และยากที่จะเห็นตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนเดิม คือความไม่พร้อมของ SME ในการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจใหม่ของโลกที่กำลังกลายเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีนโยบายที่ดีในการเตรียมพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและประกาศให้เรื่อง Digital Economy แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ SME ส่วนใหญ่ในบ้านเรายังคิดแบบอนาล็อก (Analog) ยังใช้วิธีการเดิมๆในการทำธุรกิจ ยังขาดความมั่นใจในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ข้อสำคัญยังรีรอนโยบายจากภาครัฐ ทั้งๆที่โดยแท้จริงแล้วต่อให้รัฐบาลไม่ประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โลกมันก็เปลี่ยนเป็นดิจิทัลอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ปรับตามเราก็จะแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้

Screenshot 2015-04-09 20.40.50

ดังนั้นถึงเวลาที่ SME จะต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล โดยมีข้อคิดที่สำคัญดังนี้

1) ผู้ประกอบการ SME ต้องติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยอาจต้องเข้าใจและเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆที่สำคัญ อาทิเช่น Cloud Computing, Mobile Internet, Social Networks, Big Data หรือ Internet of Things ศึกษาการเข้ามาของเทคโนโลยีเหล่านี้ว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร เราเห็นนวัตกรรมธุรกิจใหม่ๆที่เข้ามาในบ้านเรามากมายอาทิเช่น Grab Taxi, OokBee หรือ Hollywood HD ที่อาจสร้างผลกระทบต่อธุรกิจอย่าง Taxi, ร้านหนังสือ, ร้าน DVD, โรงหนัง หรือร้านถ่ายรูป การศึกษาเทคโนโลยีและผลกระทบจะทำให้เราเข้าใจและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนอาจเป็นการเห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมธุรกิจใหม่

2) ผู้ประกอบการ SME จะต้องมี Digital Mindset หลายๆคนยังขาดจุดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลง ยังคิดแบบเดิมๆ บางคนไม่เชื่อเรื่อง Digital Banking บางคนก็ไม่มั่นใจในการซื้อของผ่านตลาด E-Commerce ทั้งๆที่ตลาดทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการหลายคนอาจมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่าง Smartphone หรือ Tablet แต่ยังเน้นเพื่อความบันเทิงมากกว่า เพื่อการทำงานหรือธุรกิจที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งก็อาจยังไม่ทราบว่าจะใช้ด้านธุรกิจอย่างไร บางส่วนอาจเพราะขาดความมั่นใจ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักไว้เสมอคือโลกในอนาคตคือโลกของดิจิทัล ถ้าเรายังไม่มี Digital Mindset เราก็จะตกขบวนและธุรกิจเราจะแข่งขันไม่ได้

3) ผู้ประกอบการ SME จะต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การใช้เทคโนโลยีไอทีจะช่วยทำให้ธุรกิจ ลดค่าใช้ ประหยัดเวลา และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิเช่นการใช้โปรแกรม  CRM  ในการบริหารข้อมูลลูกค้า โปรแกรมบัญชี โปรแกรมคลังสินค้า โปรแกรมสำนักงาน Office Suite โปรแกรมการเก็บเอกสารบน Cloud หรือโปรแกรมในการติดต่อสื่อสารเช่น Skype ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องกล้าที่จะใช้งาน และยอมที่จะเสียค่าใช้จ่ายซึ่งการเข้ามาของซอฟต์แวร์ที่อยู่บน  Cloud ทำให้ค่าใช้จ่ายของซอฟต์แวร์ถูกลงไปมาก ผู้ประกอบการต้องมองว่าค่าใช้จ่ายไอทีต่อเดือนก็เป็นต้นทุนเหมือนค่าสาธาราณูปโภคอื่นๆ นอกจากนี้ผู้ประกอบการก็ต้องมีความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยของการใช้เทคโนโลยีไอทีด้วย

4) ผู้ประกอบการ  SME ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกัลเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการทำงานอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และลูกค้า หรือคู่ค้าเราจะมาจากที่ไหนก็ได้ คู่แข่งเราก็จะมีอยู่ได้ทุกที่ เราต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน หาลูกค้าใหม่ๆ สร้างนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การทำงานเน้นแบ่งบันมากขึ้น  พลังของการแบ่งปัน (Power of Sharing) จะเป็นโอกาสต่อธุรกิจของเรา

5) ผู้ประกอบการ  SME ต้องเน้นการทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องตระหนักเสมอว่าลูกค้าเราในอนาคตมาได้จากทุกที เราจึงต้องใช้ช่องทางออนไลน์ช่วยในการประกอบธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำ E-Commerce และอาจรวมไปถึงการทำ M-Commerce นอกจากนี้อาจจำเป็นต้องทำช่องทางการชำระเงินออนไลน์ (Online Payment)

6) ผู้ประกอบการ SME ต้องทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเราคงต้องพูดถึงตั้งแต่การทำเว็บไซต์ การใช้  Social Media Marketing ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook หรือ Instagram  หรือแม้แต่การทำประชาสัมพันธ์ผ่าน EDM (Electronic Direct Mails)

7) ผู้ประกอบการ SME ต้องเน้นการใช้  Mobile  Internet ซึ่งหมายถึงการใช้อุปกรณ์ไอทีต่างๆอาทิเช่น Notebook, Smartphone หรือ Tablet รวมไปถึงการใช้  Application ทีอยู่บน Cloud ซึ่งจะทำงานข้อมูลถูก Sync ไปทุกที่ ทุกอุปกรณ์ และทำให้สามารถทำงานแบบ Mobility ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การเรียนการสอนด้านคอมพิวเตอร์ของสถาบันอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนแปลง

Screenshot 2015-01-13 07.45.22

ผมเคยสอนหนังสือสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาสิบกว่าปี และเคยมีส่วนร่วมในการพิจารณาหลักสูตรทั้งทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายๆมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็จะพบว่าหลักสูตรยังคล้ายๆกันและเหมือนเดิม โดยไม่ได้แตกต่างกับที่ผมเคยสอนเมื่อสิบกว่าปีก่อนมากนัก หลายๆครั้งก็มักจะได้ยินอาจารย์บอกว่าสถาบันการศึกษามีหน้าที่สอนพื้นฐานความรู้ให้กับนักศึกษา แต่ถ้าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆที่อาจผูกติดกับ Vendor ก็ต้องไปเรียนรู้เมื่อเข้าไปทำงาน บ่อยครั้งก็บอกว่าหลักสูตรเราก็เป็นไปตามหลักสากล เป็นไปตามมาตรฐานของ ACM

แต่ขณะเดียวกันเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านไอทีอย่างมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไอทีกำลังเปลี่ยนยุคจากยุคของอินเตอร์เน็ตมาสู่ยุคของ Cloud, Internet of Things และ Big Data คำถามที่เกิดขึ้นว่าแล้วพื้นฐานทางด้านไอทีเหมือนเดิมไหม เช่นวิชาด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ วิชาด้าน Data Comunication/Network วิชาด้าน Database หรือด้านอื่นๆยังเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้ายังเหมือนเดิมจริงแล้วทำไมเรามักจะเจอเสียงสะท้อนจากภาคอุตสาหกรรมเสมอว่า เด็กที่จบออกมาพื้นฐานไม่ดีและไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ผมก็ยังเห็นในมหาวิทยาลันต่างประเทศเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาสอนเสมอ

ComputerScienceCloud-1024x418

ในฐานะของคนที่ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และยังอยู่ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา ผมมีความเห็นว่าการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพื่อให้บัณฑิตพร้อมที่จะออกมาทำงาน และมีพื้นฐานที่ดีพอที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีไอทีใหม่ๆที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมคงไม่สามารถระบุได้ว่าเราควรปรับหลักสูตรทั้งหมดอย่างไร แต่ขออาศัยประสบการณ์ของตัวเองมาแนะนำสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงในบางสาขาวิชาดังนี้

1) ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผมคิดว่าบัณฑิตที่จบทางด้านไอทีทุกคนควรจะต้องเขียนโปรแกรมภาษาใดภาษาหนึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอาจจะเลือกที่จะสอนภาษาใดภาษาหนึ่งก็พอแล้ว ซึ่งจะต้องภาษาด้าน OOP ที่อาจจะเป็น Python, Java หรือ C# การสอนเราต้องเน้นหลักวิธีคิดในการพัฒนาโปรแกรม ไม่ใช่สอนให้นักศึกษาจำคำสั่ง Syntax ในการเขียนโปรแกรม และ อย่าต้องให้นักศึกษาต้องมาเรียนการเขียนโปรแกรมหลายภาษา แต่สิ่งสำคัญที่นักศึกษาจะต้องทำได้คือมีตรรกะในการเขียนโปรแกรม บัณฑิตที่จบออกมาต้องเขียนโปรแกรมได้มากกว่าแค่โปรแกรม HelloWorld และต้องพร้อมที่จะเรียนรู้การพัฒนาโปรแกรมภาษาอื่นบน Platform อื่นๆ รวมถึง Mobile Application

2) การพัฒนาซอฟต์แวร์ Enterprise Application ในวันนี้โลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์มีความซับซ้อนกว่าเดิม พื้นฐานที่นักศึกษาควรจะมีขั้นพื้นฐานก็คือการพัฒนา Web Application ซึ่งไม่ใช่แค่การเขียนเว็บเพจโดยใช้ HTML หรือ Scripting Languange แต่นักศึกษาควรจะต้องเรียนการเขียนโปรแกรมเชื่อต่อกับฐานข้อมูล การพัฒนาและเรียกใช้ Web Services รู้จักการเขียนโปรแกรมเพื่อจะใช้ APIs ต่างๆอาทิเช่น Facebook หรือ Google APIs รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud โดยใช้ Platform as a Service (PaaS)

3) Cloud Computing นักศึกษาที่ต้องเรียนวิชาทางด้าน System Administration ควรที่จะต้องเข้าใจเรื่องของ Infrastructure as a Service เรียนรู้เรื่องของ Virtualization การ config ระบบ Cloud ต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ควรให้นักศึกษาได้เรียนรู้การออกแบบ Large IT Architecture ผ่านระบบ Cloud ที่อาจใช้ IaaS ของบาง Vendor เช่น Amazon Web Services

4) Software Development Methodology กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะสอนนักศึกษาที่ยังไม่มีประสบการณ์การพัฒนาซอฟต์แวร์มามากนักให้เข้าใจ แต่เราจำเป็นจะต้องสอนให้พวกเขาเข้าใจพื้นฐานการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบใหม่ไม่ใช่แค่พูดถึง Waterfall Model แต่ควรรวมถึงหลักการของ Agile Software Development และควรจะปูพื้นฐานเรื่อง Software Testing

4) Database เรื่องของ Big Data กำลังเข้ามา บัณฑิตที่จบออกไปในวันนี้ควรจะมีความรู้เรื่องฐานข้อมูลมากกว่า RDBMS หรือการใช้คำสั่ง SQL แต่พวกเขาควรจะต้องเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง NoSQL หรือ Hadoop ด้วย เพื่อที่จะสามารถออกแบบ Information Infrastructure ในอนาคตได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาก็อาจเป็นเพียงแค่มุมมองของผม แต่ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่เราต้องรีบปรับเนื้อหาการสอนของเราในบางวิชา มิฉะนั้นแล้วอุตสาหกรรมไอทีจะยิ่งแข่งขันกับเขาลำบาก และควรจะไม่มีแล้วครับกับคำพูดที่ว่าบัณฑิตด้านคอมพิวเตอร์จบออกมาแล้วเขียนโปรแกรมไม่ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

อาชีพโปรแกรมเมอร์ งานที่ท้าทาย รายได้ดี และมีอนาคตที่ดี จริงหรือไม่

เราต้องยอมรับครับว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์บ้านเราโตได้ยาก จะไปแข่งกับประเทศอื่นๆคงลำบากเพราะเราขาดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เก่งๆมากพอ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) หรือโปรแกรมเมอร์ (Programmer) เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ถ้าเรามีจำนวนไม่มากพอก็เหมือนขาดวัตถุดิบในการผลิตก็จะแข่งขันลำบาก ที่น่าตกใจกว่านั้นเด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนสายคอมพิวเตอร์บอกว่าไม่อยากเขียนโปรแกรม ส่วมมากเขียนโปรแกรมไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ไม่เก่งพอ แต่ที่แปลกใจคือจำนวนหนึ่งบอกว่าอาชีพโปรแกรมเมอร์ไม่ก้าวหน้า รายได้ไม่ดี

Screenshot 2015-01-05 22.25.16

ผมค่อนข้างงงกับที่คนเข้าใจว่าอาชีพนี้ไม่มีเส้นทางอาชีพที่ดี มีรายได้ไม่ดี เพราะผมเองก็ยังคิดอยู่เสมอว่าตัวเองคือโปรแกรมเมอร์ คนที่ผมรู้จักมากมายทั้งไทยและต่างชาติที่ทำงานด้านการพัฒนาโปรแกรม ผมก็เห็นเขามีอนาคตที่ดี หลายคนมีรายได้เป็นแสนบาทต่อเดือน หลายคนก้าวขึ้นสู่การเป็น  CTO (Chief Technology Officer) มีเงินเดือนหลายแสนบาท แม้แต่เด็กจบใหม่ 4-5 ปีที่มีทักษะการพัฒนาโปรแกรมที่ดี มองเป็น  Architect Programmer เข้าใจการพัฒนาโปรแกรมแบบ Enterprise Application ก็มีเงินเดือน 7-8  หมื่นบาท

ใช่ครับอนาคตของอาชีพโปรแกรมเมอร์ไม่ใช่เป็นแค่คนเขียน Code ไปตลอดชีวิต เส้นทางของอาชีพนี้มีสิ่งใหม่ที่จะต้องเรียนรู้ตลอด เราไม่ได้พูดถึงคนที่เขียนแค่โปรแกรมง่ายๆอย่างมาทำหน้าเว็บ ใช้ Tool เขียน script ง่ายๆ หรือเขียนโปรแกรมบนมือถือแค่บางภาษา แต่อาชีพโปรแกรมเมอร์คือเส้นทางสู่ความเป็น IT Architecture และ Chief Technology Officer มันมีความท้าทาย และความยากของการพัฒนาซอฟต์แวร์ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอด อาชีพนี้เป็นอาชีพที่สนุกและรายได้ดี แต่แน่นอนถ้าตัวเองเป็นแค่ coder  จมปลักอยู่กับแค่การเขียนโปรแกรมภาษาใดภาษาหนึ่ง เขียนโปรแกรมซ้ำซากๆ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน เราก็อาจขาดความก้าวหน้า

แม้ผมจะทำงานบริหารแต่ผมนิยามตัวเองเสมอว่าผมยังเป็นโปรแกรมเมอร์ ทุกวันนี้ผมยังเขียนโปรแกรม แต่เปลี่ยนตามเทคโนโลยี และเป็น IT Architecture สมัยผมเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยผมเรียนโปรแกรมเพียงภาษาเดียวครับคือ Fortran IV สมัยนั้นผมไม่มีคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนหรอกครับ เราเรียนแบบแห้งแต่เวลาทำการบ้านเราต้องมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเจาะบัตร  วิชา Computer Programming  ตัวนี้ละครับที่เปลี่ยนชีวิตผม เพราะผมเรียนภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าก่อนลงทะเบียนวิชานี้ เกรดผมย่ำแย่มาตลอดส่วนหนึ่งอาจเพราะบ้ากิจกรรมและสอบเทียบมาเลยเรียนไม่ทันเพื่อน แต่เพราะวิชานี้ละครับทำให้ผมค้นพบตัวเอง สนุกกับการเรียนและรู้ว่าการเขียนโปรแกรมคือทักษะของผม ผมได้ A วิชานี้วิชาแรกในการเรียนมหาวิทยาลัย และเป็นกำลังใจให้ผมได้เกรด A อีกหลายๆวิชาและเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วย GPA ที่ดีขึ้น

ที่ผมชอบวิชา Computer Programming เพราะมันเป็นความท้าทายที่อยากจะเขียน ดีบัก และดูผลรันโปรแกรม มันคือความภูมิใจที่เราแก้ปัญหาต่างๆได้ด้วยการเขียนโปรแกรม พอตอนผมขึ้นชั้นปีที่  3 พ่อผมซื้อเครื่องคิดเลข Casio ที่สามารถโปรแกรมภาษา Basic ได้มาให้ผม ผมสนุกกับมันมากและก็ได้เขียนโปรแกรมรถถังยิงปืนใหญ่ในเครื่องนั้น แม้จะไม่มีรางวัลหรือการประกวดอะไรจากโปรแกรมที่ผมเขียน แต่คิดว่ามันได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมรักที่จะเขียนโปรแกรมมากขึ้น และตอนปีสามผมยังได้เลือกเรียนวิชาภาษา  Assembly ทำให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการเขียนโปรแกรมมากขึ้น

จบปริญญาตรีมาใหม่ๆ ผมก็เริ่มศึกษาภาษา Pascal นั่งเขียนโปรแกรมหมากรุกความยาวเป็นหมื่นบรรทัด แต่ก็ไม่เห็นมันคำนวณหรือชาญฉลาดอะไรมากมาย เพราะความรู้เรื่อง Algorithm  ของผมมีไม่มากพอ สุดท้ายผมอยากให้มันมีเรื่องของ Artifical Intelligence ก็เลยไปศึกษาภาษา Prolog ช่วงก่อนไปเรียนต่อปริญญาโท-เอกเมืองนอกแล้ว ผมเริ่มเป็นอาจารย์เด็กๆเขามอบหมายให้สอนวิชา Computer Programming รู้สึกเป็นวิชาที่สนุกและสอนง่าย เพราะเรามีทักษะการเขียนโปรแกรมแล้ว

ทักษะด้านการเขียนโปรแกรมนี่ละครับ ทำให้ผมจบปริญญาเอกได้ มีรายได้เสริมจากงานวิจัยที่ให้เราไปเขียนโปรแกรม ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่อาจารย์ที่ปรึกษาให้งาน ผมกลับไปนั่งเขียนโปรแกรมภาษา  C ซักสองชั่วโมงแล้วเดินกลับมาบอกอาจารย์ว่าเสร็จแล้ว ที่เสร็จเร็วเพราะว่ามันสนุกและท้าทาย แต่อาจารย์ที่ปรึกษาตกใจเพราะคิดว่าน่าจะใช้เวลาทำซักสองอาทิตย์ ตอนเรียนปริญญาเอกต้องทำเรื่อง Parallel Genetic Algorithm ต้องเขียนโปรแกรม MPI บนเครื่องคอมพิวเตอร์ MASPAR มันยิ่งท้าทายเข้าไปอีก และทำให้เข้าใจหลักการทำงานของ Parrallel Computer

จบกลับมาก็ยังสอนหนังสือด้านการเขียนโปรแกรม มาหัดเขียนภาษา C++ และมาเริ่มเรียนภาษา Java ภาษานี้ละครับทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปอีก ผมยอมจ่ายเงินเองหลายหมื่นบาทเพื่อไปเรียนและสอบเป็น Certified Java Programmer ซึ่งตอนนั้นอาจเป็นคนแรกของประเทศไทยด้วยซ้ำไป ความเป็นอาจารย์และเป็นนักพัฒนาโปรแกรมภาษาใหม่ๆในตอนนั้นได้ ทำให้งานการสอนการเขียนโปรแกรม Java  เข้ามาอย่างมากมาย ยังจำได้เลยว่าตอน Nokia  จะออกโทรศัพท์ Java Phone รุ่นแรก (Nokia 7650) มีตัวแทนของ Nokia ต้องบินมาหาผมเพื่อช่วยให้มาสอนและตั้งทีมพัฒนา Java ME ทั่วประเทศ

ความท้าทายของการพัฒนาโปรแกรมทำให้ ผมก็ต้องไปเรียนรู้สิ่งต่างๆอีกมาก พอมันเป็นยุคของ Enterprise Application ผมก็ต้องมาหัดเรียน Java Web Programming อย่าง Java Servlet หรือ JSP แล้วก็ก้าวข้ามมาเขียน EJB และเรียน Web Framework ต่างๆทั้ง Struts, JSF หรือ Hibernate การเรียนรู้สิ่งต่างๆเหล่านั้นทำให้ผมเข้าใจ  IT Architecture ได้ดีขึ้น เข้าใจการออกแบบ Larger Scale Enterprise Application และเข้าใจเรื่อง Web Server ต่างๆ ทั้ง Tomcat, JBoss หรือ WebLogic นี่ครับเส้นทางของคนมีอาชีพโปรแกรมเมอร์ พอจับเรื่องยากๆขึ้นก็เป็นข้อดีเพราะน้อยคนที่จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้

พอเรื่องของ Web Services เข้ามามันก็ยิ่งเป็นความท้าทายให้เราเขียนโปรแกรมแบบ APIs มาทำเรื่องของ Application Integration แล้วพอเป็นยุคของ SOA ที่ถึงแม้จะเป็นเรื่องของ Architecture แต่คนที่มีพื้นฐานมาจากการเขียนโปรแกรมจะได้เปรียบ ที่จะเข้าใจ IT Architecture ได้ดีกว่า แม้ผมจะจับ Backend ข้างล่าง แต่การพัฒนาโปรแกรม Front ข้างหน้าอย่างการเขียน Web หรือ Smartphome App อย่างภาษาจาวาบน Android ก็อยู่ในความสนใจผม ตอนหลังมีเรื่องของ Wearable Devices ก็เริ่มไปหาข้อมูลการเขียนโปรแกรมบน  Smartwatch

พอมายุคของ Cloud  ในฐานะของคนพัฒนาโปรแกรมเราก็ต้องศึกษาด้านนี้โดยผมเริ่มพัฒนาและสอยการเขียรโปรแกรมบน Platform as a Service (PaaS)  ตั้งแต่ 4-5 ปีก่อน โดยเริ่มพัฒนาโปรแกรมบน  Google App Engine ตอนหลังก็หันมาดู Platform อื่นอย่าง Heroku,  Force.com และก็มาใช้ IaaS อย่าง Amazon Web Services (AWS) ความเป็นโปรแกรมเมอร์ทำให้เข้าใจ Architecture ได้ดี ก็เลยเรียนรู้ Cloud Architecture อย่าง AWS ได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายวันนี้เทคโนโลยีอย่าง Big Data เข้ามา คนเริ่มพูดถึง Hadoop มากขึ้น ก็เพราะความเป็นโปรแกรมเอร์อีกนั้นละ ทำให้เราพัฒนา Application บน Hadoop อย่าง Map/Reduce และเข้าใจเทคโนโลยีอื่นๆของ Hadoop  ได้ดีขึ้น มาวันนี้เรากำลังพูดถึง Data Science ความเป็นโปรแกรมเมอร์ทำให้เราเข้าใจการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้  Mahout และพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทำให้เข้าใจเรื่อง Data Science และผมก็เริ่มสังเกตุว่าเพื่อนๆต่างชาตืที่เป็นโปรแกรมเมอร์วันนี้เขาก็เริ่มมาใช้ Hadoop อย่างจริงจัง ใช่คร้บอาชีพโปรแกรมเมอร์นี่ละครับทำให้เรามีเส้นทางสู่ Architecture และ  CTO

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่ออยากบอกทุกคนที่กำลังจะเรียนหรือสนใจเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ว่า ต้องเรียนเขียนโปรแกรมครับ อาชีพโปรแกรมเมอร์ไม่ใช่เป็นแค่  Coder  แต่เป็นงานที่ท้าทายและสนุก มีรายได้ดีและมีเส้นทางสู่  CTO แต่ถ้าคนที่ขาดพื้นฐานที่ดีเขียนแค่เว็บหรือ  Script บางอย่าง ไม่เข้าใจ Architecture  อันนั้นไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ครับ เขาเลยคิดว่าอาชีพน่าเบื่อรายได้ไม่ดี แต่อาชีพโปรแกรมเมอร์ต้องเรียนรู้อยู่ตลอด พยายามทำสิ่งใหม่ๆที่คนยังไม่ทำกันหรือเป็นคนกลุ่มแรกๆครับอนาคตจะดีมาก มาเรียนโปรแกรมกันครับหัวใจของงานด้านไอทีคือ Programming  ครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-05 22.42.27

หนึ่งปีที่ผ่านมากับเรื่องราวเด่นต่างๆของวงการไอทีไทยในมุมมองของผม

Screenshot 2015-01-24 22.30.12

ในรอบปี 2557 มีเหตุการณ์หลายอย่างที่สำคัญต่อวงการไอทีของประเทศไทย ผมคงไม่สามารถจะเขียนสรุปจัดอันดับเหตุการณ์สำคัญในฐานะตัวแทนคนไอทีได้ แต่ผมอยากจะสรุปเรื่องราวต่างๆที่ทางผมและสถาบันไอเอ็มซีได้เจอมาและเห็นว่ามีความสำคัญต่อวงการไอทีในรอบปี 2557 ดังนี้

1) การประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ทันทีที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาประกาศว่าจะเน้นนโยบายเรื่อง Digital Economy เพื่อใช้ไอซีทีมาเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี มรว. ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้รับผิดชอบผลักดันในเรื่องนี้พร้อมกับมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นกูรูในวงการไอซีทีที่เป็นคนที่วงการไอทีรู้จักดีเข้ามาช่วย นโยบายนี้ก็ได้สร้างความหวังให้กับคนในอุตสาหกรรมไอซีทีเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆมาไม่เคยให้ความสำคัญกับด้านนี้มาก่อน จึงเป็นโอกาสอันดีของวงการไอทีที่จะนำเสนอเรื่องต่างๆ ทั้งทางด้านธุรกิจและกฎหมาย ข้อสำคัญเราก็เห็นความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลนี้ในการทำ Digital Economy ที่ต่างกับรัฐบาลนักการเมืองส่วนใหญ่ที่มักออกนโยบายสวยหรูทแต่ไม่เคยปฎิบัติจริง โดยล่าสุดรัฐบาลก็ผ่านความเห็นชอบร่างพรบเปลี่ยนชื่อกระทรวงไอซีทีเป็นกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อนำเสนอสภานิติบัญญติแห่งชาติ พร้อมทั้งยังมีนโยบายและโครงการอื่นๆอีกมาก จนมีบางท่านบอกว่าโอกาสดีๆอย่างนี้มีไม่บ่อยนักคนไอซีทีอยากจะเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติควรรีบทำ เพราะการรัฐประหารไม่ได้มีบ่อยนัก 

ETDA2

2) การรวมตัวของคนไอทีในกิจกรรมการเมือง ปกติคนไอทีมักจะไม่ค่อยยุ่งกับเรื่องทางการเมืองมากนัก แต่ในปีที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มกปปส.ที่ออกมาสนับสนุนให้มีการปฎิรูปก่อนเลือกตั้งโดยมีการชุมนุมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนและมีกิจกรรมต่างๆมากมาย คนวงการไอทีจำนวนมากก็เข้ามาร่วมในกิจกรรมดังกล่าว หลายๆครั้งจะเห็นคนไอทีมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาร่วมกิจกรรม มีตั้งแต่ระดับคนทำงานไปจนถึงเจ้าของบริษัทโดยไม่ได้เกรงกลัวต่ออำนาจภาครัฐ ซึ่งก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไอทีส่วนใหญ่ไม่ได้แค่สนใจแต่เรื่องเทคโนโลยี แต่ถ้าเป็นเรื่องของบ้านเมืองเรื่องความถูกต้องคนไอทีส่วนมากก็ยินดีจะเข้ามาร่วมเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ กิจกรรมที่สำคัญอันหนี่งที่คนไอทีทำคือการจัดรวมตัวกันของกลุ่มวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และไอซีที ที่จัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มกราคม และมีคนวงการไอทีมาร่วมหลายพันคน

1499623_801929639836621_764316460_n

3) ภาคเอกชนร่วมกันนำเสนอกลยุทธ์ Digital Economy เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย Digital Economy  คนในภาคเอกชนที่ประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมต่างๆก็จัดระดมความเห็นเพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นของภาคเอกชนโดยจัดให้มี Workshop 6-7 ครั้ง และเริ่มประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม จนสุดท้ายได้เป็นข้อเสนอ 4 ด้านของสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย (TFIT)  ยื่นต่อภาครัฐบาลและได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบเมื่อต้นเดือนธันวาคม

10361985_398007750346571_3482526127724671760_n

10847902_424636234350389_3483319182901888954_n

4) Start-up ของไทยยังแรงอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นอีกปีที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่เป็นกลุ่มบริษัทเกิดใหม่  (Start-up Company) ได้รับความสนใจมากมายจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตามกระแสของกลุ่ม Start-up ทั่วโลก ในปีนี้ยังมีกิจกรรมประกวด Start-up Software จากหลายๆหน่วยงานทั้งจาก  DTAC, AIS, True และ  Samart และยังมีบริษัทไทยหลายๆบริษัทที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนักลงทุนทั่วโลกอาทิเช่นเช่น Page 365, Computerlogy, ถามครู (Taamkru), OokBee, Wongnai และ  ClaimDi เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมายสำหรับกลุ่ม  Start-up ดังที่ทาง Thumpsup สรุปไว้ในรูป

Screenshot 2014-12-29 17.04.51

5) การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารไอทีภาครัฐ ภายหลังการรัฐประหารก็มีคำสั่งของคสช.เปลี่ยนปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจากคุณสุรชัย ศรีสารคามที่ข้ามมาจากผู้ว่าราชการในกระทรวงมหาดไทยมาเป็นคุณเมธินี เทพมณี ผู้ตรวจราชการของกระทรวงที่ทำงานอยู่กับกระทรวงมายาวนานและเป็นผู้หนึ่งที่มีความเข้าใจและใก้ลชิดกับวงการไอทีดี นอกจากยังมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาต และผู้อำนวยการ NECTEC ก็หมดวาระลง พร้อมทั้งได้ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เป็นนักวิจัยอย่าง ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน นอกจากนี้คนในวงการไอทีหลายท่านก็ยังได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่สำคัญในทางการเมืองอาทิเช่น ดร.โกศล  เพ็ชร์สุวรรณ์ (อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และอดีตนายกสมาคมโทรคมนาคม) และ คุณสุรางคณา วายุภาพ (ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.)

6) กระแส Big Data กำลังมาแรง ในปีนี้หน่วยงานหลายๆแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของ Big Data  มีการจัดสัมมนากันหลายครั้งโดยหน่วยงานต่างๆทั้งจากVendor ภาครัฐและภาคเอกชน ในแง่ของภาครัฐบาลโดยการนำของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) ก็เริ่มมีการพูดถึงเรื่องของ Open Data ทาง IMC Institute ก็มีจากอบรมหลักสูตรทางด้าน Big Data สำหรับทั้งกลุ่มผู้บริหารและหลักสูตรด้านเทคนิคอย่าง Hadoop Technology โดยมีผู้ผ่านการอบรมร่วม 300 คน

1510488_375876575893022_4906313227950881334_n

7) สมาคมไอทีไทยยังแข็งแกร่งและคุณบุญรักษ์ สรัคคานนท์ขึ้นเป็นประธาน ASOCIO ปีนี้สมาคมคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆอย่างสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ครบรอบ 25 ปี และได้มีการจัดงานฉลองการครบรอบดังกล่าวมีผู้คนร่วมจำนวนมากทำให้เห็นถึงความสามัคคีและแข็งแกร่งของกลุ่มอุตสาหกรรมไอทีไทย แมัจะมีสมาคมไอทีเกิดใหม่อย่างสม่ำเสมออาทิเช่นล่าสุดในปีนี้มีการจัดตั้งสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thailand Tech Startup Association) แต่ก็จะเห็นได้ทุกสมาคมต่างก็มีจุดมุ่งหมายทีดีเพื่ออุตสาหกรรม และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องรวมตัวกันก็สามารถช่วยงานกันได้เป็นอย่างดี ล่าสุดก็มีการผลักดันจะจัดตั้งสภาไอซีทีโดยมีสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย (TFIT) ที่รวมกันถึง 14  สมาคมเป็นผู้เริ่มขับเคลื่อน นอกจากนี้ในปียังมีข่าวดีในวงการอุตสาหกรรมไอทีไทยเมื่อคุณบุญรักษ์ สรัคคานนท์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายก ASOCIO  (Asian-Oceanian Computing Industry Organization) นับเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับตำแหน่งสำคัญนี้

10670001_387788211368525_6092266115346062879_n

8) สามบริษัทไทยชนะเลิศรางวัล APICTA 2014 Asia Pacific ICT Awards (APICTA) เป็นงานประกวดผลิตภัณฑ์ทางด้านซอฟต์แวร์ของประเทศในกลุ่ม Asia Pacific โดยมีประเทศสมาชิก 16 ประเทศ ในปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซียมีบริษัทไทย 3  บริษัทที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ บริษัท Siam Square Technology จากประเภท Finacial Industry Application; บริษัท EcartStudio จากประเภท Application and Tool Platform และบริษัท Mobility(Stamp) จากประเภท Start-up นอกจากนี้ยังมีทีมที่ได้รางวัล Merit อีกสี่รางวัลคือ Success Strategy Solution Co.Ltd. จากประเภท Retails & Logistic Supply Chain; จากประเภทนักศึกษา 2 รางวัลที่มาจาก ม.มหิดล และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าบางมด และประเภทนักเรียน 1 รางวัลจากโรงเรียนเซ็นต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์

aptica_thumbnails

9) ตลาด Cloud Computing ในประเทศไทยเริ่มเป็นที่นิยมขึ้น จากที่เราเคยถกเถียงกันว่า  Cloud Computing  จะมาหรือไม่มา ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าคนไอทีเริ่มเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ปีนี้เริ่มเห็นว่าหน่วยงานต่างๆในประเทศมีการนำเทคโนโลยี Cloud Computing มาใช้มากขึ้น มีทั้งการทำ Private Cloud และการใช้ Public Cloud หลายๆหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานใหญ่ๆทั้งภาครัฐและเอกชนจัดหาซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS มากขึ้นเช่น Google Apps, Office 365  และ Salesforce ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์จำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่ม Start-up ก็ต่างหันมาใช้ Public IaaS หรือ PaaS แทนการจัดหาเครื่อง Server เอง ยิ่ง Vendor หลายใหญ่ๆอย่าง Microsoft นำซอฟต์แวร์ Office ขึ้น Cloud แล้วก็ยิ่งชัดเจนว่าคนไทยต้องมาใช้ Cloud มากขึ้น

10) ปัญหาการขาดบุคลากรด้านซอฟต์แวร์รุนแรงกว่าเดิม สุดท้ายปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีก็ยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าจะหนักกว่าเดิมเพราะเด็กรุ่นใหม่ๆเริ่มไม่สนใจที่จะเข้าเรียนทางด้านไอทีเหมือนแต่ก่อน จำนวนมากไม่อยากเรียนเขียนโปรแกรม เด็กรุ่นใหม่ที่จบมาและพร้อมที่จะทำงานเลยก็มีไม่มากนัก จำนวนหนึ่งก็สนใจจะเป็น Freelance หรือทำ Start-up ของตัวเอง ทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ต่างๆขาดแคลนโปรแกรมเมอร์และต้องแย่งตัวคนทำงานกัน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาทางสถาบันการศึกษาต่างๆก็เริ่มถกกันว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้คงต้องดูกันต่อว่าแต่ละฝ่ายจะช่วยกันอย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ต้องเร่งปฎิรูประบบราชการสู่ยุคดิจิทัล มิฉะนั้นแล้วนโยบาย”ดิจิทัลอีโคโนมี”จะกลายเป็นแค่”มโนอีโคโนมี”

ผมเคยอยู่ในระบบราชการมาเกือบยี่สิบปี ทำงานตั้งแต่เป็นอาจารย์เด็กๆไปจนถึงเข้ามาทำงานบริหาร เมื่อย้ายมาภาคเอกชนก็ยังมีโอกาสไปทำงานกับหน่วยงานราชการเป็นประจำ ผมจำได้ว่าตอนรับราขการผู้ใหญ่มักจะสอนผมว่า “เราจะทำถูกหรือผิด ไม่สำคัญเท่ากับทำให้เอกสารถูกต้อง” ผมว่าราชการเสียเวลาไปมากกับเรื่องของเอกสารและกฎระเบียบ แม้กระทั่งในปัจจุบันราชการเองยังขาดการทำงานเป็นดิจิทัลทั้งวิธีคิดและกระบวนการในการทำงาน พอรัฐบาลนี้บอกว่าจะส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล  (Digital Economy) มันก็จุดประกายความฝันของผมอีกครั้งหนึ่งที่ภาคราชการกำลังจะเปลี่ยนยุค เมื่อที่ผมเคยฝันเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนรัฐบาลทักษิณจัดตั้งกระทรวงไอซีทีและพยายามผลักดันโครงการไอทีต่างๆ ร่วมทั้งโครงการอย่าง ICT City ในสามจังหวัด แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงไหนส่วนหนึ่งก็เพราะการขาดความเอาจริงจังของนักการเมืองที่ไม่ได้จัดสรรงบประมาณมาให้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะความคิดที่ไม่เคยเป็นดิจิทัลของภาคราชการเอง

พอเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมีเข้ามารอบใหม่ ภาครัฐและภาคเอกชนงวดนี้ก็ระดมความเห็นอีกครั้ง ดูเหมือนคราวนี้ภาครัฐเองจะจริงจังมากกว่าครั้งเก่า คราวนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของกระทรวง แต่ก็ยังมีแนวคิดดีๆและออกมาผลักดันอีกหลายๆเรื่องทั้งทางด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที และก็ยังเห็นข่าวๆจากหลายๆภาคส่วนว่าจะตั้งเร่งปฎิรูปภาคราชการให้เข้าสู่ความเป็นดิจิทัล

แต่บังเอิญมันมีเรื่องของ Uber และก็ Co-Working Space ที่ยังคาใจผมในวิธีคิดของภาคราชการ ผมไม่ได้คัดค้านนะครับว่า Uber  ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย หรือการที่คนต่างชาติมานั่งทำงานใน Co-Working Space มันถูกต้องตามกฎหมาย แต่มันสะกิดผมให้เห็นว่าความคิดของภาคราชการที่ผมเคยทำงานมานี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนไปเพียงใด ราชการยังเอากฎระเบียบมากางดูทีละข้อแล้วก็จะบอกว่าทำไม่ได้ และไม่คิดหรอกว่าจะหาแนวทางแก้ไขยังไง ทุกวันนี้เห็นราชการทำงานด้านเอกสารแล้วปวดหัว ต้องส่งหนังสือเวียนกันวุ่นวายไปหมด จะประชุมแต่ละทีก็มีเอกสารหนาเป็นบึกส่งมาให้เปลืองกระดาษ ผมประชุมบางทีเสียเวลากับการรับรองรายงานการประชุมเป็นขั่วโมง การทำงานราชการเสียเวลากับการเขียนหนังสือราชการซักเรื่องเป็นชั่วโมง คนราชการวันนี้ทำงานตามตัวอักษรจะเชิญผมมาประชุม มาบรรยายต้องส่งหนังสือที่เกษียณมาจากผู้มีอำนาจสูงสุดของหน่วยงาน ยังต้องมาถามหาเบอร์เพื่อที่จะส่ง Fax ขอบัตรประชาชนผมเพื่อไปทำเรื่องเข้าประชุมแล้วก็มา  Xerox แล้วก็ต้องให้ลงนามว่าสำเนาถูกต้อง ข้าราชการที่เก่งมีความก้าวหน้าจำนวนหนึ่งคือคนที่เก่งในการเกษียณหนังสือ รู้จักกฎระเบียบและวิธีการปฎิบัติในหน่วยงานอย่างดี แต่ไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรมนะครับ

Digital Economy คือการพูดถีงเศรษฐกิจใหม่ จะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นอีกเยอะ แต่แน่นอนถ้าจะต้องปฎิบัติตามระเบียบราชการและข้อกฎหมายเราจะต้องตอบทันทีว่า การทำงานหรือทำธุรกิจตามนวัตกรรมใหม่ๆหลายอย่างทำไม่ได้ เพราะขัดระเบียบและข้อกฎหมาย ถ้าภาคราชการไม่เข้าใจและใช้วิธีการทำงานแบบเดิมๆก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะวิธีคิดแบบเดิมๆคือการทำตามระเบียบพอทำไม่ได้ก็ไม่พยายามหาทางช่วยให้เห็นช่องทางที่จะให้ทำได้

Screenshot 2014-12-28 18.12.19

ในเรื่องของ Digital Economy ผมเองก็ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้ช่วยกันจัด  Workshop  กันหลายรอบจนนำไปสูjของสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศ (TFIT) ดังรายละเอียดตามเอกสารนี้ (ข้อเสนอเพื่อการพัฒนานโยบาย Digital Economy ของ TFIT )  โดยแบ่งเป็นสี่ด้านคือ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2) ด้านธุรกิจและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3) ด้านการพัฒนาบุคลากร และ 4) ภาครัฐบาล ซึ่งข้อเสนอบางอย่างรัฐบาลชุดนี้ก็ได้วางแผนจะทำแล้ว แต่สิ่งที่ผมห่วงสุดคิอด้านอื่นๆจะไม่ขยับได้เลยถ้า ภาคราชการยังไม่ปฎิรูป และปรับ Mindset ให้เป็นยุคดิจิทัล ถามผมว่าผมอยากเห็นอะไรกับการเปลี่ยนแปลงกับภาคราชการผมอยากเสนอข้อคิดให้เปลี่ยนแปลงดังนี้

1)   คนราชการจะต้องเลิกกลัวการใช้เทคโนโลยี บางท่านอาจเถียงผมว่าข้าราชการก็ใช้  smartphone, Tablet  เล่น Facebook, Line  หรือ YouTube  เป็นประจำ ใช่ครับเราใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงเยอะมาก แต่เราไม่ค่อยใช้เทคโนโลยีในการทำงาน ภาคราชการจำนวนยังไม่กล้าที่จะใช้ e-commerce, Internet Banking  จำนวนมากไม่รู้จักการใช้  File Sharing อย่าง Dropbox, Google Drive  ไม่เคยได้ใช้โปรแกรมอย่าง  Evernote, Google Docs  หรือ Office 365 ข้อสำคัญราชการต้องอย่ากลัวว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้ข้อมูลของราชการรั่วไหล จนทำให้เราไม่สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีได้เลย

2) ภาคราชการจะต้องปรับกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล การทำงานภาคราชการต้องมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานมากขึ้น ต้องลดการใช้เอกสาร ระบบดิจิทัลไม่ใช่หมายความว่าแค่การใช้ Word, Excel ส่งอีเมล์หรือการใช้ Line แต่มันหมายถึงทุกขั้นตอนตั้งแต่การขออนุมัติเรื่องต่างๆที่ต้องเป็นระบบดิจิทัล มีการใช้ระบบ Digital Workflow การประชุมที่จะต้องเป็นแบบ paperless มีระบบคลังข้อมูลดิจิทัลในการค้นหาเอกสารต่างๆแทนที่จะต้องมาเก็บแฟ้มเอกสารมากมาย การประชุมก็ต้องเลิกแจกเอกสารหนาๆ ต้องเลิกส่งจดหมายเชิญต่างๆ ส่งหนังสือเวียน หรือมาถามหาเบอร์ fax

3) คนราชการต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ ข้าราชการมักจะมีความคิดว่าการทำงานราชการมีความมั่นคง มองการทำงานแบบมีเวลาการทำงานที่แน่นอนตามระบบราชการ ทั้งๆที่วันนี้ โลกกำลังเข้าสู่การไร้พรมแดน ไม่มีขอบเขตเรื่องเวลาการทำงาน เราอยู่ในยุค 24×7 การทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ คนทำงานอาจอยู่คนที่ละที่ มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายได้เสมอโดยที่อาจไม่อยู่ภายใต้กรอบเดิมๆ โลกมีการแข่งขันสูงขึ้น เราต้องเน้นวัดการทำงานของราชการที่ Performance Base มันหมดยุคที่จะต้องลงชื่อเข้าทำงาน เข้าประชุม และต้องลดระบบอาวุโส ต้องทำองค์กรให้แบบราบขึ้น (Flat Organization) มีสายการบังคับบัญชาที่น้อยลง โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ และส่งเสริมให้มีการสร้างนวัตกรรมมากขึ้นในระบบราชการ

4) ภาคราชการต้องปรับบริการประชาชนให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เราต้องยอมรับว่า e-service ของภาครัฐบ้านเรามีน้อยมาก ที่เด่นๆก็เป็นแค่ระบบการชำระภาษีของกรมสรรพากร บริการส่วนใหญ่ก็เป็นแค่การให้ข้อมูลทางเว็บไซต์ผ่านพีซี บริการที่เป็น Mobile Web หรือระบบอย่าง Government Portal ก็ยังไม่มีมากนัก ทั้งๆที่เรามีการลงทุนซื้อโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีมาก แต่ก็ติดกฎระเบียบหลายๆอย่างที่ออกมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจการขอบริการต่างๆจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนธุรกิจการค้า การขอคืนภาษี การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง การบริการกรมที่ดิน ของบ้านเราจะใช้เวลานานกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและเต็มไปด้วยการขอเอกสารที่ซ้ำซ้อนไปหมด ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ควรหมดไปหากจะก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

5) ภาคราชการต้องเปิดกว้างในเรื่องข้อมูล หน่วยราชการต้องเปิดกว้างด้านข้อมูลข่าวสาร ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ โดยเฉพาะการทำ Open Data ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลต่างๆในรูปของดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ การเปิดข้อมูลนอกจากจะช่วยทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ภาคประชาชนนำข้อมูลของรัฐไปสร้างบริการหรือนวัตกรรมใหม่ๆได้ เช่นข้อมูลด้านการจราจร ข้อมูลด้านธุรกิจการค้าต่างๆ ข้อสำคัญภาครัฐต้องตระหนักว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นสมบัติของประชาชนไม่ใช่ข้อมูลของหน่วยงานตัวเอง และต้องเปิดกว้างให้ทุกๆภาคส่วนนำข้อมูลที่ไม่ใช่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการนำไปใช้ได้

6) ภาคราชการต้องเน้นการทำงานแบบร่วมกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ระบบราชการ มันจะทำให้เกิดบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่ากรแชร์ไฟล์ การทำเอกสารร่วมกัน การส่งเอกสารแบบใหม่ผ่านระบบ Cloud  การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบใหม่นี่จะเกิดประโยชน์อย่างมากถ้าภาคราชการฝึกการทำงานแบบ  Colaboration จะทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น

สุดท้ายถ้าราชการยังคิดแบบเดิม ยังไม่ปรับตัวเองตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่แล้วผมเชื่อว่าดิจิทัลอีโคโนมีคงไปได้ไม่ถึงไหน เผลอๆคงต้องยืมคำพูดของคุณปรีดา ยังสุขสภาพร ที่เขียนบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่าระวังนะครับ ดิจิตอลอีโคโนมีของเราจะเป็นได้อย่างมากก็เพียง “มโนอีโคโนมี” เท่านั้นเอง

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2014-12-28 18.22.17