อัตลักษณ์การระบุตัวตนในอนาคต ก็คือพฤติกรรมของเราเอง

2-3สัปดาห์ก่อนมีข่าวการเมืองที่ฮือฮาเกี่ยวกับการไปขุดค้นข้อมูลเก่าที่นักการเมืองที่เคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊คย้อนหลังตั้งแต่ปี 2010 จนถึงล่าสุด สิ่งที่น่าสนใจในปรากฎการณ์นี้ก็คือ โซเชียลมีเดียที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ในอดีต สามารถนำมาแสดงและอาจมีผลต่อทั้งทางบวกและลบได้ในปัจจุบันและอนาคต สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน

เร็วๆ นี้พบว่าหลายฝ่ายเริ่มให้ความสำคัญข้อมูลส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย อาทิ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศขอข้อมูลโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ของผู้สมัครขอวีซ่าเข้าประเทศเพื่อประกอบการพิจารณา ส่วนนายจ้างหลายแห่งใช้ข้อมูลโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ค และลิงค์อิน (LinkedIn) ในการพิจารณาผู้สมัครเข้าทำงานให้ความสำคัญมากกว่าข้อมูลอื่นเสียอีก

มีการกล่าวไว้ว่า อัตลักษณ์การระบุตัวตนในอนาคตคงไม่ใช่เบอร์บัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ แต่อาจกลายเป็นพฤติกรรมของเราที่สามารถตรวจสอบและติดตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์ไอโอที หรือการใช้โซเซียลมีเดีย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกสะสมบน คลาวด์ แพลตฟอร์ม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทำให้ทราบได้ว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร อัตลักษณ์แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันตั้งแต่ตำแหน่งที่อยู่ การเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือการแสดงความคิดเห็น ซึ่งด้วยเทคโนโลยีเอไอสามารถแยกบุคคลแต่ละคนออกมาได้โดยง่าย ยิ่งมีเทคโนโลยีอย่างการจดจำใบหน้าหรือเสียงก็ยิ่งทำให้สามารถระบุอัตลักษณ์ของแต่ละคนง่ายขึ้น

เมื่อเร็วๆนี้ ผมพบโซลูชั่นของสตาร์ทอัพรายหนึ่งในเบลเยี่ยมชื่อ Sentiance ซึ่งบริษัท DCS ในประเทศไทยนำเข้ามาพัฒนาเพื่อทำตลาด โซลูชั่นนี้ใช้เทคโนโลยีเอไอในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ ไอโอที โทรศัพท์มือถือ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของคนๆ นั้นได้ว่า เป็นคนขยันทำงาน ชอบเดินทาง หรือขับรถเป็นประจำ ตลอดจนคาดการณ์ถึงลักษณะการขับรถ และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการติดต่อหรือแจ้งเตือน สามารถนำมาใช้ในทำตลาดแบบทันทีทันใดได้อย่างแม่นยำ โซลูชันดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์กับธุรกิจได้หลากหลาย เช่น ประกัน ค้าปลีก การขนส่ง การแพทย์ เป็นต้น

Screenshot 2019-07-01 08.34.08

นี้เป็นเพียงตัวอย่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ของคนจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่หากจินตนาการดูว่าในอนาคตเราใช้ชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีใหม่มากมายทั้ง แวร์เอเบิล ดีไวซ์ สมาร์ทวอทช์ มีการถ่ายรูปผ่านมือถือ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เทคโนโลยีเอไอทางด้านภาพ เสียง และภาษา สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมต่างๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น รู้ถึงทัศนคติของเราในเรื่องต่างๆ ทั้งการเมือง สังคม ตลอดจนอาจวิเคราะห์ถึงบุคลิกส่วนตัวว่าเป็นคนอย่างไร เช่น พูดจาสุภาพ หรือก้าวร้าว

กรณีสหรัฐอเมริกาจะขอตรวจข้อมูลโซเซียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ในการขอวีซ่า จะเป็นวิธีตรวจสอบคนได้เป็นอย่างดี เพราะเทคโนโลยีเอไอสามารถวิเคราะห์การแสดงความคิดเห็นได้ว่าเป็นไปในทางบวกหรือลบ และอาจเช็คได้ว่าคนนี้เป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ ยกตัวอย่างคือ การเห็นความสัมพันธ์ของเพื่อน หากมีเพื่อนเป็นผู้ก่อการร้าย จะตรวจสอบได้ง่ายขึ้น จึงคาดว่าจะใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรมก่อการร้ายได้

หลายคนอาจคิดว่าโลกโซเชียลมีเดีย คือ ชีวิตส่วนตัว โดยแยกระหว่างเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัว ข้อสำคัญมีกฎหมายข้อมูลสิทธิส่วนบุคคลด้วย แต่เราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าโลกของเทคโนโลยีได้ก้าวไปไกลมากทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและเรื่องส่วนตัวแยกจากกันยาก อีกทั้งบางครั้งเราโพสต์ข้อมูลเป็นสาธารณะ หรือยอมให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วยความต้องการใช้ระบบนั้นๆ

สิ่งสำคัญสุดจงจำไว้ว่า อะไรก็ตามที่ทำ และที่โพสต์ในวันนี้ ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาจไม่มีผลกับเราในวันนี้ แต่จะผูกผันไปถึงอนาคต และอาจมีผลในอีก 10-20 ปีข้างหน้าก็ได้ ดังนี้นจึงควรตระหนักไว้เสมอว่าเราควรมุ่งคิดดีทำดีอยู่ตลอดเวลา

(บทความนี้นำมาจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจhttps://tinyurl.com/bkk-biznews)

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

การเรียนรู้เทคโนโลยีเอไอ สำหรับคนทุกวัย ทุกอาชีพ เพื่อการทำงานและใช้ชีวิตในอนาคต

เมื่อเช้านี้ผมดูสารคดีของ CNA (Channel News Asia) เรื่อง US-China Tech Rivalry ซึ่งมีการแสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันประเทศจีนมีความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยีเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องของเอไอที่แฝงเข้ามาในชีวิตประจำวันตั้งแต่ การใช้ Facial Recognition ในการจดจำใบหน้า, การทำ Social Credit Scoring, การมีวัดที่ใช้มีระบบเอไอในด้านต่างๆ และการไปสวนสาธารณะที่มีระบบเอไอ

รัฐบาลจีนตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเอไอของโลก นอกจากจะพยายามดึงผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เข้ามาทำงานและเรียนแล้ว ก็ยังเร่งพัฒนาบุคลากรทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง และก็ให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปเพื่อทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีเอไอ ให้คนในทุกวิชาชีพได้เรียนเรื่องของเอไอ เข้าใจเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ระดับการศึกษาขึ้นพื้นฐาน เพื่อที่จะเข้าใจผลกระทบของเอไอ สามารถจะทำงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีเอไอได้

การศึกษาเรื่องเอไอจึงมีความจำเป็นสำหรับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกวิชาชีพ ไม่ใช่เฉพาะคนในวิชาชีพไอทีซึ่งกลุ่มนั้นควรจะต้องเรียนแบบเจาะลึกในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งอาจต้องเน้นเรื่องของคณิตศาสตร์ อัลกอริทึม และการเขียนโปรแกรม แต่คนทั่วไปควรที่จะเข้าใจความหมายของเอไอ เข้าใจความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ผลกระทบการงานและสังคม ตลอดจนรู้จักการใช้เครื่องมือเอไอในชีวิตประจำวัน

ผมเองพยายามจะพัฒนาหลักสูตร “AI สำหรับคนทุกคน” และก็ได้ไปเจอหลักสูตร AI for everyone ของ Andrew Ng ก็เลยเป็นแนวทางส่วนหนึ่งในการทำสไลด์ แต่ก็ใช้ตำราอีกหลายเล่ม และข้อมูลที่ค้นคว้ามาเพื่อที่จะทำ Presentation ให้คนทั่วไปได้เข้าใจอย่างง่ายๆว่า เอไอคืออะไรและจะมีผลกระทบกับเราอย่างไร โดย Slides มีทั้งหมด 337 หน้าซึ่งแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆดังนี้

  • Mega Trends:  เพื่อให้เห็นแนวโน้มของเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อโลก
  • 5G: เทคโนโลยีในการสื่อสารที่จะมีผลกระทบกับเอไอ
  • Understanding AI: อธิบายความหมายของเอไอในด้านต่างๆพร้อมกับ คลิปสาธิตต่างๆ
  • ML vs. DL vs. DS: อธิบายความหมายของ Machine Learning, Deep Learning และ Data Science
  • AI Activities of Big Technology Companies: นวัตกรรมด้านเอไอของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Google, Microsoft, Amazon หรือ Alibaba
  • AI Use Cases: ตัวอย่างการใช้เอไอของหน่วยงานต่างๆ
  • AI Demo: การสาธิตการใช้เอไอกับชีวิตประจำวัน
  • Big Data: อธิบายความหมายของ Big data และความสัมพันธ์กับเอไอ
  • AI Tools: ตัวอย่างเครื่องมือในการพัฒนาเอไอ
  • Building AI Company: แนวทางการพัฒนาองค์กรเข้าสู่ยุคเอไอ
  • AI Transformation Playbook: คู่มือการทำ AI Transformation  ของ  Andrew Ng
  • AI & Society: เอไอกับผลกระทบทางสังคม และยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆ

Screenshot 2019-06-30 16.35.55

นอกจากนี้ผมได้ให้ทีมงาน IMC Institute จัดทำวิดีโอที่ผมสอนในหลักสูตร Basic AI for Everyone  เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านและเผยแพร่ลงบน YouTube Channel ของ IMC Institute โดยมีตัวอย่างวิดีโอในหัวข้อต่างๆดังนี้

สุดท้ายนี้ในวันที่ 24-25 กรกฎาคมนี้ ทาง IMC Institute จะจัดงงานสัมมนา 2 วัน ที่จะทำให้คนเข้าฟังเข้าใจพลังมหาศาลของ AI และ Big Data ในองค์กร เห็นตัวอย่างจริง ของการทำ AI แบบง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยี ที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ในวันแรกที่จะเน้นเรื่องราววิวัฒนาการของ AI ความหมายของ AI ประโยชน์ของ AI และความสัมพันธ์กับ Big Data รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการบรรยาย กึ่งอบรม พร้อมทั้งมีการสาธิตระบบ AI ต่างๆประกอบ จากนั้นในวันที่สองจะแบ่งเป็น 2 ห้อง โดยห้องแรกจะเป็นการบรรยายในหัวข้อต่างๆทั้งด้าน AI และ Big Data และห้องที่สองจะเป็นการบรรยายกึ่งปฎิบัติการในการสร้างระบบ AI ต่างๆในองค์กร ที่จะแสดงให้เห็นว่าการทำ AI ในปัจจุบันง่ายมากๆจนใครๆ ก็ทำได้ ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/ai2019

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

การเริ่มต้นใช้ AI ในชีวิตประจำวัน

(เอกสารนี้ส่วนหนึ่งผมเขียนโดยการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Voice typing ของ Google doc)

ทุกวันนี้ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก เครื่องมือจำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตประจำวันก็อาจมีระบบอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ฝังอยู่ ซึ่งบางทีเราก็อาจไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นเหล่านั้นเต็มที่หรือบางทีก็อาจไม่ทราบว่ามันคือเอไอที่แทรกซึมมาในชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้ว เช่น Google Map ที่นอกจากจะบอกเส้นทางเรา ยังสามารถคาดการณ์เวลาในการถึงที่หมาย การใช้ระบบอีเมล์ที่อาจคาดการณ์ Spam email ให้เราหรือตอบอีเมลให้เราอัตโนมัติ หรือการดูหนังผ่าน NetFlix ที่อาจแนะนำหนังที่เราชื่นชอบได้อย่างที่เราไม่คาดคิดว่าทราบได้อย่างไร

ในเมื่อ AI เริ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันเรา และในอนาคตจะมีผลต่อการทำงาน ผมจึงอยากแนะนำให้เราใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อให้ได้ประสบการณ์และคุ้นเคยกับการใช้ AI โดยวิธีการง่ายๆก็อาจใช้โปรแกรมต่างๆในมือถือ  smartphone หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านโดยใชโปรแกรมที่มีฟังก์ชั่น AI ต่างๆ

ตัวผมเองใช้มือถือ  iPhone แต่ก็มักจะโหลดโปรแกรม AI ของค่ายอื่นๆอาทิเช่น Google หรือ Xiaomi หลายๆตัวมาใช้อาทิเช่น Google Assistant, Google Home, Google Lens, Google Map, Mii Home เป็นต้น

ผมมีข้อแนะนำให้กับคนที่สนใจจะใช้ AI ว่าเราจะสัมผัสกับ AI ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร โดยอาจเริ่มทดลองการใช้โปรแกรมต่างๆดังนี้

  • Google Assistant หรือ Siri โดย เราอาจทดลองใช้ คำสั่งง่ายๆในการสั่งงานด้วยเสียงเช่น “OK Google, what is the weather today?” หรือ “OK Google, say ‘I love you’ in Thai” หรือ “OK Google, shows my photos of animal” โดยเราอาจดูตัวอย่างการใช้ Google Assistant ได้จากคลิปนี้
  • Google Map จริงๆแล้วผมก็เชื่อว่าหลายคนได้เคยใช้ Google Map แต่บางคนอาจเพียงแค่ต้องการทราบเส้นทาง แต่แท้จริงแล้ว Google Map มีฟังก์ชั่นของ AI อยู่มากมายอาทิเช่นเราสามารถใช้ในการหาระยะเวลาที่จะไปถึงเป้าหมาย หรือเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด หรือหาร้านอาหารใกล้ตัว แม้บางครั้ง Google Map ไม่ได้บอกได้ถูกต้อง 100% แต่การที่เราใช้เป็นประจำก็จะทำให้เราเข้าใจชีวิตประจําวันการใช้ AI มากขึ้น
  • การใช้ Gmail หรือ Google Calendarโปรแกรมเหล่านี้มีระบบ AI ที่ทำให้ได้มากกว่าการแค่ส่งอีเมลหรือตั้งเวลาปฏิทิน มันสามารถที่จะให้เราเลือกวันเวลานัดหมายได้อัตโนมัติ มี AI ในการที่จะตอบอีเมล์หรือเรื่องต่างๆได้ หรือเลือกให้นัดเวลาหลายๆคนที่ว่างพร้อมกันได้อัตโนมัติ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับ Google Assistantให้เรา ตรวจสอบ ตั้ง หรือลบปฎิทิน โดยสั่งงานด้วยเสียงได้
  • ทดลองใช้ ChatBot ของที่ต่างๆ เราจะพบว่าทุกวันนี้นี่หลายๆองค์กรมีการนำแชทบอทมาใช้ดังนั้นประสบการณ์ของการใช้แชทบอทก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องของ AI มากขึ้น
  • การใช้ Google Translator ในการแปลภาษาต่างๆอาทิเช่นการพูดแล้วให้แปลๆสดหรือการถ่ายรูปแล้วให้แปลอัตโนมัติ วิธีการนี้ผมใช้บ่อยเวลาเดินทางไปต่างประเทศหรือเจอคนต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ บางครั้งเวลาเข้าไปร้านค้าเห็นข้อความภาษาต่างประเทศที่ไม่เข้าใจก็จะใช้กล้องส่องแลัวใช้ Google Translator แปลสดๆ
  • ทดลองใช้ Voice typing แทนที่จะใช้คีย์บอร์ดในการพิมพ์เอกสารโดยเปิดใช้โปรแกรม Google doc อย่างนม แม้ในบางครั้งอาจจะพิมพ์ไม่ถูกต้อง 100% แต่ประสบการณ์การใช้งานจะทำให้เราเห็นประโยชน์ของ AI มากขึ้นและในอนาคตผมเชื่อว่า Voice typing จะเก่งกว่านี้อีกมากจนเราอาจไม่ต้องพิมพ์เอง

Screenshot 2019-06-24 08.48.14

รูปที่ 1: ตัวอย่างการทำ  Voice Typing โดยใช้ Google Doc

  • การใช้ Google Lens เป็นโปรแกรมที่เราสามารถใช้ในการหาได้ว่ารูปนั้นคืออะไร อาจเป็นสถานที่ ต้นไม่ ร้านค้า หรือสินค้าต่างๆ โปรแกรมก็จะสามารถและค้นหาความหมายให้เราได้

Screenshot 2019-06-24 17.29.20

รูปที่ 2: ตัวอย่างการใช้ Google Lens เพื่อแปลเอกสารสดๆจากกล้อง

Screenshot 2019-06-24 17.35.00

รูปที่ 3: ตัวอย่างการใช้ Google Lens เพื่อค้นหาสินค้าจากรูป

  • ติดตั้ง App ใหม่ๆที่มีระบบ AI เพื่อทดลองเล่นเช่นโปรแกรมการแต่งภาพอย่าง FaceApp หรือโปรแกรมสั่งงานด้วยเสียงต่างๆ

การเริ่มต้นใช้ AI จากโปรแกรมเหล่านี้จะทำให้เราคุ้นเคยกับระบบ AI มากขึ้น และก็เป็นการเตรียมความพร้อมของตัวเองสู่การใช้ชีวิตในโลกของอุตสาหกรรม 4.0 และอาจขยายต่อไปใช้ในเรื่องอื่นๆเช่นการใช้ Smart home หรือการทำงานโดยใช้เครื่องมือที่มีระบบ AI มาเสริม

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบัน

การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบ้านเรา

ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ ในบ้านเราเริ่มนำระบบเอไอเข้ามาใช้เป็นจำนวนมากขึ้น หากแบ่งตามสาขาของเอไอ กลุ่มที่พบมากที่สุดสาขาหนึ่ง คือ แมชชีน เลิร์นนิ่ง

Screenshot 2019-06-24 07.49.47

ทุกวันนี้ผู้คนต่างพูดถึงเทคโนโลยีเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ นั่นคือ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เสมือนมนุษย์ และคาดการณ์ว่าเอไอจะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ในงานหลายๆ ตำแหน่ง รวมถึงมองว่าเอไอจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม 4.0 และเป็นผลทำให้เกิด Digital Disruption ในหลายอุตสาหกรรม

แต่เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีเอไอ หลายคนจินตนาการไปถึงภาพของหุ่นยนต์ในบทภาพยนตร์ต่างๆ แล้วเริ่มตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นหุ่นยนต์ที่เป็นตัวๆ มาทำงานแทนที่มนุษย์ในงานต่างๆ มากมายเหมือนในภาพยนตร์ จึงคงอีกนานกว่า เทคโนโลยีนี้จะมีผลกระทบต่อเรา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอไออาจไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวหุ่นยนต์เท่านั้น แต่รวมไปถึงระบบซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งลงไปในอุปกรณ์ต่างๆ เช่นโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และก็เริ่มมีการใช้งานแพร่หลายแล้ว

ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ ในบ้านเราเริ่มนำเอไอเข้ามาใช้เป็นจำนวนมากขึ้น หากแบ่งตามสาขาของเอไอ กลุ่มที่พบมากที่สุดสาขาหนึ่ง คือ Machine Learning กล่าวคือ การใช้อัลกอริธึ่มมาทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้เองในงานเฉพาะจากการป้อนข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งพบว่า ธนาคาร โทรคมนาคม ธุรกิจค้าปลีก หรือการแพทย์ มีการนำ Machine Learning มาใช้เป็นประจำโดยเฉพาะในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytic) เช่น วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า ตรวจสอบการฉ้อโกงทางการเงิน การทำ Robo-advisor เพื่อแนะนำการลงทุนในสถาบันการเงิน และการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น

เอไอ ด้าน Natural Language Processing (NLP) เริ่มใช้แพร่หลายในประเทศไทย เป็นกระบวนการประมวลผลทางภาษาที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษาเหมือนมนุษย์ ปัจจุบันความสามารถทางด้านภาษาไทยของคอมพิวเตอร์ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถแปลจากภาษาต่างๆ มาเป็นภาษาไทยได้ถูกต้องมากขึ้น มีการใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่การตลาดก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่นำเทคโนโลยี NLP เข้ามาใช้ในการประมวลผลคำวิเคราะห์ความเห็นของผู้คนจากโลกออนไลน์เช่นข้อความในเฟซบุ๊ค หรืออินสตาแกรม

นอกจากนี้ก็เริ่มมีการใช้ Chatbotในหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น โดยระบบแชทบอทสามารถประมวลผลภาษาไทยแล้วโต้ตอบกับคนได้ หลายหน่วยงานเริ่มนำมาใช้เพื่อแทนที่พนักงานคอล เซ็นเตอร์ในการตอบคำถามลูกค้า

Machine Vision ซึ่งเป็นสาขาของเทคโนโลยีเอไอในด้านการมองเห็น หรือการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ที่กล่าวกันว่าทุกวันนี้คอมพิวเตอร์สามารถแยกแยะใบหน้าผู้คนได้ดีกว่ามนุษย์ จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกนำมาใช้ในการพิสูจน์ตัวตนของหลายหน่วยงานในประเทศไทย โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่เริ่มใช้ในการเปิดบัญชี หรือทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆทั้งที่สาขาหรือผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง

เอไอในด้าน Robotic Process Automation (RPA) เป็นซอฟต์แวร์ทำหน้าที่แทนคนในกระบวนการช่วยบันทึกหรือคีย์ข้อมูลเข้าระบบอัตโนมัติ RPA จะช่วยลดเวลาทำงานกระบวนการซ้ำๆ และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์โดยตรง และไม่มีข้อผิดพลาดในการทำงาน จึงทำให้หน่วยงานที่มีงานธุรกรรมจำนวนมากโดยเฉพาะสถาบันการเงิน สายการบิน หรือบริษัทขนาดใหญ่เริ่มนำมาใช้งาน

เอไอกับการใช้งานในบ้าน บริษัทสร้างบ้านจัดสรรหรือคอนโดหลายแห่งเริ่มนำอุปกรณ์อัจฉริยะมาติดตั้งเพื่อสร้างบ้านอัจฉริยะ

สุดท้ายเอไอกับการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และทำงานได้ตลอดเวลา ทำให้มีการลดการจ้างงานพนักงาน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเอไอได้ก้าวสู่อุตสาหกรรมด้านต่างๆ ในบ้านเราแล้ว เริ่มเข้ามาทำงานแทนคน ส่งผลกระทบกับการจ้างงานในบางประเภทแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ เอไอจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้งานลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นคนในยุคนี้ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีให้มากขึ้นและพร้อมที่จะปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

(บทความนี้นำมาจากคอลัมน์ประจำทุกวันศุกร์ที่ผมเขียนในกรุงเทพธุรกิจ https://tinyurl.com/bkk-biznews)

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

ยุทธศาสตร์ด้านเอไอการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กับนานาชาติ

เมื่อกลางเดือน ก.พ.ปีนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาลงนามในคำสั่งพิเศษของผู้บริหารเพื่อกระตุ้นการพัฒนาและกฎระเบียบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในชื่อ ‘American AI Initiative’ ซึ่งรัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเอไอ โดยคำสั่งมีองค์ประกอบหลักอยู่ 5 ด้านคือ

  1. เน้นทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันดับสองรองจากด้านความมั่นคงของประเทศ
  2. เร่งพัฒนาทรัพยากรด้านเอไอ ทั้งเรื่องข้อมูล ระบบประมวลผล และอัลกอริธึมต่างๆ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญและภาคอุตสาหกรรมสามารถประยุกต์ใช้เอไอได้อย่างรวดเร็ว
  3. เร่งกำหนดมาตรฐานกลางด้านต่างๆ ของเอไอ
  4. เร่งพัฒนากำลังคนด้านเอไอ ตลอดจนเตรียมกำลังคนให้พร้อม มีทักษะการใช้เอไอเพื่องานในอนาคต รวมทั้งสนับสนุนการศึกษา STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ในภาคการศึกษา
  5. ส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติในด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านเอไอ โดยในขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีเอไอของสหรัฐอเมริกาให้คงอยู่ท่ามกลางการแข่งขันหรือภัยคุกคามจากประเทศอื่น

สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่กำหนดกลยุทธ์ทางด้านเอไอ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2017 ประเทศจีนก็ได้ประกาศยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเอไอที่เรียกว่า “แผนพัฒนาเอไอในยุคใหม่” โดยจีนต้องการจะสร้างอุตสาหกรรมนี้ให้มีมูลค่าถึง 150 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับแผนยุทธศาสตร์เอไอของประเทศจีนนั้นได้ตั้งเป้าหมายไว้ 3 ขั้นคือ

  • ในช่วงแรกจนถึงปี 2020 จะเน้นเรื่องความชาญฉลาดด้านบิ๊กดาต้า และทฤษฎีพื้นฐานด้านเอไอ
  • ช่วงที่สอง มุ่งเน้นประยุกต์ใช้งานเอไอในด้านต่างๆ ทั้งการแพทย์ เมืองอัจฉริยะ โรงงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรม รวมถึงการป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายภายในปี 2025
  • ช่วงสุดท้ายมุ่งเน้นที่จะเป็นผู้นำของโลกทางด้านเอไอภายในปี 2030

นอกจากสหรัฐอเมริกาและจีนแล้วหลายๆ ประเทศในโลกอย่างเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส แคนาดา สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่เคนย่า ต่างก็ประกาศยุทธศาสตร์ชาติด้านเทคโนโลยีเอไอ เพราะหลายประเทศตระหนักดีว่าการปฎิวัติอุตสาหกรรม 4.0 จะมีผลผลิตที่โตขึ้นจากการนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างมากมาย จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นแข่งขันในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ เหมือนกับในอดีตเมื่อ 30-40 ปีก่อนที่ประเทศมหาอำนาจมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีแข่งกันไปอวกาศ

ยุทธศาสตร์เอไอของหลายประเทศมีการกำหนดงบประมาณจำนวนมาก เพื่องานวิจัยและการพัฒนาบุคลากร อาทิ ประเทศจีนตั้งงบประมาณไว้ถึง 7 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเงิน 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐในการตั้งเอไอพาร์คที่นครปักกิ่ง ขณะที่เกาหลีใต้ใช้งบประมาณจำนวน 2 พันล้านดอลลาร์ในแผนงานเอไอจนถึงปี 2022 ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสได้ตั้งงบประมาณไว้ถึง 1.5 พันล้านยูโรจนถึงปี 2022 ด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาลจะทำให้สถาบันการศึกษาและวิจัยของประเทศต่างเหล่านี้ต่างมุ่งเน้นมาทำวิจัยและการสอนทางด้านเอไอและดึงบุคลากรเก่งๆ จากทั่วโลกมาศึกษาและทำงาน

นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์เอไอที่เป็นความร่วมมือของนานาชาติ เช่น สหภาพยุโรปมีแผนที่จะระดมเงินงบประมาณทางด้านนี้ 20,000 ล้านยูโร และได้จัดสรรงบประมาณวิจัยปีละ 1.5 พันล้านยูโรจนถึงปี 2020 นอกจากนี้สหประชาชาติที่เปิดศูนย์กลางทางด้านเอไอและหุ่นยนต์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

แม้หลายประเทศจะมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเอไอไปอย่างมากและมีการกำหนดยุทธศาสตร์มาหลายปีแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังมีความหวังที่จะแข่งขันทางด้านเอไอได้ถ้ามีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ดี โดยเราอาจต้องมุ่งเน้นการทำวิจัยและพัฒนาในเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นจุดเด่นของประเทศ เช่น การนำเอไอมาใช้ในด้านการท่องเที่ยว การเกษตร ตลอดจนเน้นการพัฒนาเอไอในด้านภาษาไทยและท้องถิ่นของเรา

ทั้งนี้ในยุทธศาสตร์ควรเน้นใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และสำคัญที่สุด คือ ต้องลงทุนกับการศึกษาทางด้านนี้ ทั้งการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเอไอ ตลอดจนพัฒนาประชาชนให้มีทักษะการใช้เอไอเพื่องานในอนาคตต่อไป

อนึ่งผมเองได้ทำสไลด์หัวข้อ AI national and international strategies ที่ได้รวบรวมและทำการสรุปยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆที่สำคัญทั่วโลกเอาไว้ให้อ่าน ผมสนใจสามารถเข้าไปดูเนื้อหาได้ที่

https://docs.google.com/presentation/d/1wq5Pgl1EfrR194KN0IqnhhjIUg9HtgA_lHYgyhHzvsg

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

การเก็บข้อมูลประชาชนของรัฐบาลจีนในการทำ Big Data Analytics

ผมไปเซินเจิ้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาและได้สังเกตการเก้บข้อมูลของหน่วยงานในประเทศจีนที่ทำให้ไปแปลกใจว่าทำไมเขาถึงสามารถทำ Social credit scoring หรือทำการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนของเขาได้ตลอด ประสบการณ์ที่พบตั้งแต่เขาประเทศจีนครั้งแรกเขาก็สแกนลายนิ้วมือผมเก็บไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และหลังจากนั้นทุกครั้งที่่เข้าประเทศจีนผมก็ไม่ต้องทำการสแกนแล้วเพราะเขาได้เก็บประวัติผมไว้แล้ว และเมื่อขึ้นแท็กซี่จากสนามบินเข้ามาโรงแรมก็สังเกตเห็นรถที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่นอกจากมีระบบติดตามรถตลอดแล้วยังมีกล้องที่จับภาพทั้งคนขับและผู้โดยสารตลอดเวลา

ตอนผมเข้าไปพักที่โรงแรมงวดนี้ก็ค่อนข้างที่แปลกใจที่ทางเขาขอถ่ายรูปผมเก็บไว้ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่เจอแบบนี้ รูปที่เขาถ่ายไปก็ไม่ได้นำไปใช้ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าพัก แต่ใช้ในการระบุตัวตนคู่กับ  Passport ที่ผมคิดว่าเขาสามารถทำระบบจดจำใบหน้า (FacialRecognition) ได้เป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงระบบตรวจสอบคนทำผิดกฎหมายอาทิเช่นการไม่ข้ามทางม้าลายด้วยการทำ Realtime facial recognition จากกล้อง CCTV ที่อยู่ในที่สาธารณะทั่วเมืองเมืองเซินเจิ้น หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ตในประเทศจีนก็บล็อก Social media และ Search engine ของต่างชาติอย่าง Facebook หรือ Google คนจีนต้องใช้ระบบในประเทศอย่าง Baidu หรือ Weibo จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลเขาสามารถที่จะเก็บข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ต การใช้ Social Media และการสืบค้นข้อมูลของประชากรได้

นอกจากนี้การใช้ E-commerce และ Mobile payment ของระบบในจีนอย่าง Taobao, Tmall, Alipay หรือ WeChat ทำให้เขาสามารถติดตามพฤติกรรมของประชาชนได้ว่ามีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไร เดินทางไปไหน หรือการซื้อบัตรโดยสารหรือการแสดงต่างๆอย่างไร แม้แต่คนต่างชาติอย่างผมจะซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ ผมก็ต้องแสดง Passport และเมื่อซื้อครั้งแรกเขาก็จะเก็บข้อมูลต่างๆของผมไปหมด การขึ้นรถไฟก็ต้องใช้ Passport สแกนผ่านประตูเข้าออกแทนที่จะใช้บัตรโดยสาร แสดงให้เห็นว่าเขาใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยตรงผ่าน Identity ที่อาจเป็นบัตรประชาชน, Passport, WeChat หรือ Alipay

ctm-0424-china-surveillance-cameras-social-credit-score

อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่าหลักการของ Big data ที่สำคัญคือการจะต้องมี Velocity ของข้อมูลแต่ละคนที่จะต้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง (ดูบทความเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ:  Data is the new oil: มาวิเคราะห์กันว่าอุตสาหกรรมใดมีข้อมูลขนาดใหญ่) และข้อมูลลักษณะนี้อาจจำแนกได้เป็นสี่ประเภทคือ Social media, Mobile, IoT และ Transaction ซึ่งหน่วยงานที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีจะต้องมี Big data ในลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลสรุปขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าประเทศจีนมีการยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านี้มาเพื่อมาใช้ในการทำ Big data analytics ในเรื่องต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากการวางกลยุทธ์ในการเก็บข้อมูลที่ทางรัฐบาลอาจต้องใช้กฎหมายมาบังคับแล้ว รัฐบาลเองก็ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจมี Server นับล้านเครื่องในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้

การเก็บข้อมูลประชาชนของรัฐบาลจีน มีอยู่ในหลายๆมิติอาทิเช่น

  • การติดตั้งกล้อง CCTV ที่สามารถใช้ระบบ Facial recognition ตรวจสอบพฤติกรรมประชาชนทั่วประเทศจีนจำนวน 176 ล้านตัวและจะขยายเป็น 450 ล้านตัวในปี 2020
  • การติดตามข้อมูลการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้จ่ายเงินผ่าน  Mobile payment อย่าง Alipay หรือ WeChat ที่เอาทำ Social credit scoring อย่าง Zhima (Sesame) Credit
  • การบังคับให้รถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ Tesla, Volkswagen, BMW, Ford, General Motors, Nissan, BYD ต้องส่งข้อมูลตำแหน่งรถยนต์กลับมายังรัฐบาลตลอดเวลา
  • การดึงข้อมูลจาก Mobile App ต่างๆเข้ามา และมีการบังคับให้คนบางกลุ่มเช่นชาวอุยกูร์ต้องติดตั้ง Mobile App ที่ชื่อ Jingwang เพื่อตรวจสอบรูปภาพ ไฟล์ หรือเอกสารต่างๆที่อยู่ในมือถือ

จากตัวอย่างของข้อมูลที่เก็บมาจึงไม่แปลกใจที่เขาจะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนได้ตลอด ถ้ามองในแง่ของความสะดวกสบายและความปลอดภัยก็อาจเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามองในแง่ของเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลก็เริ่มเป็นข้อสงสัยที่ทุกถาม ดังนั้นถ้ามองในแง่ของเทคโนโลยีก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม Big data analytics ของประเทศจีนมีความก้าวหน้าไปอย่างมากแต่ก็แลกมาด้วยข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจถูกละเมิด

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ทริปดูงานเมืองเซินเจิ้นเดือนเมษายน 2019

Screenshot 2019-04-12 11.00.11

สองสัปดาห์นี้ผมได้เดินทางไปประเทศจีนสองครั้ง สัปดาห์ก่อนผมไปเมืองเซินเจิ้นและฮ่องกงกับทีมงานของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัปดาห์นี้ก็ไปเมืองกวางโจวและเซินเจิ้นกับผู้เข้าอบรมของสถาบันไอเอ็มซี ทั้งสองทริปที่เดินทางไปก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของเทคโนโลยีไอทีและการไปดูงานนิทรรศการและบริษัทด้านไอทีในเมืองเซินเจิ้น สองปีที่ผ่านมาผมเดินทางมาเมืองเซินเจิ้น 5 ครั้งและมีโอกาสได้ไปดูงานนิทรรศการไอทีเขาแทบทุกครั้ง อย่างสัปดาห์นี้ผมก็ไปดูงาน China Informatiion Technology Expo ซึ่งเขาจัดเป็นครั้งที่ 7 ทุกครั้งที่ไปดูงานของเขาก็จะเห็นความก้าวหน้าของบริษัทของเขาที่มาออกบูธเป็นพันๆบริษัทเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ งานครั้งนี้เขาก็จัดทั้งหมด 9 Hall และที่มาออกงานเกือบ 100% เป็นบริษัทในจีนที่ส่วนมากมาจากเมืองเซินเจิ้น งานนี้เราจะเห็นแทบทุกค่ายเอาเรื่องของ Smart devices,Robot,  IoT และ AI มาแสดง เห็นสินค้าของเขาแล้วไม่แปลกใจที่จะบอกได้เต็มที่ว่าเขา Hardware Silicon Valley ได้อย่างแท้จริง คนที่นี่เขาบอกผมว่าถ้าต้องการจัดซื้อส่วนประกอบอุปกรณ์ Smartphone จากผู้ผลิตรายต่างๆ 400 ชิ้นในเมืองเซินเจิ้นอาจใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันในการหาเทียบกับเวลา 60 วันในการหาที่ Silicon Valley ในอเมริกา และถ้าเราต้องการผลิต Smartphone เพื่อทำเป็นสินค้าซักยี่ห้อหนึ่งก็จะใช้เวลาเพียง 90 วันเมื่อเทียบกับ 240 วันใน Silicon Valley

รูปที่  1 งาน CITE 2019

อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือคนทำงานรวมถึงคนที่มาเดินดูนิทรรศการส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผมเข้าไปดูงานบางบริษัทรู้สึกเลยได้ว่าเราเองอายุมากกว่าพวกเขามาก เมืองเซินเจิ้นมีความเจริญมากและเมืองที่มี GDP สูงสุดเมืองหนึ่งของจีน โดยมีรายได้หลักมาจากด้านไอที ซึ่งก็มีบริษัทใหญ่ๆที่อยู่ในเมืองนี้มากมายอย่าง Huawei, ZTE, Tencent, DJI หรือ BYD เขามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆในจีนทำให้มีบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายทำให้เมืองเซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็เลยยิ่งทำให้เขาเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ทุกครั้งที่เดินทางไปก็จะให้ตึกใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายและสร้างขึ้นด้วยความรวดเร็ว ที่น่าสนใจเขาเองก็ Industrial park จำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาทิเช่น Shenzhen Hi-Tech Industrial Park (SHIP) ที่มีคนวัยหนุ่มสาวมาทำงาน คนที่นี่บอกผมว่าคนไอทีของเขาทำงานแบบ 996 คือเริ่มงาน 9 โมงเช้า เลิก 9 โมงเย็น และทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน ซึ่งนอกจากเห็นความขยันขันแข็งของคนทำงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือการใส่ใจในเรื่องการศึกษาการส่งเสริมให้บุคลากรเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างด้าน AI อย่างจริงจัง

รูปที่  2 การดูงานที่บริษัท Royole

รูปที่  3 การดูงานบริษัท UBTech

ทั้งสองทริปนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูบริษัทที่เป็น Top 10 Unicorn ของจีนสองบริษัท บริษัทแรกคือ Royole ซึ่งเป็นผู้ผลิตจอพับได้ให้กับบริษัทมือถือต่างๆ และบริษัท UBTech ที่ทำทางด้านหุ่นยนต์และ AI ทั้งสองบริษัทมีนวัตกรรมจำนวนมากที่จดเป็นสิทธิบัตรนับพันรายการ และยังมีพนักงานเป็นหมื่นคน มีการทำ R&D อยู่ในหลายประเทศและมีการขายสินค้าออกไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียงแค่สิบปีจะเติบโตได้รวดเร็วขนาดนี้ ส่วนหนึ่งนอกจากการมีนวัตกรรมที่ดีมีคนที่มีความสามารถจำนวน ก็ต้องยอมรับว่าเขาได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐด้วย นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสได้เยี่ยมชม F518 ซึ่งเป็น industrial park ด้าน Creative Design และไอที ซึ่งรัฐบาลเขาได้จัดตั้งขึ้นโดยการแปลงโรงงานเก่าๆให้เป็นที่ตั้งของบริษัท ซึ่งก็สามารถบริษัททางด้าน Industrial Design และไอทีออกไปได้หลายร้อยบริษัท

รูปที่ 4  การดูงาน F518

ทริปหลังนี้ผมยังมีโอกาสแวะไปกวางโจวไปเห็นตลาดค้าส่งไอทีของเขา เขามีร้านค้าจำนวนมากเป็นหลายพันร้านที่นำสินค้าไอทีที่ผลิดในจีนมาขายส่งออกไปต่างประเทศ ผู้ซื้อมาจากหลายประเทศและสามารถที่จะซื้อสินค้าหลาหลายชนิดที่มีนวัตกรรมกรรมใหม่ๆมากมายและมีราคาถูกกลับไปขายที่ประเทศตัวเองได้ เห็นสินค้าที่มาแสดงแล้วตั้งแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ IOT หุ่นยนต์ อุปกรณ์ accessory ต่างๆอุปกรณ์ไอทีจำนวนมากแล้ว ไม่แปลกใจว่าทำไมชาติตะวันตกถึงกลัวจีน วันนี้จีนได้กลายเป็นชาติที่เน้นการทำนวัตกรรม ไม่ใช่แหล่งสินค้าก็อปปี้แบบเดิม และหลายๆอย่างที่เขาคิด ไปไกลมากๆจนบางครั้งเราก็งงว่าเขาคิดได้อย่างไร เพราะเราคาดไม่ถึงในนวัตกรรมของเขา

รูปที่ 5 ตลาดค้าส่งไอทีในเมืองกวางโจว

ทุกทริปที่มาจีนเห็นการเปลี่ยนแปลงตลอดและต้องยอมรับกันเลยว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาได้เพียงไม่กี่ปีอันสั้น แต่เป็นเพราะเขาพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจึงมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศคือคุณภาพของคนไม่ว่าจะปกครองด้วยระบบอะไรก็ตาม

ดูบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute