การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจเนื่องจาก Digital Transformation

ผมกับคุณมิค (ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ) ได้มีโอกาสไปบรรยายและทำ Workshop ในหัวข้อ Digital Transformation ให้กับหลายๆองค์กร สิ่งหนึ่งที่คุณมิคจะนำมาให้ผู้เรียนทำเสมอในตอนท้ายก็คือการเขียน Business Model Canvas (BMC) สำหรับการจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจ (Business Transformation) ในยุคของดิจิทัล เพราะการทำ Digital Transformation คือการปรับกลยุทธ์และอาจต้องคิดโมเดลของธุรกิจใหม่โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วย มากกว่าที่จะคิดเพียงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ยังมีโมเดลธุรกิจเดิมๆซึ่งอาจกำลังเกิด Digital Disruption

Business Model Canvas เป็นเครื่องมือที่ช่วยออกแบบโมเดลธุรกิจผ่านปัจจัยทั้ง 9 ด้านที่ครอบคลุมส่วนสำคัญๆ ต่อธุรกิจ BMC ถูกพัฒนาและนำเสนอโดย Alexander Osterwalder และ Yves Pigneur ในหนังสือชื่อ Business Model Generation (ปี พ.ศ. 2552) เพื่อเป็นเทมเพลตที่ช่วยออกแบบแบบจำลองธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจ และทำให้สามารถช่วยประเมินธุรกิจในด้านต่างๆ 9 องค์ประกอบคือ

  1. Value Propositions คุณค่าของธุรกิจ
  2. Customer Segment กลุ่มของลูกค้าเป้าหมายของเรา
  3. Customer Relationships การสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า
  4. Channels ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
  5. Key Activities กิจกรรมหลักที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
  6. Key Partners พาร์ทเนอร์หลักของเรา
  7. Key Resource ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ
  8. Revenue Streams รายได้ของของธุรกิจมาจากแหล่งใด
  9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ

BMC ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจต่างๆอาจต้องกลับมาทบทวน Business Model ที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้รูปแบบธุรกิจแบบเดิมก็อาจเริ่มเปลี่ยนไปในยุคไอทีที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งมีเรื่องของอินเตอร์เน็ตและ Smartphone เข้ามา และกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้งในยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เราต้องทำ Digital Transformation

ผมเลยอยากเขียนสรุปสั้นๆให้เห็นว่า องค์ประกอบแต่ละด้านของ Business Model Canvas มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปวางแผนปรับโมเดลธุรกิจในการทำ Digital Transformation ดังนี้

  1. Value Proposition ในรูปแบบเดิมเมื่อกล่าวถึงคุณค่าของธุรกิจหรือจุดเด่น ส่วนใหญ่ก็อาจมองที่สินค้าหรือบริการทีดีกว่า ราคาที่ดีกว่า มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือมีแบรนด์ เมื่อเทคโนโลยีไอทีเข้ามาคุณค่าที่จะต้องพิจารณาขึ้นก็อาจเป็นเรื่องของการเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่านเว็บไซต์ โมบาย หรือสามารถทำ Self-service ได้ แต่ในยุคของดิจิทัลที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 สิ่งที่จะเป็นคุณค่าเพิ่มขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องของ สินค้าและบริการที่สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ (Customisation) หรือตรงความต้องการของลูกค่าแต่ละคน (Personalization) หรือมีเรื่องของบริการย่อยๆ (Microservices) หรืออาจมีคุณค่าในแง่ของความปลอดภัยด้านไอทีที่แตกต่างกับธุรกิจอื่นๆ เป็นต้น
  2. Customer Segment ในรูปแบบเดิมกลุ่มของลูกค้าเป้าหมายอาจมองในแง่ของอายุ เพศ อาชีพ หรือพื้นที่ แต่ด้วยยุคของดิจิทัลทำให้เราสามารถทำกลุ่มเป้าหมายย่อยได้ (Micro segmentation) โดยการใช้ Data Analytics และเริ่มมีกลุ่มเป้าหมายๆใหม่ๆเช่น กลุ่ม Digital Native กลุ่ม Gamer กลุ่ม Youtuber กลุ่ม Influencer/Blogger และยังสามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรม (Behavioral segmentation) หรือปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายแบบพลวัต (Dynamic segmentaion) โดยการใช้ real-time sensor เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปตามาสถานการณ์
  3. Customer Relationships ในรูปแบบเดิมการสร้างสายสัมพันธ์เน้นเป็นรายบุคคล ตามโอกาสต่างๆ เน้นการสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือ ที่อาจเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ในยุคของไอทีก็เริ่มมีการนำระบบ CRM (Customer Relationship Management) มาใช้งานมากขึ้น มีการพูดถึงการทราบตัวตนของลูกค้าที่อาจเป็น Digital ID เช่นติดต่อผ่านอีเมล แต่ในยุคดิจิทัลปัจจุบันการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอาจทำผ่าน Social Media หรือเป็นการสร้างกระแสทางดิจิทัล (Digital Viral) การพูดคุยกับลูกค้าอาจเป็น Dialog ที่กำหนดเงื่อนไขต่างๆตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้การระบุตัวตนของลูกค้าก็อาจยากขึ้นเพราะหลายคนอาจเป็นอวตารไม่ใช้บัญชีจริง
  4. Channels ในรูปแบบเดิมช่องทางการเข้าถึงลูกค้าอาจเป็นผ่านการโฆษณา การทำตลาดผ่านสื่อต่างๆ ส่งโปรชัวร์ มีระบบ Call Center พอมาถึงในยุคไอทีก็จะมีการสร้างเว็บ การส่งอีเมล การทำ E-Commerce และระบบออนไลน์ต่างๆ แต่ในปัจจุบันคือยุคของ App ยุคที่ต้องเข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นลำดับแรก (Mobile First) ต้องใช้ช่องทางที่หลากหลาย (Omnichannel) ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเช่น Beacon, Augmented Reality และต้องเน้นประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ที่อาจวัดความพึงพอใจด้วย Net Promoter Score (NPS)
  5. Key Activities ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การสร้างนวัตกรรม การขาย การทำตลาด การบริหารภายใน แต่ในยุคไอทีก็เริ่มมีการทำ Digitizing แปลงของขัอมูลและกระบวนการต่างๆให้อยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ สำหรับยุคดิจิทัลในปัจจุบันคงต้องเพิ่มกิจกรรมในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมากขึ้น เช่นการทำการตลาดแบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนระบบขึ้นสู่ Cloud Computing การชำระเงินในรูปแบบใหม่ๆผ่าน Mobile-payment หรือการนำระบบ RPA (Robot Process Automation) เข้ามาใช้ในองค์กร
  6. Key Partners ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นหาคู่ค้าช่วยในการขาย การโฆษณา แต่ในปัจจุบันคงต้องเพิ่มความหลากหลายที่อาจมองถึงเรื่องของ คู่ค้าที่เป็นตัวกลาง/แพลตฟอร์ม กลุ่มที่เป็น Startup กลุ่ม Venture Capital กลุ่ม Freelance กลุ่มพันธมิตรในโครงการต่างๆที่ทำด้านเทคโนโลยี หรือโครงการอย่าง Smart City และบางครั้งอาจรวมถึงลูกค้าที่จะมาช่วยในการทำงาน
  7. Key Resource ในรูปแบบเดิมทรัพยากรที่จำเป็นคือเงินทุน บุคลากร อุปกรณ์และสินทรัพย์ต่างๆหรือระบบไอที แต่ในปัจจุบันทรัพยากรที่จำเป็นอาจเน้นเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น เช่นการมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระบบ Mobile App อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ระบบหุ่นยนต์ ระบบ AI และ ระบบ Open-API เป็นต้น
  8. Revenue Streams ในรูปแบบเดิมรายได้คงมาจากการขายสินค้าและบริการในรูปแบบเดิม ต้องบริหารกระแสเงินสด ต้องหาเงินลงทุน พอมาในยุคไอทีรูปแบบของรายได้เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นเข่น Prepaid, Pay-as-you-go หรือรายได้จากโฆษณา ในปัจจุบันกระแสดิจิทัลเข้ามาเต็มที่ทำให้เริ่มมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิมอีกมากอาทิเช่น Freemium, Fee-in-Free-Out, Pay-to-win, Ownership-to-access หรือ Dynamic pricing เป็นตัน
  9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจซึ่งก็คือการประมาณการค่าใช้จ่ายในแบบเดิมที่มีมา และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีมากนัก

หากองค์กรใดต้องการที่จะทำ Digital Transformation ก็อาจสามารถเริ่มต้นด้วยการทำ Business Model Canvas แล้ววางแผนในบริบทที่ควรจะเปลี่ยนไปในยุคดิจิทัลตามที่กล่าวมาในที่นี้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ใครคือผู้นำทางด้าน AI จีน สหรัฐอเมริกา หรือ สหภาพยุโรป





ในยุคของอุตสาหกรรม 4.0 มีการกล่าวกันว่ามหาอำนาจโลกเปลี่ยนจากการแข่งขันไปอวกาศ (Space Race) เป็นการพัฒนา AI แข่งกัน ประเทศใดที่ทำเรื่องของ AI ได้ดีกว่าประเทศนั้นมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในยุคของอุตสาหกรรม 4.0 โดยจะสามารถ เพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศดีกว่า โดยอาจจะเห็นหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในบางด้าน และประเทศใดที่ไม่สามารถแข่งขันหรือพัฒนา AI ได้ก็จะล้าหลังและไม่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรม 4.0 ได้

คำถามที่น่าสนใจคือว่า ในปัจจุบันชาติใดเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2019 มีผลการศึกษาเรื่อง Who is winning the AI race: China, the EU or the United States? ของ Center for Data Innovation ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบศักยภาพการพัฒนา AI ของประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และกลุ่มสหภาพยุโรปใน 6 ด้านคือ ด้านทักษะบุคลากร ด้านงานวิจัย ด้านการพัฒนา ด้านการประยุกต์ใช้งาน ด้านข้อมูล และด้านฮาร์ดแวร์

ซึ่งภาพรวมจากการวิจัยพบว่า สหรัฐอเมริกายังนำจีนและสหภาพยุโรปอยู่ใน 4 ด้านคือ ด้านผู้เชี่ยวชาญ ด้านงานวิจัย ด้านการพัฒนา และด้านฮาร์ดแวร์ แต่จีนเองก็นำในด้านข้อมูล และด้านการประยุกต์ใช้งาน โดยภาพรวมจากคะแนนเต็ม 100 สหรัฐอเมริกามีคะแนนนำที่ 44.2 คะแนน จีนได้  32.3 คะแนน และสหภาพยุโรปได้ 23.5 คะแนน ซึ่งผู้นำในแต่ละด้านสรุปได้ดังตารางที่ 1 และผลการศึกษาในแต่ละด้านสามารถสรุปได้ ดังนี้

ตารางที่ 1 ผลการจัดอันดับ AI ในด้านต่างๆ

ด้านจีนสหภาพยุโรปสหรัฐอเมริกา
ผู้เชี่ยวชาญ321
งานวิจัย321
การพัฒนา321
การประยุกต์ใช้งาน123
ข้อมูล132
ฮาร์ดแวร์231
ผลรวม231

 1 ด้านผู้เชี่ยวชาญ

ทีมงานศึกษาได้วัดจากจำนวนนักวิจัยทางด้าน AI โดยพบว่า สหรัฐอเมริกามีจำนวนมากถึง 28,536 คน ขณะที่สหภาพยุโรปมีกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ รวม 43,064 คน โดยมีมากสุดในประเทศเยอรมัน 9,441 คน และสหราชอาณาจักร 7,998 คน ส่วนจีนมีอยู่ 18,232 คน อย่างไรก็ตามข้อมูลการศึกษาระบุว่า แม้สหภาพยุโรปจะมีผู้มีทักษะด้าน AI มากสุด แต่ปรากฏว่าจำนวนพนักงานทางด้านนี้ในบริษัทใหญ่ๆ กลับมีน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาเนื่องจากมีเงินทุนสนับสนุนน้อยกว่า และบริษัทใหญ่ในสหรัฐอเมริกาก็ยังสามารถที่จะดึงดูดคนเก่งทางด้าน AI ไปทำงานได้ดีกว่าที่อื่นๆ

แต่ทั้งสามกลุ่มประเทศต่างก็มีนโยบายในการที่จะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI เข้ามาทำงาน และศึกษาต่อระดับปริญญาโท/เอก โดยการให้ทุนการศึกษา และมีงบประมาณการตั้งหน่วยงานวิจัยทางด้าน AI จำนวนมาก เช่น ประเทศจีนมีแผนที่จะตั้งศูนย์วิจัย AI ถึง 50 แห่ง และมีการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ทางด้านนี้ รวมทั้งมีแผน 5 ปี ที่เน้นในการสร้างบุคลากรทางด้าน AI 

2 ด้านงานวิจัย

การวัดขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านงานวิจัย เป็นการเปรียบเทียบจากจำนวนบทความด้าน AI ที่ตีพิมพ์ในการประชุมวิชาการและวารสารต่างๆ รวมถึงจำนวนแหล่งเงินทุนวิจัย ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนบทความด้าน AI เฉพาะปี 2017 จีนมีบทความเพิ่มขึ้นเป็นอันดับหนึ่งถึง 15,199 บทความ ตามด้วยสหภาพยุโรป 14,776 บทความ และสหรัฐอเมริกา 10,287 บทความ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อดูจำนวนบทความย้อนหลังตั้งแต่ปี 1998 สหภาพยุโรปมีมากสุดถึง 164,000 บทความ ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่ 135,000 บทความ และจีน 107,000 บทความ

ในด้านทุนวิจัยจีนมีแผนงานที่จะสนับสนุนเงินปีละ 950 ล้านดอลลาร์ ถึงปี 2025 ส่วนสหภาพยุโรปตั้งเป้าที่จะสนับสนุนงานวิจัยด้าน AI ช่วงปี 2018-2020 จำนวน 1,700 ล้านดอลลาร์ และกำลังทำแผนนำเสนอขอเงินสนับสนุนอีก 8,000 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2021-2027 ส่วนสหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนงบประมาณวิจัยด้าน AI ตั้งแต่ปี 2015 จำนวน 1,100 ล้านดอลลาร์ และล่าสุดเมื่อกันยายน ปี 2018 ก็ประกาศเพิ่มงบประมาณอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สำหรับอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้การสำรวจการลงทุนงบวิจัยและพัฒนาของบริษัทขนาดใหญ่ด้านไอทีในแต่ละประเทศที่ติดอันดับ 2,500 บริษัทแรกของโลกพบว่า สหรัฐมีการลงทุนงานวิจัยสูงสุดที่ 77.4 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีน 11.8 พันล้านเหรียญ และสหภาพยุโรป 10.5 พันล้านดอลลาร์ 

ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพรวมในด้านนี้สหรัฐอเมริกามีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยสหภาพยุโรปและจีน แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพด้านงานวิจัยของจีนกำลังเร่งขึ้นมาและในอนาคตน่าจะสามารถที่แซงสหภาพยุโรปได้

3. ด้านการพัฒนา

การศึกษาทางด้านนี้คือ การวิเคราะห์ในมุมของจำนวนบริษัททางด้าน AI จำนวนสิทธิบัตร จำนวนบริษัท Startup ด้าน AI ตลอดจนเงินลงทุนของ Venture Capital (VC) ซึ่งพบว่า สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำทางด้านนี้ โดยมีบริษัทด้าน AI ถึง 1,727 บริษัท มีจำนวน Startup 1,393 บริษัท เงินลงทุนจาก VC และหุ้นนอกตลาด (Private Equity) จำนวน 16.9 พันล้านดอลลาร์ และมีสิทธิบัตรที่มีการอ้างอิงด้าน AI จำนวน 28,031 ฉบับ ส่วนสหภาพยุโรปตามมาเป็นอันดับสอง โดยมีบริษัทด้าน AI จำนวน 762 บริษัท มีจำนวน Startup 726 บริษัท เงินลงทุนจาก VC และหุ้นนอกตลาดจำนวน 2.8 พันล้านดอลลาร์ และมีสิทธิบัตรที่มีการอ้างอิงด้าน AI จำนวน 2,985 ฉบับ  

ส่วนจีนแม้จะอยู่อันดับสุดท้ายโดยมีบริษัทด้าน AI จำนวน 224 บริษัท มีจำนวน Startup 383 บริษัท และมีสิทธิบัตรที่มีการอ้างอิงด้าน AI จำนวนเพียง 691 ฉบับ แต่เงินลงทุนจาก VC และหุ้นนอกตลาด (Private Equity) มีจำนวนถึง 13.5 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ในอนาคตมีโอกาสที่จะแซงสหภาพยุโรปที่มีเงินสนับสนุน Startup น้อยกว่า

4. ด้านการประยุกต์ใช้งาน

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2030 เทคโนโลยี AI จะสร้าง GDP ของโลกเพิ่มขึ้นถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญและต่างนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เพื่อที่จะสร้างศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า จีนนำหน้าสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ในด้านการนำมาประยุกต์ใช้ โดยข้อมูลในปี 2018 พบว่า บริษัทในจีน 32% ได้ประยุกต์ใช้ AI แล้ว ขณะที่สหรัฐอเมริกามี 22% และ สหภาพยุโรปมีเพียง 18% นอกจากนี้ยังพบว่า บริษัทในจีนถึง 53% ที่กำลังมีการทดลองใช้ AI ขณะที่สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป มีเพียง 29% และ 26% ตามลำดับ

ทั้งนี้จากผลการศึกษาพบว่าประชากรจีนเห็นผลกระทบของเทคโนโลยี AI มากถึง 76% ขณะที่สหรัฐอเมริกามีประชากร 58% ที่เห็นผลกระทบของ AI ส่วนในสหภาพยุโรปเมื่อพิจารณาในเรื่องนี้บางประเทศพบว่า ประชากรเห็นความสำคัญ ดังนี้ ฝรั่งเศส 52% เยอรมัน 57% สหราชอาณาจักร 51% และสเปน 55% ทำให้จีนเป็นผู้นำทางด้านการประยุกต์ใช้งาน ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป

5. ด้านข้อมูล

เทคโนโลยี AI จำเป็นจะต้องมีข้อมูลจำนวนมากมาสร้างโมเดลในการพยากรณ์ ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้โมเดลมีความแม่นยำมากขึ้น แต่อาจยังไม่มีวิธีการวัดปริมาณข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ทางด้าน AI โดยตรง ดังนั้นการศึกษาของทีมงานนี้จึงใช้ข้อมูลในปี 2018 จากปริมาณการใช้ Broadband การชำระเงินผ่านมือถือ การสร้างข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ข้อมูลใหม่อื่นๆ ที่สร้างขึ้น ข้อมูลด้านการแพทย์ ข้อมูลพันธุกรรม และข้อมูลแผนที่ที่มีความละเอียดสูง โดยสามารถสรุปปริมาณข้อมูลของแต่ละประเทศได้ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ปริมาณข้อมูลของประเทศต่างๆ

ประเภทจีนสหภาพยุโรปสหรัฐอเมริกา
จำนวนการใช้ Fixed Broadband (ล้าน)394.2175.7109.8
จำนวนการชำระเงินผ่านมือถือ (ล้าน)525.144.755.0
จำนวนข้อมูลใหม่ด้าน IoT (TB)1525369
ข้อมูลใหม่อื่นๆ (TB)684583966
ข้อมูลด้านการแพทย์ (อันดับ)321
ข้อมูลพันธุกรรม (อันดับ)231
ข้อมูลแผนที่ที่มีความละเอียดสูง (อันดับ)321

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปริมาณข้อมูลโดยรวมแล้ว จีนมีมากกว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงกฎระเบียบในการใช้ข้อมูลจะพบว่า สหภาพยุโรปมีกฎระเบียบ GDPR ที่เข้มงวดอย่างมาก การนำข้อมูลบุคคลต่างๆ มาใช้งานจึงเป็นอุปสรรค ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็มีกฎหมายเฉพาะในบางด้าน เช่น ทางการแพทย์ หรือกฎหมายความปลอดภัยของข้อมูล ส่วนจีนไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้มากนัก ทำให้บริษัทต่างๆ ในจีนสามารถเก็บและใช้ข้อมูลได้ง่ายกว่า

 6. ด้านฮาร์ดแวร์

เทคโนโลยี AI ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ ซึ่งมีการพัฒนาระบบประมวลกราฟิก (GPU) ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อสร้างโมเดลด้าน AI หรือมีการพัฒนา AI Chip เพื่อใช้ประมวลผลเฉพาะด้าน เช่น การทำ Face Recognition หรือการใช้ในโทรศัพท์มือถือ และก็มีการพัฒนา Supercomputer ในการประมวลผลขนาดใหญ่ ซึ่งจากการศึกษาของทีมงานนี้พบว่า สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำทางด้านฮาร์ดแวร์สำหรับ AI โดยมีบริษัทชั้นนำที่ทำทางด้าน Semiconductor ที่ติดอันดับ Top 15 ของโลกจำนวนถึง 6 บริษัท และมีบริษัททำ AI Chip 55 บริษัท และมีจำนวน Supercomputer ที่ติดอันดับ Top 500 ของโลกจำนวน 92 เครื่อง ส่วนจีนตามมาเป็นอันดับสอง มีบริษัท Semiconductor เพียงบริษัทเดียว แต่มีบริษัทที่ทำ AI Chip 26 บริษัท และมีจำนวน Supercomputer มากกว่าประเทศอื่นคือ มีถึง 219 เครื่อง ส่วนสหภาพยุโรปมีบริษัท Semiconductor สองแห่ง มีบริษัทที่ทำ AI Chip 12 บริษัท และมีจำนวน Supercomputer 116 เครื่อง   

จากผลการศึกษาพบว่าสหรัฐอเมริกายังแข่งขันกับจีนอยู่ในเรื่องของการพัฒนา  Supercomputer โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลที่เร็วที่สุดในโลกสองอันดับแรกคือ Summit และ Sierra ก็อยู่ที่กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาและมีจำนวน Supercomputer ที่ติด Top 10 ถึง 6 แห่งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และอุปกรณ์ Semiconductor ที่อยู่ในเครื่อง Supercomputer ทั่วโลก 98% มาจากบริษัท Nvidia และ Intel แต่ชาติอื่นๆ โดยเฉพาะจีนก็เริ่มมีการพัฒนา Supercomputer ได้ดีขึ้น โดยในอดีตเมื่อปี 2010 สหรัฐอเมริกาเคยมีจำนวน Supercomputer ติด Top 500 ถึง 282 เครื่อง ก่อนจะถูกจีนแซงหน้าในปัจจุบัน  

จากผลการศึกษาโดยรวมแม้สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำทางด้าน AI แต่ด้วยนโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งเน้นในด้านนี้ ประกอบกับจำนวนงบประมาณมหาศาล พร้อมกับเริ่มมีการใช้งานแล้วจำนวนมาก ทำให้จีนดูน่ากลัวและอาจสามารถแซงสหรัฐอเมริกาขึ้นอันดับหนึ่งในอนาคต

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

“ปิดสวิทช์โซเชียลมีเดีล” ทางเลือกหยุดกระบวนการปั่นความคิด

ผมเองได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องของผลกระทบของ Social Media ที่ได้สร้างผลกระทบทางสังคมลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจอยู่หลายตอนอาทิเช่น

แต่เผอิญบทความอีกเรื่องหนึ่งที่เขียนไว้คือ “ปิดสวิทช์โซเชียลมีเดีล” ทางเลือกหยุดกระบวนการปั่นความคิด ไม่ได้มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ ผมเลยอยากนำบทความนี้มาเผยแพร่ในบล็อกนี้ตามนี้ครับ

——————-

เมื่อเร็วๆ นี้ หลังการบรรยาย ผมกำลังเดินทางกลับบ้านเมื่อก้าวเข้าไปในรถก็มีข้อความปรากฎขึ้นบนมือถือและส่งไปยังนาฬิกาอัจฉริยะ เพื่อแสดงพร้อมกันว่า “อีก 50 นาที จะเดินทางกลับถึงบ้าน” แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการส่งข้อความเช่นนี้เข้ามา เพราะอีกหลายครั้งที่จอดรถก็จะมีข้อความส่งมาที่มือถือหลังจากลงจากรถ โดยระบุว่าผมจอดรถที่ใดเช่นกัน หลังจากพิจารณาอยู่พักหนึ่งทำให้ผมคิดได้ว่าเพราะโทรศัพท์มือถือของผมต่อเชื่อมกับระบบบูลทูธของรถยนต์ ทำให้เชื่อมต่อกับโปรแกรมแผนที่ของมือถือ ซึ่งมีระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) คอยจดจำว่าผมเดินทางไปตำแหน่งใดบ่อย และสามารถคาดการณ์พฤติกรรมผมได้ว่าที่ใดเป็นบ้านหรือที่ทำงานของผม

ผมใช้ชีวิตอยู่กับอินเทอร์เน็ตมาเกือบสามสิบปี ใช้โซเชียลมีเดียมากว่าสิบปี และใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอีกมากมาย ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาอัจฉริยะ แทปเล็ต คอมพิวเตอร์ ทีวี ลำโพงอัจฉริยะ กล้อง เซ็นเซอร์ต่างๆ หลอดไฟ หรือแม้แต่หม้อหุงข้าวก็เชื่อมต่ออินเทอร์ ถ้านับอุปกรณ์เหล่านี้มีมากถึงราว 50 ชิ้น นอกจากนี้การงานยังเกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ต้องค้นข้อมูล ใช้บริการออนไลน์ต่างๆ มากมาย และใช้โซเชียลมีเดียหลายระบบ

การใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์มานานทำให้ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ผมถูกส่งเข้าไปในระบบอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก พฤติกรรมหลายอย่างของผมถูกเก็บข้อมูลไป บริษัทอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลว่า ผมค้นข้อมูลอะไร เดินทางไปที่ใด เลือกดูหนังฟังเพลงออนไลน์อะไร ผมคลิ๊กอะไร ใครบ้างเป็นเพื่อนออนไลน์ของผม ผมคุยกับใคร ชอบอะไร ซื้อสินค้าอะไร ประตูบ้านผมเปิดตอนไหน ใช้โทรศัพท์อะไร ผมรู้กระทั่งว่าผมทำธุรกรรมอะไร ทำให้เชื่อได้ว่าทุกวันนี้ข้อมูลผมจำนวนมหาศาลถูกเก็บไว้ที่บริษัทต่างๆ เหล่านั้น

ช่วงที่ใช้อินเทอร์เน็ตยุคแรกๆ โซเชียลมีเดียยังไม่ได้มีความสามารถมากมายเช่นนี้ ข้อมูลยังมีเพียงเล็กน้อย การประมวลผลไม่ได้รวดเร็วเท่านี้ และที่สำคัญคือ อัลกอริทึกของระบบเอไอยังไม่เก่งเท่านี้ แต่พอเราเล่นโซเชียลมีเดียมากชขึ้น ส่งข้อมูลเข้าอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ระบบเอไอก็จะเก่งมากขึ้น คาดการณ์พฤติกรรมต่างๆ ของเราได้ดีขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่โตแบบก้าวกระโดด ทำให้เริ่มเห็นว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ระบบอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะโซเชีนยลมีเดียมีความน่ากลัวขึ้น เราสูญเสียความเป็นส่วนตัว และเริ่มถูกครอบงำความคิดหลายอย่างจากโซเชียลมีเดียผ่านระบบเอไอ

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความเรื่อง “การโฆษณาชวนเชื่อในยุคใหม่ผ่านโซเชียลมีเดีย” และชี้ให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียกำลังสร้างความแตกแยกให้กับสังคมโดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติมาคอยชักใย ซึ่งก็พอดีกับที่ทาง Netflix ได้เผยแพร่สารคดี “Social Dilemma” ที่ตีแผ่โซเซียลมีเดียอย่างล้ำลึก โดยชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวในการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ โดยมองว่าผู้ใช้คือ สินค้าที่เจ้าของเทคโนโลยีจะต้องรู้พฤติกรรมทุกอย่าง

เราเคยดูหนังวิทยาศาสตร์ที่พูดถึงหุ่นยนต์จะมาครอบครองโลกและมาบงการชีวิตมนุษย์ ซึ่งดูแล้วเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่แท้จริงแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นจริงจากการที่โซเชียลมีเดียเริ่มมาครอบงำความคิดเรา มาบงการทางอ้อมให้เรามีพฤติกรรมตามการแนะนำของระบบเอไอ มาแนะนำข้อความต่างๆ ให้เราอ่าน นำเสนอสินค้าให้ แนะนำสถานที่ให้ แนะนำเพื่อนให้เราคุยด้วย รวมทั้งแนะนำหนังหรือเพลงให้เราฟัง

ในสารคดีนี้ได้นำผู้บริหารที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทโซเชียลมีเดียต่างๆ เหล่านี้มาให้สัมภาษณ์และพูดถึงความน่ากลัวของการทำงานของระบบที่อยากให้คนมาใช้มากๆ และเสพติดที่จะใช้ตลอดเวลา และคอยชักใยการใช้งานของผู้ใช้ผ่านระบบเอไอ หลายคนถามหาจริยธรรมของบริษัทเหล่านี้และพวกเขาเองพยายามที่จะหยุดการเสพการใช้โซเชียลมีเดีย ลดการใช้อินเทอร์เน็ตและมือถือ รวมถึงไม่อยากให้ลูกเล่นจนกว่าอายุ 16 ปี เพราะคนรุ่นใหม่จะเกิดมาในยุคที่มีระบบดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว อาจมองสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องปกติโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกครอบงำความคิดจากระบบโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคม โดยการปลุกปั่นความคิด ซึ่งหากผู้คนมีความคิดที่แบ่งออกเป็น 2 ข้าง โซเชียลมีเดียก็จะนำเสนอแต่เรื่องที่เรามีความเห็นตรงกันมาให้เราตลอดวลาแบบสุดโต่ง โดยที่ไม่ได้รับข้อมูลที่เห็นต่างกันบ้างเลย ข้อมูลเหล่านี้หลายอย่างเป็นข้อมูลเท็จ และมีผลประโยชน์แอบแฝง นอกจากนี้ยังพบว่า ข้อมูลเท็จจะสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้รวดเร็วกว่าข้อมูลจริงถึง 6 เท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่อดีตผู้บริหารของเฟซบุ๊กที่ให้สัมภาษณ์ในสารคดีนี้บอกว่า ความแตกแยกทางสังคมนี้มีโอกาสที่จะนำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองได้

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราส่วนหนี่งเป็นผลพวงจากการที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตมานานเกินไป ข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ ที่ถูกป้อนเข้าไปทำให้เราเริ่มถูกครอบงำทางความคิด อาจจะต้องถึงเวลาที่ต้องเริ่มคิดใหม่ว่าบางช่วงอาจต้องหยุดใช้อินเทอร์เน็ต หยุดป้อนข้อมูลบางอย่างให้กับระบบและถ้าความแตกแยกทางสังคมหนักสุดจนมีแนวโน้มไปสู่การเกิดสงครามกลางเมือง ไม่แน่ว่าเราอาจถึงเวลาต้อง “ปิดสวิทช์โซเชียลมีเดีย” ก็เป็นไปได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute


แพลตฟอร์มออนไลน์กับปรากฎการณ์ Winner take all: ต้องลงทุนมีทักษะที่ถูก

การทำธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์มีความแตกต่างกับการทำธุรกิจในรูปแบบเดิมซึ่งการลงทุนในการตลาดส่วนใหญ่ก็เพื่อเน้นสร้างแบรนด์ของสินค้าโฆษณาให้คนรู้จัก รวมทั้งอาจมีการขยายสาขาเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น แต่การทำแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีวิธีการลงทุนที่ต่างกันใช้ทักษะที่แตกต่างกับการทำธุรกิจแบบเดิม ซึ่งผู้ชนะในธุรกิจออนไลน์มักจะสร้างปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Winner Take All คือรายใหญ่จะสามารถชนะรายเล็กๆได้หมด ทั้งนี้เพราะมีจำนวนผู้เข้าชมแพลตฟอร์มมากกว่า มีจำนวนลูกค้ามากกว่า และมีข้อมูลขนาดใหญ่มากกว่า

สัปดาห์นี้ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อ Make disruption work : a CEO handbook for digital transformation ที่ได้พูดถึงผู้ชนะในธุรกิจออนไลน์ว่าคือผู้ที่สามารถขับเคลื่อนสมการการแปลง (Conversion equation) ได้ดีกว่า ซึ่งสมการนี้ระบุว่า กำไรสุทธิในธุรกิจออนไลน์ (Total margin) มาจาก จำนวนยอดผู้ที่เข้าชมแพลตฟอร์ม (Traffic) คูณกับ อัตราการแปลงจำนวนผู้เข้าชมเป็นยอดการสั่งซื้อ (conversion rate) คูณกับ กำไรเฉลี่ยแต่ยอดการสั่งซื้อ (Average margin) กล่าวคือ

Total margin =  Total traffic x Conversion rate x Average margin

ซึ่งการที่จะให้ได้ยอดผู้เข้าชมแพลตฟอร์มเยอะก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือบริหารจัดการ บางบริษัทก็อาจลงทุนด้วยการซื้อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Google, Facebook หรือ Line บางบริษัทก็มีวิธีการในการทำ Data analytics เพื่อที่วิเคราะห์หรือหาผู้เข้าชมมาใหม่ ซึ่งแน่นอนก็เหมือนหลักการตลาดทั่วไปที่เงินลงทุนด้านนี้จำนวนที่เท่ากันอาจได้จำนวนคนที่เข้าชมไม่เท่ากัน บางบริษัทลงทุนโฆษณาผ่าน Keyword หรือแพลตฟอร์มต่างๆแต่ก็ไม่สามารถสร้าง Trafffic ได้มากเท่ากัยบริษัทที่มีนักการตลาดออนไลน์หรือทีมไอทีในการวิเคราะห์ข้อมูลเก่งๆได้

ทำนองเดียวกันเมื่อมีคนเข้ามาชมแพลตฟอร์มออนไลน์ บริษัทจะลงทุนอย่างไรเพื่อเปลี่ยนให้คนเหล่านั้นกลายมาเป็นลูกค้าสั่งซื้อสินค้าได้ ซึ่งแต่ละบริษัทมีความสามารถไม่เหมือนกัน บางบริษัทรู้จักใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของผู้เข้าชมได้ สามารถแนะนำสินค้าได้ผ่านระบบ Recommendation engine ที่ทำให้ผู้เข้าชมแต่ละรายเห็นข้อมูลในแพลต์ฟอร์มตามความต้องการของตนเอง บ้างการสามารถจะติดตามการเข้าชมของลูกค้าและนำเสนอสินค้าหรือส่วนลดแม้ลูกค้าออกจากแพลตฟอร์มไปแล้ว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการลงทุนในแพลตฟอร์มออนไลน์มีความแตกต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ ใช้ทักษะคนที่ต่างกัน แพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะเติบโตได้นั้น ในช่วงแรกอาจจะต้องยอมขาดทุนแม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ต้องเอารายได้รวมกับเงินลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นไปเป็นรายจ่ายในการที่จะมีผู้เข้าชมโตขึ้นแบบก้าวกระโดด และต้องหาวิธีการที่จะทำให้มี Conversion rate ที่ดีขึ้น ซึ่งผู้ชนะในเกมส์นี้ที่บอกว่าเป็น Winner take all ก็คือธุรกิจที่สามารถอยู่รอดจากการขาดทุนในช่วงแรกจากการหายอดผู้เข้าชมและ conversion rate ส่วนธุรกิจกลุ่มเดียวกันที่ไม่มีทีมงานหรือเงินลงทุนที่มากพอก็จะล้มหายตายจากไป

การที่ธุรกิจออนไลน์แพลตฟอร์มจะขับเคลื่อนไปได้ดีจะต้องมีความสามารถ 5 ด้านดังนี้

  • ด้านการตลาดออนไลน์ จะต้องสามารถสร้างยอดการเข้าชมได้โดยใช้ การบริหารจัดการแบรนด์แบบออนไลน์, การเข้าใจประสบการณ์ลูกค้า (User experience), การทำ personalization, การจัดการ Search engine, การโฆษณาผ่าน Social media หรืออีเมล, การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM), การโฆษณารูปแบบเดิมเช่น TV หรือ billboard
  • ด้านไอที จะต้องสามารถใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ให้เข้าใจลูกค้าได้ดี ต้องสามารถจัดการเรื่อง การทำ Personalization ได้, สามารถนำเอไอเข้ามาในการบริหารจัดการได้ และสามารถออกแบบระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพได้ พร้อมที่จะรองรับลูกค้าจำนวนมากที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้
  • ด้านการบริหารจัดการสินค้า จะต้องมีความสามารถในที่จะช่วยให้เกิด conversion rate ที่ดีได้เช่น การจัดการกลุ่มของสินค้า การนำเสนอสินค้าแบบ cross-selling หรือ up-sellimg ได้ การทำบริหารการซื้อขายสินค้าทีดี การกำหนดราคาสินค้าตามความต้องการของตลาด
  • ด้านการจัดส่งสินค้า จะต้องสามารถจัดการ supply chain mangement เพื่อให้ได้มีประสิทธิภาพ ทั้งการจัดการคลังสินค้า การจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า เพื่อที่จะทำให้กำไรเฉลี่ยต่อการสั่งสินค้ามีค่าที่ดี
  • ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องมีความสามารถในการนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มาใช้ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การทำรายงาน การพยากรณ์ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการเพิ่มยอดจำนวนผู้เข้าชม เพื่ม conversion rate รวมถึงการเพิ่มกำไรเฉลี่ยต่อการสั่งสินค้า

จากหลักการที่กล่าวมาจึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นธุรกิจแบบเดิมๆที่เข้ามาโลกออนไลน์แล้วไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะยังมีวิธีคิดแบบเดิมๆ ขณะที่แพลตฟอร์มรายใหญ่ๆกลับโตขึ้นเรื่อยๆก็เพราะเขาเริ่มมีรายได้มากขึ้น มีเงินลงทุนเพื่อจะเพิ่มยอดจำนวนผู้เข้าชมได้มากขึ้น เข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น จนสุดท้ายเกิดปรากฎการณ์ Winner take all ที่รายอื่นๆไม่สามารถเข้ามาแข่งได้ เพราะเข้ามาแข่งขันช้าเกินไปแล้ว (Too late in the game)

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

ตลาดชุมชนออนไลน์ (Community E-commerce) ช่วยให้ผู้คนในสังคมยังอยู่รอด

92830119_1694949837319016_112408627100254208_n

ผมเป็นคนที่ซื้อของออนไลน์ ใช้บริการ Food delivery และบริการชำระเงินออนไลน์ผ่าน Mobile wallet มาตลอด ใช้เป็นประจำและแทบทุกแพลตฟอร์มเป็นเวลามานานแล้ว ซึ่งวิกฤติโควิด-19 ทำให้การซื้อออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล เพราะผู้บริโภคถูกบังคับให้จำเป็นต้องมาใช้บริการออนไลน์เหล่านี้ ดังนั้นพอผมต้องทำงานจากที่บ้าน และอยู่บ้านต่อเนื่องเป็นเวลานานๆก็เลยไม่ค่อยมีปัญหากับการปรับตัวใช้เทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้

นอกจากนี้วิกฤติครั้งนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะมาทำลาย (disrupt) รูปแบบธุรกิจเดิมๆหรือที่เราเรียกว่า Digital disruption มาถึงเร็วขึ้นกว่าที่คิดมาก ซึ่งจะมีผลทำใหเกิดการลดคนงานจำนวนมากและถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี และธุรกิจจำนวนมากจะล้มหายตายจากไป โดยอาจถูกแทนที่ด้วยธุรกิจแพลตฟอร์มต่างๆแบบ Grab, Alibaba หรือ Lazada

ในทฤษฎีของธุรกิจแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง จะมีแนวคิดที่ว่า Winner take all กล่าวคือรายใหญ่จะเป็นผู้ครองตลาดเกือบหมด ด้วยความที่มีข้อมูลของลูกค้าและพาร์ทเนอร์จำนวนมาก จึงมีความสามารถในการทำ Data analytics และมีระบบเทคโนโลยีต่างๆที่อยู่เหนือคู่แข่ง ดังนั้นในธุรกิจแบบนี้เรามักจะเห็นการเข้าสู่ตลาดของแพลตฟอร์มต่างๆด้วยการทุ่มเงินมหาศาลในการซื้อลูกค้าหรือซื้อพาร์ทเนอร์ ทั้งใช้วิธีลดแลกแจกแถม ยอมขาดทุน แล้วทำให้รายเล็กอื่นๆ ตลอดจนธุรกิจในรูปแบบเดิมๆล่มสลายไป จากนั้นเมื่อตัวเองเป็นผู้ชนะแล้ว ก๋อาจจะใช้การผูกขาดทางการค้ามาเอาเปรียบพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าได้ในอนาคต

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นบริษัทใหญ่หลายๆรายที่มีเงินทุนจำนวนมากจะเข้ามาทำธุรกิจแพลตฟอร์ม จะแสดงงบการเงินที่รายงานไปย้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เป็นตัวเลขขาดทุนอย่างต่อเนื่องกันมาหลายปี บางรายปีละเป็นพันล้านบาท การทำธุรกิจไม่ได้สร้างเงินภาษีให้กับประเทศไทย บางรายก็แทบไม่ได้สร้างงานอะไรให้กับสังคมไทย แถมยังไปเอาเปรียบรายย่อยเมื่อแพลตฟอร์มตัวเองเริ่มผูกขาด หลักการของแพลตฟอร์มต่างก็เน้นที่การผูกขาดทางการค้า คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่จะร่ำรวยขึ้นมา แต่ร้านค้าและบริษัทเล็กๆจำนวนมากก็อาจล่มสลาย และเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ดังจะเห็นได้ว่าช่วงนี้แพลตฟอร์มส่งอาหารหลายรายก็เริ่มขึ้นราคากับคู่ค้า และเป็นโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจโตขึ้น แม้ทางบริษัทยังจะบ่นว่าขาดทุนต่อ แต่คนที่น่าสงสารก็คือร้านค้าที่อาจต้องปิดไปเพราะอยู่ไม่ได้จากต้นทุนที่ถูกสูงขึ้นเพราะแพลตฟอร์มขึ้นราคาค่าบริการ และลูกจ้างอีกจำนวนมากที่อาจต้องตกงาน  รวมถึงผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนเมื่อแพลตฟอร์มผูกขาดตลาดสามารถขึ้นราคาตามใจชอบได้

ผมอยู่ในอนุกรรมาธิการการพาณิชย์วุฒิสภาซึ่งได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ เรื่องการผูกขาดและการเอาเปรียบทางการค้าของแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ใช่แค่ร้านค้าเริ่มอยู่ไม่ได้ แต่ยังมีผลมาถึงธุรกิจ logistic ในประเทศที่ถูกเอาเปรียบ จึงจำเป็นต้องหาแนวทางแก้ไข ซึ่งผมได้เรียนคณะกรรมาธิการว่าเราควรเริ่มศึกษาแนวทางที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงนี้คือเรื่องของตลาดชุมชนออนไลน์ (Community E-commerce) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภตในอนาคต

Screenshot 2020-04-26 13.26.12

Screenshot 2020-04-26 13.25.38

เราเริ่มต้นเห็นจากศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งมาทำตลาดออนไลน์ทั้ง จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ด้วยการสร้างกลุ่ม Facebookให้ฝากประชาสัมพันธ์สินค้าตัวเอง  ซึ่งก็เริ่มขยายผลไปอีกหลายแห่ง ผมเองก๋ร่วมกลุ่มย่อยอย่างศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น และ ตลาดออนไลน์ชาวกันเกราของม.อุบลราชธานี และก็เห็นเพื่อนๆหลายคนก็ไปสั่งสินค้าเช่นมังคุดมาจากศิษย์เก่าที่ส่งมาทาง EMS จนผู้ขายสามารถขาได้หมดด้วยเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ก็ยังมี อบจ. และเทศบาลอีกหลายๆแห่งที่ทำ Facebook หรือ Line แบบง่ายๆในการซื้อขายสินค้า ซึ่งเรากำลังเริ่มเห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังจะเชื่อมให้ผู้ผลิตต้นทางสามารถติดต่อได้โดยตรงกับผู้ซื้อปลายทาง โดยไม่ต้องผ่านคนกลางหรือใช้แพลตฟอร์มใหญ่ๆในรูปแบบเดิมๆ

ตัวอย่างสินค้าที่ขายในตลาดออนไลน์ชุมชนในต่างจังหวัด

94841920_224351672336274_5512710731960680448_n

Line กลุ่มตลาดออนไลน์์ในหมู่บ้าน

ตัวผมเองช่วงนี้ก็เน้นใช้ Line กลุ่มของหมู่บ้านและบริเวณใกล้ๆ 3-4 กลุ่มในการสั่งอาหารและสินค้า ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีสมาชิกกันประมาณไม่เกิน 500 คนเราสามารถสั่งอาหารจากร้านในชุมชน บางทีตามบ้านก็ทำขายเป็นรายได้เสริม บางคนก็ไปสั่งสินค้าอื่นๆและผลไม้มาขาย บ้างก็รับไปซื้ออาหารอร่อยๆมาให้ทานโดยขอเพิ่มค่ารถเล็กน้อย มันคือระบบอีคอมเมิร์ซชุมชน ทำกันง่ายๆ ผู้ขายก็มาโพสต์ข้อความสั้นๆทุกวัน พวกเราในชุมชนก็มาซื้อในราคาที่ย่อมเยา ไม่ต้องไปเสียค่าบริการมากมายให้กับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ไม่ต้องมีการทำ Data analytics มากมายเพราะมันเป็นเพียงตลาดชุมชนเล็กๆของแต่ละชุมชม สุดท้ายก็กลับมาเป็นวัฒนธรรมแบบเดิมของสังคมชุมชนในที่ต่างๆ

การเกิดของตลาดชุมชนออนไลน์เป็นไปตามธรรมชาติ เกิดมาจากการที่ชุมชนและสังคมต้องการจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สุดท้ายถ้าเราให้การสนับสนุนเรื่องนี้ดีพอ เราอาจเห็นตลาดชุมชนออนไลน์ต่างๆมากมายเป็นหมื่นๆเป็นแสนๆแห่ง เป็นเสมือนตลาดนัดตลาดสดแบบเดิมที่เราเคยทำแบบ Physical  แม้จะไม่ใช่แฟลตฟอร์มใหญ่โต แม้จะไม่ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน และอาจไม่เกิดหลักการ Winner take all แต่สำคัญที่สุดทุกๆคนอยู่ได้ ธุรกิจไม่เกิดการล่มสลาย หลายๆคนยังมีงานมีรายได้ จากการเกื้อกูลกันของคนในสังคม

ใช่ครับวันนี้มาช่วยๆกันสนับสนุนตลาดชุมชนออนไลน์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ทุกคนในสังคมไทยอยู่ได้

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC institute

 

 

การประชุมออนไลน์กำลังกลายเป็น New Normal แต่วิธีบริหารการประชุมยังเป็นสิ่งสำคัญสุดไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์

92830119_1694949837319016_112408627100254208_n

แม้ผมจะทำงานในหลายๆแห่งทั้งที่สถาบันไอเอ็มซีและเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆหลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ผมเป็นคนที่ไม่มีโต๊ะทำงานประจำและคุ้นเคยกับการทำงานที่ไหนก็ได้ ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแทปเล็ต รวมถึงการประชุมออนไลน์บ่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากเคยทำงานบริษัทต่างชาติก็เลยคุ้นเคยกับการทำ Conference Call หรือ Video Call ผ่านระบบต่างๆทั้ง WebEx, Google Hangout, Facebook หรือแม้แต่ Zoom ก็เริ่มใช้เมื่อต้องคุยกับพาร์ทเนอร์ต่างชาติมาหลายปีแล้ว

ดังนั้นเมื่อผมต้องทำงานจากที่บ้าน WFH จึงไม่ได้เป็นปัญหาและอุปสรรคอะไรเลย เพราะผมคุ้นเคยกับเครื่องมือต่างๆเหล่านี้ตลอด และข้อสำคัญเป็นคนที่ไม่ยึดติดอยู่กับกระดาษ เอกสารต่างๆนิยมที่จะเก็บไว้บนระบบคลาวด์เนื่องจากไม่มีออฟฟิศประจำจึงจำเป็นจะต้องสามารถค้นหาเอกสารจากที่ไหนก็ได้ หรือจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงและดีใจกับการทำงานแบบ WFH รอบนี้คือ หน่วยงานต่างๆและผู้คนก็หันมาทำงานในรูปแบบเดียวกันกับผม มีการประชุม e-Meeting เพื่อหารือแลกเปลี่ยนในเรื่องต่างๆ การทำเอกสารบนระบบคลาวด์ ทำให้การทำงานคล่องตัวขึ้นและได้งานมากขึ้น

ในช่วงเดือนที่ผ่านมาผมได้มีการเข้าประชุม e-Meeting กับหลายๆหน่วยงานทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีตั้งแต่การประชุมในหน่วยงานที่ผมเป็นกรรมการอยู่อาทิเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อนุกรรมาธิการวุฒิสภา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)  สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) รวมถึงการประชุมบอร์ดบริษัทมหาชนต่างๆอาทิเช่น บริษัททุนธนชาต (TCAP) รวมถึงการประชุมในการทำโครงการต่างๆกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของสถาบันไอเอ็มซีในการทำโปรเจ็คด้าน Big Data ซึ่งในการประชุมในแต่ละหน่วยงานก็มีการใช้เครื่องมือที่ต่างกันทั้ง Zoom, Microsoft Team และ WebEx

วิกฤติโควิด-19 ทำให้ทุกคนมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น การประชุม e-Meeting เริ่มกลายเป็น New Normal จากที่เราเคยคิดว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ก็กลับพบว่าผู้ใหญ่หลายท่านมีความสามารถในการใช้เครื่องมือในการประชุมเป็นอย่างดี ทำให้การทำงานที่ต้องมีการประชุมที่สำคัญต่างๆไม่หยุดชะงัก และสามารถเปลี่ยนการประชุมจากรูปแบบเดิมมาเป็นออนไลน์ บางครั้งเป็นการประชุมบอร์ดที่ต้องมีการอนุมัติงบประมาณ การแต่งตั้งผู้บริหารหรือพนักงานต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องยึดประกาศการประชุม e-Meeting ของ คสช. เพื่อให้การประชุมมีผลถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายเลขานุการและผู้เข้าร่วมประชุมก็สามารถปฎิบัติได้เป็นอย่างดี

จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกประการในแง่ของกฎหมายคือเมื่อวันที่ 19เมษายนที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุม e-Meeting ใหม่โดยยกเลิกประกาศ คสช.เดิมแลัวก็ได้ปลดล็อกข้อกำหนดบางอย่างที่เดิมเคยเป็นอุปสรรคต่อการประชุมออนไลน์อาทิเช่น องค์ประชุม 1 ใน 3 ต้องอยู่ในที่เดียวกัน หรือการที่เดิมกำหนดว่าผู้เข้าประชุมออนไลน์ต้องอยู่ในประเทศไทย จากการออกกฎหมายใหม่นี้ทำให้การประชุมเป็นทางการของหน่วยราชการ การประชุมบอร์ดบริษัทต่างๆ หรือการประชุมที่จะมีผลผูกพันทางกฎหมายสามารถทำได้ง่ายขึ้น ผู้เข้าประชุมทุกคนสามารถจะอยู่ที่ไหนก็ได้แล้ว และก็สามารถที่จะจัดการประชุมออนไลน์โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆที่สามารถบันทึกการประชุมได้โดยง่ายขึ้น

แต่กระนั้นก็ตามหลายๆคนก็ยังกังวลกับเทคโนโลยีที่จะใช้ในการประชุม ยิ่งมีข่าวว่าระบบการประชุมอย่าง Zoom ขาดตามปลอดภัยอาจถูกแฮก ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อมูลผู้ใช้งานให้ Facebook หรือแม้แต่ข่าวเรื่อง Zoom มี bugs ที่ทำให้ถูกขโมยรหัสผ่าน Windows ได้ และ การถูกแฮกเกอร์เข้ามาป่วนการประชุม (Zoombombing) ก็ทำให้คนกังวลในการเลือกหาเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในการประชุม บ้างก็พยายามเปรียบเทียบว่าเทคโนโลยีใดจะเหมาะสมกว่ากัน

93124204_10222640155580922_2967274071651254272_n

สถานการณ์โควิดทำให้เทคโนโลยี e-Meeting โดยเฉพาะ Zoom ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย ซึ่ง Zoom ออกมาเมื่อหลายปีก่อนเพื่อการประชุมแบบสาธารณะตั้งใจให้ใช้ง่าย มีการแชร์หมายเลขประชุมง่าย ซึ่ง Zoom ก็อาจจะมองข้ามไปในเรื่องความปลอดภัยจึงทำให้ระบบมีช่องว่าง การโตขึ้นอย่างกระทันหัรทำให้ช่วงแรก Zoom ปรับตัวให้ใช้กับองค์กรไม่ทัน แต่ล่าสุด Zoom ก็ได้แก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้หมดไป ทั้งการตัด Feature ด้านการปล่อยให้เข้าประชุมได้โดยง่าย การไม่ได้เข้ารหัส Encryption แบบ 100% การส่งข้อมูลผู้ใช้งานให้ Facebook การมี bugs ที่ทำให้ถูกขโมยรหัสผ่าน Windows และการถูกแฮกเกอร์เข้ามาป่วนการประชุม ประกอบกับการที่ Zoom สร้างนโยบายความเป็นส่วนตัว (privacy data) ให้ชัดเจนมากขึ้น จึงทำให้ผู้ที่มีความเข้าใจด้านการใช้โปรแกรม Zoom  คลายความกังวลไปได้ และก็พบว่าซอฟต์แวร์การประชุม e-Meeting ที่มีอยู่ทั่วไปก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก

จริงๆแล้วจากประสบการณ์ผมปัจจัยที่สำคัญสุดในการประชุมออนไลน์ที่ดีคือ การบริหารการประชุม การมีวินัยและมีมารยาทของผู้ร่วมประชุม มากกว่าเรื่องของเทคโนโลยีเสียด้วยซ้ำไป เลขานุการในที่ประชุมต้องเข้าใจการบริหารการประชุมที่ดีเช่น การให้ผู้เข้าประชุมแสดงตัวตน ประธานในที่ประชุมก็ต้องควบคุมผู้เข้าประชุมพูดอยู่ในประเด็นและทำให้การประชุมเข้าประเด็นมีความกระชับไม่เนิ่นนานเกินไป ผู้เข้าประชุมก็ต้องแสดงตัวตน มีการเห็นหน้าเปิดกล้องของผู้เข้าประชุมชัดเจนตลอดเวลาประชุม มีการแสดงตัวชัดเจน มีการนำเสนอประเด็นที่ดีให้ได้ใจความ ไม่พูดออกนอกประเด็นและมีมารยาทในการประชุมทีดี

หลายๆองค์กรห่วงแต่เรื่องเทคโนโลยี ห่วงว่าจะการประชุมขาดความปลอดภัย ต้องหาซอฟต์แวร์ e-Meeting ที่เป็น End-to-end encryption มาใช้ ทั้งๆที่ซอฟต์แวร์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวที่มีอยู่ในปัจจุบันก็อาจไม่มีตัวใดที่ราคาถูก และถ้าเราจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์อื่นๆที่มีอยู่ก็จะมีจุดอ่อนพอๆกัน สำคัญสุดอย่าใช้ประชุมเรื่องที่มีความลับแนะนำว่าถ้าลับ ก็ควรปิดห้องประชุมและ Face to face เท่านั้น (แบบนั้นบางทีก็ยังรั่วออกมา) จากประสบการณ์ที่ผมการประชุม e-Meeting ส่วนใหญ่ไม่มีอะไรเป็นความลับมากหรอกครับ ยิ่งถ้าใช้การเรียนการสอนแทบไม่ต้องมีข้อกังวลใช้ได้ทุกตัวละครับทีคิดว่าเหมาะสม อุดหนุนระบบของคนไทยได้ยิ่งก็ดี

บางองค์กรถกเถียงกันใหญ่โตว่าจะใช้เครื่องมืออะไรดี แต่สุดท้ายโน๊ตบุ้คหรือมือถือพนักงานทั้งใช้เล่น Facebook, Social media หรือลงโปรแกรมอื่นๆ ท่องเว็บดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ เต็มไปหมด แต่กลับมาห่วงเรื่องนี้ ทั้งๆที่องค์กรไม่เคยมีนโยบายป้องกันหรือห้ามการลงซอฟต์แวร์ใดๆในเครื่อง วันนี้สำคัญสุดคือให้งานเริ่มเดินต่อเนื่องให้ได้ก่อนครับ อะไรที่เป็นความลับมากก็ยังต้องไปประชุมร่วมกันแบบปกติ

สุดท้ายสำคัญสุดการประชุมที่ดีไม่ว่าจะประชุมแบบปกติหรือออนไลน์ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือแต่อยู่ที่คนและการบริหารจัดการประชุม มากกว่า เทคโนโลยีคือประเด็นรองลงมาก และสำคัญสุดก็คือมารยาทและวินัยของผู้ร่วมประชุม

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

การเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของมหาวิทยาลัยไทยกับการเรียนการสอนออนไลน์ ในยุควิกฤติโควิด-19”

93322987_1696217040525629_5200657121405829120_n

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีได้จัด Webinar ที่เป็นการเสวนาในหัวข้อ “ความพร้อมของมหาวิทยาลัยไทยกับการเรียนการสอนออนไลน์ ในยุควิกฤติโควิด-19″โดยได้เชิญวิทยากรมาสี่ท่านคือ

  1. ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี -รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  2. อาจารย์ธงชัย โรจน์กังสดาล – รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  3. ดร. วรสรวง ดวงจินดา -ผู้อำนวยการ สำนักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  4. อาจารย์เอกอนันต์ ทองแท้ -วิทยากรด้าน Big Data / Data Analytics สถาบันไอเอ็มซี

โดยมีผมเองเป็นผู้ร่วมบรรยาย และได้เกริ่นนำให้เห็นแนวโน้มว่าการศึกษากำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงไปจากกระแสของอุตสาหกรรม 4.0 และเทคโนโลยีดิจิทัล แต่วิกฤติโควิดทำให้โลกในอนาคตมาถึงเร็วขึ้น โดยสามารถดูสไลด์ประกอบการบรรยายของผมได้ที่ url >>  https://tinyurl.com/ya2kffyu

93307309_1698163793664287_8573656223566528512_o

จากนั้น ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี ได้บรรยายให้เห็นในมุมมองของผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่า วิกฤติโควิดทำให้การเรียนการสอนออนเลน์มาเร็วกว่าที่คิด และอาจารย์ส่วนมากกระตือรือล้นที่จะปรับตัว โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีการวางแผนในหลายๆเรื่องอาทิเช่น

  • ช่วงประกาศให้ปิดมหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงสอบปลายภาคที่สอง ก็ปรับให้เป็นการสอบออนไลน์ และในช่วงภาคฤดูร้อนให้เน้นเปิดวิชาออนไลน์ที่เป็นแบบบรรยาย
  • ในการเปิดภาคการศึกษาใหม่ปีการศึกษาหน้า มหาวิทยาลัยจะงดกิจกรรมรับน้้อง แต่จะแทนที่ด้วยการเสริมทักษะให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้การเรียนแบบออนไลน์ทางไกลแทน
  • มหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนเทคโนโลยีในหลายๆด้านทั้งระบบ LMS เครื่องมือการประชุมออนไลน์ โดยมีการจัดหาซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ต่างๆมาช่วยบุคลากรในการจัดการเรียนการสอน
  • มหาวิทยาลัยมีระบบพี่เลี้ยงที่จะช่วยให้คำแนะนำ และพัฒนาการสอนออนไลน์ทั้งแบบสด และอัดเนื้อหาไว้
  • มหาวิทยาลัยมีนโยบายที่จะพิจารณาลดค่าธรรมเนียมการศึกษา ตลอดจนหาแนวทางจัดสรรอุปกรณ์ให้กับนักศึกษาขาดทุนทรัพย์
  • การปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ในเดือนกรกฎาคมนี้ จะเป็นการใช้ Webinar ผ่าน zoom เพื่อรองรับนักศึกษาจำนวนเกือบหนึ่งหมื่นคน
  • บุคลากรมหาวิทยาลัยมีความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และทราบดีว่าหากไม่ปรับตัวต่อไปจะแข่งขันลำบาก
  • มหาวิทยาลัยกำลังพิจารณาจัดระบบการเรียนการสอนใหม่ เพราะวิชาที่มีปฎิบัติการต้องให้นักศึกษามาใช้ห้องปฎิบัติการจะต้องจัดการสอนเป็นบล็อกโมดูล อาจให้นักศึกษาผลัดกลุ่มกันเข้ามาอยู่หอ เป็นชุดๆให้เสร็จทุกวิชาภายใน 3-4 สัปดาห์
  • การจัดการเรียนการสอนออนไลน์คือการวางนโยบาย และรูปแบบการศึกษาใหม่ ไม่สามารถที่จะให้อาจารย์แต่ละคนไปจัดเองได้หมด ต้องเป็นความร่วมมือกันในระหว่างสาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัย ที่บางครั้งอาจต้องจัดตารางการศึกษาแบบใหม่
  • การสอบออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่สามารถจะใช้วิธีการสอบแบบปรนัยได้ แต่ควรจะเป็นงานให้นักศึกษาทำ

ดร. วรสรวง ดวงจินดา ในฐานะของผู้ที่เป็นหลังบ้านของมหาวิทยาลัยศรีปทุมในการผลักดันให้มีการเรียนการสอนออนไลน์มาตลอด ซึ่งแต่ก่อนอาจเป็นเรื่องยากที่จะชักชวนอาจารย์ให้มาร่วม แต่พอเกิดวิกฤติโควิดก็ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์เป็นอย่างดี โดยอาจารย์ให้ข้อคิดประเด็นต่างๆดังนี้

  • มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงเพราะอาจถูก disrupt ได้เช่นอุตสาหกรรมอื่นๆ เหมือนตัวอย่างของ  Netflix ที่มาแทนที่ Blockbuster หรือ Airbnb ที่มาแข่งกับโรงแรม
  • ทีมงานของอาจารย์ทำหน้าที่สนับสนุนให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ทุกคณะทุกเพศ ทุกวัย ทุกวิทยาเขต ได้รู้จักการใช้เครื่องมือ เพื่อทำการสอนสดออนไลน์ การทำ Video on demand การทำกิจกรรมออนไลน์ และการวัดประเมินผลออนไลน์
  • การอบรมผู้สอนจะเป็นการอบรมออนลไน์ 1:1 โดยจะมีโค้ชเข้าไปเป็นผู่้เรียนสมมุติ โดยใช้เครื่องมือต่างๆอาทิเช่น Zoom, Microsoft Team หรือ Google meet
  • นักศึกษามีความสนใจกับการเรียนออนไลน์มากกว่าการเข้าเรียนปกติ และสามารถจะสื่อสารกับนักศึกษาได้ดีกว่าเดิม อาจารย์ได้แสดงตัวอย่าง comment ที่นักศึกษาหลายคนพึงพอใจกับรูปแบบการสอนแบบนี้
  • การสอนสดออนไลน์จะต้องทำให้ไม่น่าเบื่อควรจะต้องมีลูกเล่นโต้ตอบกับผู้เรียนตลอดเวลา โดยใช้คำว่า Fun > Engagement
  • การวัดผลนักศึกษาจะต้องเน้นให้มีการวัดผลย่อยๆบ่อยครั้ง ที่จะดีกว่าการสอบเพียงแค่Midterm หรือ Final แบบเดิม
  • สไลด์การบรรยายของอาจารย์สามารถดูได้ที่ url >> http://bit.ly/imc_covid

อาจารย์ธงชัย โรจน์กังสดาล ได้กล่าวในฐานะผู้สอนที่ต้้องสอนวิชา Gen-Ed ให้นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยที่ชื่อ Innovative thinking (การคิดเชิิงนวัตกรรม) ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องเน้นในการทำกิจกรรมกลุ่ม เมื่อมาสอนออนไลน์ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างดังนี้

  • การสอนออนไลน์ สิ่งสำคัญคือระบบเสียง ทางภาควิชาจึงได้จัดหาอุปกรณ์ USB Microphone ให้กับอาจารย์ทุกคน
  • วิชาการคิดเชิิงนวัตกรรม เน้นทำวิดีโอคลิปให้ชมไม่มีการสอนสด
  • เนื้อหาวิชาต่างๆเก็บไว้ที่ระบบ LMS ของมหาวิทยาลัย ที่อาจารย์ในภาควิชาได้พัฒนาขึ้น
  • เครื่องมือที่ใช้โต้ตอบกับนักศึกษามีทั้งอีเมล Line และผ่าน LMS platform (My CourseVille)
  • นักศึกษาจะเข้ามาเรียนผ่านวิดีโอที่อัดไว้ตอนไหนก็ได้ ซึ่งจากที่พบคือนักศึกษาส่วนมากชอบมาเรียนในเวลาดีกๆ
  • อาจารย์มีการสอนสดผ่าน  Zoom แต่เน้นเพียงเพื่อใช้ในการถามและตอบข้อสงสัยของนักศึกษาหลังจากได้ชมคลิปแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีนักศึกษาเข้ามาเรียนในแต่ละครั้งมากนัก
  • การวัดผลอาจารย์มีการบ้าน และมีการสอบแบบปรนัยที่ข้อสอบแต่ละคนแบบสุ่มมา
  • บทบาทของอาจารย์ในอนาคตจะต้องเป็น คนสร้างเนื้อหา ผู้ดูแลให้คำแนะนำแหล่งข้อมูลต่างๆ และต้องเป็นโค้ชที่ให้คำปรึกษา
  • การแข่งขันของมหาวิทยาลัยในอนาคตจะเปลี่ยนไปเพราะต้องแข่งกันไม่ใช่แค่ภายในประเทศ แต่อาจต้องแข่งกับมหาวิทยาลัยดังๆในต่างประเทศ
  • สไลด์การบรรยายของอาจารย์สามารถดูได้ที่ >> https://tinyurl.com/yblu4fkoc

สุดท้ายอาจารย์เอกอนันต์ ทองแท้ ได้ให้มุมมองการสอนออนไลน์ ในฐานะวิทยากรด้าน Big Data / Data Analytics ของสถาบันไอเอ็มซี ที่ต้องมาสอนออนไลน์ให้กับผู้เรียนที่เป็นคนทำงาน

  • การสอนออนไลน์ถ้าเป็นการอัดวิดีโอ อรรถรสจะไม่เหมือนเดิมผู้สอนต้องปรับตัวไปอย่างมาก
  • การสอนสดออนไลน์ ผู้สอนจะต้องคงรูปแบบการสอน และอรรถรสที่เป็นวิธีการสอนที่ให้น่าติดตามไว้ ้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนุก
  • เครื่องมือที่อาจารย์ใช้สอนออนไลน์มีทั้ง Zoom และ Anydesk เนื่องจากวิชาที่สอนมีปฎิบัติการ บางครั้งต้องเข้าไปช่วยผู้เรียนทำ Lab ซึ่งก็ต้องใช้ TA มาช่วย
  • ผู้เรียนที่ยังอยู่ในวัยทำงานจำนวนหนึ่งยังอาจชอบการสอนแบบเดิมมากกว่า
  • มหาวืทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวเพราะความต้องการบัณฑิตในอนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว

สำหรับวิดีโอการบรรยายย้อนหลัง สามารถตามดูได้ที่ YouTube ช่อง IMC institute

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การคัดกรองเงินเยียวยา 5,000 บาท อย่าโยนความผิดให้เอไอ

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n

การคัดกรองเงินเยียวยา 5,000 บาท ไม่ว่าจะใช้ระบบอะไรก็ตาม จะเป็น AI หรือ rule-based ก็ต้องใช้ข้อมูล ถ้าจะทำระบบได้ดีต้องมี Big Data จริง และที่สำคัญยิ่งต้องมีข้อมูลของแต่ละคนที่เป็น Velocity ที่ไหลต่อเนื่องเข้ามา ต้องมีข้อมูลของแต่ละคนที่ update ตลอดเวลา ดังนั้นการพิจารณากลั่นกรองโดยใช้คอมพิวเตอร์สำคัญสุดคือต้องมีข้อมูลของแต่ละรายจำนวนพอควร

ซึ่งระบบคัดกรองก็คงต้องไปเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลกรมสรรพากร ข้อมูลบัตรประชารัฐ ข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลกยศ. ข้อมูลสถาบันการศึกษา ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลกรมขนส่งทางบก คำถามที่น่าสนใจคือรัฐบาลมีการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้หมดไหม หรือข้อมูลของแต่ละคน update แค่ไหน มี velocity มาบ่อยไหม

ในฐานะที่ผมมีโอกาสทำงานพัฒนาระบบข้อมูลให้หลายหน่วยงาน เคยเห็นข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม ข้อมูลกรมพัฒนาการค้า ข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลศุลกากร และอีกหลายอย่าง ต้องยอมรับว่าบ้านเราเชื่อมโยงข้อมูลยาก แต่ก็มี Linkage center อยู่ ที่สำคัญสุดคือข้อมูลส่วนใหญ่ขาด Velocity ไม่ค่อยมีข้อมูลเข้าบ่อยนัก จึงไม่ค่อยแปลกใจเรื่องการจะได้ข้อมูลทีสมบูรณ์จริงๆว่าทำได้ยากพอควร

กรณีที่ผู้ยื่นขอเงินเยียวยาถูกปฏิเสธแล้วระบุว่า มีอาชีพอย่างอื่น ก็อาจต้องไปย้อนคิดดูว่าเขาเคยมีข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเหล่านั้นไหม ครอบครัวเคยลงทะเบียนเกษตรกรไหม เคยใช้สวัสดิการอย่างอื่นไหม หรือเคยขอเงินสวัสดิการบัตรประชารัฐแล้วกรอกอาชีพอย่างไร ก็ในเมื่อข้อมูลเก่ายังอยู่ในระบบก็ไม่แปลกที่ถูกปฎิเสธในเบื้องต้น

1__dqj-clbsydd4jfdhEWOig

ระบบคอมพิวเตอร์มันไม่ได้วิเศษอะไรมากมายหรอกครับถ้าไม่มีข้อมูล  มันทำงานตามข้อมูลที่มีอยู่ ข้อมูลที่เราไปกรอกหรือข้อมูลที่เราอัพเดท อย่าไปโทษว่าระบบเอไอคัดกรองข้อมูลแย่อย่างเดียว โปรแกรมมันก็ทำงานตามคำสั่งมนุษย์ คนต่างจังหวัดจำนวนมากเมื่อเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ทะเบียนก็ยังอยู่ต่างจังหวัดไม่เคยให้ข้อมูลใดๆว่าตอนนี้ทำอะไร บางคนญาติที่ต่างจังหวัดยังไปลงทะเบียนรับสิทธิ์อื่นๆเต็มไปหมด ทั้งเงินช่วยเกษตรกร เงินบัตรสวัสดิการประชารัฐ ทำให้ข้อมูลตัวเองไปอยู่ในฐานข้อมูลระบบอื่นๆ

หลายๆคนอาจประกอบอาชีพอิสระแต่ที่ผ่านมาก็อาจไม่เคยมีข้อมูลใดเข้าสู่ระบบของรัฐ ไม่เคยจดทะเบียนการค้า ไม่ลงทะเบียนพาณิชย์ ไม่เคยใช้ระบบออนไลน์ในการชำระเงิน บ้างก็กลัวเรื่องการจ่ายภาษี บ้างก็อาจติดปัญหาส่วนตัว สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่มีข้อมูลคนเหล่านั้นอยู่ในระบบเลย

ยิ่งถ้าเขาไม่มีข้อมูลอื่นๆในระบบเลย ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ระบบจะตอบกลับมาว่าไม่มีข้อมูล จะให้พิจารณาเฉพาะเอกสารที่กรอกคงไม่พอ ต้องหาข้อมูลในระบบอื่นมายืนยัน เพื่อความถูกต้อง ต้องเห็นใจระบบของรัฐที่ไม่มีข้อมูลของกลุ่มคนอาชีพอิสระจำนวนมากที่ต้องการเยียวยา หลายคนไม่เคยอยู่ในระบบภาษี ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม หรือระบบสวัสดิการอื่นๆ จึงไม่แปลกใจที่ได้คำตอบว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ดังนั้นอย่าโยนความผิดให้เอไอเลยครับ บางครั้งก็เป็นความผิดที่คนละครับ อาจผิดพลาดทั้งภาครัฐและตัวเราเอง ถ้าสังคมโปร่งใส มีข้อมูลทุกอย่างถูกต้องมาตลอด เราเองเข้าระบบเปิดเผยข้อมูล ข้อมูลภาครัฐก็จะแม่นยำ ภาครัฐเองก็อาจต้องรวบรวมข้อมูลบ่อยๆอย่างต่อเนื่อง

เมื่อไม่มีข้อมูล สุดท้ายแล้วการตรวจสอบที่ถูกต้องก็ต้องเปลี่ยนจากระบบคอมพิวเตอร์มาเป็น manual ใช้คนเข้ามาตรวจสอบ สัมภาษณ์ ดูสถานที่จริง เหมือนเวลาธนาคารที่จะปล่อยสินเชื่อคนบางกลุ่มก็ต้องใช้วิธีนี้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆแค่ไหน สุดท้ายแล้วเราก็สามารถช่วยคนเดือดร้อนจริงที่ถูกปฏิเสธถ้าเปลี่ยนระบบเอไอตามที่เลือกมาใช้คนประเมินแทน

สุดท้ายหลังจากงานนี้ เมื่อเรามีรายได้ กลับเข้าทำงาน ทุกคนก็ต้องควรเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลงทะเบียนตามอาชีพจริง ชำระภาษีให้กับรัฐบาลให้ครบถ้วน ถ้าเราหวังว่าจะให้ประเทศช่วยเรา เราก็ต้องทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศเช่นกัน อย่าเพียงแต่หวังให้ประเทศช่วยเรายามที่เราเดือดร้อน

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

วิกฤติ COVID-19 สู่การเรียนออนไลน์ กลายเป็นตัวเร่งให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดตัวเร็วขึ้น

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n

ก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เรามักจะพูดกันเสมอว่ามหาวิทยาลัยจะถูก Disrupt จากเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งถ้าเราแปลคำว่า Disruption ง่ายๅก็อาจหมายถึงการหยุดชะงักหรือการถูกทำลายออกไป นอกจากนั้นก็มีผลมาจากการที่จำนวนนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อมีจำนวนลดลง ประกอบกับสถาบันการศึกษามีจำนวนมากเกินไปและหลายหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

ในนปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลายๆมหาวิทยาลัยได้เห็นตัวเลขของการรับนักศึกษาตามระบบ TCAS ทั้งสองรอบแล้ว ก็เริ่มมีความเป็นห่วงต่อจำนวนตัวเลขนักศึกษาที่สมัครและตอบรับเข้ามาที่ชัดเจนว่ามีจำนวนลดลงอย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบในหลายๆด้าน อาทิเช่น

  • บางมหาวิทยาลัยหลายคณะหรือสาขาวิชามีผู้สมัครจำนวนน้อยกว่าปีก่อนๆมากจนไม่มั่นใจว่าจะมีจำนวนที่เหมาะสมกับการสอนไหม
  • คณะหลายคณะในมหาวิทยาลัยบางแห่งมีรายได้หลักมาจากเงินรายได้ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งก็อาจมีผลต่อเงินเดือนและค่าใช้จ่ายของบุคลากร

มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีการประชุมกันเพื่อหาแนวทางอยู่รอดในระยะยาว มีการปรับหลักสูตร การเตรียมความพร้อมสู่ระบบออนไลน์ การสอนสำหรับผู้เรียนในวัยทำงาน แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงหรือ Digital Transformation ในช่วงก่อน COVID-19 ยังไม่มีพลังพอ การขับเคลื่อนก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะบุคลากรจำนวนหนึ่งยังอยู่ใน Comfort Zone และยังคิดว่าอีกนานหลายปีกว่า Digital disruption จะมาถึง

ทันทีที่มหาวิทยาลัยต้องปิดเพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 และหลายแห่งเริ่มเปิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงการทดแทนการสอนในรูปแบบเดิมๆเพียงชั่วคราว แต่จริงๆแล้วถ้าคิดกันว่าวิกฤตินี้กำลังทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล และ COVID กำลังกลายเป็นตัวเร่งทำให้ทุกองค์กรต้องทำ Digital Transformation ภาคบังคับและกำลังทำให้โลกหลังยุคโควิด ซึ่งอาจเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหลายๆอย่างอาทิเช่น

  • ออฟฟิศที่ทำงานจะไม่เหมือนเดิม
  • คนทำงานจะต้องมีทักษะและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไป
  • อาชีพบางอย่างอาจจะหายไป
  • การเรียนการสัมมนาจะมุ่งสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น
  • ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและบริการด้านดิจิทัลจะเติบโตขึ้น
  • การใช้เทคโนโลยีเอไอจะแพร่หลายมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะยิ่งมีผลกระทบอย่างมากถ้าวิกฤติ COVID-19 ลากยาวไปอีกหลายเดือน ยิ่งถ้าเรายังไม่สามารถหาวัคซีนมารักษาและเรื่อง Social distancing ยังมีความสำคัญ คนยังต้องใช้ชีวิตออนไลน์ การเรียนการสอนยังอยู่ในรูปออนไลน์ ทุกคนก็จะมีคามคุ้นเคยกับชีวิตออนไลน์และจะทำให้สุดท้ายแล้วมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อน  COVID-19 กำลังเป็นตัวเร่งทำให้มหาวิทยาลัยถูก Disrupt เและเราอาจเห็นหลายๆมหาวิทยาลัยหรือหลายสาขาจะต้องปิดตัวเร็วๆนี้

92109976_1689653821181951_7000020471630528512_n

หลังยุค COVID ออฟฟิศและรูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนเดิม ความต้องการคนในการทำงานจะมีน้อยลง คนทำงานจะต้องมีทักษะเชิงดิจิทัล มีความสามารถเฉพาะบางด้าน อาชีพหลายอาชีพจะเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญสุดคือสำหรับหลายๆบริษัทใบปริญญาของคนทำงานจะเริ่มไม่มีความหมาย แต่ต้องการคนทำงานได้จริง สามารถเข้าใจรูปแบบการทำงานแบบใหม่ จะเรียนจากที่ไหนก็ได้ และต้องพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลาซึ่งอาจเป็นการเรียนก็อาจต้องเรียนออนไลน์

ผู้เรียนเองที่ต้องมาเรียนออนไลน์ในมหาวิทยาลัยก็จะเริ่มมีคำถามว่า ทำไมต้องมาเรียนออนไลน์กับมหาวิทยาลัยนี้ ในเมื่อโลกออนไลน์สามารถเรียนที่ไหนก็ได้ หลักสูตรไหนก็ได้ หรือเรียนกับผู้สอนคนไหนก็ได้ ในเมื่อสอนออนไลน์เหมือนกันลดการเดินทาง ผู้เรียนย่อมเลือกเรียนในสถาบันซึ่งสอนออนไลน์ได้ดีที่สุด และเผลอๆอาจเรียนหลายๆหลักสูตรพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยแห่งเดียว ยิ่งผู้ประกอบการมีความต้องการคนทำงานที่มีทักษะจริงมีความรู้จริง ผู้เรียนก็ยิ่งต้องขวนขวายหาความรู้อย่างจริงจัง อาจต้องการประกาศนียบัตร (Certification) จากสถาบันขั้นนำมากกว่าการเรียนเพื่อเอาเกรดแบบเดิมๆ

สาขาที่จะอยู่รอดได้ก็คือสาขาที่ยังมีความต้องการสูงหรือสาขาที่สามารถรองรับการทำงานในอาชีพใหม่ๆหลังยุค COVID ได้ รวมถึงสาขาที่ไม่สามารถทำการเรียนการสอนออนไลน์ได้เนื่องจากมีวิชาปฎิบัติการ เช่นสาขาทางวิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์เกษตรศาสตร์​หรือด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องการลงมือปฎิบัติจริง

ส่วนสาขาที่สามารถสอนออนไลน์ได้จะมีการแข่งขันสูง มหาวิทยาลัยจะแข่งขันแบบไร้พรมแดน ต้องสู้กับหลักสูตรออนไลน์ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาทั่วโลก มหาวิทยาลัยใดมีรูปแบบการสอนออนไลน์ได้ดีกว่า มีชื่อเสียงที่ดีกว่า มีผู้สอนที่มีความโดดเด่นย่อมจะได้เปรียบ

รายได้ของมหาวิทยาลัยก็จะน้อยลงเนื่องจากหลายหลักสูตรจะเป็นการสอนออนไลน์ ไม่สามารถจะเก็บค่าธรรมเนียมเท่าเดิมได้ รูปแบบการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยจะไม่เป็นเช่นเดิม บุคลากรสายสนับสนุนจำนวนมากก็อาจมีภาระงานที่น้อยลงและต้องการทักษะดิจิทัลมากขึ้น อาจารย์ที่อยู่ในสาขาที่ต้องสอนออนไลน์แล้วไม่สามารถพัฒนารูปแบบการสอนหรือเพิ่มความรู้ใหม่ๆได้ก็อาจประสบปัญหาในการสอน

การเข้าสู่ยุค COVID ทำให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ในช่วงนี้มหาวิทยาลัยอาจต้องปรับตัวเองเข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล และอาจต้องพัฒนาการเรียนการสอนแบบบริษัท Start-up ด้วยรูปแบบการทำหลักสูตรหรือการสอนแบบ MVP (minimum viable product) กล่าวคือไม่จำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีหรือเนื้อหาหลักสูตรทุกอย่างที่สมบูรณ์ตั้งแต่ตอนเริ่มการสอนเลย แต่ปรับตัวไปเรื่อยๆทั้งเนื้อหาเทคโนโลยีที่ใช้ และรูปแบบการสอน อะไรที่ผิดพลาดก็ปรับเปลี่ยน  อะไรที่ดีก็ต้องทำต่อ ให้หลักการ Fail fast learn fast กล่าวคือหากผิดพลาดก็ให้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว

ในระยะยาวมหาวิทยาลัยต้องคิดที่จะปรับเปลี่ยน ทำองค์กรให้เล็กลงให้มีความคล่องตัว ปรับกฎระเบียบ ต้องคิดทุกอย่างโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลก่อน (Digital First) เว้นแต่ไม่สามารถใช้ดิจิทัลได้ค่อยกลับมาสู่รูปแบบเดิม

วันนี้ไม่ใช่วันแห่งการรอคอยว่าเมื่อไรรูปแบบเดิมจะกลับมา เพราะไม่น่าจะมีอีกแล้ว วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ องค์กรต่างๆต้องคิดและวางแผนโดยทันที เราคงรอไม่ได้จึงต้องเริ่มหา Product และ Services ใหม่ๆเพื่อรองรับยุค Post-COVID ที่ได่เริ่มแล้ว

ผมเชื่อครับสหลายๆมหาวิทยาลัยคงปรับตัวไม่ได้ สุดท้ายก็จะเจอปัญหาเรื่องกระแสเงินสดจากการที่นักศึกษาน้อยลง มหาวิทยาลัยรัฐเองหลายแห่งก็จะถูกตัดงบประมาณไปใช้ในเรื่องที่จำเป็นมากกว่า งบประมาณที่มีจำกัดในอนาคตคงต้องใช้เพื่อให้เป็นการสร้างบุคลากรของชาติที่ตรงกับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป สุดท้ายคงจะไม่แปลกใจละครับว่าวิกฤติ COVID-19 คงจะทำให้มหาวิทยาลัยหรือคณะหลายแห่งต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ไม่เว้นแม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

สรุปการเสวนา “Planning for the Post-COVID era”

92647706_1688579801289353_3995388160258342912_n

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ทางสถาบันไอเอ็มซีร่วมกับบริษัท Optimus (Thailand) ได้จัดงานเสวนาออนไลน์หัวข้อเรื่อง “โลกหลังยุคโควิด (Post-COVID era) จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องมีการวางแผนอย่างไร” โดยได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาหลายท่านคือ

  • คุณปฐม อินทโรดม : กรรมการ Creative Digital Economy, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ : ประธานบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณทินกร เหล่าเราวิโรจน์ : นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI)
  • คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทค อี-บิสิเนส เซ็นเตอร์

92240228_1690326267781373_6647085777509416960_n

และมีผมเข้าร่วมการเสวนาด้วยโดยทางสถาบันไอเอ็มซีได้ทำการบันทึกวิดีโอการเสวนาและเผยแพร่ทาง YouTube channel ของ IMC Institute ไว้ตาม Link นี้

ในการเสวนาผมได้เริ่มต้นให้เห็นภาพในอดีตตั้งแต่วิกฤติการระบาดของไข้หวัดสเปนปี 1918 วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (Great depression) ปี 1929 ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกจนมาถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1939-1944 และเราก็เห็นได้ว่ามียุคก่อนและหลังสงคราม วิกฤติโควิดครั้งนี้เราอาจจะเจอทั้งด้านการระบาดของโลกและเศรษฐกิจตกต่ำ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล จึงจะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งสำคัญทั้งในยุคก่อนและหลังโควิด

คุณปฐม อินทโรดม บอกว่าเราคงต้องเรียนรู้ที่อยู่กับโรคระบาด แล้วต้องเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำการ Transform เป็นภาคบังคับ แต่น่าเสียดายที่ว่าระเบียบและกฎระเบียบข้อบังคบบางอย่างยังไม่ได้แก้ไข ทำให้ไม่สามารถไปดิจิทัลได้เต็มร้อย การประชุมออนไลน์เต็มร้อยอย่างถูกกฎหมายไม่ได้ เรายังต้องเซ็นเอกสารเป็นกระดาษอยู่ ตอนนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงในสามกลุ่มแล้วคือ 1) กลุ่มธุรกิจที่เป็นFull digital ตอนนี้พร้อมและมีโอกาสที่โตเต็มที่ 2) กล่มธุรกิจที่เป็น Hybrid ที่เป็น Digital Product แต่การทำงานยังเป็น Physical วันนี้ต้องปรับตัว 3) กลุ่มธุรกิจที่เป็น Physical ทั้ง Product และ Process ก็คงต้องถึงเวลาที่จะต้องปรับตัวเองเป็นแบบ Direct to customer

คุณทินกร เหล่าเราวิโรจน์ ที่ได้ร่วมเสวนาได้เขียนสรุปการบรรยายใน Facebook ส่วนตัวไว้ดังนี้ สถานการณ์ Covid ว่าเราทุกคนต้องปรับตัวยังไง?

  • เริ่มต้นคือต้อง Think the Unthinkable คิดสิ่งที่คาดคิดไม่ถึงให้ได้ อย่ามัวแต่ไปหวังว่าจะกลับไปเหมือนเดิม เพราะ “สิ่งเดิม” จะไม่กลับมาอีกแล้ว
  • ถัดไปคือเราจะแบ่งชีวิตข้างหน้าออกเป็น 2 ยุค คือ ยุคโควิด และยุคหลังโควิด (ซึ่งยุคโควิดจะนาน 1-2 ปี ไม่ใช่สั้นๆแค่ 1-3 เดือน)
  • ในยุคโควิด สิ่งที่เราจะต้องเจอ คือ
    1. Fail ยอมรับเสียเถอะ กิจการจำนวนมากจะ “ไม่ได้ไปต่อ” ไม่ใช่เพราะเราไม่ดี ไม่เก่ง แต่เก่งแค่ไหนก็ไม่รอด เช่น คนในธุรกิจโรงแรม หรือคนขับแท็กซี่ คนเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีทางได้กลับมาทำอาชีพเดิม (อย่ารอนะครับ รีบเปลี่ยนอาชีพนะ)
    2. Fear พวกเราทุกคนจะอยู่กับความกลัว แต่จะมีพวกเราบางคนฉลาดพอที่จะรู้ว่า “โอกาส” ก็ยังคงมีในภาวะความกลัว อย่างที่จะเห็นว่า หน้ากาก, แอลกอฮอล์, ตัววัดอุณหภูมิ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเดี๋ยวจะได้เห็นอีกหลายๆอย่างตามมา เพื่อตอบโจทย์ “ความกลัว”
    3. Fun คนไทยยังไงก็หาความสนุกได้ตลอด “เจนค่ะๆ หนูมากับ… และมากับ…” หรือเกมส์ออนไลน์ก็จะมีผู้เล่นมากมายมหาศาล เพราะคนมีเวลาอยู่บ้าน และไม่รู้จะทำอะไร

คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ ก็ได้เขียนสรุปการบรรยายใน Facebook ส่วนตัวไว้ว่า

“เราต้องสู้ให้รอด จะปรับเปลี่ยน พลิกแพลง หมุน กระโดด เหาะ ล้ม ตีลังกา เอาให้รอด ผ่านพ้นไปให้ได้ปีนี้ อย่าประมาท เหมือนที่เราประมาทมาแล้วว่า โรคระบาด จะไม่อยู่ใน -แผนบริหารความเสี่ยง- ของธุรกิจเรา”
————————————————
1.) จงอยู่กับมันและ Move on with “Your value” โดยการ “Hack โอกาสออกมา มันหายาก แต่ก็จงแงะมันให้เจอ
.
ต้องกลับมาดูว่าธุรกิจเราในระหว่างไปต่อไม่ได้นี้ ให้ไปหาช่องทางธุรกิจเสริม พอเรื่องซา ค่อยกลับมาทำต่อ ซึ่งการหาช่องทางธุรกิจเสริม ต่อยอดนั้น ต้อง X-ray ตัวเราก่อนว่าเรามีดีอะไร ทีมงานมี value add-on ร่วมกันอย่างไร จับทิศทางให้ได้ และคุณจะรอดไปด้วยกัน เช่น มีบริษัทขาย Gadgets IT online มองหาลู่ทางขายเครื่องสำอางค์ออนไลน์ เพราะตัวเองมี Core value ด้าน sourcing + e-Commerce + logistics & supply chain หรือ บริษัทขายน้ำหอม ก็มาทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือขาย แต่อย่าขายเบ็ดตกปลาตอนนี้ เพราะคนอยู่บ้าน ไม่ออกไปตกปลา จงขายในสิ่งที่ Demands มีด้วย เป็นต้น
.
2.) Go “Online” ในทุกๆธุรกิจ ทุกๆธุรกิจต้องมีคน “Digital Skill”
.
สกิลนี้ไม่ใช่สกิลใหม่อะไร แต่ใหม่มากกับ Graduate students ตอนนี้ เพราะมีไม่กี่สถาบัน/มหาวิทยาลัยที่ผลิต ซึ่งเป็นสกิลที่ผู้ประกอบการ และบริษัทองค์กรน่าจะอยากได้มากที่สุด ขอแนะนำให้ทุกคนที่ว่างตอนนี้ หาเรื่องนี้มาศึกษา เข้าใจศัพท์ Digital 101 เข้าใจ e-Commerce ลงมือซื้อ Ads ออนไลน์ “Up skill” ตัวเอง เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน จะคิดว่าแค่ที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะการมี Digital skill ติดตัวนี้สามารถไปประยุกต์ได้กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การสร้าง Start-up ของตัวเอง ไปจนถึงการเป็น Management trainee หรือไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้จัดการ ผู้บริหารของหลายๆองค์กรได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีสกิลนี้ค่ะ
หากสนใจติดปีกสกิล Digital แนะนำให้อ่านรายละเอียดโครงการ The Digital Work ที่ TeC ทำ Cultivation Program นี้อยู่ >> https://www.tec.work/thedigitalwork
.
3.) e-Lean business concept กลับมาฮิตอีกครั้ง
.
Lean คือการกำจัดอะไรที่ waste ในธุรกิจ พูดให้เห็นภาพง่ายๆคือการลดความอ้วน ตุ๊ต๊ะ เปลืองงบประมาณ ค่าใช้จ่ายของธุรกิจนั่นเอง หลักการ Six Sigma แม้ว่าเรียนได้ Green belt มา จะบอกว่าได้ใช้มากๆก็งานนี้ค่ะ ซึ่งประเด็นคือเราจะไม่ใช่การ Lean แบบโรงงาน หรืออุตสาหกรรม แต่เราจะ Lean แบบ e-Lean คือลดความอ้วนด้วยการ Go Online, Go Digital, Go Result-oriented (Tracking results)
.
เช่น เราต้องทำงานผ่าน Collaboration tool เช่น Teamwork, Facebook Workplace, Dingtalk, Ansana และอีกมากมาย จะเริ่มเห็นแล้วว่าใครเก่ง ใครขี้เกียจ ใครขยัน ใครอู้ Report Tasks มันฟ้องได้หมด อีกทั้งหลังจากยุคหลัง COVID-19 ตำแหน่งที่เราจะมองว่าไม่จำเป็นคือ Office Admin เราเอาหน้าที่การสั่งซื้อสินค้านี้ไปให้ Jobs function อื่นทำก็ได้ เช่น เลขา/HR/IT support หรืออื่นๆ เป็นต้น การมีคน 1 คน ที่ทำ Function เดียวเดิมๆ และไม่ Multi-tasking แบบออนไลน์สไตล์ ผู้ประกอบการหรือบริษัทฯ จะเริ่มตระหนักและตัดคนเหล่านี้ออกไป โดยเฉพาะคนที่ Not-perform นี่คือในมุมการจัดการคน แต่ในมุมของค่าใช้จ่าย Fixed cost ท่านอาจารย์ธนชาติแห่ง IMC ได้สะท้อนให้เห็นว่าอย่างออฟฟิศใหญ่ๆ ห้องทำงานดีๆ ห้องประชุมให้น่าเชื่อถือ ก็จะมีความสำคัญน้อยลง ถ้าต้องต่อสัญญาค่าเช่าในอนาคต หลายๆบริษัทมีคิดแน่ๆว่าจะลดไซส์ขนาดพื้นที่ออฟฟิศอย่างไรดี และเอาเงินตรงนั้นไปลงทุนอย่างอื่นให้เกิดกำไรหมุนเวียนแทน เป็นต้น
.
4.) Direct to Consumers (D2C) จงวิ่งเข้าหาลูกค้าในโลกดิจิทัลแบบบู๊ให้เจ๋งเหมือนวิ่งขายงานออฟไลน์
.
คุณพี่ปฐม Pathom Indarodom ย้ำเลยว่าสินค้าเกษตรไทยนี่แหละ ที่จะ D2C ได้อย่างโดดเด่นที่สุดตอนนี้ เช่น การขายมะม่วงและขายทุเรียนออนไลน์ ไม่ต้องไปผ่านห้างร้าน และตอนนี้หากเกษตรกรทำผิดทำถูก ผู้บริโภคออนไลน์ก็จะให้อภัย เพราะเข้าใจว่าอยู่ในช่วง “Learning-curved” คือการเรียนรู้การขายออนไลน์ ซึ่งเป็นสกิลที่อาจจะไม่ถนัด ผู้บริโภคพร้อมจะให้โอกาส อีกทั้งหากผู้บริโภคหรือคุณลูกค้าผู้น่ารักติดใจก็จะเป็นขาประจำกันไปเลยยังได้
.
5.) ช่วงข้าวยากหมากแพง ยุคใจเขาใจเรา ก็ต้องอย่าลืม CSR แบบออนไลน์สไตล์ด้วย ใครมีเหลือ แบ่ง ใครพอมีช่วยเสริม แบรนด์ต่างๆที่”ยิ่งให้ ก็จะยิ่งได้”ในช่วงนี้ ตลอดจนผู้บริโภคหลงรัก เป็นช่วงตีบวก เพื่อนั่งเข้าไปในหัวใจคน
.
ยกตัวอย่าง อย่าง Airasia ไปรับคนไทยฟรีจากอู่ฮั่นกลับไทย ออกในทุกสื่อ จะไม่เลิฟแบรนด์นี้ได้อย่างไร แม้ว่าตอนนี้จะบินไม่ได้ หุ้นจะตก แต่การจัดแคมเปญให้คนซื้อตั๋วล่วงหน้าก็มีอยู่ มั่นใจได้เลยว่าคนจะแห่กลับมาซื้อตั๋วตอนสถานการณ์บินได้ทั่วโลก อย่างตัว TeC เองตอนจีนเดือดร้อนหนักๆเป็นประเทศแรก เราก็ร่วมกับ สมาคมดิจิทัลไทย (Thai Digital Trade Association) และเพื่อนๆพันธมิตรบริจาคเงินส่งไปที่สหพันธ์การกุศลอู่ฮั่นเพื่อบริหารจัดการ COVID-19 และในช่วงที่ประเทศไทยเองเข้าสู่วิกฤติ ยอดผู้ป่วยพุ่ง เราก็ร่วมกับ Business Today จัดโครงการ Help for Hope “Masks for Med” เปิดรับบริจาคเงิน โดยเงินทั้ง 100% ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ) เพื่อนำไปมอบให้กับมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ในสังกัดแพทยสภา เพื่อซื้อหน้ากากให้หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เป็นต้น เราไม่หวังอะไรมาก หวังให้โรคระบาดนี้จงหายไปโอมเพี้ยงค่ะ อย่าง CP และอีกหลากหลายแบรนด์ที่มีกำลังก็ออกมาช่วยคนละไม้ละมือกันอย่างมากมาย
Screenshot 2020-04-11 10.55.46
คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ เริ่มต้นด้วยคำนิยามคำว่า Post-COVID จะเริ่มเมื่อไร แล้วบอกว่ามันเริ่มวันนี้เลย จบโควิดได้วันนี้  ถึงเวลาที่จะต้องอยู่กับมันไปตลอดแล้วต้องปรับตัว เพราะโรคนี้คงกับเราคงอยู่อีกนาน หลานเรื่องจะเป็น New normal  เช่น Social distancing ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป เราคงต้องปรับตัวจากการอยู่จาก Fear Zone ไปสู่ Learning Zone และ Growth Zone และวิกฤตินี้ทำให้เราเข้าสู่ Digital Economy เต็มตัว
สุดท้ายผมเองก็แชร์ให้เห็นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆตามบทความ โลกหลังยุคโควิด (Post-COVID era) จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
สำหรับ Slides การบรรยายงานนี้สามารถเข้าไปดูได้ที่ >> https://tinyurl.com/st22h2e
ธนชาติ นุ่มนนท์
IMC Institute