แผนยุทธศาสตร์ไอซีทีของประเทศในกลุ่มอาเซียน

เมื่อเร็วๆนี้ผมได้วาดภาพกราฟฟิก เพื่อแสดงให้เห็นถึงแผนแม่บทด้านไอซีทีของประเทศต่างๆในกลุ่ม ASEAN โดยจะเห็นได้ว่า ASEAN มีแผนที่เรียกว่า ASEAN ICT Masterplan 2015 และในแต่ละประเทศก็จะมีแผนแม่บทไอซีทีของตนเอง ผมจึงตั้งใจที่จะเขียนบล็อกนี้มาขยายความเพื่อให้เข้าใจถึงแผนแม่บทต่างๆที่ได้อ้างอิงถึง

Image

ASEAN ICT Masterplan 2015

แผนยุทธศาสตร์ด้านไอซีทีของ ASEAN เกิดจากมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ TELMIN เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2008 ที่ได้เห็นชอบโครงการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน หรือ ASEAN ICT MASTERPLAN 2015 และอนุมัติการสนับสนุนเงินจากกองทุน ASEAN ICT Fund เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางกิจกรรมความร่วมมือด้านไอซีทีและสนับสนุนการรวมกลุ่มของอาเซียน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านไอซีที

หลังจากนั้นในการประชุม TELMIN ครั้งที่ 10 เมื่อเดือนมกราคม 2011 จึงได้มีการรับรองแผนแม่บท ASEAN ICT Masterplan 2015 และมีการประกาศแผนแม่บทฉบับดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเป็นแผนแบบเบ็ดเสร็จที่มีการระบุยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงาน เป้าหมาย รวมทั้งระยะเวลาการดำเนินการภายใน 5 ปีที่ชัดเจน

ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ ได้เคยเขียนบทความที่สรุปแผนแม่บท  ASEAN ICT Masterplan 2015  ไว้เป็นภาษาไทยไว้ที่ http://www.ddn.ac.th/web/aseanictmasterplan2015.pdf ซึ่งในเนื้อหาจะเห็นได้ว่าแผนมีบทจะมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ  6 ด้านคือ

  • การปฎิรูปทางเศรษฐกิจ
  • การเสริมสร้างพลังใหัแก่ประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วม
  • การสร้างนวตกรรม
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • การพัฒนาทุนมนุษย์
  • การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

ดังแสดงในรูป โดยแผนแม่บทฉบับจริงสามารถที่จะ download ได้ที่ www.asean.org แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาแผนแม่บทฉบับนี้ จะเห็นได้ว่ามีเพียงกรอบเวลาการทำงานคร่าวๆและไม่มีตัวชี้วัดที่ขัดเจน

Image

แผนแม่บท  iN2015 ของสิงคโปร์

Intelligent Nation 2015 (iN2015) เป็นแผนแม่บทด้านไอซีทีของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2005 ที่กำหนดให้ในสิบปีข้างหน้าที่จะผลักดันให้สิงคโปร์กลายเป็น Intelligent Nation โดยใช้ศักยภาพของ Infocomm ซึ่งแผนแม่บทนี้ได้ถูกร่างโดยหน่วยงานที่ชื่อ Infocomm Development Authority (IDA)

ซึ่งวิสัยทัศน์ของแผนกำหนดไว้ว่า “Singapore: An Intelligent Nation, A Global City, Powered By Infocomm.

เป้าหมายหลักของแผน iN2015 มีดังนี้

  • ผลักดันให้สิงคโปร์เป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลกในการที่จะนำ Infocomm มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม
  • เพื่มมูลค่าอุตสาหกรรมด้าน Infocomm  เป็นสองเท่าคือมีมูลค่า $26 พันล้านเหรียญสิงคโปร์
  • เพิ่มมูลต่าการการส่งออกทางด้าน เป็นสามเท่าคือมีมูลค่า $60 พันล้านเหรียญสิงคโปร์
  • เพิ่มงานด้าน Infocomm อีก  80,000 ตำแหน่ง
  • ทำให้มีการใช้งาน Broadband  ตามบ้านถึงร้อยละ 90
  • ทำให้ทุกบ้านที่มีเด็กที่จะต้องศึกษาในโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้งาน

และเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย แผนแม่บทได้กำหนดยุทธศาสตร์สี่ด้านคิอ

  • ผลักดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักต่างๆ ภาครัฐ และสังคมมีนวัตกรรมการใช้ Infocomm  มากขึ้น
  • มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Infocomm ที่มีความเร็วสูง ชาญฉลาด และน่าเชื่อถือ
  • มีการพัฒนาอุตสาหกรรม Infocomm  ที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้
  • มีการพัฒนากำลังคนด้าน Infocomm ที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

โดยเราสามารถที่จะศึกษาดูแผนของ  iN2015 ได้จากรายงานของ iN2015 Steering Committee >> รายงาน

แผนแม่บท Digital Strategy ของฟิลิปปินส์

แผนแม่บทของฟิลิปปินส์เป็นแผน 5 ปีตั้งแต่ปี  2011 ซึ่งเป็นแผนต่อจากแผนแรกเมื่อปี  2006-2010 โดยชูคำว่า “Transform 2.0 : Digitally Empowered Nation”  แผนของฟิลิปปินส์จะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม BPO (Business Process Outsourcing), KPO (Knowledge Process Outsourcing), CPO (Creative Process Outsourcing), ITO (IT Outsourcing)  รวมถึงด้าน e-Government และงานด้านสังคม โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว่ว่า

““A digitally empowered, innovative, globally competitive and prosperous society where everyone has reliable, affordable and secure information access in the Philippines. A government that practices accountability and excellence to provide responsive online citizen-centered services. A thriving knowledge economy through public-private partnership.”

โดยมียุทธศาสตร์สี่ด้านดังรูปคือ

  • การลงทุนในการให้ประชาชนมีทักษะในการใช่้ไอซีที
  • การให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต
  • ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมไอซีทีและนวัตกรรมทางธุรกิจ
  • การมีบริการ e-service ของรัฐบางที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส

Image

สำหรับเป้าหมายที่สำคัญของแผนแม่บทนี้คือ

  • การเพิ่มรายได้ของอุตสาหกรรม ITO และ  BPO เป็น $20  ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนการตลาดของ BPO ในโลกถึง 9% ในปี 2016
  • เพิ่มจำนวนงานของ IT/BPO ให้เป็น 900,000  ตำแหน่งในปี 2016
  • ให้มีสัดส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่ความเร็วอย่างน้อย 2  Mbps ตามบ้านให้ได้ร้อยละ 80

เราสามารถที่จะ download แผนแม่บท Digital Strategy  ฉบับเต็มได้ที่ >> แผนแม่บท

แผนแม่บทไอซีทีของประเทศเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้อนุมัติแผนแม่บทไอซีมีของเวียดนามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2010 โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันเวียดนามให้กลายเป็นประเทศที่ี่มีความก้าวหน้าด้าน ICT ในปี  2020 ( “Transforming Vietnam into and advanced ICT”) นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีการอนุมัติแผนการพัฒนาบุคลากรด้านไอทีถึงปี  2015 และมุ่งเป้าปี 2020 (IT HR development up to 2015 and toward 2020.) ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี  2009

แผนแม่บทไอซีทีมีเป้่าหมายต่างๆที่สำคัญดังนี้

  • ต้องการเพิ่มให้อุตสาหกรรมไอซีทีมีรายได้รวมเป็นสัดส่วนร้อยละ  10% ของ รายได้รวมประชาชาตื GDP ในปี  2020
  • ผลักดันให้เวียดนามติด  Top Ten  ในประเทศทางด้านการบริการ Outsourcing เรื่อง Software และ Digital Content
  • ผลักดันให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เป็น sector  ทีมีการเจริญเติบโตมากสุด
  • ต้องการเพิ่มจำนวนแรงงานทางด้านอุตสาหกรรมไอซีทีให้เป็น  1 ล้านคนในปี 2020
  • ให้มีการใช้  Mobile Broadband  ครอบคลุมถึง 95% ของจำนวนประชากร
  • ให้ประชากรร้อยละ 70 สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้
  • ให้มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึงตามบ้านร้อยละ 50-60%

ตัวแผนแม่บทฉบับจริงของเวียดนามหาค่อนข้างยาก แต่มี Presentation ที่สรุปสั้นๆสามารถดูได้ที่ >> Vietnam ICT

แผนแม่บทไอซีทีของมาเลเซีย

รัฐบาลมาเลเซียมีแผนในการที่จะผลักดันให้ประเทศเป็นชาติที่มีรายได้สูง  (High-Income Nation)  ในปี 2020 :ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวเมื่อปี 2011 ว่ากำลังเตรียมพัฒนาแผน Digital Malaysia โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ

  • จะให้ทุกบ้านสามารถเข้าถึง Broadband Internet ได้ในปี 2020
  • จะผลักดันให้อุตสาหกรรมไอซีทีมีรายได้รวม7% ของรายได้รวมของชาติ (GNI)
  • จะผลักดันให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ด้่นไอซีทีอีก 160,000  ตำแหน่ง

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารค้นหาแผนแม่บทของมาเลเซียล่าสุดได้ เข้าใจว่ายังอยู่ระหว่างการทำแผน

สำหรับแผนแม่บทไอซีทีของมาเลเซียคือ National IT Agenda (NITA) ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี  1996  โดยในช่วงแรกได้เน้นเรื่องการพัฒนา Multimedia Super Corridor (MSC) และกลยุทธ์ก็จะเน้นอยู่ในห้าด้านคือ E-Community, E-Public Services, E-Learning, E-Economy และ E-Sovereignty โดย  NITA จะมีองค์ประกอบสำคัญสามด้านคือ คน (people) โครงสร้่างพื้นฐาน (Infostructure)  และ แอพพลิเคชั่น ดังรูป

Image

สำหรับรายละเอียดของ National IT Agenda สามารถดูไดที่เว็บไซต์ http://nitc.mosti.gov.my/

นโยบายและแผนแม่บทไอซีทีของประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยเราจะมีกรอบนโยบายไอซีทีฉบับที่สอง ICT 2020  (2011-2020) ซึ่งต่อจากแผน ICT2010  และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายน 2010 และก็มีแผนแม่บทไอซีที ICT Masterplan 2 (2009-2013)  ที่ขอความเห็นชอบจากครม.เมื่อสิงหาคม 2009

โดยตัวกรอบนโยบาย ICT 2010 ฉบับเต็มสามารถที่จะดูรายละเอียดได้ที่ >> กรอบนโยบาย ICT 2010

และแผนแม่บท ICT Masterplan  2009-2013 สามารถดูรายละเอียดได้ที่ >> ICT Masterplan

กรอบนโยบาย ICT 2010  จะเน้นเรื่องของ “Smart Thailand”  โดยมีเป้าหมายที่สำคัญหลักคือ

  • ประชากรทั่วประเทศร้อยละ 80 สามารถเข้าถึง Broadband  ได้ในปี 2015 และ ร้อยละ 95 ในปี 2020
  • ประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ  75 สามารถใช้ประโยชน์จากไอซีทีได้อย่างรู้เท่าทัน และเพิ่มการจ้างงานบุคลากรไอซีทีไม่น้อยกว่า 3% ของการจ้างงานทั้งหมด
  • เพิ่มอัตราส่วนของอุตสาหกรรมไอซีทีให้มีมูลค่าเพ่มต่อ GDP ไม่น้อยกว่า 18%
  • ยกระดับความพร้อมด้านไอซีทีโดยรวม เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงที่สุดร้อยละ 25 ของ  Network Readiness Index
  • ผลักดันให้เกิดการจ้างงานแบบใหม่ที่เป็นการทำงานผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • ประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ตระหนักถีงความสำคัญและบทบาทของไอซีทีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรอบนโยบาย ไอซีที 2020 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 7ด้านดังแสดงในรูป

Image

สำหรับแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปyญญา  (Smart Thailand) ด้วย ICT”  ซึ่งแผนแม่บทฉบับที่สองกำหนดจะสิ้นสุดในปีนี้ และทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศก็คงผลักดันร่างแผนฉบับที่ 3 ต่อ

ประเทศไทยอาจจะแตกต่่างกับประเทศอื่นๆพอสมควรในเรื่องของแผนไอซีที เพราะเรามีหลายแผนและยังมีนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีที่อาจเปลี่ยนแปลงตลอด จึงทำให้ขาดความต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่จะให้ความสำคัญกับกรอบนโยบายหรือแผนแม่บท มากกว่าจะเปลี่ยนแปลงตามผู้บริหารของประเทศหรือกระทรวงอยู่ตลอดเวลา

สุดท้ายผมขอนำภาพให้เห็นว่า แผนและนโยบายไอซีทีของประเทศไทยถูกกำหนดมาจากส่วนใดบ้าง เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความหลากหลายตามที่กล่าวไว้

Image

Service Oriented Architecture กับ Cloud Computing

ผมจำได้ว่า 4-5 ปีก่อน ผมจะได้รับเชิญไปบรรยายบ่อยๆในเรื่องของ SOA (Service Oriented Architecture) เพราะองค์กรต่างๆเริ่มสนใจที่จะทำ SOA โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่พูดกันในเรื่องของ Web Services และในช่วง 2-3 ปีัที่ผ่านมาคนก็จะเริ่มมาพูดถึง Cloud Computing และ Enterprise Architecture มากขึ้น จนคนกลุ่มหนึ่งคิดว่าเราไม่เน้น SOA กันแล้ว

ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะพูดกันเรื่อง  Cloud Computing กันมากขึ้น แต่รากฐานที่แท้จริงของ Cloud Computing ก็อิงมาจาก Service ดังจะเห็นได้ว่าเราจะพูดกันถึงระบบที่เป็น as-a-Service ทั้งหลาย ตั้งแต่  Infrastructure (IaaS), Platform (PaaS), Software (SaaS) หรือ   Business Process (BPaaS) ดังนั้นการพัฒนาหรือการใช้  Cloud Computing ขององค์กร คงจะต้องอิงกับสถาปัตยกรรมไอทีที่เป็นแบบเชิงบริการ  (Service Oriented Architecture)

Image

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือหน่วยงานต่างๆเริ่มสนใจที่มาพูดกันเรื่องของ Enterprise Architecture (EA) มากขึ้น EA เป็นเรืิ่องที่จะถูกขับเคลื่อนมาจากด้านธุรกิจเพื่อเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับไอที ซึ่งมีทั้ง Business Architecture, Application Architecture, Data Architecture และ Technology Architecture ส่วน SOA จัดว่าเป็นกลุ่มของ IT Architecture ที่สอดคล้องกัน

ดังนั้นการเข้ามาของ Emerging Technologies อย่าง Cloud Computing, Mobile Technology, Social  Technology หรือ Big Data จะยิ่งต้องทำให้องค์กรปรับสถาปัตยกรรมไอทีให้เป็น SOA ยิ่งขึ้น เพราะ Emerging Technology เหล่านี้เป็น Services หรือ Open APIs ที่เราจะต้องออกแบบให้ไอทีขององค์กรไปเชื่อมต่อกับระบบต่างๆที่อาจเป็น Social Technology อย่าง  Facebook, Twitter  ได้

SOA ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี การที่จะทำ SOA ในองค์กร เราจะต้องเข้าใจถึงความต้องการด้านธุรกิจขององค์กรที่มีลักษณะที่จะปรับเปลี่ยนไปตลอด (Business Agility) ดังนั้นการออกแบบสถาปัตยกรรมไอทีในองค์กรจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนง่ายโดยอิงกับ  Service การเข้าใจ SOA ที่ดีควรจะเริ่มจาก

  • เข้าใจความจำเป็นของการออกแบบ Service
  • เข้าใจความหมายของ Service และ Web Services
  • เข้าใจเรื่องของ SOA Benefit และ ROI
  • เข้าใจถึง SOA Governance
  • เข้าใจเรื่องของ Service Life Cycle
  • เข้าใจเรื่อง  SOA Project

ผมมีเอกสารบางส่วนที่เคยเขียนขึ้น Slideshare  และแนะนำ SOA ในบางเรื่อง จึงอยากเอามาแบ่งปันให้ดู โดยมีหัวข้อต่างๆดังนี้

และมีบทความแนะนำ SOA ที่เคยไว้ซักพักหนึ่งแล้วเรื่อง Introduction to SOA

แต่ที่ตั้งใจไว้ส่วนหนึ่งก็คือจะปรับเอกสารนี้บางส่วนและร่วมกับทาง PwC จัดอบรมหลักสูตร SOA/SOA Governance for Managers/Executives  ในวันที่ 27-28  มีนาคมนี้ โดยเนื้อหาจะพูดให้เข้าใจความหมายของ  SOA การเริ่ม SOA ตัวอย่างกรณีศึกษาต่างๆ และการทำ Workshop  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถจะดูรายละเอียดของ Course ได้ที่ http://tinyurl.com/bx4u2df

การแข่งขันด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยบนเวทีอาเซียน

ในตอนที่แล้วผมได้เขียนถึง ขีดความสามารถการแข่งขันด้าน ICT ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศใน ASEAN ซึ่งได้กล่าวถึงข้อมูลชี้วัดที่หน่วยงานต่างนำมาเปรียบเทียบ ซึ่งจากข้อมูลที่มีจะสังเกตุเห็นว่า ศักยภาพของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซี่ยนแล้วเรายังอยู่ในสภาวะที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่พอสมควร

ในตอนนี้ผมจึงอยากจะลองเอาข้อมูลชี้วัดที่น่าเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มาให้ดู โดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งใน ASEAN และได้แสดงเป็นภาพกราฟฟิกดังรูปนี้

Screen Shot 2556-02-09 at 9.51.56 AM

ด้านจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์

เมื่อเดือนมิถุนายน 2012 ทาง Evans Data Corp (EDC) ได้ข้อมูลประมาณการณ์จำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้วโลก ซึ่งรวมตั้งแต่โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ จนถึงผู้บริหารโครงการว่ามีประมาณ 17.2 ล้านคนในปี 2012 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 24.7 ล้านคนในปี 2018 โดยระบุว่าในปี 2012 ประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนมากที่สุดคือ 3.5 ล้านคน ตามด้วยอินเดีย 2.5 ล้านคน และจีน 9 แสนคน แต่คาดการณ์ว่าในปี  2018  จำนวนนักพัฒนาในประเทศอินเดียจะเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวน 4.8 ล้านคน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา 4.6 ล้านคน จีน 1.6 ล้านคน รัสเซีย 1.2 ล้านคน และไทยก็ติดอันดับ 10 ด้วยจำนวน 377,100 คน

หากดูข้อมูลด้านนี้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆใน ASEAN ประเทศไทยจะดูโดดเด่นมาก เพราะจำนวนที่คาดการณ์ในปี 2012 ของประเทศไทยจะมีประมาณ 263,800 คน เป็นอันดับที่ 15 ของโลกและเป็นอันดับ 5ในภูมิภาค  APAC  ขณะที่ประเทศคู่แข่งใน ASEAN อย่าง ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ  6 ใน APAC มีจำนวน 187,000 คน เวียดนามอยู่อันดับ  8 ใน APAC มีจำนวน 152,900 คน อินโดนีเซียอยู่อันดับ  9 ใน APAC มีจำนวน 141,200 คน และมาเลเซียอยู่อันดับ  10 ใน APAC มีจำนวน 99,400 คน

จำนวนบริษัทที่ได้มาตรฐาน CMMI

CMMI คือ มาตรฐานกระบวนการในการพัฒนางาน ย่อมาจาก Capability Maturity Model Integration ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในการพัฒนาซอฟต์แวร์ของทั่วโลก ล่าสุดทาง Software Engineering Institute  ของ Carnegie Mellon University ที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ได้รายงานจำนวนบริษัททั่วโลกที่ประเมินผ่าน CMMI จนถึงเมื่อเดือนกันยายน 2012  มีจำนวน 6,272 ราย โดยเป็นบริษัทในประเทศจีน 2,128 ราย  บริษัทในสหรัฐอเมริกา 1,416 ราย และบริษัทในอินเดีย 581 ราย ขณะที่ประเทศไทยมีจำนวน 63 ราย โดยเราสามารถดูรายงานฉบับนี้ได้ที่ http://cmmiinstitute.com/wp-content/uploads/2012/11/2012SepCMMI.pdf


Screen Shot 2556-02-09 at 9.51.25 AM

สำหรับจำนวนบริษัทที่ได้รับมาตรฐาน CMMI และยังรักษาสถานภาพไว้อยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยมีทั้งหมด 36 บริษัท โดยเป็นระดับ  5 ถึง  4  บริษัทคือ บริษัท Avalant บริษัท CPF บริษัท Wealth Management System Limited และ บริษัท GoSoft โดยประเทศไทยมีจำนวนบริษัท CMMI ในปัจจุบันมากที่สุดใน ASEAN ตามมาด้วยมาเลเซีย 27 บริษัท เวียดนาม 23 บริษัท ฟิลิปปินส์ 17 บริษัท สิงคโปร์ 10 บริษัท  และ อินโดนีเซีย 1 บริษัท ซึ่งเราสามารถที่จะดูรายชื่อของบริษัทที่ได้ CMMI ณ ปัจจุบัน ทั้งหมดจากเว็บไซต์ https://sas.cmmiinstitute.com/pars/pars.aspx 

การเป็นแหล่งทางด้าน Outsourcing

ทาง AT Kearney ได้ออกรายงานเรื่อง “Global Services Location Index 2011”ระบุประเทศต่างๆที่มีความน่าสนใจในการทำ Outsourcing โดยมีตัวชี้วัดจากสามด้านคือ  ความน่าสนใจในการลงทุน  (Financial attractiveness)  ความสามารถและความพร้อมของคน (People skills and availabilty) และ สภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ (Business Environment) ซึ่งในรายงานระบุว่าประเทศอินเดียมีความน่าสนใจเป็นอันดับ  1 ตามด้วยประเทศจีน และมาเลเซีย ส่วนประเทศไทยมีความสนใจในการเป็นแหล่งในการทำ Outsourcing อันดับที่ 7 ของโลก (ทั้งนี้ประเทศเราหล่นจากที่เคยเป็นอันดับที่ 4 เมื่อปี 2009) โดยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆใน ASEAN ทางอินโดนีเซียอยู่อันดับ 5 เวียดนามอันดับ 8 และฟิลิปปินส์อันดับ 9

จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งที่น่าสนใจในการทำ  Outcsourcing ของโลก แต่เราจะพบว่าอุตสาหกรรมด้านนี้จะมีน้อยมากในประเทศไทย ซึ่งผมเองก็เคยเขียนบล็อกเรื่อง “ประเทศไทยติดอันดับประเทศน่าดึงดูดในการทำ Outsourcing แต่ไม่มีอุตสาหกรรมด้านนี้

นอกจากนี้เมื่อมกราคมปี  2012 ทาง Tholons ได้ออกรายงานระบุเมืองที่ติด 100 อันดับในการทำ Outsourcing ทั่วโลกโดยดูจากปริมาณการจ้างงาน ความน่าสนใจ และแนวโน้ม จะพบว่าแหล่งที่น่าสนใจจะอยู่ทางเอเซียใต้ โดยมีเมืองที่ติดอันดับ 1 ถึง 7 ล้วนแต่เป็นเมืองในประเทศอินเดีย โดยมีเมือง Bangalore เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย Mumbai และ  Delhi ส่วนกรุงมะนิลาเป็นเมืองเดียวนอกประเทศอินเดียที่ติด 1 ใน  7 คือมีคะแนนมาเป็นอันดับ  4 และหากมาพิจารณาเฉพาะประเทศในกลุ่ม ASEAN  จะเห็นว่าเมืองในประเทศฟิลิปินส์ติดอันดับหลายเมืองมากเช่น Cebu เป็นอันดับ 9 นอกจากนี้เรายังเห็นว่าเมืองในประเทศเวียดนามก็เป็นแหล่งที่น่าสนใจในการทำ Outsourcing  โดย Ho Chi Minh ติดอันดับ 17 และ Hanoi  ติดอันดับ 21 ขณะที่กรุงเทพมหานครคะแนนลด10 อันดับ ตกมาที่ 87 จากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011

Screen Shot 2556-02-08 at 9.11.53 AM

กล่าวสรุปจะเห็นว่าการจัดอันดับประเทศไทยในด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ในเรื่องของคน ของมาตรฐาน และความน่าสนใจในการลงทุน อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แต่เรายังขาดการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้อุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะการลงทุนจริงทางด้าน Outsourcing จากต่างประเทศไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

Enterprise Architecture คืออะไร

Screenshot 2013-11-13 11.41.43

[บล็อกนี้เป็นบทความเก่าที่ผมเขียนมาเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ขอนำบางส่วนมาปรับปรุงใหม่]

ผมจำได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆมักจะเชิญผมไปบรรยายในหัวข้อเรื่อง   SOA (Service Oriented Architecture)  เพราะองค์กรมีความสนใจในเรื่องของการทำ  Application  Integration   เลยทำให้ผมต้องบรรยายในหัวข้อดังกล่าวมากกว่า 50 ครั้งตั้งแต่ Introduction to SOA, Business Process Management จนถึง SOA Governance ทั้งนี้ที่องค์กรต่างๆสนใจเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าองค์กรให้ความสนใจกับเรื่องของ   IT Architecture แต่ก็อย่างไรการทำ SOA    ของหลายๆองค์กรกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า  SOA มักจะถูกขับเคลื่อนจากฝั่งของเทคโนโลยีมากกว่าฝั่งของ  Business หรือมองจากธุรกิจหลักขององค์กร

ระยะหลังผมจึงเริ่มเห็นว่าองค์กรต่างๆให้ความสนใจกับการทำแผนแม่บทไอทีมากขึ้นและ  SOA ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่จะดำเนินการ แต่แผนแม่บทหลายๆที่ก็ยังเป็นแผนที่ฝ่ายเทคโนโลยีเป็นคนทำอยู่ดีจึงทำให้ขาดการขับเคลื่อนที่  จนกระทั้งองค์กรเริ่มสนใจจะทำ  EA หรือ Enterprise Architecture กันมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องของธุรกิจหรือกลยุทธ์ขององค์กรมากกว่าที่จะมองเป็นเพียงแค่  IT Architecture หรือ Solution Architecture

แล้วอะไรคือ EA (Enterprise Architecture)  ทาง Software Park เคยจัดบรรยายเรื่อง “Enterprise Architecture for e-Government” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 โดยผมได้นำเสนอการบรรยายในหัวข้อ Introduction to Enterprise Architecture (ผู้สนใจสามารถจะ Download presentation ของการบรรยายได้ที่ http://dl.dropbox.com/u/12655380/EnterpriseArchitecture.pdf) ซึ่งสามารถที่จะดูวิดีโอการบรรยายของผมได้ที่ http://knowhow.swpark.or.th/videos/viewvideo/453/software-engineering/iasa-thailand-seminar-12011–enterprise-architecture-for-e-government-session–27.html

ทั้งนี้ในการบรรยายผมได้พยายามชี้ให้ว่า EA ก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่จะเอา Vision, Mission และ Business ขององค์กรเป็นตัวนำ แล้วมาดูว่าไอทีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำ EA   จะไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเทคโนโลยีเป็นหลักแต่จะต้องเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายปฎิบัติการ และฝ่ายเทคโนโลยี ทั้งนี้แผนผังที่ได้จากการทำ EA ในองค์กรมักจะมีอย่างน้อย  4 ด้านหลักคือ

  • Business Architecture เพื่อแสดงกลยุทธ์ขององค์กร, Business Process ของแต่ละฝ่าย, Organization Chart
  • Information Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีข้อมูลอย่างไรในแต่ฝ่าย, Database หรือ MetaData
  • Application Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าในองค์กรจะต้องมีระบบโปรแกรมหรือระบบไอทีอะไรบ้าง ในการที่จะตอบโจทย์ของธุรกิจต่างๆ
  • Technical Architecture เพื่อแสดงโครงสร้าง Hardware, Software  หรือแม้กระทั่ง  Telecom Network    ในองค์กร

แผน EA นอกจากจะช่วยให้เราได้ผังหลักๆ  4 ด้านนี้แล้ว เราอาจจะเห็นผังย่อยๆในเรื่องต่างๆดังแสดงในรูป

ประโยชน์ที่ได้จากการทำ EA ก็คือเรื่องของ Cost Saving  ที่จะทำให้เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งนี้เมื่อเราจะมี  Project ใหม่ๆ เราก็จะมาพิจารณาจากแผน EA เพื่อให้ได้ Solution Architectire ที่เหมาะสมตาม  Architecture  ต่างๆที่วางไว้ และการเลือกเทคโนโลยีต่างๆตามแผน

การทำ EA ควรจะเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บริหารเพราะ EA ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีแต่อย่างเดียว และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือการพิจารณาเลือก  Framework  ในการทำ EA ซึ่งที่นิยมมักจะมีสองตัวคือ TOGAF และ Zachman Framework

สำหรับเอกสารการบรรยายที่ได้ทำขี้น ผมได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆดังนี้

Slide จาก SlideShare.net

เอกสารจาก Wikipedia

วิดีโอจาก YouTube

ในด้านของการอบรมการทำ Enterprise Architecture ผมได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆในวงการไอทีหลายคน และคนหนึ่งที่ร่วมงานกันมาด้วยดีตลอดคือคุณดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ที่มีตำแหน่งเป็น  Enterprise Architect ของ  Oracle ที่ดูแลงานในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ และผมได้เชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษของ IMC Institute และจะมีการอบรม Enterprise Architecture in Cloud Computing Era ในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2556 โดยสามารถมาดูรายละเอียดการอบรมได้ที่ >> EA Course

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การบรรยายและ Presentation ของผมเรื่อง Cloud Computing

ในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมานี่ผมมีโอกาสไปบรรยายด้าน Cloud Computing หลายๆที่และในหลายๆหัวข้อ จริงๆอาจกล่าวได้ว่าในตอนที่ผมอยู่  Software Park ผมพยายามที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยตระหนักในเรื่องของ  Cloud Computing และ Mobile Technology อย่างมาก

ผมเองไม่ได้เป็นแค่ค้นหรือรวบรวมเอกสารมาบรรยาย แต่ตัวผมเองอยู่กับ Cloud Technology ทั้งการใช้งานส่วนตัวที่เป็น Personal Cloud และในงานขององค์กร เอกสาร รูปภาพ ไฟล์ต่างๆผมอยู่บน Cloud ทั้งหมด โดยใช้มันตั้งแต่ Dropbox, Picasa, Google Apps, Evernote, Springpad, Salesforce และอย่างอื่นๆอีกมากบน Cloud เรียกกันว่าทุกอย่าง  Sync กันหมดในทุกอุปกรณ์ตั้งแต่  Mac, Galaxy S III, iPad และ Apple TV

นอกจากนี้ผมยังเป็นคนที่พัฒนาโปรแกรมบน Cloud Platform  โดยใช้ PaaS ทั้งที่เป็น Google App Engine, Heroku และวันนี้ก็เล่น  Force.com ในส่วนการพัฒนา Application ผมเองก็ใช้สอนและอบรมในหลักสูตร  Mini Master of Java Technology มาหลายปีและก็เขียนเอกสารและแบบฝึกหัดต่างๆให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนา Application บน Cloud PaaS

อีกด้านก็คือการไปร่วมงานวิจัย การบรรยายทั้งในและต่างประเทศในเรื่อง  Cloud Computing และค้นคว้่าข้อมูลต่างๆที่เกีี่ยวกับ Cloud  จึงทำให้เข้าใจ Cloud Computing ได้ดีขึ้น และก็โอกาสไปแลกเปลี่ยนให้กับที่ต่างๆบ่อยครั้ง

ผมเห็นมีคนมาถามหาเรื่อง Presentation เกี่ยวกับ Cloud Computing ผมเลยเขียน บล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆที่ผมไปบรรยายมากกว่า 30  ครั้งในเรื่อง  Cloud Computing เผื่อบางท่านจะเก็บไว้อ้างอิง รวมถึงการทำ Workshop เรื่อง  Cloud Computing ของผม โดยมีข้อมูลแบ่งไปตามการบรรยายต่างๆดังนี้

การบรรยายงาน International Seminars

การบรรยายให้กับบริษัทซอฟต์แวร์และ  IT Vendors

การบรรยายให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

การบรรยายให้กับกลุ่ม SME และผู้ใช้ทั่วไป

วิดีโอการบรรยาย

 เอกสารการสอน

สำหรับเอกสารการพัฒนาโปรแกรม   Cloud Computing บน Google App Engine  ที่ผมมีประกอบด้วย  Slide ประกอยการสอน และแบบฝึกหัดต่างๆดังนี้

นอกจากการบรรยายเรื่อง Cloud Computing และการทำวิจัยแล้ว ผมก็ยังสอนการพัฒนาโปรแกรมบน Cloud Computing อยู่โดยผมจะสอนอยู่สาม  Course คือ

  • Java Web Programming Using Cloud Platform โดย Course นี้จะเน้นการพัฒนาโปรแกรม  Java Web อย่าง Servlet/JSP และก็มีการให้นำ Application ขึ้น Cloud PaaS อย่าง Google App Engine และ Heroku: Course  นี้ให้ทาง IMC Institute เปิดในระหว่างวันที่  18-22 กุมภาพันธ์ 2556
  • Google App Engine for Java Developers อันนี้เป็น Course ที่สอนให้พัฒนาขึ้น Google Cloud  โดยใช้ภาษาจาวา ซึ่งจะเจาะลึกไปถึงการเก็บข้อมูลทั้งการใช้ Big Table และการทำ  Local Database เพื่อเก็บข้อมูลในองค์กรโดยใช้ MySQL  : Course  นี้ให้ทาง IMC Institute เปิดในระหว่างวันที่ 23-24,  31 มีนาคม 2556
  • Force.com Development Quick Start จะเป็นหลักสูตรที่สอนการพัฒนา  Application โดยใช้ Force.com  ที่เป็น PaaS ของ SalesForce การอบรมนี้ตั้งใจจะทำเป็น Training of the month ในเดือนเมษายน 2556 โดยจะเป็น workshop สองวันระหว่างวันที่ 18-19 เมษายน 2556

ดร.ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

บริษัทซอฟต์แวร์ไทยบน Cloud Platform

ผมมีโอกาสในการสอบถามบริษัทซอฟต์แวร์ไทยหลายครั้งเกี่ยวกับการเป็น Cloud Application ที่มี Business Model แบบ SaaS ซึ่งก็จะมักเจอคำถามกลับว่าซอฟต์แวร์ผมเป็น Cloud หรือเป็น Web Application และบ่อยครั้งก็เจอคนที่ทำ Web Application เข้าใจผิดว่าซอฟต์แวร์ของตัวเองในทางเทคนิคเป็น Cloud Application แล้ว

ซึ่งคราวก่อนผมได้เขียนบล็อกเรื่อง การพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform โดยใช้ PaaS/IaaS และได้ชี้ให้เห็นว่าความยากของการทำ Cloud Application อยู่ที่ Elastic/ Scalability/ Reliability และ Multi tenancy ในงวดนี้จึงอยากแนะนำซอฟต์แวร์ไทยที่เป็น Cloud Application ที่เด่นๆให้รู้จักกัน

OokBee

เวลานี้ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ที่เด่นสุดรายหนึ่งคงหนีไม่พ้น OokBee ซอฟต์แวร์แพลต์ฟอร์มสำหรับ E-Book ที่มีร้านหนังสือหลายๆรายนำไปใช้เข่น B2S Bookstore หรือ AIS BookStore เป็นต้น แม้ OokBee จะเป็นโปรแกรมอ่านหนังสือที่รันบน iOS และ Android แต่ระบบหลังบ้านที่เป็นหนังสืออยู่บน Server โดยมีผู้ใช้จำนวน 2.5 ล้านคนรันอยู่บน Cloud Platform ของทั้ง Amazon Web Services และ Microsoft Azure จนล่าสุดทาง Microsoft นำไปเป็นกรณีศึกษาทั่วโลก ดังตัวอย่างในวิดีโอคลิปนี้ของทีมี subtitle ภาษาจีน

Builk.com

ซอฟต์แวร์บริหารจัดการงานก่อสร้างฝีมือคนไทยอันนี้ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดมากมายทั้งงาน APICTA 2011 และงาน Startup Pitching Echelon 2012 ซอฟต์แวร์รันอยู่บน Cloud Platform ของ Microsoft Azure

iLertU

ซอฟต์แวร์ของบริษัท Arunsawad Dot Com ที่ใช้แจ้งเตือนภัยเหตุการณ์ต่างๆซึ่งสามารถรันอยู่บนอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet ในหลายๆ Platform ก็มีหลังบ้านที่จะต้องติดต่อกับผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งผู้พัฒนาก็ได้ย้ายแอพพลิเคชันขึ้นไปทำงานบน Windows Azure และมีลูกค้าจริงใช้งานอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ตัวนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ APICTA 2012 และรางวัลประกวดอื่นๆอีกมาก นอกจากนี้ทาง Arunsawad Dot Com ยังมี application ที่รันบน Cloud ของ Microsoft Azure ก็คือ @2claim สำหรับบริษัทประกันภัย

ECartStudio

ซอฟต์แวร์ระบบ Location-Based Information เป็นซอฟต์แวร์อีกรายหนึ่งที่มีหลังบ้านทำงานอยู่บน Platform ของ Microsoft Azure ซึ่งซอฟต์แวร์นี้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด APICTA 2012 และมีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก

Screen Shot 2556-02-02 at 11.40.59 AM

eFlowSys

เป็นซอฟต์แวร์ระบบ ERP ที่รันอยู่บน Windows Azure โดยให้บริการในธุรกิจหลากหลายทั้ง ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจไอที ธุรกิจแฟชั่น ธุรกิจขายส่ง และธุรกิจ โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3,550 บาท/เดือน ซอฟต์แวร์นี้ก็เคยได้รับรางวัลหลายๆรางวัลทั้งจาก Intel และ SIPA

Screen Shot 2556-02-02 at 12.06.57 PM

Absolute |Solutions|

เป็นซอฟต์แวร์บริหารระบบ ERP ที่ทำงานอยู่บน Cloud Platform ของ Amazon Web Services โดยมีระบบหลากหลายทั้ง ระบบคลังสินค้า ระบบค้าปลีก ระบบค้าส่ง ระบบจัดซื้อ ระบบการเงิน ซอฟต์แวร์ตัวนี้เคยได้รับรางวัลของ True IDC และมีวิดีโอแนะนำตามนี้

OfficeAbility

โปรแกรมบริหารจัดการภายในสำนักงานที่ทำงานบน Cloud Platform ของ Amazon EC2 ซึ่งสามารถขายในต่างประเทศตัวนี้ พัฒนาโดยบริษัทของคนไทยชื่อ Mai Thai Enterprise ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโปรแกรมที่กำหนดราคาแบบ SaaS โดยแปรผันไปตามจำนวน Users และขนาดของ Storage ที่จะใช้ในแต่ละเดือน โดยราคาเริ่มต้นที่ $69 สำหรับสำนักงานที่มีผู้ใช้น้อยกว่า 30 คน และต้องการพื้นที่ Storage ไม่เกิน 4 GB

Screen Shot 2556-02-02 at 2.23.35 PM

BentoWeb

เป็นซอฟต์แวร์ e-commerce สำหรับให้ผู้ใช้สามารถเปิดร้านค้าบน Facebook ได้ โดยโปรแกรมนี้ทำงานอยู่บนระบบของ  Microsoft Azure  ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างของธุรกิจสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ผู้ประสบความสำเร็จในการนำ Cloud Platform มาใช้งาน

Screen Shot 2556-02-05 at 12.29.46 PM

Computerlogy

เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ทำ Web Application และทางไมโครซอฟต์ระบุว่ามีการนำ Cloud Platform ของ Microsoft Azure มาใช้ในการทำ Application

ขีดความสามารถการแข่งขันด้าน ICT ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศใน ASEAN

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให่ไปบรรยายที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “Shaping Thailand and AEC with ICT – Master Plan” โดยบรรยายร่วมกับ คุณไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผอ.สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งชาติ และ ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน ASEAN จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามหนึ่งที่ถูกถามจากผอ.ไตรรัตน์และทางผมกับดร.การดีตอบเหมือนๆกันคือ หากจัดอันดับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยเมื่อเที่ยบกับประเทศอื่นๆใน ASEAN แล้วประเทศเราอยู่ตรงไหน

ผมกับดร.การดีจะมองว่าในอาเซียน ประเทศสิงคโปร์เขานำหน้าไปไกล ซึ่งทางดร.การดีจัดว่าเป็นดิวิชั่นหนึ่ง ส่วนที่เป็นอันดับสองและสามจะคิดคล้ายกันคือมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งทางดร.การดีจัดให้ประเทศ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ ไทยจัดอยู่ในดิวิชั่นสอง ส่วนอินโดนีเซียและเวียดนามจัดอยู่ในดิวิชั่นสามด้านไอซีที ส่วน พม่า เขมร ลาว และ บรูไน ก็จัดว่าเป็นอีกดิวิชั่น ในแง่ของบรูไนแม้จะมีอัตราการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สูง แต่เนื่องจากจำนวนประชากรค่อนข้างน้อย และไม่ได้เน้นการแข่งขันด้านนี้มากนัก จึงทำให้ยังไม่สามารถที่จะสู้กับประเทศอื่นๆในอาเซียนได้

เพื่อให้เราเข้าใจถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านไอซีทีของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งที่สำคัญผมเลยทำภาพกราฟฟิกง่ายๆมาเปรียบเทียบให้ดูในด้านต่่างๆดังนี้

Screen Shot 2556-01-24 at 11.42.27 PM

ด้าน IT Industry Competitiveness

ทาง Economic Intelligence Unit (EIU) ได้ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมไอทีเมื่อปี 2011 โดยพิจารณาจาก้านต่างๆและมีคะแนนในหกกลุ่มคือ ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที  ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านงานวิจัยไอที ด้านกฎหมายไอที และด้านการสนับสนุนของภาครัฐบาล ปรากฎว่าประเทศที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยฟินแลนด์ และสิงคโปร์อยู่อันดับสาม (คะแนน 69.8) ซึ่งขึ้นมา 6 อันดับจากการสำรวจเมื่อปี 2009

สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 31  (คะแนน 44.1; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 42) ประเทศไทยอยู่อันดับ 50  (คะแนน 30.5; ตกจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่  49) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 52  (คะแนน 27.9; ตกจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่  51) เวียดนามอยู่อันดับ 53  (คะแนน 27.1; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่  56) และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 57  (คะแนน 24.8; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 59) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆที่สำคัญในอาเซียน ผมอาจพอที่ให้ Like  ในการประเมินด้านนี้แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง

ข้อมูลการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถเข้าไปดูได้ที่ The IT Industry Competitiveness Index

The IT Industry Competitiveness Index

ด้าน E-Government Readiness

ทาง  United Nations Public Administration Network (UNPAN) จะมีการจัดอันดับ E-Government Readiness ออกมาทุกสองปี โดยจะมองในด้านต่างๆที่แบ่งเป็นสามกลุ่มคือ ด้านการบริการออนไลน์ ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีที และด้านบุคลากร โดยล่าสุดในปี 2012  ได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก  (คะแนน 0.8474 ขึ้นมาจากอันดับที่ 11 เมื่อปี 2010) โดยประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งในการสำรวจนี้คือเกาหลีใต้ ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเดนมาร์ก

สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 40  (คะแนน 0.6703 ตกมาจากอันดับที่ 32 เมื่อปี 2010)  บรูไนอยู่อันดับ 54  (คะแนน 0.6250 ขึ้นมาจากอันดับที่ 68 เมื่อปี 2010) เวียดนามอยู่อันดับ 83  (คะแนน 0.5217 ขึ้นมาจากอันดับที่ 90 เมื่อปี 2010)  ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 88  (คะแนน 0.5130 ขึ้นมาจากอันดับที่ 78 เมื่อปี 2010) ประเทศไทยอยู่อันดับ 92  (คะแนน 0.5093 ตกมาจากอันดับที่ 76 เมื่อปี 2010) และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 97  (คะแนน 0.4949 ขึ้นมาจากอันดับที่ 109 เมื่อปี 2010) เห็นคะแนนด้านนี้แล้วน่าตกใจเมื่อเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในอาเซียน และก็คงต้องคะแนน Unlike

Screen Shot 2556-01-26 at 11.57.20 AM

รายงานการสำรวจฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ที่ E-Government Survey 2012

ด้าน  Cloud Computing Readiness

Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีทีกำลังมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและการใช้ไอซีทีอย่างมาก Asia Cloud Computing Association  ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความตระหนักและสำรวจข้อมูลการใช้  Cloud Computing  ในเอเซีย จะจัดทำผลสำรวจความพร้อมด้าน  Cloud Computing ของประเทศต่างๆในเอเซีย  14 ประเทศทุกปี โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่ปี 2011 โดยจะดูข้อมูลต่างๆทั้งในแง่ของ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงของดาต้าเซ็นเตอร์ ความปลอดภัยของข้อมูล ความพร้อมเรื่องระบบไฟฟ้า การสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งประเทศที่ได้รับการคัดเลือกให้มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งสองปีติดกันคือญี่ปุ่น และในปี 2012 ทางเกาหลีใต้เป็นอันดับสอง ตามด้วยฮ่องกง และสิงคโปร์

สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 8  (คะแนน 63.0 ตกมาจากอันดับที่ 7 เมื่อปี 2011) อินโดนีเซียอยู่อันดับ 11  (คะแนน 47.1 เป็นอันดับเดิมเมื่อปี 2011) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 12  (คะแนน 46.0 ขึ้นมาจากอันดับที่ 13 เมื่อปี 2011) ประเทศไทยอยู่อันดับ 13  ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายร่วมกับเวียดนาม  (คะแนน 44.9 โดยไทยตกมาจากอันดับที่ 10 ส่วนเวียดนามตกมาจากอันดับ 12 เมื่อปี 2011) ซึ่งเมื่อดูคะแนนจากผลการสำรวจด้านนี้ ก็คงต้องให้คะแนน  Unlike กับประเทศไทยอย่างแน่นอน

Screen Shot 2556-01-26 at 1.04.14 PM

สำหรับรายงานฉบับเต็มสามารถดูได้ที่ CLOUD READINESS INDEX 2012

ด้าน Internet Penetration

ข้อมูลอัตราส่วนการใช้อินเตอร์เน็ตต่อประชาการอาจจะมีหลายแหล่ง แหล่งหนึ่งที่นิยมมาใช้ในการอ้างอิงคือ Internet World Stats ที่ออกรายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2012 เปรียบเทียบข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก โดยในกลุ่มประเทศอาเซียนจะพบว่าประเทศที่มีอัตราส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตต่อประชากรสูงสุดคือ บรูไน 78% ตามด้วย สิงคโปร์ 75%  มาเลเซีย 60.7%  เวียดนาม 33.9% ฟิลิปปินส์ 32.4% ประเทศไทย 30.0% และอินโดนีเซีย 22.1% ซึ่งเมื่อดูข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตของเราเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียนแล้วคงต้องขอกด Unlike อีกครั้ง

Screen Shot 2556-01-26 at 1.11.37 PM

สำหรับข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกสามารถดูได้ที่ Internet World Stats

ด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตสำหรับเครื่อง Desktop

เมื่อเดือนเมษายน 2012 ทาง Google ได้วัดความเร็วในการโหลดเว็บจากอินเตอร์เน็ตของประเทศต่างๆทั่วโลก 50 ประเทศ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเร็วสูงสุดคือ Slovak ใช้เวลา 3.3  วินาที ตามด้วยเกาหลีใต้  3.5  วินาที สาธารณรัฐเช็ค เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยความเร็วอยู่ที่ 9.6 วินาที ซึ่งอาจช้ากว่าเวียดนามที่มีความเร็ว 6.6 วินาที แต่ก็ยังเร็วกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง มาเลเซีย 14.3 วินาที ฟิลิปปินส์ 15.2 วินาที และ อินโดนีเซีย 20.8  วินาที ดังนั้นเมื่อดูคะแนนความเร็วอินเตอร์เน็ตบนเครื่อง Desktop  แล้ว ก็คงพอกด Like ให้กับประเทศไทยได้

ด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตสำหรับ Mobile

การสำรวจอีกอันที่ทาง Google ทำควบคู่กันไปคือการวัดความเร็วในการโหลดเว็บจากอินเตอร์เน็ตผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเร็วสูงสุดคือ เกาหลีใต้ ใช้เวลา 4.8  วินาที ตามด้วยเดนมาร์ก  5.2  วินาที ฮ่องกง นอร์เวย์ และสวีเดน สำหรับประเทศไทยเนื่องจากเรายังไม่มีระบบ 3G ความเร็วจึงอยู่เพียง 16.3 วินาที และอาจช้ากว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง เวียดนาม 11.6 วินาที อินโดนีเซีย 12.4 วินาที มาเลเซีย 13.2 วินาที แต่อาจใก้ลเคียงกับฟิลิปปินส์ ดังนั้นเมื่อดูคะแนนด้านนี้แล้ว ก็คงต้องกด Unlike ให้กับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ผลการสำรวจของ Google สามารถดูได้ที่ Google Analytics

การพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform โดยใช้ PaaS/IaaS

กระแสของ Cloud Computing  กำลังมาแรงมาก และทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ต้องเริ่มปรับรูปแบบของซอฟต์แวร์ตัวเองจาก Product เป็น Service และเริ่มที่จะให้บริการเป็นแบบ  SaaS (Software as a Service) แต่จริงๆแล้ว SaaS เป็นเพียง Business Model ของ Cloud Computing แต่ในแง่ทางด้านเทคนิคการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็น Cloud Application ไม่ใช่เป็นแค่การทำซอฟต์แวร์ตัวเองให้เป็น Web Application แล้วก็คิดค่าใช้จ่ายแบบ SaaS

ในทางเทคนิคการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform จะมีจุดที่ต้องพิจารณาหลายด้านอาทิเช่น

  • Reliability ระบบ  Server  จะต้องมีความน่าเชื่อถือ สามารถรองรับ  SLA ทีเหมาะสมได้ ดังนั้นการทำ   Web Application โดยไม่คำนึงถึง  Hosting  ที่เหมาะสม ไม่ใช่การทำ Cloud App ที่ถูกต้อง
  • Redundancy ระบบ Cloud จะต้องระบบสำรองที่ดี (DR Site)  ซึ่งโดยมากมักจะเป็นระบบที่ให้บริการและติดตั้งบน Data Center ขนาดใหญ่
  • Elastic ระบบ  Cloud Server จะต้องมีความยืดหยุ่น กล่าวคือเมื่อมีผู้ใช้มากระบบก็จะมีทรัพยากรเพียงพอ และสามารถที่จะทำ Virtualization และ Multi-Tenancy ได้
  • Scalability : ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะการทำ  Web Server หรือ Hosting เอง จะไม่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ ลองคิดดูว่าถ้าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เปลี่ยนรูปแบบการคิดราคาเป็นแบบ SaaS แล้วมีผู้ใช้เข้ามาใช้จำนวนมาก แต่การออกระบบไม่ได้รองรับไว้ก็จะทำให้ระบบล่มได้

ดังนั้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform  ที่ดี จะต้องไปใช้บริการของ Cloud Provider ที่เป็น IaaS (Infrastructure as a Service) หรือ PaaS (Platform as a Service) อย่างเช่น Amazon EC2, Microsoft Azure, Google App Engine, Heroku, OpenShift, Force.com  หรืออาจใช้ผู้บริการในประเทศอย่าง True IDC เป็นต้น

การพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud โดยใช้บริการ IaaS และ PaaS จะมีความแตกต่างกันดังนี้

  • การพัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้ IaaS  ผู้พัฒนาจะต้องบริหารจัดการหลายๆอย่างเองหมด อาทิเช่น การติดตั้ง  Web Server  และ Database Server, การทำ Load Balance, การบริหารจัดการ  VMware  หรือ DBMS และ การพัฒนา Application ดังรูป 
การพัฒนา Cloud App โดยใช้ IaaS (Source: Comparing IAAS and PAAS: A Developer’s Perspective by Wely Lau)
  •  การพัฒนาบน PaaS นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะสามารถที่จะมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาและติดตั้ง Application ได้อย่างเดียว โดยการทำงานและบริหารระบบอื่นๆทาง  Cloud Provider  จะเป็นผู้ดำเนินการให้ดังรูป
การพัฒนา App โดยใช้ PaaS (Source: Comparing IAAS and PAAS: A Developer’s Perspective by Wely Lau)

แต่การพัฒนาบน PaaS ก็จะมีข้อจำกัดตามที่ Cloud Provider กำหนดเช่น ภาษาที่ใช้ หรือการกำหนด Web Server หรือ Database Server  ข้อสำคัญในปัจจุบันเรายังไม่มีผู้ให้บริการ PaaS  ภายในประเทศจึงยังต้องพึี่งการให้บริการจากต่างประเทศ ก็อาจมีปัญหาเรื่องของการสื่อสารและการชำระเงิน

สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สนใจการพัฒนา  Cloud Application ก็สามารถที่จะเลือก Platform  ต่างๆได้ดังนี้

  • Amazon Web Services (AWS) : เป็น  IaaS ที่น่าสนใจเพราะผู้พัฒนาสามารถที่จะติดตั้ง Middleware  ต่างๆได้ และทดลองใช้งานได้ฟรี จึงเหมาะกับนักพัฒนาที่ใช้ภาษาต่างๆเช่น PHP, Java, Python ที่ต้องการความคล่องตัว
  • Microsoft Azure: เป็นทั้ง IaaS และ PaaS จึงทำให้นักพัฒนาสามารถที่จะพัฒนาโปรแกรมทั้งภาษาที่เป็นของ Microsoft หรือภาษาอื่นๆเช่น PHP หรือ Java ก็้ได้  แต่อยากจะแนะนำให้พัฒนาด้วย .NET และใช้  Tool อย่าง Visual Studio จะง่ายกว่า (ซึ่งถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติม ทาง IMC Institute ได้เปิด Course  อบรม  Windows Azure for .NET Quick Start)
  • Google App Engine: เป็น PaaS  ที่ทำงานบน  Infrastructure ของ Google ที่นักพัฒนาสามารถเลือกใช้ภาษาอย่าง  Java หรือ Python มาพัฒนาได้  โดยสามารถจะเลือกใช้ฐานข้อมูลที่เป็น BigTable ของ Google หรือ MySQL หรือแม้แต่จะเชื่อมต่อกับ Database ของตัวเองก็ได้  (ซึ่งถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติม ทาง IMC Institute ได้เปิด  Slideshare ให้ Download เอกสารการบรรยายและแบบฝึกหัดภาษาไทยให้ทดลองทำ และยังมี Course  อบรม Google App Engine for Java Developers )
  • OpenShift: เป็น  PaaS ของ RedHat ที่นักพัฒนาสามารถจะเลือกพัฒนา Application โดยใช้ภาษาอย่าง Java, Ruby, Node.JS,  Python, PHP และ Perl   โดยรันบน  JBoss Server ซึ่งเมื่อ 2012   OpenShift ได้รับเลือกเป็น PaaS ที่ดีที่สุด
  • Heroku: เป็น  PaaS อีกอันหนึ่งที่สามารถใช้ภาษาที่หลากหลายในการพัฒนาได้อาทิเช่น  Ruby, Node.js, Clojure, Java, Python, and Scala ซึ่ง Cloud Platform นี้ได้ถูกซื้อไปโดย Salesforce  (ซึ่งถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติม ทาง IMC Institute ได้เปิด Course  อบรมการพัฒนา Java Web Application เป็นมีตัวอย่างการพัฒนา App ขึ้น Heroku ใน course Java Web Programming  Using Cloud Platform)
  • Force.com : เป็น PaaS รายแรก ที่ใช้  Platform ของ SalesForce  เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการพัฒนาระบบ CRM หรือ ERP อย่างรวดซึ่งผู้พัฒนาสามารถนำ  App  ที่พัฒนาขึ้นไปขายใน AppExchange ของ SalesForce ได้ (ทาง IMC Institute จะเปิดการอบรม Training of The Month ในเดือนเมษายน เพื่อให้ผู้สนใจการพัฒนา Force.com เป็นพิเศษ)

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

www.imcinstitute.com

www.facebook.com/imcinstitute

การก่อตั้งสมาคมสถาปนิกเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย

ผมจำได้ว่าตอนเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ก่อนผมเข้าทำงานที่ Software Park คนที่นั้นโทรมาหาผมขอให้ไปบรรยายเรื่อง SOA (Service Oriented Architecture) ในการประชุมวิชาการที่เรียกว่า ITARC ซึ่งย่อมาจาก IT Architect Regional Conference Thailand ก็เลยทำให้ทราบว่าในเมืองไทยเรามีชมรมที่เกี่ยวข้องกับ IT Architect ที่ชื่อว่า IASA Thailand ซึ่งก็เป็น Chapter ของ IASA (An Association for IT Architect) ซึ่งกลุ่มสถาปนิกไอทีที่มีสาขาต่างๆอยู่ทั่วโลกหลายที่ และก็มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และสอบประกาศนียบัตรด้าน IT Architect

Screen Shot 2556-01-19 at 10.54.09 PM

ในช่วงต้น IASA Thailand ดำเนินการโดยทีมงานของ สำนักงานส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจคอมพิวเตอร์ ( CCP ) ของ สวทช. โดยนายแพทย์สมิทธ์ สุขสมิทธ์ ท่านผู้อำนวยการสำนักในตอนนั้น และภายหลังทาง Software Park ก็นำมาช่วยดำเนินการต่อ โดยมีอดีตผอ.Software Park ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ เป็นประธาน ​ซึ่งกิจกรรมของชมรมส่วนใหญ่ก็คือการจัดสัมมนาและ  Training ในการที่จะสร้างความตระหนักเรื่องความสำคัญของ  IT Architecture ให้กับคนในกลุ่มไอที

เมื่อผมมารับตำแหน่ง ผอ. Software Park ก็มีการจัดกิจกรรมสัมมนาหลายครั้งและก็มีการประชุมกันกลุ่มตามโอกาสอันสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ประธานและสมาชิกชมรมพยายามผลักดันก็คือ การจะทำให้ชมรมนี้มีการจดทะเบียนเป็นสมาคมวิชาชีพ ทางสมาชิกชมรมก็ได้ปรึกษากันหลายๆครั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบังคับสมาคมและได้การสนับสนุนจากพนักงานใน  Software Park ในการที่จะดำเนินการจดทะเบียนสมาคม

แม้เราอาจจะใช้เวลาดำเนินงานในการจดทะเบียนค่อนข้างนาน เนื่องจากติดขัดเรื่องเอกสาร แต่สุดท้ายเมื่อปลายปี ทางกระทรวงมหาดไทยก็แจ้งเรามาว่าการจดทะเบียนสมาคมเรียบร้อยแล้วและให้เราไปชำระเงินค่าจดทะเบียน ในวันนี้เราจึงมีสมาคมวิชาชีพทางไอทีเกิดมาใหม่ที่ชื่อ  “สมาคมสถาปนิกเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย”  (สทสท )  หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thailand IT Architects Association” (TITAA)

สมาคมสถาปนิกเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดยอมรับวิชาชีพทางด้าน   IT Architect ทำให้สาขาวิชาชีพนี้เป็นที่ยอมรับและมีการรับรองคุณวุฒิ และประกาศนียบัตรต่างๆเหมือนอย่างสมาคมวิชาชีพอื่นๆเช่น วิศวกร แพทย์ และนักบัญชี นอกจากจะทำหน้าที่ ส่งเสริม และให้ความรู้่ เพื่อเกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพนี้ ตลอดจนทำหน้าที่ประสานงานกับภาครัฐ และหน่วยงานต่างๆในการส่งเสริมงานทางด้่าน IT Architect

ผู้ที่สนใจ สามารถที่จะดูรายละเอียดข้อบังคับของสมาคมได้ที่   >>   Link ข้อบังคับสมาคม

ซึ่งเพื่อให้จดทะเบียนได้ เราจำเป็นต้องมีนายกสมาคมและกรรมการ ซึ่งในตอนนั้นผมก็เลยต้องใส่ชื่อตัวเอง สมาชิกชมรมบางท่าน และพนักงาน Software Park มาเป็นกรรมการชั่วควารก่อน แต่ตั้งใจว่าเมื่อตั้งเป็นสมาคมเสร็จก็จะลาออกจากกรรมการ แล้วก็ให้สมาชิกมาเลือกกันใหม่

ที่สำคัญก็คือต้องมีการระดมหาสมาชิกที่สนใจในสมาคมนี้และมาทำงานร่วมกัน ตามข้อบังคับของสมาคมจะมีสมาชิกอยู่  4 ประเภทคือ

  • สมาชิกสมทบ ก็คือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของสมาคม 
  • สมาชิกสามัญ ก็เหมือนกับสมาชิกสมทบแต่จะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านหลักเกณฑ์ที่สมาคมกำหนด
  • สมาชิกสามัญวิชาชีพ จะต้องเป็นสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้วก็ประกอบวิชาชีพ IT Architect ผ่านการทดสอบหรือหลักเกณฑ์ที่สมาคมกำหนด
  • สมาชิกกิตติมศักดิ์

ซึ่งในเบื้องต้นคงจะต้องหาสมาชิกสามัญกัน โดยได้ปรึกษาหารือที่จะกำหนดเกณฑ์เบื้องต้นคือ เป็นบุคคลที่ทำงานด้านไอทีมาอย่างน้อย  4 ปี  ผมจึงได้ให้ทีมงานทำแบบฟอร์มใบสมัครแก่ผู้สนใจที่จะมาร่วม โดยสามารถ  Download แบบฟอร์มได้ที่ >>    ใบสมัครสมาชิก

อนึ่งการสมัครสมาชิกจะมีค่าสมัคร 20 บาทและค่าบำรุงรายปีๆละ  400  บาท  โดยในเบื้องต้นผมได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่ในการส่งเอกสารและเบอร์บัญชีชั่วควาร เพื่อจะให้ดำเนินงานต่อไปได้ โดยผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมได้ปรึกษากันแล้วเห็นว่าเราจะเปิดรับสมาชิกสามัญไปจนถึงวันที่   28 กุมภาพันธ์ จากนั้นวันที่   18  มีนาคม 2556 เวลา 17.00 น. เราจะมีประชุมใหญ่ของสมาชิก เพื่อแถลงวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม

สุดท้ายผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมก่อตั้งสมาคม จริงๆแล้วผมมีส่วนร่วมในงานนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับท่านอื่นๆ และคงต้องขอบคุณทีมงานในซอฟต์แวร์พาร์คทุกท่านที่ช่วยกันผลักดันให้สามารถจดทะเบียนสมาคมสำเร็จ

ผลงานซอฟต์แวร์ไทยกับการประกวด Asia Pacific ICT Awards


APICTA2012

Asia Pacific ICT Awards (APICTA) เป็นงานประกวดผลิตภัณฑ์ทางด้านซอฟต์แวร์ของประเทศในกลุ่มสมาชิก โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความตระหนักเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะทางด้านซอฟต์แวร์ และเพื่อลดช่องว่างเชิงดิจิตอลของประเทศสมาชิก นอกจากนี้ยังต้องการที่จะเปิดโอกาสให้บริษัทและหน่วยงานต่างๆได้นำผลิตภัณฑ์หรือผลงานในประเทศมาประกวดแข่งกัน เพื่อที่จะให้สามารถเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน อันจะมีผลทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมไอทีใหม่ๆ การกระตุ้นให้เกิดการใช้ซอฟต์แวร์ของประเทศสมาชิก การส่งเสริมการตลาดและการขายซอฟต์แวร์ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายให้กับบริษัทซอฟต์แวร์และหน่วยงานต่างๆในประเทศกลุ่มสมาชิก

APICTA มีสมาชิกจาก 16 ประเทศคือ ออสเตรเลีย บรูไน จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเก๊า มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2001 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และทางประเทศไทยเองก็มีโอกาสเป็นเจ้าภาพงานนี้ 3 ครั้งคือ ปี 2003 ที่กรุงเทพมหานคร ปี 2005 ที่เชียงใหม่ และ ปี 2011 ที่พัทยา

BizSpark

Builk.com 2011

remote_image_ab85a4f266

Neo Invention 2010

kittinun

Arunsawad 2012

apicta2002

CyberPlanet 2003

จากการประกวด APICTA 12 ครั้งที่ผ่านมา บริษัทและหน่วยงานในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ หลายๆรางวัลดังนี้

  • ปี 2003 บริษัท CyberPlanet ประเภท Entertainment Applications
  • ปี 2004 บริษัท CyberPlanet Interactiveประเภท Entertainment Applications
  • ปี 2005 บริษัท CT Asia ประเภท Communication Applications
  • ปี 2006 บริษัท Comanche ประเภท Tourism & Hospitality
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ประเภท Secondary Student Project
  • ปี 2007 บริษัท LarnGear Technology ประเภท Research & Development
  • บริษัท AISoft ประเภท Tourism & Hospitality
  • โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ประเภท Secondary Student Project
  • ปี 2009 บริษัท SSC Solutions ประเภท Industrial Applications
  • บริษัทการบินไทยจำกัด ประเภท Tourism & Hospitality
  • ปี 2010 บริษัท Neo Invention ประเภท e-Logistic and Supply Chain Management
  • บริษัท GeoMove ประเภท Tools and Infrastructure
  • ปี 2011 บริษัท Builk Asia ประเภท Industrial Applications
  • บริษัท Netka Systems ประเภท Tools and Infrastructure
  • บริษัท Nippon Sysits ประเภท Tourism & Hospitality
  • ปี 2012 บริษัท Arunsawad Dot Com ประเภท Financial Industry Applications และ บริษัท EcartStudio ประเภท Tools and Infrastructure

สำหรับในปี 2012  เราสามารถสรุป รางวัลของประเทศต่างๆได้เรียงลำดับดังนี้

  •  Hong Kong 5 Winners, 7 Merits
  • Singapore 3 Winners, 2 Merits
  • Australia 3 Winners, 2 Merits
  • Indonesia 2 Winners, 5 Merits
  • Thailand 2 Winners, 2 Merits
  • Malaysia 1 Winner, 9 Merits
  • Brunei 1 Winner, 4 Merits
  • Sri Lanka 4 Merits
  • Pakistan 4 Merits
  • Macau 2 Merits