การดูงาน Cloud Expo Asia 2014 ของหลักสูตร Cloud Computing for Senior Management

Screenshot 2014-10-27 18.27.31

ช่วงสัปดาห์นี้ ผมพาผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตร Cloud Computing for Senior Management ของ IMC Institute ไปร่วมงาน Cloud Expo Asia ที่สิงคโปร์ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม ปีนี้เป็นปีที่สองที่จัดงานนี้ โดยมีผู้ให้บริการ Cloud หลายรายจากทั่วโลก และเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Cloud หลายรายมาร่วมออกบูธและบรรยายในงาน อาทิเช่น Amazon Web Services,Dell,Intel, Rackspace, Huawei, HP, Cisco และ SoftLayer งานนี้น่าจะเป็นงาน Cloud Computing ที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย โดยงานนี้จัดคู่กับงาน Data Center Expo ทำให้เห็น Booth จำนวนมากและมีการบรรยายหัวข้อต่างๆนับร้อยหัวข้อ

481326_405025372978142_4019319897038293296_n

ภาพบรรยากาศในงานคนค่อนข้างมากพอสมควร นอกจากทีมคนไทยที่ทาง IMC Institute พามาแล้ว ยังพบคนไทยที่มาจากหลายบริษัทและสถาบันการศึกษาเข้าร่วมดูงาน งานนี้ผู้จัดร่วมหลักๆคือ IDA ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลดานไอทีของรัฐบาลสิงคโปร์ งานนี้ Booth ที่ค่อนข้างใหญ่จะเป็นของ AWS ที่มาแสดง IaaS และมีของ HP Helion ที่ แต่ก็พบผุ้ให้บริการจากของสิงคโปร์อย่าง StarHub ที่มาออกบูธแสดงบริการ IaaS และ SaaS และยังมีบูธของกลุ่มผู้ให้บริการ Data Center ของมาเลเซีย รวมถึงผู้ให้บริการ Big Data อย่าง MapR หรือ Qubola ที่เป็น Hadoop as a Service มาแสดง ในแง่ของบริษัทในไทยก็มีบริษัทอย่าง Computerlogy ที่มานำเสนอ TH3RE ที่เป็น Cloud Software ทำ Social Media Command Center ซึ่งเมื่อดูเทคโนโลยีจากบูธต่างๆที่นำมาแสดงจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี Cloud Computing เปลี่ยนไปเร็วมากจนเราตามแทบไม่ทัน

Screenshot 2014-10-30 19.27.42

การบรรยายในงานแบ่งเป็นห้อง Keynote 2 ห้อง และห้องอื่นๆอีกร่วม10 ห้อง โดยมี session ที่หลากหลายตั้งแต่ด้าน Cloud Security, Cloud Management, Big Data and Analytics การบรรยายแต่ละหัวข้อใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที มีหัวข้อที่น่าสนใจเต็มหมด แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปฟังได้ทั้งหมด ผมเลือกที่จะฟัง Keynote บางหัวข้อที่เป็น Big Data and Analytics ในงานนี้ ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผอ.สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) ก็มาบรรยายเป็น Keynote ในหัวข้อ Thailand G-Cloud: The story so far and the next step ก็หวังว่าทางผู้จัดคงมีการแชร์ presentation จากการบรรยายต่างๆมาให้เราได้ดูกัน

   10609479_405402539607092_3549559096381968890_n

ก่อนเริ่มงาน Cloud Expo Asia เราได้พาผู้เข้าร่วมอบรมไปเยี่ยมชมบริษัท Oracle ที่มาแนะนำเรื่อง Cloud ทำให้ทราบถึงโซลูชั่นที่เป็น private และ public cloud ของ Oracle ที่น่าสนใจคือ Virtualization Product ที่ชื่อ Oracle Virtualization Manager ที่ลดค่าใช้จ่ายเรื่อง license เมื่อต้องการใช้ Oracle Product ต่างๆ เช่น Database หรือ Web Server และเป็น VM ที่สามารถรันกับ OS ต่างๆทั้ง Windows, Linux และ Solaris โดย Oracle มีเครื่อง server ที่เป็น Appliance สามารถติดตั้งเป็น Private Cloud ที่ทำเป็น IaaS, PaaS และ SaaS ได้ หรือจะใช้ Public Cloud ที่มีคุณสมบัติเดียวกันจากเว็บไซต์ cloud.oracle.com 

544920_405402176273795_7586001560181715799_n

จากนั้นก็ไปดูงานต่อที่บริษัท Amazon Web Services การบรรยายของ AWS ทำให้มั่นใจในเรื่องระบบความปลอดภัยบริการ IaaS ของ AWS และที่น่าสนใจคือแม้แต่ทางทีมงานด้านการขายหรือการตลาดของ AWS ก็ไม่ทราบตำแหน่งที่ตั้งของ AWS Data Center ที่สิงคโปร์เพื่อความปลอดภัย และทีมงาน AWS ก็ไม่สามารถที่จะมาดึงข้อมูลต่างๆของผู้ใช้บริการได้ นอกจากนี้ AWS ยังมีบริการที่หลากหลายมากสมกับผู้ใหับริการ IaaS เบอร์หนึ่งของโลก และมีลูกค้าอยู่จำนวนมาก ซึ่งทางทีม AWS ก็แนะนำตัวอย่างลูกค้าใน ASEAN และในประเทศไทย หลายรายก็เป็นบริษัท Startup หรือหน่วยงานอย่างธนาคาร ที่ทำงานของ AWS น่าสนใจมากเพราะมีห้องที่ให้พนักงานพักผ่อนและมีเครื่องดื่มแม้กระทั่งเบียร์ให้ดื่มได้ฟรี

Screenshot 2014-10-30 19.52.12

ส่วนเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เรามาดูงานที่บริษัท Microsoft  โดยทางไมโครซอฟต์ได้จัด session แนะนำ Office 365 ซึ่งเป็น SaaS โดยนอกจากแนะนำคุณสมบัติต่างๆของ Office 365 แล้วก็ยังเน้นให้เห็นถึงเรื่องความปลอดภัยของการเก็บข้อมูลที่อยู่ใน OneDrive ที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่อง encryption จนผู้ที่มาจากด้านธนาคารบอกว่าโซลูชั่นนี้ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยได้ดี นอกจากนี้ได้ฟังบรรยายเรื่อง Microsoft Azure ที่เป็น Public Open Cloud Platform ที่สามารถทำงานกับทุกๆ Product ได้ตั้งแต่ Java, .NET หรือ Linux ซึ่งเป็นเหตุผลให้ Microsoft เปลี่ยนชื่อ Product จาก Windows Azure เป็น Microsoft Azure และพูดถึงประโยชน์การใช้ Dev Test Environment บน Azure ที่มีสำหรับ SAP, Oracle  หรือ Sharepoint และพูดถึงระบบความปลอดภัยของ Azure สุดท้ายทาง Microsoft ได้พามาชม Microsoft Technology Center ที่แสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Microsoft ที่น่าสนใจ

1376554_405402349607111_2727954607712893955_n

ตอนบ่ายวันที่ 30 ตุลาคม เราไปดูงานต่อที่บริษัท VMWare ซึ่งเป็นผุ้นำการตลาดด้านซอฟต์แวร์ Virtualization ที่มาพูดถึง Software Defined Data center (SDDC) โดยพยายามเน้นให้เห็นว่าสิ่งที่ธุรกิจต้องการต่อจาก Virtualization คือ Speed/Agility ซึ่งถ้าทีมไอทีไม่สามารถให้คำตอบเรื่องนี้ได้ทีมกลุ่มธุรกืจก็จะมองข้ามทีมไอทีไปหาโซลูชั่นเช่น Public Cloud  ทาง VMware แสดงโซลูชั่นสำหรับทำ Cloud Management Platform ทำให้เราสามารถสร้าง Private Cloud เพื่อตอบโจทย์ทีมกลุ่มธุรกิจในการทำ service provisioning ได้อย่างรวดเร็วการให้บริการ Infrstructure หรือ Application ตอบโจทย์ที่จะช่วยดูค่าใช้จ่ายในการใช้ไอที และช่วยตอบโจทย์ในการ operate ไอทีได้

สุดท้ายนี้คงต้องขอบคุณทุกท่านช่วยประสานงานและต้อนรับผู้เข้าอบรมในการดูงานครั้งนี้ ขอบคุณคุณเอกราช คงสว่างวงศา จาก Microsoft Thailand, คุณชลตะวัน สวัสดี จาก Amazon Web Services, ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ และ คุณเอกภาวิน สุขอนัตต์ จาก VMWare และคุณพีระพงษ์ คุณาศิริรัตน์ จาก Oracle Thailand

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Cloud Application ที่ SME ควรเลือกใช้

Screenshot 2014-10-27 18.27.31

แม้ในปัจจุบันคนไทยจะมีการใช้ไอทีกันมากขึ้น มีการใช้อินเตอร์เน็ตผ่าน Smartphone หรือ Tablet มากขึ้น มีการสนทนาสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่นอย่าง Line หรือ Facebook มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่พบก็คือส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อความบันเทิงและเรื่องส่วนตัว มากกว่าในงานหรือเพื่อทางธุรกิจ ถ้ามีการนำไอทีใหม่ๆเข้ามาใช้ในงานเพื่อทางธุรกิจโดยมากที่เห็นก็เป็นแค่การใช้ Group Chat ใน Line เพื่อสื่อสารและโต้ตอบในการทำงาน แต่การใช้ Collaboration Tools ในการทำงานอื่นๆยังถือว่าน้อยมาก และยิ่งเห็นช่องว่างมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบการใช้งานของคนต่างจังหวัดกับคนในกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีการใช้งานด้านไอทีมากกว่า

จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสู่ยุคของ Cloud Computing ทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำงาน เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายลดลง ข้อมูลหรือ Application ที่ขึ้นไปอยู่บน Cloud ช่วยทำให้เราสามารถทำงานจากที่ไหนหรืออุปกรณ์ใดๆก็ได้ และข้อสำคัญการใช้ Cloud Computing จะช่วยทำให้เราสามารถทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ (online collaboration) ได้ ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มหนึ่งที่จะใช้ประโยชน์จาก Cloud ได้มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ผมก็ได้ไปบรรยายการใช้ Cloud ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ในต่างจังหวัด แต่น่าเสียดายที่พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของ Cloud และมีการนำไอทีมาใช้เในเชิงธุรกิจน้อย บางรายก็กลัวกับค่าใช้จ่ายแพงๆ บางรายก็ไม่ทราบว่ามีแอปพลิเคชั่นบน Cloud ตัวใดบ้าง

Cloud Computing จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายการใช้ไอที และเหมาะกับ SME ที่อาจต้องการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานธุรกิจของตัวเองมากกว่าจะต้องมาวุ่นวายในการบริหารจัดการไอทีซึ่งอาจไม่ใช่ความถนัดขององค์กร หาก SME  เลือกApplication  ที่อยู้บน Cloud ที่เหมาะสมมาใช้งาน จะทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ เช่นการทราบข้อมูลลูกค้า การติดต่อออนไลน์ การลดเวลาการทำเอกสาร และโดยแท้จริงแล้วมี Cloud Application อยู่มากมายบางอันสามารถเริ่มต้นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บางอันให้เราทดลองใช้ก่อน และโปรแกรมเหล่านี้สามารถใช้งานได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องรออะไร เพราะ Cloud Application สามารถลงทะเบียนใช้งานและติดต่อซื้อได้ผ่านระบบออนไลน์ทันที วันนี้ผมเลยขอแนะนำ Cloud Application เด่นๆสำหรับ SME เพื่อให้ทดลองใช้งานดังนี้

1) Google Apps for Work

ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังใช้ Public E-mail อย่าง  Google, Yahoo หรือ WindowLive  (เช่น @gmail.com) ในการติดต่อธุรกิจ การใช้อีเมล์แบบนี้เป็นเรื่องทีดูไม่เหมาะสมเพราะเหมือนกับเป็นการใช้อีเมล์ส่วนตัว มากกว่าการใช้งานธุรกิจ โดยเฉพาะการติดต่อกับต่างประเทศจะดูว่าขาดควาน่าเชื่อถือ หากเราต้องการใช้อีเมล์ของ Google  เราสามารถที่จะใช้โปรแกรม Cloud Apps for Business ซึ่งทาง Google ให้บริการกับหน่วยงานธุรกิจ และทำให้เรามีอีเมล์ของบริษัทเราเอง อาทิเช่น thanachart@imcinstitute.com นอกจากนี้ก็ยังมีโปรแกรมอื่นๆที่ทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับพนักงานในบริษัทได้อาทิเช่น

  • Google Calendar  สำหรับการจัดตารางนัดหมายของตัวเองและทีมงาน
  • Google Drive สำหรับเก็บข้อมูลบน  Cloud เหมือน Dropbox ที่ทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลของเราจากเครื่องไหนก็ได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และสามารถแชร์ข้อมูลให้คนอื่นได้ ทำให้ลดการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านอีเมล์ และลดการใช้  ThumbDrive
  • Google Office Suite เป็นชุดโปรแกรมทำเอกสาร สเปรดชีต หรือสไลด์ ที่สามารถสร้างและแก้ไขเอกสารได้แบบออนไลน์และสามารถทำเอกสารร่วมกัน (collaboration) กับผู้อื่นได้แบบ Real time ทำให้การแก้ไขเอกสารเป็นไปได้ง่าย และสะดวกเมื่อต้องทำเอกสารร่วมกันจากที่ต่างๆกัน
  • Google Site สำหรับการทำ Web Site ของบริษัท

Screenshot 2014-10-25 17.23.45

Google กำหนดราคา Google App for Works  ไว้ที่ราคา $5 ต่อผู้ใช้ต่อเดือนกรณีที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ 30GB และราคา $10 ต่อผู้ใช้ต่อเดือนกรณีที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลไม่จำกัด เราสามารถเริ่มต้นทดลองใช้งานได้ฟรีได้ที่ Free Trial Google App for Works

2) Microsoft Office 365

จุดเด่นของ Google Apps  คือการมีระบบอีเมล์และการใช้ Cloud Storage  แต่ถ้าพูดถึงการใช่เครื่องมือออนไลน์ทำเอกสารอย่าง Google Docs หลายๆคนอาจไม่คุ้นเคยเพราะโดยมากธุรกิจในบ้านเราจะทำเอกสารโดยใช้ Microsoft Office ซึ่งหลังจากที่ Microsoft ปล่อยให้ Google เข้ามาทำเครื่องมือการทำเอกสารแบบร่วมกันอยู่หลายปี ทาง Microsoft ก็เลยต้องทำ Microsoft Office ให้เป็นเวอร์ขั่นบน Cloud ที่สามารถจะใช้โปรแกรม Microsoft Office ออนไลน์ สามารถเก็บข้อมูลบน Cloud และสามารถทำเอกสารร่วมกันได้อย่าง Google Docs โดยตั้งชื่อผลืตภัณฑ์ว่า Office 365

Screenshot 2014-10-25 17.43.30

Office 365 ก็จะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆคล้ายกับ Google Apps คือมีระบบอีเมล์ที่เราสามารถตั้งที่อยู่ตามธุรกิจของเรา (name@yourcompany.com) พร้อมเนื้อที่เก็บอีเมล์ 50 GB  มีระบบ Calendar มีระบบ Cloud Storage ที่ชื่อว่า OneDrive ให้จำนวน 1TB มีโปรแกรม Office Online ที่ให้เราสามารถทำงานร่วมกันได้ และมีโปรแกรม Lync สำหรับการประชุมออนไลน์และการประชุมทางวิดีโอแบบ HD

Screenshot 2014-10-25 17.38.13

Microsoft กำหนดราคา Office 365 สำหรับธุรกิจไว้สามแบบคือ

  • Business Essential ราคา $5 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรแกรม Office Online  และอีเมล์ พร้อมทั้ง OneDrive ขนาด  1TB
  • Business ราคา $8.25 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรแกรม Office Online และต้องการใช้ออฟไลน์ลงบนเครื่องพีซีที่เป็น Windows, Mac หรือ Tablet ที่ใช้ Windows จำนวนสูงสุด 5 เครื่อง แต่จะไม่มีระบบอีเมล์และโปรแกรม Lync
  • Business Premium ราคา $12.5 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรแกรมแบบ  Business  ที่รวมอีเมล์เข้าไปด้วย

ถ้าผู้ใช้เลือกโปรแกรมแบบ  Business ผมแนะนำให้ใช้ Google Docs ร่วมกัน แต่ถ้าเลือกโปรแกรม  Business Essential หรือ Business Premium  ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องหาระบบอีเมล์เพิ่มเติม

3) Dropbox

เชื่อว่าคนจำนวนมากเริ่มใช้ Dropbox ที่เป็น Cloud Storage แต่คนหลายๆคนที่ใช้ Dropbox ก็ยังไม่ได้นำมาใช้เพื่องานด้านธุรกิจเต็มที่ Dropbox ช่วยทำให้เราลดการใช้ Physical Storage อย่าง Harddisk  หรือ  Thumbdrive เราสามารถที่จะแชร์ไฟล์ต่างๆของเราจาก Dropbox ให้คนอื่นๆสามารถใช้ร่วมกันกับเราได้ และสามารถที่จะดูไฟล์เวอร์ชั่นย้อนหลังได้ นอกจากนี้ยังทำการสำรองข้อมูลให้เราอัตโนมัติทำให้เรามั่นใจว่าข้อมูลของเราไม่สูญหายแม้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจะเสียหาย นอกจากนี้ยังช่วยลดการส่งไฟล์ผ่านอีเมล์ได้ Screenshot 2014-10-26 06.32.17 ผู้ที่ใช้ฟรีเวอร์ชั่นส่วนใหญ่ของ Dropbox จะมีขนาดเริ่มต้นตั้งแต่  2GB และสามารถที่จะซื้อบริการเพิ่มขนาดเป็น 1 TB ในราคา $ 9.99 ต่อเดือน หรือเลือกใช้โปรแกรม Dropbox for Business ที่ราคา $ 15 ต่อเดือน สำหรับลูกค้าธุรกิจที่ต้องการพื้นที่ไม่จำกัด และสามารถเก็บข้อมูลเวอร์ชั่นเก่าหรือไฟล์ที่ถูกลบไม่จำกัด รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น หลายท่านอาจจะสงสัยว่าถ้ามี Google Drive ใน Google Apps หรือ One Drive ใน Office 365 แล้ว เราต้องมีโปรแกรม Dropbox อีกไหม ซึ่งถ้าต้องการเฉพาะ Cloud Storage ก็คงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการใช้คุณสมบัติเด่นอื่นๆเช่น การ Sync ไฟล์ การแชร์ไฟล์ การใช้โปรแกรมเฉพาะ การมีพื้นที่ไม่จำกัด โปรแกรม Dropbox จะทำได้ดีกว่า

4) Salesforce

การเก็บข้อมูลของลูกค้าเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสำคัญมาก การทราบข้อมูลของลูกค้า ข้อมูลการขาย , ข้อมูลการติดต่อกับลูกค้า จะช่วยทำให้ธุรกิจเราเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น โปรแกรมที่เกี่ยวกับการบริหารข้อมูลลูกค้าหรือที่เรียกว่า CRM ( Customer Relationship Management ) ในอดีตจะมีราคาแพงทำให้ธุรกิจต่างๆไม่สามารถจัดหามาใช้งานได้ แต่เมื่อมีเทคโนโลยี Cloud บริษัทอย่าง Salesforce ก็ได้จัดบริการ CRM บน Cloud  ทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าบน Cloud และโปรแกรมมีราคาถูกลงมาก โดยเราสามารถที่จะใช้โปรแกรมผ่่าน Web Browser จากเครื่องใดก็ได้ หรือจะใช่้  Mobile App ที่ชื่อ Salesforce1 ก็ได้ ทำให้ทำงานได้คล่องตัวจากที่ใดก็ได้ ในปัจจุบัน Salesforce มีผู้ใช้จำนวนมากกว่า 2 ล้านคนและมีรายรับประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐอมริกาเมื่อปี 2012  ซึ่งถือว่าเป็นบริษัททางด้าน SaaS Cloud ที่มีรายได้สูงสุด ทั้งนี้โปรแกรม CRM  ของ Salesforce.com จะมีโซลูชั่นอยู่หลายตัวทั้ง Sales Cloud, Service Cloud, Marketing Cloud, Data Cloud และ Collaboration Cloud (Chatter) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้โซลูชั่นต่างๆเหล่านี้ได้โดยมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน ในประเทศไทยก็มีหลายองค์กรที่ใช้ Salesforce รวมทั้ง ภาคการเงินการธนาคารอาทิเช่น  ธนาคารไทยพาณิชย์

Screenshot 2014-10-26 07.05.14 ทาง IMC Institute ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ใช้ Salesforce โดยได้ใช้ Force.com มาพัฒนาโปรแกรมระบบบริหารการฝึกอบรมที่เก็บข้อมูล CRM จำนวนหลายหมื่นเรคอร์ดโดยใช้เวลาในการพัฒนาเพียง 1 สัปดาห์ ทำให่้การทำงานของหน่วยงานมีความคล่องตัวมาก ทั้งนี้โปรแกรม  Salesforce.com มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ $25 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน และยังมีตลาดกลางที่ชื่อ  AppExchange  ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรม Business Application มากกว่า  1,700 Apps ที่มีโปรแกรมทั้งทางด้าน HR, Finance, Project Management และ ERP ให้เราสามารถเลือกซื้อใช้บริการเพิ่มเติมจากโปรแกรม  Sales Cloud  ได้

Screenshot 2014-10-26 07.06.35

5)  Skype

ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ Line เป็นโปรแกรมสำหรับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบมือถือ แต่เราปฎิเสธไม่ได้ว่า Line  เป็นที่นิยมใช้งานในไม่กี่ประเทศอาทิเช่น ญี่ปุ่น ไทย หรือ ไต้หวัน แต่ตลาด Instant Messaging ทั่วโลกยังเป็นของ Whatspp และถ้าต้องการโปรแกรมสนทนาแบบ  VoIP Skype ยังเป็นโปรแกรมที่นิยมมากที่สุดอยู่ ยิ่งถ้ามีลูกค้าหรือคู่ค้าในต่างประเทศการใช้โปรแกรม Skype ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก ทั้งนี้โปรแกรม Skype สามารถจะติดตั้งได้บนเครื่องพีซี มือถือ หรือ  Tablet และช่วยทำให้เราสนทนากับคู่สนทนาที่มี Skype ด้วยกัน หรือใช้ Skype โทรเข้าเบอร์โทรศัพท์ปกติได้

Screenshot 2014-10-26 07.16.30

ผมเองก็ใช้โปรแกรม Skype  เป็นประจำในการติดต่อกับต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งใช้ในการสนทนาร่วมชั่วโมง โดยการซื้่อ Skype Credit ไว้ และใช้เมื่อต้องการโทรศัพท์ไปต่างประเทศ หรือใช้เมื่อเดินทางไปต่างประเทศและต้องการโทรศัพท์ไปตามที่ต่างๆ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของการ Roaming ไปได้มาก

6) Evernote

โปรแกรม Evernote เป็นเสมือนสมุดโน๊ตที่อยู่บน Cloud ช่วยทำให้เราสามารถจดบันทึกต่างๆได้ และแชร์ให้กับคนอื่นๆได้ โปรแกรม Evernote จะมีทั้งเวอร์ชั่นที่อยู่บนเครื่องพีซี มือถือ หรือ Tablet ทำให้เราสามาถที่จะเข้าถึงเอกสารของเราจากเครื่องใดก็ดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้บันทึกภาพถ่าย เสียง หรือ Web Clip และเอดสารที่เราจดบันทึกจะเก็บไว้บน Cloud ตามหมวดหมู่ที่เราระบุ ทำให้สะดวกต่อการค้นหา การใช้ Evernote ช่วยให้เราลดความจำเป็นที่จะต้องใช้สมุดโน๊ต และลดการใช้กระดาษในองค์กร โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะสูญหาย

Screenshot 2014-10-27 18.11.17

เวอร์ชั่นฟรีของ Evernote ให้เราสามารถจดบันทึกข้อมูลใหม่ได้เดือนละ 60 MB และมีเนื้อที่การเก็บข้อมูลไม่จำกัดที่สามารถ sync ได้กลับทุกอุปกรณ์ ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการทำงาน แต่ถ้าเราเน้นการบันทึกเสียงหรือมีเอกสารจำนวนมากที่ต้องการบันทึก และต้องการสืบค้นข้อความภายในเอกสารที่บันทึกไว้ เราอาจต้องอัพเกรดมาใช้ Evernote Premium ที่สามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้เดือนละ 1 GB ในราคา 150 บาทต่อเดือน

7) Teamwork

การบริหารโครงการเป็นเรื่องยาก ยิ่งในปัจจุบันเราจะต้องเจอกับทีมงานที่หลากหลาย ทำงานคนละที่ บางกลุ่มอาจเป็น outsource บางครั้งก็ต้องการข้อมูลมาแชร์ร่วมกัน ต้องตามงาน ต้องกำหนดเวลานัดหมาย โปรแกรม Cloud Application ที่ชื่อว่า Teamwork ช่วยให้คำตอบเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการประสานงานโครงการผ่าน Cloud ทีมงานสามารถจะป้อนข้อมูลต่างๆ แชร์ไฟล์ กำหนด Milestone หรือ Task ต่างๆได้

Screenshot 2014-10-27 18.13.29

Teamwork เป็นโปรแกรมที่เล่นผ่าน Browser หรือ App บนมือถือและ Tablet สามารถใช้บริหารโครงการ (Project  Management) ทำให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิททธิภาพ สามารถจะดู Gantt Chart กำหนดระยะเวลาต่างๆของโครงการ กำหนด Task ให้ทีมงาน และทุกคนสามารถเข้ามาดูหรือแก้ไขงานต่างๆได้ ทั่งนี้ขึ้นอยู่กับสิทธิที่เจ้าของโครงการจะกำหนด Teamwork ในเวอร์ชั่นที่ให้เราใช้งานได้ฟรีจะสามารถใช้งานได้กับงานสองโครงการและมีพื้นที่เก็บข่อมูล 10 MB แต่ถ้าต้องการใช้งานมากกว่านี้เราสามารถที่จะเลือกใช้เวอร์ชั่น Personal  ในราคา $12  ต่อเดือนและจะใช้บริหารโครงการได้ 5 โครงการและมีพื้นที่เก็บข่อมูล 1 GB หรือเวอร์ชั่น Business1  ในราคา $24  ต่อเดือนและจะใช้บริหารโครงการได้ 15 โครงการและมีพื้นที่เก็บข่อมูล 5 GB

8) ERP

โปรแกรมที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งในการบริหารงานธุรกิจคือโปรแกรมด้าน ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ช่วยจัดการทรัพยากรของหน่วยงานได้ แต่โปรแกรม ERP จะมีราคาค่อนข้างสูง และมีโปรแกรมบน Cloud ไม่มากนักโดยเฉพาะสำหรับงานที่เหมาะกับธุรกิจไทย โปรแกรมของบริษัทหนึ่งที่อยากแนะนำคือโปรแกรมของบริษัท EFlowSys

Screenshot 2014-10-27 18.19.56

EFlowSys จะมีโซลูชั่นบน Cloud สำหรับธุรกิจที่หลากหลาย เช่นธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจแฟชั่น  ธุรกิจขายส่ง ธุรกิจขายปลีก ธุรกิจไอที รวมถึงโปรแกรมคลังสินค้าบน Cloud โดยข้อมูลจะเก็บอยู่บน Cloud และคิดค่าใช้จ่ายรายได้เริ่มต้นตั้งแต่ 3,875  บาทต่อเดือน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของ Cloud Application เด่นสำหรับธุรกิจ ที่ SME สามารถเริ่มใช้ได้ทันที เพื่อการแข่งขันในยุค Digital Economy

ธนชาติ นุ่มนนท์่

IMC Institute

สรุปผลสำรวจ “ความพร้อมด้าน Cloud Computing ของหน่วยงานในประเทศไทย”

cloudmgmt

ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนที่ผ่านมาทางทีมวิจัยของ IMC Institute ได้ทำโครงการวิจัยเชิงสำรวจในหัวข้อ การสำรวจความพร้อมด้าน Cloud Computing ของหน่วยงานในประเทศไทย หรือ Cloud Computing in Thailand Readiness Survey 2014 ขึ้น ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ (Benchmarking) ความพร้อมของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค ทั้งนี้การสำรวจจะทำการสำรวจทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เป็นขนาดใหญ่และขนาดกลาง ขนาดเล็ก และเพื่อเป็นแนวทางและข้อมูลในการเตรียมความพร้อมบุคลากรและองค์กรในประเทศไทยต่อไป

บทความนี้จึงขอนำผลการสำรวจบางส่วนมาเผยแพร่ สำหรับผู้ต้องการอ่านผลการสำรวจฉบับเต็มสามารถรอหาอ่านได้จากยนิตยสาร e-Leader  ฉบับเดือนพฤศจิกายน การสำรวจนี้ทีมวิจัยได้จำนวนตัวอย่าง 177 ราย โดยจำแนกตามขนาดองค์กรเป็น หน่วยงาน/บริษัทขนาดใหญ่ (Large Enterprises) ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน จำนวน 61 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของกลุ่มตัวอย่าง และองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีพนักงานน้อยกว่า 1,000 คน จำนวน 116 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66 ของกลุ่มตัวอย่าง

โดยมีผลการสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • การสำรวจข้อมูลการใช้ IT และแผนงานการใช้บริการด้าน Private Cloud
  • การสำรวจแผนงานและการใช้บริการด้าน Public Cloud
  • การสำรวจความพึงพอใจในภาพรวม เหตุผลและปัญหาอุปสรรคในการใช้บริการ Cloud Computing

โดยสามารถแจกแจงรายละเอียดผลการสำรวจได้ดังต่อไปนี้

ผลการสำรวจแผนงานด้าน Private Cloud ของหน่วยงานในประเทศไทย

จากการสำรวจเกี่ยวกับแผนด้านการใช้งาน Private Cloud ในภาพรวมจากกลุ่มตัวอย่าง 167 ราย ที่ตอบว่ามี Servers ใช้งานในองค์กรนั้น พบว่าจำนวน 47 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 28 มีการใช้งาน Private Cloud อยู่แล้วในปัจจุบัน จำนวน 48 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 29 มีแผนการใช้ติดตั้งในอนาคต แต่ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 43 หรือ 72 ราย ยังไม่มีแผนงานด้าน Private Cloud แต่อย่างใด

Screenshot 2014-10-08 07.51.16

รูปที่ 1 แผนงานด้าน Private Cloud

ผลการสำรวจแผนงานด้าน Public Cloud ของหน่วยงานในประเทศไทย

ในปัจจุบันการใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทย เริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบการบริการ Infrastructure as a Services (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ให้บริการ (Service Providers) ในประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนรูปแบบการบริการ Platform as a Service (PaaS) ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ให้บริการภายในประเทศ

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีหน่วยงานกว่า 81 หน่วยงาน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.76 มีแผนงานใช้บริการ Public Cloud โดยสามารถจำแนกรายละเอียดความต้องการใช้งานตามรูปแบบการให้บริการ Cloud Computing หรือ Cloud Service Models โดยสามารถสรุปผลสำรวจเกี่ยวกับความต้องการของหน่วยงานที่มีแผนการใช้บริการ Public Cloud ดังนี้

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ IaaS มากเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.67

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ SaaS มากเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.49

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ PaaS น้อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 39.51

Screenshot 2014-10-08 07.54.08

รูปที่ 2 แผนงานด้าน Public Cloud

เมื่อสอบถามถึงประเภทของ Software ที่ต้องการใช้บริการ SaaS Public Cloud ทีมงานวิจัยพบว่า 5 อันดับแรกของ SaaS applications ที่หน่วยงานกลุ่มตัวอย่างต้องการใช้ มีดังนี้ โดยมีรายละเอียดแสดงในรูปที่ 3

อันดับที่ 1 ระบบ E-mail มีความต้องการใช้ร้อยละ 63.39

อันดับที่ 2 Desktop/Office อาทิเช่น Office 365 มีความต้องการใช้ร้อยละ 56.06

อันดับที่ 3 Storage อาทิเช่น Dropbox มีความต้องการใช้ร้อยละ 46.94

อันดับที่ 4 CRM มีความต้องการใช้ร้อยละ 30.61

อันดับที่ 5 ERP มีความต้องการใช้ร้อยละ 24.49

Screenshot 2014-10-08 07.56.49

รูปที่ 3 ประเภท Software ที่ต้องการใช้บริการ SaaS Public Cloud

ภาพรวมความพึงพอใจ เหตุผลการเลือกใช้ และปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทย

เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดถึงระดับความพึงพอใจในการใช้บริการ Cloud Computing ในภาพรวม โดยมีระดับความพึงพอใจตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 (1 ไม่พึงพอใจที่สุด ถึง 5 พึงพอใจมากที่สุด) พบว่าระดับความพึงพอใจเฉลี่ยในการให้บริการ Cloud Computing ของหน่วยงานใประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.72 ซึ่งถือว่าหน่วยงานส่วนใหญ่มีความพึงพอในต่อการใช้บริการ

โดยเมื่อสำรวจถึงปัจจัยในการเลือกใช้บริการ Public Cloud ของหน่วยงานต่างๆ พบว่า เหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการ Cloud Computing ที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คือ พิจารณาจากข้อมูลด้านเทคนิคของผู้ให้บริการ อาทิเช่น ข้อมูล Data Center และ Bandwidth เป็นต้น ทั้งนี้ราคา รวมถึงรูปแบบราคาที่ยึดหยุ่นสอดคล้องกับขนาดธุรกิจ และ การพิจารณาจาก SLA ของผู้ให้บริการ ถือเป็นเหตุผลสำคัญอันดับที่สองในสัดส่วนที่เท่ากันในการพิจารณาเลือกใช้บริการ Cloud Computing โดยปัจจัยเลือกใช้อันดับที่ 3 คือ พิจารณาจากชื่อเสียงของผู้ให้บริการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ในส่วนของการพิจารณาเลือกใช้บริการ Cloud Computing จากการมีตัวแทนของผู้ให้บริการในประเทศไทย และจากคำแนะนำของที่ปรึกษาหรือแหล่งอ้างอิงอื่น ถือว่ามีความสำคัญแต่อยู่ในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก

Screenshot 2014-10-08 07.59.07

รูปที่ 4 เหตุผลของหน่วยงานในการเลือกใช้บริการ Public Cloud

แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานหรือใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทยยังคงต้องก้าวข้ามอุปสรรคที่เผชิญอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งจากผลการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในประเด็นที่เกี่ยวกับอุปสรรคในการใช้ Cloud Computing พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 70.62 เห็นว่าการใช้งาน Cloud Computing ยังมีความเสี่ยงด้านระบบความปลอดภัยต่างๆ อาทิเช่นเรื่องข้อมูล ร้อยละ 49.15 เห็นว่าการขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้าน Cloud Computing ที่ดีพอ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยร้อยละ 45.20 เห็นว่ากฎระเบียบของหน่วยงานและภาครัฐยังไม่เอื้อต่อการใช้งาน Cloud Computing ร้อยละ 33.90 เห็นว่ายังขาดความตระหนักและยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน ร้อยละ 31.64 ยังไม่มีงบประมาณในด้านดังกล่าว อีกทั้งร้อยละ 23.10 เห็นว่าการใช้งาน Cloud ในประเทศไทยยังขาดมาตรฐานอีกหลายๆด้าน และอีกร้อยละ 19.77 พบว่ายังไม่มีผู้ให้บริการที่สามารถให้บริการสอดคล้องกับความต้องการ

Screenshot 2014-10-08 08.01.47

รูปที่ 5 อุปสรรคของการใช้ Cloud Computing

นั้นคือบทสรุปคร่าวๆของผลสำรวจครั้งนี้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อมาได้ที่ contact@imcinstitute.com

ความจำเป็นของการมีผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศ และงาน Cloud Expo Asia 2014

cloudmgmt

เมื่อพูดถึง Cloud Service Provider คนก็จะนึกถึงผู้ให้บริการในต่างประเทศเจ้าใหญ่ๆอย่าง Amazon Web Services, Microsoft Azure, Google หรือ Dropbox แต่เราก็มักจะได้ยินคำถามบ่อยๆว่าแล้วผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศเราละเมื่อไรจะมี บ้างก็ถามหาบริการเฉพาะด้านในประเทศบ้างเช่น Storage as a Service, Big Data as a Service หรือ Platform as a Service

จากคำถามดังกล่าวทำให้น่าสนใจที่จะหาคำตอบว่า แล้วเราจะต้องมีผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศหรือไม่ เราลองมาพิจารณาดูตัวอย่างผู้ให้บริการ Cloud หลักๆในต่างประเทศก่อนว่ามีบริการและราคาเป็นอย่างไรบ้าง

  • Amazon Web Services (AWS) แน่นอนเมื่อพูดถึง AWS เราจะนึกถึงภาพของผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่ที่สุด มีจำนวน Servers ถึง 4-5 แสนเครื่อง มีบริการที่หลากหลายตั้งแต่ Server, Storage, Database หรือแม้กระทั่ง Big Data อย่าง Hadoop จากจำนวน Server ที่มีอยู่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานในจำนวนที่ไม่จำกัดและราคาค่อนข้างคุ้มค่า นอกจากนี้ก็ยังมีลูกค้าจำนวนมาก บางรายก็ใช้ Infrastructure ของ  AWS เพื่อสร้างบริการ Cloud Services อื่นอย่างเช่น Dropbox  ใช้บริการ  S3 ของ  AWS  โมเดลธุรกิจของ AWS  เริ่มตั้งแต่ให้บริการฟรีแบบ Trial  เป็นเวลาหนึ่งปี ไปจนถึงการเช่า VM ทั้งที่เป็น public หรือ private จำนวนมาก
  • Digital Ocean เป็น Cloud Provider  ที่อยู่ใน New York ที่ให้บริการ IaaS ในราคาที่ถูกซึ่งเราสามารถที่จะจ่ายค่า  Server  ขนาด  2Core, 2GB Memory และ 3GB SSD Disk ด้วยราคาเพียง $20 ต่อเดือน ซึ่งในปัจจุบัน Digital Ocean มี Data Center  หลายๆแห่งทั่วโลกทั้งใน  Amsterdam, London หรือใน Singapore และเป็นบริษัทที่ให้บริการ IaaS ที่โตที่สุดในโลกรายหนึ่ง ล่าสุดทาง Netcraft  ระบุว่าจำนวนผู้ใช้  Web Facing Server ของ  Digital Ocean มีจำนวนสูงถึงอันดับ  5  ในโลกแซงหน้าบริษัทอย่าง Rackspace  ไปแล้ว
  • Dropbox  ถ้าเรานึกถึงผู้ให้บริการ  Storage as a Service  เราจะนึกถึงผู้ให้บริการอย่าง  Dropbox  ซึ่งมีโมเดลการให้บริการแบบฟรีสำหรับผู้ใช่้  2-5 GB และก็เพิ่มค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการพื้นที่มากขึ้น แม้ Dropbox จะไม่มี  Infrastructure ของตัวเอง แต่ด้วยโมเดลธุรกิจและซอฟต์แวร์ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกในหลากหลาย Platform ก็ทำให้ Dropbox  สามารถสู้กับคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง  Google Drive หรือ OneDrive  ของ Microsoft  ได้ ล่าสุดด้วยจำนวนผู้ใช้จำนวนมากและการมีคู่แข่งที่มากขึ้นทำให้ Dropbox  สามารถตัดราคามาเหลือเพียง  $100 ต่อปีสำหรับ เนื้อที่ถึง  1TB
  • Azure, SalesForce, Google, OpenShift ยังมีผู้ให้บริการ Cloud ในต่างประเทศอีกจำนวนมากที่ให้บริการ Cloud ที่หลากหลายในราคาถูก อาทิเช่น  Azure  ที่มีบริการทั้ง  PaaS  อย่าง  SQL as a Service, IaaS หรือบริการเฉพาะด้านอย่าง  Big Data as a Service หรือผู้ให้บริการอย่าง SalesForce.com ที่ให้บริการ SaaS อย่าง Sales CRM หรือ PaaS อย่าง Force.com

จากที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดเราจะเห็นว่าผู้ให้บริการ Cloud  ในต่างประเทศอาจมีจุดแข็งต่างๆดังนี้

  • มี Infrastructure ขนาดใหญ่และมี Data Center หลายๆแห่งทำให้มีระบบที่เสถียร
  • มีจำนวนลูกค้าจำนวนมาก ทำให้มี Economy of Scale สามารถให้บริการได้ถูกกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ
  • มีบริการที่หลากหลาย มีระบบ APIs ที่ดีทำให้ลูกค้าสามารถต่อยอดการใช้งานโดยง่าย
  • มีประสบการณ์ในการทำงาน และมีทีมวิศวกรและนักพัฒนาจำนวนมากที่มีความสามารถ

แต่ปัญหาที่เรามักจะเจอกับการใช้บริการของผู้ให้บริการ Cloud ต่างประเทศก็คือ

  • การขาดตัวแทนในประเทศทำให้การสนับสนุนเชิงเทคนิคบางด้านไม่สามารถทำได้ตามความต้องการของลูกค้าได้
  • ขาดความยืดหยุ่น ยากที่จะการ  Customize  ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
  • การจ่ายค่าบริการบางรายต้องชำระโดยตรงไปยังต่างประเทศ ทำให้ลูกค้าในบ้านเราไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีได้
  • ผู้ให้บริการต่างประเทศจะให้ความสนใจกับลูกค้าไทยน่้อยเนื่องจากจำนวนการใช้เราไม่มากพอ

เมื่อเจอปัญหาต่างๆเหล่านี้ โดยเฉพาะหน่วยงานใหญ่ๆและภาคราชการที่จะพบว่าการใช้บริการ  Cloud Computing ของต่างประเทศจะมีอุปสรรคที่อาจขัดต่อกฎระเบียบในการทำงาน จึงเริ่มมีการถามหาผู้ให้บริการในประเทศที่อาจสนับสนุนลูกค้าได้ดีกว่า แต่ปัญหาของการเป็นผู้ให้บริการในประเทศจะเจออุปสรรคต่างๆบางประการดังนี้

  • Economy of Scale  มีไม่เพียงพอ ถ้าผู้ให้บริการ Cloud  จะมุ่งให้บริการเพียงในประเทศจำนวนลูกค้าจะมีไม่มากพอ จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันเรื่องราคากับต่างประเทศได้ ดังนั้นถ้าจะเปิดบริการในประเทศคงต้องเน้นในตลาดที่กว้างขึ้นอย่างตลาด  ASEAN หรือมุ่งไปทั่วโลก เพราะ Cloud ไม่เน้นเรื่องตำแหน่งที่ตั้งอยู่แล้ว แต่ข้อสำคัญคือการจะเป็น Cloud Provider  ที่จะไปแข่งต่างประเทศได้คงต้องเน้นตลาดเฉพาะทาง ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ IaaS หรือ PaaS แบบพื้นฐาน แต่อาจต้องมีจุดเด่นเฉพาะที่ต้องให้บริการต่างกับรายอื่นๆ ที่เราสามารถตั้งราคาที่สูงได้
  • Infrastructure ที่ยังไม่พร้อม ประเทศเรายังเป็นผู้นำเข้า Server  และจำนวนที่นำเข้าในแต่ละ Data Center จะมีไม่มากนัก ดังนั้นการทำ IaaS ในบ้านเราก็คือการนำเข้า  Server ที่ราคาย่อมสูงกว่าผู้ให้บริการรายใหญ่ๆอย่าง AWS  ที่เขาซื้อและผลิต  Server  มาเป็นแสนๆตัว ต้นทุนของเขาก็ย่อมถูกกว่า อีกอย่างโครงสร้างพื้นฐานในบ้านเรายังไม่พร้อมที่ทำ Data Center ขนาดใหญ่ และถ้าจะทำต้นทุนเราจะสูงกว่ามาก ดังนั้นการทำ IaaS ในบ้านเราก็คือการซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อมาขายต่อที่ไม่สามารถทำราคาได้ถูกกว่าเขา แม้เราอาจได้  Knowhow เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าต้องการทำจริงจังในระยะยาวคงต้องมีการทำ R&D ด้่่่านนี้ที่มากกว่านี้มาก
  • ขาดบุคลากร  การจะเป็นผู้ให้บริการ  Cloud  ที่จะแข่งกับต่างประเทศได้ เราต้องมีบุคลากรที่มีความเชียวชาญเฉพาะ เช่นถ้าเราคิดว่าจะเป็นผู้ให้บริการ  Big Data as a Service  เราต้องมีบุคลากรทางนี้ โดยเราอาจไม่จำเป็นต้องที  Infrastructure ในการให่้บริการ Big Data  เอง เราสามารถที่จะไปพึ่ง IaaS  ของต่างประเทศอย่าง AWS หรือ Google แต่สิ่งสำคัญคือบุคลากรที่มีความเก่งและมีจุดเด่นที่ทำให้เราแข่งขันได้ แล้วเราก็จะสร้างบริการ  Cloud เฉพาะด้านแข่งกับต่างประเทศได้
  • Bandwidth เชื่อมต่อต่างประเทศต่ำ อย่างที่บอกตอนต้นถ้าเราคิดจะเป็นผู้ให้บริการ  Cloud  เราต้องมุ่งตลาดในต่างประเทศ เราถึงจะได้ Economy of Scale แต่อุปสรรคสำคัญคือ Bandwidth  เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศเรายังไม่ดีพอ ดังนั้นการที่จะเป็นผู้ให้บริการที่ต้องใช้ Infrastructure ที่ตั้งอยู่ในประเทศอาจเป็นเรื่องยาก
  • ขาดการทราบความต้องการของผู้ใช้ที่ชัดเจน ผู้ให้บริการ Cloud ทีต้องสร้าง Infrastructure ต้องทำหน้าที่เหมือนผู้ผลิตไฟฟ้า ต้องพยากรณ์ความต้องการของผู้ใช้ในระยะเวลา 2-3  ปีข้างหน้าได้อย่างชัดเจน จะได้ลงทุนด้าน Server  และ Infrastructure  ได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ แต่ปัจจุบันเราขาดข้อมูลทางด้านนี้ และยากที่จะคาดการณ์ของต้องการของผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรมีผู้ให้บริการ  Cloud Computing ในประเทศ แม้เราจะสู้เรื่องราคา โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรไม่ได้ แต่เรายังมีความจำเป็นที่จะต้่องมีผู้ให้บริการ  IaaS หรือ PaaS ในประเทศด้วยเหตุผลต่างๆดังนี้

  • ความปลอดภัยและความมั่นคง หน่วยงานหลายๆแห่งอาจไม่เหมาะที่ไปใช้บริการของต่างประเทศ เพราะการนำข้อมูลบางอย่างไปไว้ในต่างประเทศอาจขัดกฎระเบียบและมีความเสี่ยงต่อความมั่นคง
  • การให้บริการกับหน่วยงานเฉพาะ เช่นภาคราชการ
  • การให้สนับสนุนทางด้านเทคนิคและการให้บริการลูกค้าที่ดีกว่า
  • การพัฒนาบุคลากรและการสร้างการเรียนรู้ทางด้าน Cloud Computing โดยเฉพาะในด้าน R&D  ระยะยาว
  • การให้บริการที่มีความยืดหยุ่นต้องการ  Customize  ให้กับลูกค้า
  • Bandwidth ที่รวดเร็วกว่าถ้า Infrastructure  อยู่ในประเทศ

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมด ยังไม่ได้เน้นเรื่องของ SaaS การเป็นผู้ให้บริการ SaaS  เราสามารถแข่งขันได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะความเป็น  Localization หรือซอฟต์แวร์ที่เราสามารถเปิดให้บริการทั่วโลกได้ ในปัจจุบันบริษัทซอฟต์แวร์ไทยหลายๆรายก็เปิดให้บริการ  SaaS  โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Infrastructure ที่อยู่ในประเทศ

Cloud Expo Asia 2014

cloudexpo

สุดท้ายนี้ผมขอพูดถึงงาน  Cloud Expo Asia  ซักหน่อยหนึ่งเพราะปีที่แล้วผมไปงานนี้ และพบว่าเป็นงาน Cloud computing  ที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นงาน Cloud ที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ที่เราจะได้พบกับผู้ให้บริการ Cloud จากทั่วโลกทั้งที่เป็น IaaS, PaaS, SaaS รวมถึงผู้ผลิต  Cloud Infrastructure และยังมีหัวข้อในการบรรยายที่น่าสนใจในหลายๆด้าน ทั้งเรื่องของ Infrastructure, Virtualization, Security, PaaS, Cloud Management หรือ Big Data  โดยสามารถที่จะดูโปรแกรมการสัมมนาได้ที่

งาน Cloud Expo Asia ปีนี้จัดขึ้นคู่กับงาน Data Center World  ในวันที่  29-30 ตุลาคมที่  Suntec Exhibition Centre ประเทศ Singapore  ทาง IMC Institute ได้จัดอบรมหลักสูตร Cloud Computing  for Senior Management ในวันที่ 14-16  ตุลาคม และมีการพาไปดูงาน Cloud Expo Asia  ในวันที่ 28-30 ตุลาคม โดยนอกจากไปงานนี้แล้วยังพาไปเยี่ยมชมบริษัททางด้าน  Cloud Computing อย่าง  Amazon Web Services, Oracle, Microsoft และ VMWare  ในกรณีที่มีผู้สนใจต้องการไปดูงานอย่างเดียวก็สามารถทำได้ สำหรับรายละเอียดโปรแกรมหลักสูตรนี้ สามารถดูได้ที่

สำหรับโปรแกรมการดูงานโดยละเอียดมีดังนี้

28  ตุลาคม:

  • 8.00  น. เดินทางไป Singapore สายการบิน  Thai Airways เที่ยวบิน  TG403 (08:00-11:15)
  • 12.30  น. Check-in ที่โรงแรม Ibis Singapore On Bencoolen หรือเทียบเท่า และรับประทานอาหารเที่ยง
  • 14.00 น. เยี่ยมชมบริษัท Amazon Web Services
  • 16.30 น. เยี่ยมชม Oracle Solution Center เพื่อดูเรื่อง Private Cloud/Virtualization
  • 18.00 น. รับประทานอาหารเย็นบริเวณ  Suntec City Mall

29 ตุลาคม:

  • 9.00 – 16.00 น. เข้าชมงานและฟังสัมมนางาน Cloud Asia Expo 2014 ที่ SunTec Exhibition Center
  • 18.00 น. รับประทานอาหารเย็น ถนน Orchard

30 ตุลาคม:

  • 9.00 น. เยี่ยมชม Microsoft Technology Center
  • 13.00 น. ดูงานกับบริษัท VMWare  หรือ บริษัทด้าน Cloud  อื่นๆ
  • 18:15  น.  เดินทางกลับ  สายการบิน  Thai Airways เที่ยวบิน   TG408  (18:15-19:35)

ปัจจัยในการเลือกใช้ Cloud Computing สำหรับองค์กร

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

กระแสชของ Cloud Computing ในบ้านเราแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกคนพูดถึง  Cloud  พอถามว่าใครใช้ Cloud  บ้าง? ทุกคนจะบอกเสียงเดียวกว่าองค์กรตัวเองก็ติดตั้งระบบ Cloud  แล้ว แต่ที่ผมแปลกใจคือเวลาผมบรรยายตามที่ต่างๆให้กับคนไอทีที่เป็นผู้ดูแลระบบไอทีในองค์กร เมื่อเวลาถามว่าใครเคยใช้เคยเล่น  Public IaaS อย่าง  Amazon Web Services แล้วกลับพบว่าแทบจะมีจำนวนน้อยมากหรือเกือบไม่มีเลย จำนวนมากไม่เคยเห็นหน้าจอ Admin Console ของระบบ Amazon ไม่ทราบว่ามีบริการ IaaS อะไรอยู่ จึงอาจสรุปสั้นๆว่าโดยแท้จริงหน่วยงานส่วนใหญ่ในบ้านเรายังไม่เป็น  Cloud  เพราะแม้แต่ผู้ดูแลระบบยังไม่เข้าใจความหมาย Cloud  ที่แท้จริง ผู้ใช้จะมาใช้  Cloud ได้อย่างไร

ซึ่งเวลาองค์กรในบ้านเราเวลาพูดถึง Cloud จริงๆแล้วเรากำลังพูดถึง  Virtualization มากกว่า  Cloud Computing  เพราะระบบที่ทำอยู้ไม้ได้มีคุณสมบัติของ  Cloud ที่สำคัญ 5 อย่างคือ

  • On demand self service
  • Broad network access
  • Resource pooling
  • Rapid elasticity
  • Measured Service

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากกล่าวถึง วันก่อนผมมีโอกาสได้ให้คำปรึกษากับหน่วยงานไอทีภาคเอกชนรายหนึ่ง ที่จะจัดหาซื้อเครื่อง Server  ราคาเป็นแสนแล้วต้องไปเช่า Data Center  เพื่อทำ  Co-Location เดือนละหลายพัน เพื่อทำระบบอีเมล์และ  Application  เล็กๆน้อย พอถามว่าทำไมไม่ใช้ Cloud  พร้อมทั้งแสดงหน้าจอราคาของ Cloud Provider  ต่างประเทศอย่าง  www.digitalocean.com หรือของในประเทศอย่าง True IDC ซึ่งดูเรื่องราคาจะคุ้มค่ากว่า คำตอบที่ผมได้รับกลับเป็นในเรื่องการอ้างความปลอดภัยบ้าง การจะขยาย Server  อนาคตบ้าง และพยายามนึกถึงข้อจำกัดต่างๆซึ่งบางครั้งขาดหลักการของ  Cloud จึงทำให้ผมเห็นชัดเจนว่า วัฒนธรรมผู้ดูแลระบบไอทีบ้านเรายังยึดติดกับความเป็นเจ้าของ อยากเห็นตัวเครื่อง และยังขาดความเข้าใจเรื่อง  Cloud ที่ถูกต้อง

digitalocean

รูปที่ 1 ราคาการใช้บริการ  Cloud ของ DigitalOcean

trueidc

รูปที่  2 True IDC  หนึ่งในผู้ให้บริการ IaaS Public Cloud  ในประเทศ

ระบบใดควรขึ้น Cloud Computing

คำถามแรกที่คนมักจะถามคือผมควรใช้ Public Cloud ดีไหม  Cloud มีความปลอดภัยไหม

ในแง่ของระบบความปลอดภัย ผมว่าก่อนที่เราจะถามว่า Cloud ปลอดภัยแค่ไหน เราจะต้องแยกแยะชั้นความลับข้อมูลและระบบเราก่อน กล่าวคือทำ Classification  ผมเชื่อว่าข้อมูลบางอย่างของเราเป็นความลับแต่บางอย่างก็ไม่เป็นความลับ ดังนั้นบางอย่างเราสามารถนำไปเก็บที่สาธารณะได้บางอย่างอาจต้องเก็บไว้ในองค์กร ผมอยากคิดเสมือนว่าถ้าเรามีตู้เซฟไว้ในบ้าน เราคงไม่เอาของทุกอย่างในบ้านเป็นเก็บไว้ในตู้เซฟและบางอย่างเราสามารถเอามาวางไว้นอกตัวบ้านด้วยซ้ำโดยไม่ต้องกังวลว่าจะสูญหายมากนัก

องค์กรต้องดูก่อนว่าองค์กรของตัวเองเป็นรูปแบบใด ถ้าองค์กรเป็น SME การใช้  Cloud  อาจมีความเหมาะสมข้อมูลส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นความลับ และ  Cloud Provider  รายใหญ่ๆก็มักจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดี การใช้บริการ  Public Cloud  เผลอๆการรักษาความลับข้อมูลในองค์กรอาจปลอดภัยกว่าการให้พนักงานในองค์กรมาจัดการเสียอีก เพราะโดยมากการรั่วไหลของข้อมูลมักจะมาจากองค์กรภายใน

องค์กรใหญ่ๆก็สามารถนำระบบบางระบบที่ต้องออกอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว และไม่มีความลับมากขึ้น Public Cloud ได้เช่น  ระบบอีเมล์ที่มีหลายองค์กรหันไปใช้อีเมล์ของ  Google Apps  หรือ  Office 365 ซึ่งในปัจจุบันทราบว่ามีธนาคารหลายแห่ง รวมทั้งสถาบันการศึกษามาใช้กัน นอกจากนี้อาจรวมถึงระบบอื่นๆที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อกฎระเบียบหรือมาตรฐานขององค์กรเช่นระบบ  Salesforce   ที่ทางธนาคารในประเทศไทยบางแห้งนำเข้ามาใช้ แต่อย่างไรก็ตามองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความมั่นคง บางครั้งการใช้่ Public Cloud อาจไม่เหมาะสมนัก เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคง หรือด้านสาธารณสุข ด้านภาษี

สำหรับการใช้ Server  ที่เป็น Public Cloud  ถ้าองค์กรห่วงเรื่องความปลอดภัย เราก็สามารถที่จะเลือกใช้ผู้ให้บริการที่สามารถทำ  Virtual Private Cloud ที่จะแยกระบบของเรา ออกจากบริการของ  Public Cloud ทั่วไปทำให้สามารถใช้บริการใน  Virtual Network  ที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ตัวอย่างของการให้บริการแบบนี้คือ Amazon Virtual Private Cloud  ของ  AWS และมีตัวอย่างของผู้ให้บริการในประเทศอย่าง WhiteSpace-Cloud

whitespace

รูปที่ 3 WhiteSpace  ผู้ให้บริการ Virtual Private Cloud ในประเทศไทย

การใช้ Server  ที่เป็น Public IaaS Cloud จะมีประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาระบบ Application ใหม่ หรือย้ายระบบ Application เดิมที่อยู่ใน Server Hosting  ในองค์กรไปสู่ Public Cloud เพื่อลดค่าใช้จ่ายการที่จะต้องบำรุงรักษาและดูแล Data Center  ในองค์กรของตัวเอง ซึ่ง Application  ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบ เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดยมากมักจะย้ายขึ้นมาบน Public Cloud ได้ แต่ก็มีบางระบบเช่น Legacy Application หรือ Mission Critical Application  ที่ไม่ควรรันหรือย้ายไปบน  Public Cloud เพราะอาจไม่สามารถย้ายได้ด้วยปัญหาทางเทคนิคและมีความเสี่ยง

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในการใช้ Public Cloud คือการใช้เป็นระบบสำรองหรือ DR Site  ซึ่งทำให้เราลดรายจ่ายในการที่จะต้องจัดหา Backup Server นอกจากนี้ระบบ  Software  หลายๆอย่างสามารถที่จะใช้  public SaaS  ได้อาทิเช่น ระบบ  Desktop Software, ระบบ  CRM, ระบบ  Workflow  หรือระบบ HR  ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนา Application ไปด้วย

ระบบ Cloud Computing เสถียรพอหรือไม่

ประเด็นต่อมาที่มักจะได้ยินบ่อยคือกลัวระบบ Cloud Computing  จะล่ม เพราะแม้แต่ผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง  Amazon Web Services  ก็เคยล่ม

ผมคิดว่าประเด็นนี้เกิดจากเรามั่นใจในผู้ดูแลระบบของเรามากเกินไปว่าเก่งกว่าคนของผู้ให้บริการ  Cloud  ทั้งๆที่ผู้ให้บริการ  Cloud โดยมากจะมีผู้ดูแลระบบที่ดี มี Server อยู่เป็นจำนวนมากอาทิเช่น Amazon มี Server หลายแสนตัว จะมีระบบ  DR Site และผ่านมาตรฐานต่างๆที่ดี ผู้ดูแลระบบมักจะมีความเชี่ยวชาญด้าน Data Center โดยตรงดีกว่าองค์กรขนาดเล็ก

การที่เรามี Server เองก็เสมือนเราซื้อรถมาใช้เอง ต้องดูแลเอง บำรุงรักษาเอง ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่การใช้บริการ Cloud  เปรียบเสมือนบริการเช่าหรือใช้รถสาธารณะซึ่งก็มีบริการหลายแบบ ตั้งแต่รถสองแถว รถเมล์ รถไฟฟ้า รถ Limousine ก็ขึ้นอยู่กับบริการที่เราเลือก ถ้าเราเรียกบริการทีดีก็อาจมีราคาสูงขึ้น แต่มีความปลอดภัย และมีความเสถียรขึ้น การที่  Cloud Server ใหญ่ๆอย่าง Amazon ล่ม ก็ย่อมเป็นข่าวใหญ่ เพราะเปรียบเสมือนเครื่องบินตกที่นานๆจะเกิดขึ้นที แต่ Server ในองค์กรทั่วๆไปบ่อยครั้งที่ล่ม และอาจมากกว่าของ  Amazon  แต่ไม่เป็นข่าวหรอกครับ เพราะมันเหมือนกับข่าวรถชนกันที่เกิดขึ้นประจำทุกๆวัน

ระบบ Cloud Computing ไม่รู้ว่าอยู่ใดเก็บข้อมูลเราตรงไหน

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ใช้เป็นห่วงคือไม่ทราบตำแหน่งของเครื่อง Server หรือ ที่เก็บข้อมูล

คำว่า Cloud Computing ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นระบบประมวลผลบนก้อนเมฆ เราไม่ทราบว่าระบบหรือ Server  อยู่ที่ใด  คำถามที่ผมอยากถามกลับคือว่าแล้วจะทราบไปทำไมละ ทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าเราทราบไหมว่าผลิตมาจากที่ใด เราใช้ Facebook ใช้ Line เราสนใจไหมว่าระบบรันมาจากที่ไหน ตราบใดที่ตอบโจทย์เราได้ ระบบทำงานอย่างต่อเนื่องไม่ล่ม เราก็พอใจและยินดีที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

การมี  Server  ของตัวเองบ่อยครั้งเราก็จะจัดหา  Server  มาแล้วก็เห็นเครื่องเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ใน  Data Center  แล้วเราก็็แทบจะไม่เคยเห็นเครื่องอีกเลยยกเว้นว่าจะมีปัญหาเราถึงจะเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ลองจินตนาการว่าถ้าเราใช้ Cloud แล้วระบบไม่เคยล่ม เราก็คงไม่มีเหตุที่จะต้องเข้าไปดู หรือถ้ามีปัญหาแล้วเราสามารถติดต่อผู้ให้บริการมาแก้ปัญหาให้เราได้ เราก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร

ส่วนเรื่อง  Data  อาจมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพราะ  ข้อมูลเราย้ายไปอยู่บน Cloud  ถึงแม้ผู้ให้บริการจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับข้อมูลของเรา แต่การสำรองข้อมูลสำหรับเก็บไว้ใช้เองในอนาคตอาจเป็นหน้าที่ของเราเอง เพราะเมื่อเราเลิกใช้บริการ Cloud หรือจะย้ายผู้ให้บริการเป็นเจ้าอื่นก็เป็นหน้าที่ของเราต้องจัดการเรื่องข้อมูลเอง

เราควรเลือกผู้ให้บริการ   Cloud อย่างไร

ปัจจุบันเรามีผู้ให้บริการ Data Center หรือ  Software  จำนวนมากที่พยายามบอกว่าตัวเองเป็นผู้ให้บริการ  IaaS หรือ  SaaS  ผู้ให้บรืการ  Data Cenetr บางรายก็อาจทำแค่  Virtualization ผู้ให้บริการ  Software  บางรายก็อาจเป็นแค่  Web Application ที่โฮสต์อยู่บน  Server ตัวเองไม่สามารถขยายได้โดยง่ายและไม่เสถียร

การจะเลือกผู้ให้บริการ Cloud จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่างๆให้ดีโดยอาจต้องดูข้อมูลต่างๆเช่น

  • ข้อมูลด้าน  Data Center  จำนวน  Server ที่ใช้
  • Technology  ด้่าน Cloud Computing  ที่ใช้
  • ลูกค้่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  • การรับประกันเรื่อง  Reliability/Uptime
  • มาตรฐานด้านความปลอดภัยและด้านอื่นๆของผู้ให้บริการ
  • ข้อตกลงการใช้บริการ
  • ความน่าเชื่อถือและมั่นคงของผู้ให้บริการ

ประเด็นสำคัญในการเลือกใช้บริการ  Cloud  จึงอยู่ที่มีข้อตกลงการใช้บริการ  (SLA: Service Level Agreement)  ทีดี ประเด็นนี้เราต้องรอบคอบและควรศึกษาให้ละเอียด เพื่อจะได้ดูว่าผู้บริการรับรองการบริการเพียงใด หากมีข้อเสียหายจะรับผิดชอบเพียงใด

ประเด็นหนึ่งเรื่องผู้ให้บริการ  IaaS Public Cloud หลายคนจะเห็นว่าราคาของผู้บริการต่างประเทศจะราคาถูกกว่าของผู้ให้บริการในประเทศ ข้อนี้จริงอยู่เพราะระบบของผู้ให้บริการต่างประเทศมีขนาดใหญ่ มีความสมบูรณ์และบริการที่หลากหลายกว่า มีลูกค้าจำนวนมากกว่า แต่ก็จะติดเรื่องของการ  Support และการบริการที่ถ้าเราใช้บริการจากผู้ให้บริการในประเทศ เราอาจได้บริการที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

บทสรุปเราจะใช้บริการรายใดก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเราเองอยู่ที่ความพร้อมด้านบุคลากรของเรา งบประมาณ และประเภทของการบริการ

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผอ.  IMC Institute 

ความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับ Cloud Computing

แม้เรื่องของ Cloud Computing จะเริ่มมีการพูดกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่เมื่อถามความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านนี้ ก็จะพบว่ามีหลายคนมีความเข้าใจผิดในเรื่องของ Cloud Computing  ในหลายๆเรื่องดังนี้

20140315-160401.jpg

  • Cloud Computing ก็คือการใช้โปรแกรมบนอินเตอร์เน็ตข้อนี้หลายๆคนเข้าใจว่า  Cloud Computing ก็คือ Web/Internet Technology เสมือนการใช้โปรแกรมเว็บโดยทั่วไป แต่จริงๆแล้ว Cloud Computing  หมายถึงระบบขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้ไม่จำต้องสนใจว่า Server อยู่ที่ไหน แล้วก็มีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 5 ด้านคือ  สามารถเรียกใช้งานได้เองตามต้องการ (On Demand Self Service) สามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนหรืออุปกรณ์ใดๆก็ได้  (Broad network access) ใช้ทรัพยากรร่วมกันกับระบบอื่นๆ  (Reseource Polling) ระบบมีความยืดหยุ่นสูงที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Elasticity) และสามารถวัดการใช้งานได้ (Measured Service)
  • Cloud Computing ก็คือ Virtualization หลายๆคนจะสับสนระหว่างคำว่า Cloud Computing กับ Virtualization จริงๆแล้ว Virtualization คือเทคโนโลยีที่ซ่อนระบบฮาร์ดแวร์ไว้จากระบบซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถที่จะเรียกใช้ระบบปฎิบัติการหรือซอฟต์แวร์ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง และสามารถที่จะใช้ระบบปฎิบัติการที่หลากหลายจากฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน โดยมาก Virtualization จะถูกนำมาใช้ในการทำ Server Consolidation ส่วน Cloud Computing จะเป็นรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจ (Business Model) โดยอาจใช้เทคโนโลยีอย่าง Virtualization ในการติดตั้ง ทำให้ผู้ใช้ไม่สนใจว่าระบบอยู่ใด ซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า Cloud Computing ที่หมายถึงระบบประมวลผลที่อยู่บนก้อนเมฆ

images

  • Cloud Computing เป็นแค่รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ของบริษัทไอที หลายๆครั้งบริษัทด้านไอทีมักจะมีคำพูดการตลาดๆใหม่ออกมาเสมอ บางคนเลยเข้าใจว่ากรณีของ Cloud Computing ก็น่าจะมาในทำนองเดียวกัน แต่จริงๆแล้ว Cloud Computing เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไอทีอย่างมาก บริษัทและบุคลากรด้านไอทีจะไม่สามารถพัฒนาธุรกิจในรูปแบบเดิมได้ และบุคลากรจำเป็นต้องเรียนรู้ทักบะใหม่ๆหลายๆด้าน อุตสาหกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านบริการอย่างเต็มรูปแบบ
  • Cloud Computing จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร ข้อความนี้อาจไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะ Cloud Computing อาจช่วยลดการลงทุนเริ่มต้น (Capital Expense) เช่นการซื้อเครื่องฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือค่าติดตั้ง Data Center แต่ Cloud Computing จะมีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน (Operation Expense) ที่แปรผันกับปริมาณการใช้งาน ดังนั้นหากขาดการควบคุมและตรวจสอบที่ดี มีปริมาณการใช้งานมากเกินไปก็อาจทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายได้ แต่อย่างไรก็ตาม Cloud Computing ก็ยังเหมาะกับองค์กรขนาดเล็กที่ไม่ต้องการลงทุนด้านไอทีมากนัก
  • Cloud Computing จะทำให้คนไอทีไม่มีงานทำ หลายๆคนคิดว่าการที่หน่วยงานนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร โดยเฉพาะการใช้ Public Cloud จะทำให้ตำแหน่งงานต่างๆด้านไอทีลดน้อยลง จริงๆแล้ว Cloud Computing จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ๆให้กับคนไอที และคนไอทีจำเป็นต้องมีการปรับทักษะใหม่ๆในบางด้านเช่น การต่อรองทางด้านเทคนิคกับผู้ให้บริการ การดูแลและควบคุมระบบ การพัฒนาซอฟต์แวร์
  • Cloud Computing เป็นระบบที่ขาดความปลอดภัย ระบบ Cloud Computing ก็เหมือนระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่หากขาดการควบคุมและดูแลที่เหมาะสมแล้วก็จะมีความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัย แม้ระบบคอมพิวเตอร์ของ Cloud Computingโดยเฉพาะแบบ public cloud อาจไม่ได้อยู่ในความดูแลขององค์กรเราโดยตรงและบางอย่างเราไม่สามารถควบคุมได้ แต่มีข้อตกลงการบริการ (SLA) ที่เหมาะสมและพิจารณาเรื่องความเสี่ยงที่ดี องค์กรก็สามารถที่จะใช้ระบบ Cloud Computing ที่มีความปลอดภัยเหนือกว่าการพัฒนาระบบเองภายในองค์กรได้
  • Cloud Computing ไม่เหมาะในการใช้งานกับองค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานที่มี Data Center หรือบุคลากรด้านจำนวนมาก อาจสามารถที่จะพัฒนา private cloud ในองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้ระบบไอที นอกจากนี้องค์กรขนาดใหญ่อาจนำ Public Cloud มาใช้ในบางงานอาทิเช่นด้าน SaaS (Software as a Service) สำหรับกรณีของแอปพลิเคชั่นอย่าง อีเมล์ หรือนำระบบ IaaS (Infrastructure as a Service) และ PaaS (Platform as a Service) มาใช้ใน Test Environment
  • องค์กรต่างๆสามารถเป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing ได้โดยง่าย ในปัจจุบันมีหลายองค์กรในประเทศระบุว่าเปิดให้บริการ Cloud Computing แต่จริงๆแล้วการเปิดให้บริการ Cloud Computing จะต้องมีการลงทุนมูลค่าสูงมาก เพื่อให้ครอบคลุมคุณสมบัติของ Cloud Computing โดยเฉพาะในด้าน Elasticity และระดับของการให้บริการ Cloud ก็มีอยู่หลายระดับซึ่งผู้ให้บริการในประเทศส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในขั้นเริ่มต้น เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการต่างประเทศรายใหญ่ๆเช่น Amazon Web Services, Salesforce หรือ Microsoft Azure ที่มีระดับการให้บริการอยู่ในขั้นสูง
  • Cloud Computing เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นโดยอัตโนมัติ แม้ในหลักการ Cloud Computing จะมีคุณลักษณะ Elasticity ที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ แต่ก็เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะต้องคาดการณ์และเตรียมทรัพยากรหรือระบบเช่น Server Storage และ Network Bandwidth ให้เพียงพอต่อความต้องการเอง ถ้าขาดการวางแผนที่ดีระบบ Cloud Computing ก็จะขาดคุณลักษณะ Elasticity

IEEE Introductory for Cloud Computing

b0sqf-_6da-UcNvGG1GtxDUeW4xYgAKC46DvMDWOeW31dgjhgZPN8cx6aM8Y2E0-_Q=s2000

ผมจำได้ว่าเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ตัวแทน IEEE ซึ่งเป็นสมาคมวิชาชีพทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในโลก มาพูดคุยกับผมเรื่องการทำหลักสูตรด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องของ Cloud Computing ซึ่งทาง IEEE มี Chapter ทางด้านนี้อยู่ด้วย เขาบอกว่าได้ทราบมาว่าทางผมและ IMC Institute สนใจในเรื่องของ Emerging Technology ทั้งในเรื่องของ Big Data และ  Cloud Computing และมีกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ผมเลยตอบรับที่จะเป็น Partner ร่วมกับ IEEE และลงนามความร่วมมือกันในหลายๆหลักสูตร โดยได้เริ่มเปิดหลักสูตรแรกคือ IEEE Technical Presentation Workshop  เมื่อเดือนกันยายน

1378750_254823301331684_86516289_n

หลักสูตรสำคัญอีกอันที่เราจะเปิดในเดือนนี้ร่วมกับ  IEEE คือหลักสูตร IEEE Introductory for Cloud Computing for Senior Management ในวันที่ 18  พฤศจิกายนนี้ หลายท่านอาจแปลกใจว่าทำไม IMC Institute กับ IEEE ถึงเปิดหลักสูตรนี้ หลักการของ Cloud Computing  ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมอยากบอกว่าเท่าที่คุยกันเราพบว่า แม้แต่คนไอทีจำนวนมากยังไม่เข้าใจเรื่องของ Cloud Computing บางคนคิดว่าเป็นแค่ศัพท์ใหม่สำหรับการตลาด บางคนก็คิดว่ามันก็แค่อินเตอร์เน็ตหรือ Web Application หรือ Hosting  ธรรมดา   บางคนก็คิดว่าแค่เปลี่ยน Business Model  จาก License มาเป็น Subscription หรือ Pay per use ดังนั้นทางเราถึงตัดสินใจที่จะเปืดหลักสูคร Cloud Computing ที่เป็นเนื้อหาของ IEEE  มาสอนให้กับผู้บริหารเพื่อความเข้าใจในการบริหาร Cloud Computing อย่างแท้จริง

หลักสูตร  IEEE Introductory for Cloud Computing for Senior Management มีอยู่ทั้งหมด 4  Module คือ

  • An introduction to cloud computing
  • Intermediate Topics in Cloud Computing
  • Advanced Topics in Cloud Computing
  • Case Studies in Cloud Computing

โมดูลแรก An introduction to cloud computing จะเป็นการแนะนำหลักการของ Cloud Computing  ตามความหมายของ NIST รูปแบบของ Service Model  และรูปแบบของ Deployment Model จากนั้นจะพูดถึงประโยชน์ของ Cloud Computing เรื่องของ Security และ Term of Services เช่นเรื่อง SLA, Service Agreement, Provider Promises และข้อแนะนำต่างๆ

โมดูลสอง Intermediate Topics in Cloud Computing จะกล่าวถึง Service Model ทั้งสามคือ SaaS, PaaS และ IaaS ทั้งในแง่ของประโยชน์ การติดตั้ง ข้อควรระวัง และข้อแนะนำ ซึ่งเราจะเห็นโมเดลการ Implement ต่างๆ

โมดูลที่สาม Advanced Topics in Cloud Computing จะเป็นการแนะนำการตัดสินการเลือกใช้ Cloud Computing ความเสี่ยงในด้านต่างๆ การคำนวณค่าใช้จ่ายของ Cloud Computing ข้อควรพิจารณาในการเลือก Service Provider มาตรฐานด้าน Cloud Computing ข้อแนะนำทางด้านการบริหารจัดการ ด้าน Data Governance ด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่น ด้าน Virtual Machine ด้าน Software และ Application สุดท้ายจะพูดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

โมดูลสุดท้าย Case Studies in Cloud Computing จะพูดถึงตัวอย่างของ Cloud Computing ทั้งที่เป็นแบบ Public และ Private รวมถึงข้อมูลการวิจัยด้านต่างๆของ Cloud Computing ในและต่างประเทศ

นอกจากนี้หลักสูตรนี้ผู้เรียนทุกท่านจะได้รับ  Certificate จาก IEEE  และก็เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ทาง IEEE มาเปิดหลักสูตรนี้

Cloud Computing in Thailand

แม้หัวข้อผมจะขึ้นว่า Cloud Computing in Thailand  แต่เรื่องนี้ผมคงต้องขออนุญาตเขียนถึงเรื่องตัวเองซักหน่อย เพราะเมื่อเดือนที่แล้วทางวุฒิสภาได้มอบใบประกาศเกียรติคุณในโครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศให้กับผม จากผลงาน “Cloud Computing in Thailand”  จริงๆแล้วตอนที่ทางคณะกรรมการติดต่อผมมาขอให้ผมเขียนผลงานของโครงการ ผมก็ตอบปฎิเสธไปว่าไม่ทราบว่าผมจะเขียนอะไรเพราะผมไม่ได้ทำโครงการนี้ เพียงแต่มีกิจกรรมที่ผมทำร่วมกับหน่วยงานต่างๆอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะผลักดันเรื่องของ  Cloud Computing และไม่ได้เขียนผลงานอะไรไปให้แต่สุดท้ายก็คงต้องขอบคุณคณะกรรมการที่อาจไปค้นหาเอกสารมาให้และยังพิจารณามอบประกาศเกียรติคุณมาให้ วันนี้จึงขอมาเขียนเรื่องของตัวเองบ้างว่าผมได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างในเรื่องของ Cloud Computing

Certificate

การบรรยายและจัดสัมมนา

ผมจำได้ดีว่าวันแรกที่ผมไปบรรยายเรื่อง  Cloud Computing ให้กับหน่วยงานต่างๆก็คือวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผมไปบรรยายให้กับการบินไทยครึ่งวันเช้า ก่อนออกไปวันนั้นตอนตีสี่ผมได้ข่าวจากทาง Twitter  ว่าจะมีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ทำให้ผมรีบออกมาแต่เช้าและถึงที่สำนักงานใหญ่การบินไทยถนนวิภาวดีก่อนหกโมงเช้า ตอนแรกคิดว่าคงจะไม่มีการบรรยายแต่ที่ไหนได้คนยังเต็มห้องประชุมบนตึกของการบินไทย บรรยากาศบนท้องฟ้าที่เราเห็นการบรรยายเรื่อง  Cloud Computing ในวันนั้นก็คือท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆและควันสีดำจากเพลิงไหม้ของอาคารต่างๆ แต่การบรรยายก็จบลงด้วยดีหลังเวลาเที่ยงและทุกคนก็ต้องรีบกลับบ้าน

หลังจากที่ผมเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ผมก็พยายามที่จะผลักดันและสร้างความตระหนักเรื่อง Cloud Computing ว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมไอทีอย่างไร โดยไปบรรยายและจัดสัมมนาหลายๆครั้ง อาทิเช่นการจัด Cloud Computing Seminar  ที่ Software Park ในวันที่ 1  กุมภาพันธ์ 2554; Seminar on Surviving Software Business with Cloud Model ในวันที่ 23 สิงหาคม 2554 และ Public Cloud Day ในวันที่ 23 สิงหาคม 2554

นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสไปบรรยายเรื่อง  Cloud Computing ให้กับหน่วยงานและงานสัมมนาต่างๆทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 30  ครั้ง ทั้งงานของ Software Park เอง งานของ SIPA, Vendor ต่างๆ สมาคมไอที หรืองาน Cloud Computing  ในต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ รวมถึงงานของ สสว. หรืออบต.ที่ไปตามต่างจังหวัด

282789_1811137409461_4938026_n

การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรด้าน Cloud Computing

กิจกรรมหนึ่งที่ได้ทำตอนเป็นผู้แำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยคือการรวมกลุ่มของผู้ให้บริการ  Cloud ในประเทศไทยทางด้าน IaaS มาเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรม Cloud Computing ในประเทศ โดยจัดตั้งเป็น  Cloud Thailand Alliance เมื่อกลางปี 2555  (ดูข้อมูลการแถลงข่าวที่  >> Thailand forms alliance to boost cloud development) ซึ่งในช่วงนันก็มีการจัดประชุมสัมมนา และทำ  Business Matching ระหว่างผู้ให้บริการซอฟต์แวร์กับผู้ให้บริการ IaaS

CTS_web

DSC05665

ล่าสุดทางผมเองก็ได้ไปคุยกับกลุ่มผู้ให้บริการ  Cloud  และทางสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทยที่จัดตั้ง Cloud Computing Chapter เพื่อจะยกระดับอุตสาหกรรม  Cloud Computing ผ่านกิจกรรมต่างๆของสมาคม และร่วมมือกับ  Asia Cloud Computing Association  จะทำกิจกรรมต่างๆในภูมิภาคนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 20 รายและจะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะจัดให้มีการประชุม  Chapter ครั้งแรกในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 โดยรายละเอียดของ Cloud Computing Chapter สามารถดูได้ที่ >> ATCI’s Cloud Computing Chapter

งานวิจัยทางด้าน Cloud Computing

นอกจากนี้ผมได้ทำหน้่าที่เป็นผู้จัดการงานวิจัยให้กับสวทช.ที่รับงานมาจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) เมื่อต้นปีนี้ เพื่อทำโครงการศึกษาวิจัยด้านการส่งเสริมการใช้  Cloud Computing ในประเทศไทย โดยได้ร่วมทำการสำรวจข้อมูลตลาดของอุตสาหกรรม  Cloud Computing ในประเทศและศึกษาตลาดรวมถึงนโยบายด้าน  Cloud Computing ของต่างประเทศ เพื่อนำมาเสนอข้อมูลหามาตรการการส่งเสริมการใช้ Cloud Computing ในประเทศไทย และได้นำเสนอให้กับคณะกรรมการส่่งเสริมอุตสาหกรรมไอทีของ MICT ที่มีรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

การวิจัยอีกด้านที่กำลังดำเนินอยู่คือการเป็นทีปรึกษาให้กับ NECTEC ในการทำ Open Service Platform ที่จะเป็น PaaS ของประเทศไทย โดยขั้นต้นได้ข้อสรุปจากผู้วิจัยในเรื่องของข้อกำหนดของ Platform ที่จะทำการพัฒนาต่อไป

การสอนด้าน Cloud Computing

แม้จะทำงานบริหารแต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังทำคือ   Hand-on และผมได้สอนการพัฒนาโปรแกรมบน Cloud Computing  ครั้งแรกให้กับกับหลักสูตร Mini Master of Java Technology ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังในปี  2552  โดยเป็นการพัฒนาโปรแกรมบน Public PaaS โดยใช้ Google App Engine และก็สอนต่อเนื่องมาอีกหลายรุ่น

พอมาเปิดสถาบันไอเอ็มซีผมยังเน้นที่จะให้ทีมงานสอนการพัฒนาโปรแกรมบน Cloud Computing อย่างต่อเนื่องทั้งบนแพลตฟอร์มของ Google App Engine, Microsoft Azure, Amazon Web Services, Force.com และ Heroku โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายทั้ง Java, .NET และ PhP เพราะผมเชื่อว่าแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะขึ้นอยู่กับ Cloud Computing เราจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้าน ซึ่งแม้แต่การพัฒนาโปรแกรมสำหรับ  BIg Data ทางผมเองก็ผลักดันให้มีหลักสูตร Big Data using Public Cloud  โดยการใช้  Elastic Map Reduce ของ Amazon Web Services ซึ่งทาง AWS ก็ให้ความสนใจกับหลักสูตรนี้และมาสนับสนุนในการเครดิตในการใช้งาน AWS ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีนี้ เราได้เปิดหลักสูตรนี้ไปแล้วสามรุ่น

Screenshot 2013-10-20 18.35.58

นอกจากนี้ทางสถาบันไอเอ็มซีก็มีแผนที่จะพัฒนาบุคลากรไทยทางด้าน  Cloud Computing ให้ได้ประกาศนียบัตรสากล โดยได้ร่วมมือกับ  Cloud Credential Council และ IT Preneurs  ในการที่จะฝึกอบรมและจัดสอบบุคลากรไทยให้ได้  CCC Cretification  โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มอบรมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ และคาดว่าจนถึงสิ้นปีหน้าจะอบรมบุคลากรมากกว่า 100 คน โดย  CCC Certification จะแบ่งออกเป็นหลายระดับทั้ง Associate และ Prefessional โดยในระยะแรกทางสถาบันไอเอ็มซีจะเน้นในระดับ Associate Level  และ  Architect Professional Level

Screenshot 2013-10-20 18.11.54

สำหรับในแง่ของหลักสูตรการสอนเรื่อง Cloud Computing  ทางสถาบันไอเอ็มซีได้ร่วมมือกับทั้ง IEEE และ IT Preneurs  ในการเปิดหลักสูตรต่างๆดังนี้

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือกิจกรรมทางด้าน  Cloud Computing  ที่ผมได้ทำไปและแผนงานบางส่วนในอนาคต ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผมคงได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยดีเช่นที่ผ่านๆมาในการพัฒนา  Cloud Computing ในประเทศต่อไป

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ของ Cloud Computing

Cloud Computing เริ่มเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้มากขึ้น แต่ผู้ใช้ก็ยังมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ Cloud ซึ่งโดยมากก็จะมีข้อแนะนำว่าขึ้นอยู่กับข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA: Service Level Agreement) ที่จะต้องนำมาพิจารณา แต่เราก็มักจะมีคำถามว่าแล้วจะเขียน SLA ของ  Cloud Computing อย่างไร

วันนี้เลยจะขอแนะนำการกำหนด SLA โดยใช้ Cloud Assessment Tool (CAT) ของ  Asia Cloud Computing Association ซึ่งสามารถเข้าไปดูได้ที่ https://accacat.herokuapp.com/ โดย Assessment Tool จะเป็นการกำหนดข้อกำหนดในมาตรฐานของ  Cloud Computing ให้ผู้ที่ต้องการใช้ Cloud หรือผู้ให้บริการ Cloud เลือกของกำหนดในแปดกลุ่มคือ

Image

  • Security  ที่จะพิจารณาด้าน สิทธิส่วนบุคคล ความปลอดภัยของข้อมูล และกฎระเบียบ
  • Life Cycle ที่จะพิจารณาด้านการให้บริการกับลูกค้่าในระยะยาวที่มีผลกระทบกับธุรกิจ
  • Performance ที่จะพิจารณาด้านลักษณะการทำงานของ application softwareที่ติดตั้ง
  • Access ที่จะพิจารณาด้านระบบการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้และผู้ให้บริการ Cloud
  • DC  Basic ที่จะพิจารณาด้านโครงสร้างของระบบ
  • Certification ที่จะพิจารณาด้านมาตรฐานการประกันคุณภาพาำหรับลูกค้า
  • Support ที่จะพิจารณาด้านการติดตั้ง  Application และการบำรุงรักษา
  • Interoperability ที่จะพิจารณาด้านการเชื่อมต่อระหว่าง Cloud hypervisor กับ applications

โดยในแต่ละกลุ่มจะมีหัวข้อย่อยๆเพื่อให้เราสามารถเลือกระดับ (Level) ต่างๆในการกำหนดการให้บริการได้ โดยจะมี 4 Level แต่ในบางกรณีก็อาจไม่มีให้เลือกเลย

เพื่อให้ภาพการเขียนข้อกำหนด SLA ผมจะอธิบายการใช้งาน CAT โดยจะเข้าไปที่เว็บไซต์ดังกล่าว และจะสาธิตในฐานะ Prospective Cloud User

Image

โดยผมจะกำหนดชื่อเป็น CRM Service และจะตั้งข้อกำหนดในกลุ่ม  Security, Life Cycle, Performance, Access, Certification  และ Support ดังรูป

Image

เมื่อผมกด  Next Step เมนูจะแสดงข้อกำหนดย่อยในกลุ่ม Security ให้ผมเลือก ซึ่งในที่นี้ผมไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกทุกข้อ โดยพิจารณาเลือกเฉพาะข้อกำหนดที่ผมต้องการ ซึ่งในที่นี้ผมเลือกข้อกำหนดด้าน Authenthication, User Account Logging, Protection, Data Removal และ Location Awareness ดังรูป

Image

โดยเราจะเห็นข้อความที่เป็นข้อกำหนดที่ทาง CAT แสดงมาให้ด้านล่างดังรูป

Image

ซึ่งเมื่อกด  Next Step ระบบก็จะให้เรากำหนดมาตรฐานในกลุ่ม Life Cycle ซึ่งผมเลือกข้อกำหนดต่างๆดังรูป

Image

จากนั้นก็จะเป็นข้อกำหนดในกลุ่ม Performance  ซึ่งผมเลือกข้อกำหนดต่างๆดังรูป

Image

จากนั้นก็จะเป็นข้อกำหนดในกลุ่ม Access  ซึ่งผมเลือกข้อกำหนดต่างๆดังรูป

Image

จากนั้นก็จะเป็นข้อกำหนดในกลุ่ม Certification  ซึ่งผมเลือกข้อกำหนดต่างๆดังรูป

Image

จากนั้นก็จะเป็นข้อกำหนดในกลุ่ม Support  ซึ่งผมเลือกข้อกำหนดต่างๆดังรูป

Image

ซึ่งเมื่อเราเลือกข้อกำหนดตามที่ต้องการแล้ว CAT ก็จะสรุปแล้วให้เราเลือกที่จะดูหรือส่งของกำหนดมายัง e-mail ของเราดังรูป

Image

ซึ่งเราก็จะได้ต้นแบบของ SLA เพื่อนำมาใช้เป็นข้อกำหนดที่สมบูรณ์ต่อไป ตัวอย่างของข้อกำหนดที่เหลือมาในกรณีนี้ก็จะเป็นดังนี้

Security: Privacy, information security, regulatory

Authentication: Level 1: Standard methods to authenticate the portal as well as the API access by a user.

User Account Logging: Added capability of logging management activities on requested resources and other actions.

Protection: Assurance that software, computing results, data and etc., cannot be accessed or infringed upon by other users. This includes inter-virtual machine attack prevention, storage block level isolation and hypervisor compromise protection.

Data Removal: In case a user requests his software or data to be deleted, all data/software stored in the cloud must be entirely and irretrievably removed. This requires that the appropriate techniques be employed to locate the data and all its backups, encrypted or otherwise, and to completely erase all of them into an unrecoverable state.

Location Awareness: The user receives an indication of where his data is being stored and processed. User can specify where software and data have to be stored, run and processed. Provisions are in place to ensure all data and backups are stored only in these locations agreed by contract or the service level agreement.

Life Cycle: Long-term support impacting customer business processes 

Dev. Roadmap: Ensure that the service provider has a planned way forward (process) to evolve available features and introduce new capabilities. For L2 to L4 a well-defined approach comparable to “Capability Maturity Model” is needed, e.g. L2 is CMM L2, L3 is CMM L3 and L4 is CMM L4.

Service Management: In general terms cloud services are IT services remotely offered to the customer. There are well defined and well structured methods available to determine how services are expected to be managed in an enterprise environment. One should expect the same structured approach to IT service offerings from a service provider as would be expected from an in-house IT organization. Cost, effort and rigidness increase with the ITIL level and present a natural way for mapping it into the CAT framework levels.

Reporting: L2: In addition to L1 requirements an on- line information dashboard should be made available to the user, showing the list of essential Cloud services currently being deployed and utilized. It may include real-time update of information on status of VMs, Storage usage, Storage Buckets, Data transfer and others.

Portal: “Self Service” is the cloud Web portal feature that enables customers to perform most of the essential services themselves. This includes provisioning resource, managing resources such as controlling VM status (reboot, shutdown, restart, etc.), viewing various subscribed services, downloading essential support documents (e.g. user guides and FAQ list, etc.).

Billing: L3: Service provider keeps a history of the customer’s use of chargeable resources and services.

Performance: Runtime behavior of deployed application software

Availability %: Refers to the length of time the service is offering without interruption (outside defined maintenance windows). L1: 99.95% represents standard IT hardware and software runtime uptime.

Elasticity: Addresses the how fast a deployed application can increase its performance response with increasing service requests.

Redundancy: Redundancy architectures frequently rely on a well-defined set of software components to preserve states and transactions.

Access: Connectivity between the end user and cloud service provider

Access: This parameter measures the type of access. L1: Access through public Internet.

Availability: Indicates the “guaranteed” level of uptime of the network access.

Scalability: Capability to increase and decrease user’s access bandwidth based on actual capacity demand.

Certification: Degree of quality assurance to the customer

ISO 9000: A series of standards, developed and published by the International Organization for Standardization that define, establish, and maintain an effective quality assurance system for manufacturing and service industries.

ISO 27001/2: The objective of this pair of standards is to “provide a model for establishing, implementing, operating, monitoring, reviewing, maintaining, and improving an Information Security Management System”.

Vendor Cert.: Validates the integrity of commercial software products. It indicates the competence and ability of the provider to operate or offer any third party SW.

Support: Deployment and maintenance of applications

Customer Support: Methods and capabilities available for how a user can interact with the service provider.

Service Responsiveness: Time it takes for the service provider to respond to calls or customer inquiries.

Incident Response Time (Pri1): Maximum time it takes for service provider to react and act on Priority 1 incidents (an event where a service/application is not working or accessible). L1: 30 minutes

ตัวอย่างการใช้ Cloud Computing จริงๆ

วันนี้ผมได้รับเชิญจากงาน Thailand Online Expo เพื่อไปบรรยายเรื่อง Cloud Computing ในหัวข้อเรื่อง “Cloud เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้แข่งขันได้จริงหรือ?” ซึ่งก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมาบรรยายให้กับกลุ่มผู้ใช้ไอทีในเรื่อง  Cloud Computing ซึ่งผมมีโอกาสบรรยายให้หลายๆครั้งกับกลุ่มของ  SME ที่อาจโดย สสว. SIPA และ  Software Park   สำหรับ Slide  บรรยายของผมสามารถดูได้จาก Slideshare ที่ => การประยุกต์ใช้  Cloud Computing สำหรับองค์กร

หลายๆคนชอบมาถามผมว่า Cloud Computing มันใช้ได้จริงหรอ มันคุ้มหรอ มันไม่เสี่ยงหรอ สารพัดคำถามที่เจอด้วยความไม่แน่ใจ ผมก็มักจะตอบกลับไปว่าคุณก็ใช้อยู่ทุกวัน ถ้าคุณใช้ Facebook, Gmail, Dropbox หรือ Google Calendar  พวกนั้นก็คือแอปพลิเคชั่นบน  Cloud  ที่ทำให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูล ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ เพียงแต่  Public Cloud ที่คุณใช้อยู่เป็น Free Cloud  ที่คุณใช้แบบเริ่มต้น และสิ่งที่ผู้ใช้คิดคล้ายๆกันแล้วทำให้เลือกใช้ก็คือ Application  เหล่านี้ทำให้ข้อมูลตามคุณไปไม่ได้ยึดติดอยู่กับอุปกรณ์ และระบบมีความเสถียร เพียงแต่ว่า Free Cloud  เหล่านี้อาจมีข้อจำกัดในการใช้งานเช่น Dropbox อาจให้พื้นที่คุณเพียง  2-5 Gb แต่ถ้าคุณต้องการพื้นที่มากกว่านั้นคุณก็ต้องจ่ายตามการใช้งาน

ผมก็เป็นผู้ใช้  Cloud Computing  ทั้งสามแบบครับ คือทั้ง IaaS, PaaS และ SaaS มีทั้งส่วนที่เป็น Free Cloud   และ  Commercial Cloud และมีการนำมาใช้ใน IMC Institute นับตั้งแต่่วันแรกที่เราเริ่มทำงาน โดยเรามีการนำ Cloud Computing  มาใช้งานหลายๆส่วนดังนี้

การทำเว็บไซต์

เมื่อต้องทำเว็บไซต์ขององค์กร (www.imcinstitute.com) เราก็มีคำถามว่าเราจะทำเองหรือ Outsource แต่เนื่องจากเราต้องการที่จะอัพเดทเว็บไซต์บ่อยๆเราจึงเลือกที่จะทำเองโดยใช้ Joomla แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะหาเครื่อง  Server จากไหน จะติดตั้งเองหรือไม่ สุดท้ายเรามาคิดกันว่าน่าที่จะใช้บริการ Web Hosting ที่เป็น Cloud ที่ให้บริการแบบ PaaS เราก็เลยเลือกใช้  Hostmonster  ที่มีเว็บไซต์โอสต์อยู่เป็นล้านไซต์ และก็ใช้ Cloud Infrastructure ที่มีความเสถียร และสามารถจะเลือก install โมดูลต่างๆได้รวดเร็ว แต่บางครั้งเราอาจจะยังแยกยากระหว่าง  Web Hosting  กับ Cloud Infrastructure ทำให้หลายๆคนเข้าใจไปว่า Web Hosting ทุกแห่งคือ  Cloud Service

Image

ระบบอีเมล์

ในแง่ของอีเมล์ค่อนข้างจะตัดสินใจง่าย เพราะยังไงเสียระบบอีเมล์ในปัจจุบันก็ต้องใช้ Cloud SaaS ซึ่งทางเราเลือกใช้บริการ  Google Apps for Business ที่มีทั้งระบบเมล์ Calendar การทำเอกสารร่วมกันผ่าน Google Docs ทำให้สะดวกต่อการทำงานแบบร่วมกัน และสามารถเข้าถึงระบบได้ตลอดเวลา จากทุกที่ และทุกอุปกรณ์ โดยมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งาน และองค์กรก็ไม่ต้องเสียเวลามาบริหารระบบไอทีเอง

Image

ระบบบริหารงานลูกค้า

เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนา Application ระบบ  CRM  ของลูกค้า โดยเฉพาะระบบบริหารงานการฝึกอบรม ในตอนแรกก็ลังเลว่าจะใช้  Salesforce ที่เป็น  SaaS Cloud  ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ  $25/ผู้ใช้/เดือน  หรือไม่ แต่เมื่อมาดูระบบ CRM ของ Salesforce แล้วคิดว่าเหมาะกับงานขายทั่วไปมากกว่า เราจึงเลือกใช้ Force.com ซึ่งเป็น PaaS Cloud  ที่เป็น Salesforce Engine มาพัฒนาโปรแกรมเอง โดยมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนใก้ลเคียง แต่เราสามารถที่จะปรับปรุง  Application  ขององค์กรได้ ซึ่งเราใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ในการพัฒนาระบบ CRM ใหม่ขึ้นมาเนื่องจาก Force.com มีโมดูลต่างๆที่ดีอยู่แล้ว ทำให้เราได้  Application ที่สามารถบริหารการฝึกอบรมได้อย่างรวดเร็ว โดยเรามีฐานข้อมูลของลูกค้าหลายหมื่นราย

Image

การแชร์ไฟล์ภายใน

องค์กรจำเป็นต้องมีแชร์  storage ที่สามารถจะ  sync ได้ทุกอุปกรณ์ ในที่นี้องค์กรเลือกที่จะใช้  Dropbox  ที่เป็น SaaS Cloud ในการแชร์เอกสารต่างๆ และพยายามลดการส่ง ไฟล์ขนาดใหญ่ทางอีเมล์ Dropbox ที่เป็น Free Edition จะมีข้อจำกัดอยู่ที่การให้พื้นที่เพียง  2 Gb หน่วยงานที่ต้องการพื้นที่มากๆอาจต้องพิจารณาเลือกใช้ Dropbox Pro หรือ Dropbox for Business ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร

Image

การแชร์เอกสารภายนอก

IMC Institute  มีเอกสารที่เป็น  slide และเอกสารทั่วไปที่จะแชร์ให้กับบุคคลภายนอก ในกรณีนี้ทางเราเลือกที่จะใช้ Slideshare โดยในปัจจุบันเราจะ Upload เอกสารต่างๆขึ้น Slideshare ที่จัดว่าเป็น SaaS แบบหนึ่ง โดยทางเราเลือกใช้เวอร์ชั่น Pro เพื่อที่จะทราบข้อมูลของผู้ที่ download  slide เราไปด้วย นอกจากนี้ก็การแชร์เอกสารผ่าน  Google Docs โดยเฉพาะเอกสารการฝึกอบรมต่างๆ

Image

การพัฒนา Applications

ทาง IMC Institute  มีการพัฒนา Application เพื่อวิเคราะห์ Big Data ที่อยู่บน Social Media เช่น Facebook Analytic  ในกรณีนี้ทางเราไม่ได้จัดหา Server  เองเพราะต้องใช้  Server  ขนาดใหญ่เราจึงเลือกใช้ IaaS และ PaaS Cloud

ในส่วนของ IaaS การพัฒนา Big Data  เราเลือกใช้  Cloud ของ Amazon  ทั้ง Amazon EC2, S3 และ Elastic Map Reduce ส่วนในกรณี  PasS ที่ใช้พัฒนา Java Application  เราเลือกใช้บริการของ Heroku

Image

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพียงให้ทุกท่านเห็นภาพว่าเราสามารถใช้  Cloud Computing ได้จริง โดยไม่ต้องลงทุนในการจัดหาระบบมากนัก และเสียค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงเป็นรายเดือน