การพัฒนา Digital strategy เพื่อการทำ Digital Transformation ขององค์กร

 

ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเห็นผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มาเปลี่ยนแปลงธุรกิจต่างๆทั้งด้านการค้าปลีก ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ด้านการเงินการธนาคาร และอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วก็เริ่มพูดถึงการทำ Digital Transformation ในองค์กร ผมเองมีโอกาสได้ดู Webinar ของ MIT ซีรีย์ Innovation@work ในหัวข้อ Digital disruption: transforming your company for the digital economy ได้พูดเรื่องนี้ไว้น่าสนใจดังนี้

เทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังทำให้เกิด Business disruption ที่สำคัญคือ SMACIT ซึ่งได้แก่ Social, Mobile, Analytics, Cloud และ Internet of Things ซึ่งฝ่ายไอทีหลายๆองค์กรต่างก็ไปทำกลยุทธ์ไอทีในเรื่องเหล่านี้เช่นการทำ Social media strategy, Mobile strategy, Big data & analytics strategy, Cloud strategy หรือ BYOD strategy ดังแสดงในรูปที่ 1

Screenshot 2018-01-19 11.41.42

รูปที่ 1 กลยุทธไอทีขององค์กร

แต่สิ่งสำคัญที่ธุรกิจควรเข้าใจคือความหมายของ Digital disruption ที่มันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในธุรกิจที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทำให้เกิดคู่แข่งรายใหม่ที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ หรือสามารถมีช่องทางในการตลาดได้ดีกว่าเดิม ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องมี Digital strategy มากกว่าการพัฒนา IT strategy และต้องเห็นว่าแผนกไอทีคือแกนหลักของธุรกิจไม่ใช่แผนกสนับสนุนอีกต่อไป

Digital strategy คือการทำ Business strategy ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล SMACIT เข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการตลาด ผลิตภัณฑ์ และบริการ โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญอยู่สองด้านคือ การเข้าถึงลูกค้า (customer engagement) และการทำ Digitized solutions

Digital strategy จะมุ่งเป้าไปที่กลยุทธ์ด้านใดด้านหนึ่งในสองด้านนี้ ถ้าต้องการจะเน้นถึงการเปลี่ยนแปลงช่องทางการตลาดก็จะเป็นการมุ่งเป้าไปที่การทำกลยุทธ์  Customer engagement โดยยกตัวอย่างของห้างสรรพสินค้าอย่าง Nordstrom ที่ปรับช่องทางตลาดจากห้าง ไปสู่ Online channel, Multi-channel จนเป็น Seamless experience ที่ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการและสร้างความประทับใจได้หลากหลายช่องทางดังรูปที่ 2 แต่ถ้ากลยุทธ์เน้นที่การเปลี่ยนแปลงโมเดลเชิงธุรกิจก็อาจมุ่งเป้าไปที่การทำกลยุทธ์ Digitized solutionsโดยยกตัวอย่างของบริษัท Schindler ที่ขายสินค้าอย่างลิฟท์และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเก็บข้อมูลต่างๆของลิฟท์ในการบำรุงรักษา เพื่อที่จะเปลี่ยนธุรกิจมาสู่ด้านบริการให้สามารถที่จะเข้าบำรุงรักษาได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ผู้ใช้จะเรียกใช้บริการเมื่อประสบปัญหาต่างๆดังรูปที่ 3

Screenshot 2018-01-19 11.42.50

รูปที่ 2 กลยุทธ์  Customer engagement ของ Nordstrom

Screenshot 2018-01-19 11.43.11

รูปที่ 3 กลยุทธ์  Digitized solutions ของ Schindler

แต่ทั้งนี้การทำ Digital transformation ได้โดยใช้กลยุทธ์ด้านใดด้านหนึ่งในสองด้านนั้น องค์กรจะต้องมี Opeartional backbone กล่าวคือมีระบบ ERP, CRM หรือ HR ที่ดีและมีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกอุปกรณ์ หากขาดส่วนนี้ไปก็จะทำการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลลำบาก และเมื่อต้องการทำ Digital transformation แล้วจะต้องเพิ่ม Backbone รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Digital business backbone ดังรูปที่ 4

Screenshot 2018-01-19 11.42.24

รูปที่ 4  Digital strategy

Operational backbone คือรูปแบบที่ต้องมีก่อนจะทำ Digital transformation ซึ่งจะเป็นการเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร แต่ Digital business backbone จะเน้นในการทำ Digital business strategy ทำระบบดิจิทัลให้เกิดความคล่องตัว (Agile) และสร้างความร่วมมือ (collaboration) และเชื่อมต่อกับคู่ค้าหรือหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ได้ ทั้งนี้หัวใจสำคัญของ Digital business backbone คือการทำการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data analytics) ที่จะต้องมีข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ต้องมี Micro-services ที่จะทำให้คู่ค้าเข้าถึงระบบและสร้างความร่วมมือได้อย่างรวดเร็วและเกิดความคล่องตัว สุดท้ายก็ต้องสามารถเชื่อมต่อ (Connectivity) กับคู่ค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

จากที่กล่าวมาการทำความเข้าใจนิยามของ Digital strategy อาจไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่การที่จะทำกลยุทธ์ให้เกิดขึ้นได้จึงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะกับองค์กรจำนวนมากในบ้านเราที่แม้แต่ Operational backbone ยังไม่มีความพร้อมอยู่เลย

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

มกราคม 2561

Digital Skill ที่คนไทยควรมีถ้าจะต้องก้าวไปสู่ Thailand 4.0

ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ผมมีโอกาสเข้าร่วมทำงานเป็นคณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและพัฒนากําลังคนเพื่อรองรับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ของสำนักงานการอุดมศึกษา และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใหญ่ในวงการการศึกษาหลายท่านในเรื่องของกำลังคน และทักษะทางด้านดิจิทัลที่คนไทยควรจะมีเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพยายามที่เน้นเรื่องของ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมาก การเตรียมการบุคลากรในอนาคตคงต้องรองรับทั้งกลุ่มที่เป็นักวิชาชีพด้านไอทีและคนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้ที่ต้องมีทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูง

เรามักจะเข้าใจคนไทยเราเก่งด้านการใช้ไอที เด็กรุ่นใหม่เราเรียนรู้การใช้ไอทีเก่ง ทั้งการใช้ Computer, SmartPhone การเล่น Social Media หรือ โปรแกรมต่างๆ แต่ผมมักจะบอกกับคนว่าเด็กเราขาดทักษะทางด้านดิจิทัล เพราะทักษะทางด้านดิจิทัลไม่ใช่แค่การใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ และมันมีองค์ประกอบหลายๆด้าน เคยบอกกับบางท่านว่า SME ไทยจำนวนมากใช้อีเมลไม่เป็น ท่านก็เข้าใจว่าผมหมายถึงการรับส่งอีเมลและก็มาโต้แย้งกับผม จริงๆแล้วทักษะการใช้อีเมลมันมีความหมายมากกว่าการรับส่งแต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่ต้องเปลี่ยนไป เช่นการส่ง cc, bcc หรือการแนบไฟล์ต่างๆ รวมถึงวิธีการส่งที่เหมาะสม แต่คนเราก็ยังมักส่งอีเมลเสมือนว่าเป็นเครื่องมือธรรมดาแบบหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียนรู้ทักษะวิธีการเขียน ความสำคัญของการแนบเอกสารหรือการส่งข้อมูลต่างๆ

ในการประชุมอนุกรรมการวางแผนฯก็มักจะถกกันเรื่องเครื่องมือที่จะมาใช้วัดทักษะทางด้านดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัย บางหน่วยงานก็พยายามคิดการสอบที่เป็นการใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆเช่น Word, Excel หรือการใช้อีเมล จริงๆแล้วทักษะดิจิทัลมันมีเรื่องอื่นๆที่สำคัญมากกว่าการใช้เครื่องมืออีกมาก ทุกวันนี้นโยบาย Digital Economy ไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งก็ติดที่ทักษะของบุคลากรภาครัฐไม่เพียงแต่ใช้เครื่องมือไม่คล่องแล้วยังรวมถึงการขาด Digital Mindset และวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กร การศึกษาเราก็สอนแต่ให้นักเรียน นักศึกษาใช้เครื่องมือโดยไม่เข้าใจคำว่า ทักษะดิจิทัล ที่เด็กควรมี

map_no_topics

เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้ทาง รศ.ดร.บวร ปภัสราทร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการได้กรุณานำเสนอ Digital Skills Metro Map อันนี้ซึ่งเป็นของประเทศไอร์แลนด์ที่ใช้ในการกำหนดองค์ความรู้และทักษะทางด้านดิจทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขาทุกคน แผนที่อันนี้น่าสนใจมากและเป็นแบบ Interactive เราคุยกันแล้วเห็นด้วยครับว่า ถ้าประเทศไทยจะก้าวไปเป็น  Thailand 4.0  เราจะต้องทำให้คนไทยจำนวนมากมีทักษะแบบนี้ให้ได้ ภาคราชการและภาคเอกชนก็ต้องมีบุคลากรที่มีทักษะดังภาพ ซึ่งผมเห็นแล้วบุคลากรไทยเรายังห่างไกลกันอีกมาก เผลอๆกลุ่มแรกที่ต้องจับ Re-skill ก็คือผู้บริหารภาครัฐทั้งหมด แล้วบังคับให้ทำงานแบบใช้ Digital Skill เหล่านี้ พร้อมทั้งต้องสร้าง Digital Mindset/Culture ในทุกองค์กร

ทักษะหกด้านที่จำเป็นต้องมีคือ

  • Tools & Technologies คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะตามเทคโนโลยีได้ทันทั้งหมด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องให้มีทักษะความเข้าใจพื้นฐานว่าเครื่องมือต่างๆเหล่านี้ทั้ง Hardware, Software ทำงานได้อย่างไร อะไรคือความสามารถของเทคโนโลยีและมีข้อจำกัดอย่างไร จะเห็นได้ว่าต้องครอบคุลมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆด้วยอย่าง  Internet of Things หรือ  Collaboration Tools
  • Find & Use ซึ่งไม่ได้แค่ความสามารถในการค้นข้อมูลจาก Google หรือ Search Engine ต่างๆได้ แต่มันรวมถึงความสามารถในการที่วิเคราะห์และตัดสินใจข้อมูลที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกอินเตอร์เน็ตได้ รวมถึงทักษะในการอ้างอิงข้อมูลต่างๆเหล่านี้ และเข้าใจถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูลและการนำไปใช้
  • Teach & Learn  การเรียนการสอนแบบใหม่จะต้องให้ผู้มีเรียนและผู้สอนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกต้อง การใช้เครื่องมือบางอย่างเช่น Presentation Tools เป็นเรื่องดี แต่ถ้าขาดทักษะและความเข้าใจที่ดีแล้วก็อาจทำให้การเรียนการสอนขาดคุณภาพได้ จึงจำเป็นต้องเข้ากระบวนการการเรียนการสอนแบบใหม่ การใช้เครื่องมือ การออกแบบหลักสูตร และเรื่อง Critical Thinking
  • Communication & Collaborate โลกของดิจิทัลทำให้ทุกคนเชื่อมต่อกัน สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น รูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องให้มีทักษะในการทำงานแบบใหม่ การใช้เครื่องมือต่างๆเช่น อีเมล, Video Conference, Wiki, Messaging, Colloboration Tools การแชร์ข้อมูล เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในสถานที่ต่างๆ
  •  Create & Innovate เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เราสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆได้มากมาย ทั้งข้อความ รูปภาพ ซอฟต์แวร์ หรือบริการต่างๆ เราต้องมีทักษะในการสร้างเนื้อหาดิจิทัลเหล่านี้เช่น Digital Images, Graphics Design รวมถึงการเขียนโปรแกรมที่คนทุกคนควรมีทักษะ เพื่อที่จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆได้
  • Identity & Wellbeing โลกดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการใช้งานจากภัยคุกคามต่างๆ เราจำเป็นต้องสอนให้คนมีทักษะที่เข้าใจในเรื่องปกป้องข้อมูลตัวเอง การเก็บรหัสตัวตนต่างๆ รวมถึงความรับผิดชอบในการดูแลและป้องกันข้อมูลของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา รวมถึงการมีจรรยาบรรณในการใช้งาน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นนะครับและพอสรุปได้นะครับว่า เรามีทักษะด้านดิจิทัลที่แท้จริงแค่ไหน ถึงเวลาหรือยังครับที่ต้องพัฒนาหลักสูตรอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไม่ใช่ให้แต่เรียนรู้การใช้เครื่องมือแต่มันต้องมีทักษะอื่นๆอีกมากมายเช่น Find & Use, Communication & Collorate ทำอย่างไรให้คนจบอุดมศึกษาทั้งประเทศ Coding  เพราะต่อไปการใช้เครื่องมือต่างๆแม้แต่รถยนต์ก็อาจต้องการทักษะแบบนี้ ถึงเวลาที่เราต้องมาพัฒนาครูอาจารย์กันใหม่ ข้าราชการก็เป็นกลุ่มที่สำคัญที่ต้องมีทักษะเหล่านี้ ถ้าข้าราชการใหญ่ยังไม่มีทักษะแบบนี้ต่อให้เปลี่ยนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกกี่คน Digital Economy ก็คงไปไม่ถึงไหน และนโยบาย Thailand 4.0 ก็คงเป็นแค่ Hit and Run Campaign อีกรายการหนึ่งของภาครัฐ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

 

องค์กรต้องมี Digital Culture ก่อนเราถึงจะเป็น Thailand 4.0 ได้สำเร็จ

nmculture

ผมไม่ได้เขียนอะไรบล็อกนานหลายเดือน ทั้งๆที่ไอซีทีในประเทศมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงมากมาย เราเพิ่งได้กระทรวงในชื่อใหม่ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” เรามีการจัดงานหลายงานทั้ง Start-up Thailand หรือ  Digital Thailand  รัฐบาลเองก็เริ่มพยายามเน้นคำว่า Thailand 4.0  เพื่อพยายามจะบอกว่าประเทศเราต้องก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงก็เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล

รัฐบาลเองก็ได้อนุมติแผนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมที่ได้กล่าวถึงหลายๆยุทธศาสตร์ที่จะมาปรับประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล เตรียมงบลงทุนไว้ถึง 20,000 ล้านบาทเพื่อที่วางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งการขยาย  Broadband  ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆในประเทศ การลงทุนด้าน Gateway ออกสู่ต่างประเทศ และมีแผนต่างๆอีกมากมาย

จริงๆแล้วคนไทยจำนวนมากสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ในยุค 4G  ที่เรามีการใช้  Smartphone กันอย่างมากมาย คนไทยเล่นไอทีเพื่อความบันเทิงไม่น้อยหน้าชาติอื่นในโลก เรามีจำนวนคนที่อยู่ในโลก Social Media ไม่น้อยกว่าชาติอื่น แต่พอมาถึงคำว่า  Thailand 4.0 ผมว่ามันมีคำมากกว่า “เข้าถึงและใช้เป็น”  ใช่ครับคนไทยเราใช้ไอทีเป็นแต่เราใช้โดยไม่ได้มี  Digital Mindset ในการทำงาน การจะเปลี่ยนแปลงสู่ Thailand 4.0 ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเราไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรโดยเฉพาะภาคราชการ และกลุ่ม SME หรือแม้แต่หน่วยงานเอกชนรายใหญ่ๆ

เรายังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายๆอย่างเรายังทำงานเหมือนเดิมแต่เราใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงแค่เครื่องมือบางอย่างแต่เรายังมีวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม เรายังเดินทางไปร่วมประชุมกัน น้อยรายที่จะใช้ Confererence Call หรือ NetMeeting ภาคราชการก็จะต้องจัดประชุมโดยเรียกข้าราชการมานั่งรับฟังนโยบายแทนที่จะ  Broadcast ผ่าน Internet  เรายังทำเอกสารโดยใช้ Word, Excel แบบส่งกันไปมาโดยไม่รู้จักการใช้งานแบบ Collaboration เรายังใช้ Thump Drive ในการส่งไฟล์ไปมากแทนทีจะใช้  Share storage เรายังต้องมีเอกสารมากมายในการทำงานในการประชุม ข้อสำคัญบ่อยครั้งเราทำงานโดยขาดข้อมูลที่ควรอยู่บนโลกออนไลน์ที่ควรค้นได้ง่าย

ผมยังมองไม่ออกเลยครับว่าเราจะก้าวสู่  Thailand 4.0 ได้อย่างไรถ้าองค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังไม่มี Digital Culture ซึ่งมันมีคงความหมายมากกว่าการใช้ไอทีเป็น แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงการทำงานขององค์กร ต้องเข้าใจวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในโลกดิจิท้ล องค์กรที่จะมีวัฒนธรรมดิจิทัลต้องมีองค์ประกอบหลายๆเรื่อง ผมขอลองยกมาให้ดูบางประเด็น แล้วจะตอบได้ว่าประเทศเราพร้อมเข้าสู่  Thailand 4.0 มากน้อยแค่ไหน

  1. Transparency (ความโปร่งใส) โลกดิจิทัลทำให้หลายอย่างสามารถเปิดเผยออกมาได้ ทุกคนจะต้องแชร์ข้อมูล คนทำงานต้องกรอกข้อมูล ต้องทำงานแบบออนไลน์ทันทีทันใด ข้อมูลหลายอย่างจะเชื่อมโยงกัน องค์กรที่จะอยู่ในโลกดิจิทัลต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ประเทศที่มีปัญหาการคอรัปชั่นที่สูง ย่อมยากต่อการก้าวสู่ Digital Transformation
  2. การแบ่งปัน  (Sharing) วัฒนธรรมดิจิทัลที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการ Sharing  บุคลากรในองค์กรต้องพร้อมที่จะแบ่งปันข้อมูลต่างๆทางออนไลน์ คนจะต้องมีวัฒนธรรมในการแบ่งปันในเรื่องต่างๆ การให้ข้อมูล การแบ่งปันทรัพยากร มันถึงจะลดการใช้เอกสารต่างๆได้
  3. การทำงานร่วมกัน (Collaboration) องค์กรที่มีวัฒนธรรมดิจิทัลต้องมีการทำงานแบบร่วมกัน ในโลกไอทีก็อาจหมายถึง การทำเอกสารร่วมกัน การประชุมออนไลน์ การใช่ข้อมูลร่วมกัน ซึ่งลักษณะแบบนี้องค์กรจะค่อนข้าง Flat ไม่มีขั้นตอนการสั่งงานมากมาย
  4. การใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data Driven)  องค์กรจะต้องตัดสินใจการทำงานต่างๆโดยใช้ข้อมูล มากกว่าความรู้สึก นั้นก็หมายความว่าวัฒนธรรมองค์กรจะต้องทำให้บุคลากรทุกระดับรู้จักใช้ข้อมูล มีการป้อนข้อมูล เก็บข้อมูล และนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ
  5. มีความคล่องตัว (Agility) องค์กรต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะในโลกดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากที่กล่าวมาเป็นแค่ตัวอย่าง เราลองมาคิดดูว่าประเทศไทยเราพร้อมถึงจุดนั้นหรือยัง เราจะเปลี่ยนแปลงให้ได้ถึงจุดนั้นไหม หรือสุดท้ายคำว่า Thailand 4.0 จะเป็นแค่คำพูดการตลาดที่สวยหรูอีกครั้ง

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute