การแข่งขันด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยบนเวทีอาเซียน

ในตอนที่แล้วผมได้เขียนถึง ขีดความสามารถการแข่งขันด้าน ICT ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศใน ASEAN ซึ่งได้กล่าวถึงข้อมูลชี้วัดที่หน่วยงานต่างนำมาเปรียบเทียบ ซึ่งจากข้อมูลที่มีจะสังเกตุเห็นว่า ศักยภาพของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซี่ยนแล้วเรายังอยู่ในสภาวะที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่พอสมควร

ในตอนนี้ผมจึงอยากจะลองเอาข้อมูลชี้วัดที่น่าเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มาให้ดู โดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งใน ASEAN และได้แสดงเป็นภาพกราฟฟิกดังรูปนี้

Screen Shot 2556-02-09 at 9.51.56 AM

ด้านจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์

เมื่อเดือนมิถุนายน 2012 ทาง Evans Data Corp (EDC) ได้ข้อมูลประมาณการณ์จำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้วโลก ซึ่งรวมตั้งแต่โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ จนถึงผู้บริหารโครงการว่ามีประมาณ 17.2 ล้านคนในปี 2012 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 24.7 ล้านคนในปี 2018 โดยระบุว่าในปี 2012 ประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนมากที่สุดคือ 3.5 ล้านคน ตามด้วยอินเดีย 2.5 ล้านคน และจีน 9 แสนคน แต่คาดการณ์ว่าในปี  2018  จำนวนนักพัฒนาในประเทศอินเดียจะเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวน 4.8 ล้านคน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา 4.6 ล้านคน จีน 1.6 ล้านคน รัสเซีย 1.2 ล้านคน และไทยก็ติดอันดับ 10 ด้วยจำนวน 377,100 คน

หากดูข้อมูลด้านนี้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆใน ASEAN ประเทศไทยจะดูโดดเด่นมาก เพราะจำนวนที่คาดการณ์ในปี 2012 ของประเทศไทยจะมีประมาณ 263,800 คน เป็นอันดับที่ 15 ของโลกและเป็นอันดับ 5ในภูมิภาค  APAC  ขณะที่ประเทศคู่แข่งใน ASEAN อย่าง ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ  6 ใน APAC มีจำนวน 187,000 คน เวียดนามอยู่อันดับ  8 ใน APAC มีจำนวน 152,900 คน อินโดนีเซียอยู่อันดับ  9 ใน APAC มีจำนวน 141,200 คน และมาเลเซียอยู่อันดับ  10 ใน APAC มีจำนวน 99,400 คน

จำนวนบริษัทที่ได้มาตรฐาน CMMI

CMMI คือ มาตรฐานกระบวนการในการพัฒนางาน ย่อมาจาก Capability Maturity Model Integration ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในการพัฒนาซอฟต์แวร์ของทั่วโลก ล่าสุดทาง Software Engineering Institute  ของ Carnegie Mellon University ที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ได้รายงานจำนวนบริษัททั่วโลกที่ประเมินผ่าน CMMI จนถึงเมื่อเดือนกันยายน 2012  มีจำนวน 6,272 ราย โดยเป็นบริษัทในประเทศจีน 2,128 ราย  บริษัทในสหรัฐอเมริกา 1,416 ราย และบริษัทในอินเดีย 581 ราย ขณะที่ประเทศไทยมีจำนวน 63 ราย โดยเราสามารถดูรายงานฉบับนี้ได้ที่ http://cmmiinstitute.com/wp-content/uploads/2012/11/2012SepCMMI.pdf


Screen Shot 2556-02-09 at 9.51.25 AM

สำหรับจำนวนบริษัทที่ได้รับมาตรฐาน CMMI และยังรักษาสถานภาพไว้อยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยมีทั้งหมด 36 บริษัท โดยเป็นระดับ  5 ถึง  4  บริษัทคือ บริษัท Avalant บริษัท CPF บริษัท Wealth Management System Limited และ บริษัท GoSoft โดยประเทศไทยมีจำนวนบริษัท CMMI ในปัจจุบันมากที่สุดใน ASEAN ตามมาด้วยมาเลเซีย 27 บริษัท เวียดนาม 23 บริษัท ฟิลิปปินส์ 17 บริษัท สิงคโปร์ 10 บริษัท  และ อินโดนีเซีย 1 บริษัท ซึ่งเราสามารถที่จะดูรายชื่อของบริษัทที่ได้ CMMI ณ ปัจจุบัน ทั้งหมดจากเว็บไซต์ https://sas.cmmiinstitute.com/pars/pars.aspx 

การเป็นแหล่งทางด้าน Outsourcing

ทาง AT Kearney ได้ออกรายงานเรื่อง “Global Services Location Index 2011”ระบุประเทศต่างๆที่มีความน่าสนใจในการทำ Outsourcing โดยมีตัวชี้วัดจากสามด้านคือ  ความน่าสนใจในการลงทุน  (Financial attractiveness)  ความสามารถและความพร้อมของคน (People skills and availabilty) และ สภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ (Business Environment) ซึ่งในรายงานระบุว่าประเทศอินเดียมีความน่าสนใจเป็นอันดับ  1 ตามด้วยประเทศจีน และมาเลเซีย ส่วนประเทศไทยมีความสนใจในการเป็นแหล่งในการทำ Outsourcing อันดับที่ 7 ของโลก (ทั้งนี้ประเทศเราหล่นจากที่เคยเป็นอันดับที่ 4 เมื่อปี 2009) โดยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆใน ASEAN ทางอินโดนีเซียอยู่อันดับ 5 เวียดนามอันดับ 8 และฟิลิปปินส์อันดับ 9

จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งที่น่าสนใจในการทำ  Outcsourcing ของโลก แต่เราจะพบว่าอุตสาหกรรมด้านนี้จะมีน้อยมากในประเทศไทย ซึ่งผมเองก็เคยเขียนบล็อกเรื่อง “ประเทศไทยติดอันดับประเทศน่าดึงดูดในการทำ Outsourcing แต่ไม่มีอุตสาหกรรมด้านนี้

นอกจากนี้เมื่อมกราคมปี  2012 ทาง Tholons ได้ออกรายงานระบุเมืองที่ติด 100 อันดับในการทำ Outsourcing ทั่วโลกโดยดูจากปริมาณการจ้างงาน ความน่าสนใจ และแนวโน้ม จะพบว่าแหล่งที่น่าสนใจจะอยู่ทางเอเซียใต้ โดยมีเมืองที่ติดอันดับ 1 ถึง 7 ล้วนแต่เป็นเมืองในประเทศอินเดีย โดยมีเมือง Bangalore เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย Mumbai และ  Delhi ส่วนกรุงมะนิลาเป็นเมืองเดียวนอกประเทศอินเดียที่ติด 1 ใน  7 คือมีคะแนนมาเป็นอันดับ  4 และหากมาพิจารณาเฉพาะประเทศในกลุ่ม ASEAN  จะเห็นว่าเมืองในประเทศฟิลิปินส์ติดอันดับหลายเมืองมากเช่น Cebu เป็นอันดับ 9 นอกจากนี้เรายังเห็นว่าเมืองในประเทศเวียดนามก็เป็นแหล่งที่น่าสนใจในการทำ Outsourcing  โดย Ho Chi Minh ติดอันดับ 17 และ Hanoi  ติดอันดับ 21 ขณะที่กรุงเทพมหานครคะแนนลด10 อันดับ ตกมาที่ 87 จากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011

Screen Shot 2556-02-08 at 9.11.53 AM

กล่าวสรุปจะเห็นว่าการจัดอันดับประเทศไทยในด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ในเรื่องของคน ของมาตรฐาน และความน่าสนใจในการลงทุน อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แต่เรายังขาดการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้อุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะการลงทุนจริงทางด้าน Outsourcing จากต่างประเทศไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ขีดความสามารถการแข่งขันด้าน ICT ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศใน ASEAN

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให่ไปบรรยายที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “Shaping Thailand and AEC with ICT – Master Plan” โดยบรรยายร่วมกับ คุณไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผอ.สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งชาติ และ ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน ASEAN จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามหนึ่งที่ถูกถามจากผอ.ไตรรัตน์และทางผมกับดร.การดีตอบเหมือนๆกันคือ หากจัดอันดับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยเมื่อเที่ยบกับประเทศอื่นๆใน ASEAN แล้วประเทศเราอยู่ตรงไหน

ผมกับดร.การดีจะมองว่าในอาเซียน ประเทศสิงคโปร์เขานำหน้าไปไกล ซึ่งทางดร.การดีจัดว่าเป็นดิวิชั่นหนึ่ง ส่วนที่เป็นอันดับสองและสามจะคิดคล้ายกันคือมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งทางดร.การดีจัดให้ประเทศ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ ไทยจัดอยู่ในดิวิชั่นสอง ส่วนอินโดนีเซียและเวียดนามจัดอยู่ในดิวิชั่นสามด้านไอซีที ส่วน พม่า เขมร ลาว และ บรูไน ก็จัดว่าเป็นอีกดิวิชั่น ในแง่ของบรูไนแม้จะมีอัตราการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สูง แต่เนื่องจากจำนวนประชากรค่อนข้างน้อย และไม่ได้เน้นการแข่งขันด้านนี้มากนัก จึงทำให้ยังไม่สามารถที่จะสู้กับประเทศอื่นๆในอาเซียนได้

เพื่อให้เราเข้าใจถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านไอซีทีของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งที่สำคัญผมเลยทำภาพกราฟฟิกง่ายๆมาเปรียบเทียบให้ดูในด้านต่่างๆดังนี้

Screen Shot 2556-01-24 at 11.42.27 PM

ด้าน IT Industry Competitiveness

ทาง Economic Intelligence Unit (EIU) ได้ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมไอทีเมื่อปี 2011 โดยพิจารณาจาก้านต่างๆและมีคะแนนในหกกลุ่มคือ ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที  ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านงานวิจัยไอที ด้านกฎหมายไอที และด้านการสนับสนุนของภาครัฐบาล ปรากฎว่าประเทศที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยฟินแลนด์ และสิงคโปร์อยู่อันดับสาม (คะแนน 69.8) ซึ่งขึ้นมา 6 อันดับจากการสำรวจเมื่อปี 2009

สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 31  (คะแนน 44.1; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 42) ประเทศไทยอยู่อันดับ 50  (คะแนน 30.5; ตกจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่  49) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 52  (คะแนน 27.9; ตกจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่  51) เวียดนามอยู่อันดับ 53  (คะแนน 27.1; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่  56) และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 57  (คะแนน 24.8; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 59) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆที่สำคัญในอาเซียน ผมอาจพอที่ให้ Like  ในการประเมินด้านนี้แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง

ข้อมูลการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถเข้าไปดูได้ที่ The IT Industry Competitiveness Index

The IT Industry Competitiveness Index

ด้าน E-Government Readiness

ทาง  United Nations Public Administration Network (UNPAN) จะมีการจัดอันดับ E-Government Readiness ออกมาทุกสองปี โดยจะมองในด้านต่างๆที่แบ่งเป็นสามกลุ่มคือ ด้านการบริการออนไลน์ ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีที และด้านบุคลากร โดยล่าสุดในปี 2012  ได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก  (คะแนน 0.8474 ขึ้นมาจากอันดับที่ 11 เมื่อปี 2010) โดยประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งในการสำรวจนี้คือเกาหลีใต้ ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเดนมาร์ก

สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 40  (คะแนน 0.6703 ตกมาจากอันดับที่ 32 เมื่อปี 2010)  บรูไนอยู่อันดับ 54  (คะแนน 0.6250 ขึ้นมาจากอันดับที่ 68 เมื่อปี 2010) เวียดนามอยู่อันดับ 83  (คะแนน 0.5217 ขึ้นมาจากอันดับที่ 90 เมื่อปี 2010)  ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 88  (คะแนน 0.5130 ขึ้นมาจากอันดับที่ 78 เมื่อปี 2010) ประเทศไทยอยู่อันดับ 92  (คะแนน 0.5093 ตกมาจากอันดับที่ 76 เมื่อปี 2010) และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 97  (คะแนน 0.4949 ขึ้นมาจากอันดับที่ 109 เมื่อปี 2010) เห็นคะแนนด้านนี้แล้วน่าตกใจเมื่อเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในอาเซียน และก็คงต้องคะแนน Unlike

Screen Shot 2556-01-26 at 11.57.20 AM

รายงานการสำรวจฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ที่ E-Government Survey 2012

ด้าน  Cloud Computing Readiness

Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีทีกำลังมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและการใช้ไอซีทีอย่างมาก Asia Cloud Computing Association  ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความตระหนักและสำรวจข้อมูลการใช้  Cloud Computing  ในเอเซีย จะจัดทำผลสำรวจความพร้อมด้าน  Cloud Computing ของประเทศต่างๆในเอเซีย  14 ประเทศทุกปี โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่ปี 2011 โดยจะดูข้อมูลต่างๆทั้งในแง่ของ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงของดาต้าเซ็นเตอร์ ความปลอดภัยของข้อมูล ความพร้อมเรื่องระบบไฟฟ้า การสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งประเทศที่ได้รับการคัดเลือกให้มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งสองปีติดกันคือญี่ปุ่น และในปี 2012 ทางเกาหลีใต้เป็นอันดับสอง ตามด้วยฮ่องกง และสิงคโปร์

สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 8  (คะแนน 63.0 ตกมาจากอันดับที่ 7 เมื่อปี 2011) อินโดนีเซียอยู่อันดับ 11  (คะแนน 47.1 เป็นอันดับเดิมเมื่อปี 2011) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 12  (คะแนน 46.0 ขึ้นมาจากอันดับที่ 13 เมื่อปี 2011) ประเทศไทยอยู่อันดับ 13  ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายร่วมกับเวียดนาม  (คะแนน 44.9 โดยไทยตกมาจากอันดับที่ 10 ส่วนเวียดนามตกมาจากอันดับ 12 เมื่อปี 2011) ซึ่งเมื่อดูคะแนนจากผลการสำรวจด้านนี้ ก็คงต้องให้คะแนน  Unlike กับประเทศไทยอย่างแน่นอน

Screen Shot 2556-01-26 at 1.04.14 PM

สำหรับรายงานฉบับเต็มสามารถดูได้ที่ CLOUD READINESS INDEX 2012

ด้าน Internet Penetration

ข้อมูลอัตราส่วนการใช้อินเตอร์เน็ตต่อประชาการอาจจะมีหลายแหล่ง แหล่งหนึ่งที่นิยมมาใช้ในการอ้างอิงคือ Internet World Stats ที่ออกรายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2012 เปรียบเทียบข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก โดยในกลุ่มประเทศอาเซียนจะพบว่าประเทศที่มีอัตราส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตต่อประชากรสูงสุดคือ บรูไน 78% ตามด้วย สิงคโปร์ 75%  มาเลเซีย 60.7%  เวียดนาม 33.9% ฟิลิปปินส์ 32.4% ประเทศไทย 30.0% และอินโดนีเซีย 22.1% ซึ่งเมื่อดูข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตของเราเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียนแล้วคงต้องขอกด Unlike อีกครั้ง

Screen Shot 2556-01-26 at 1.11.37 PM

สำหรับข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกสามารถดูได้ที่ Internet World Stats

ด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตสำหรับเครื่อง Desktop

เมื่อเดือนเมษายน 2012 ทาง Google ได้วัดความเร็วในการโหลดเว็บจากอินเตอร์เน็ตของประเทศต่างๆทั่วโลก 50 ประเทศ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเร็วสูงสุดคือ Slovak ใช้เวลา 3.3  วินาที ตามด้วยเกาหลีใต้  3.5  วินาที สาธารณรัฐเช็ค เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยความเร็วอยู่ที่ 9.6 วินาที ซึ่งอาจช้ากว่าเวียดนามที่มีความเร็ว 6.6 วินาที แต่ก็ยังเร็วกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง มาเลเซีย 14.3 วินาที ฟิลิปปินส์ 15.2 วินาที และ อินโดนีเซีย 20.8  วินาที ดังนั้นเมื่อดูคะแนนความเร็วอินเตอร์เน็ตบนเครื่อง Desktop  แล้ว ก็คงพอกด Like ให้กับประเทศไทยได้

ด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตสำหรับ Mobile

การสำรวจอีกอันที่ทาง Google ทำควบคู่กันไปคือการวัดความเร็วในการโหลดเว็บจากอินเตอร์เน็ตผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเร็วสูงสุดคือ เกาหลีใต้ ใช้เวลา 4.8  วินาที ตามด้วยเดนมาร์ก  5.2  วินาที ฮ่องกง นอร์เวย์ และสวีเดน สำหรับประเทศไทยเนื่องจากเรายังไม่มีระบบ 3G ความเร็วจึงอยู่เพียง 16.3 วินาที และอาจช้ากว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง เวียดนาม 11.6 วินาที อินโดนีเซีย 12.4 วินาที มาเลเซีย 13.2 วินาที แต่อาจใก้ลเคียงกับฟิลิปปินส์ ดังนั้นเมื่อดูคะแนนด้านนี้แล้ว ก็คงต้องกด Unlike ให้กับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ผลการสำรวจของ Google สามารถดูได้ที่ Google Analytics

การก่อตั้งสมาคมสถาปนิกเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย

ผมจำได้ว่าตอนเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ก่อนผมเข้าทำงานที่ Software Park คนที่นั้นโทรมาหาผมขอให้ไปบรรยายเรื่อง SOA (Service Oriented Architecture) ในการประชุมวิชาการที่เรียกว่า ITARC ซึ่งย่อมาจาก IT Architect Regional Conference Thailand ก็เลยทำให้ทราบว่าในเมืองไทยเรามีชมรมที่เกี่ยวข้องกับ IT Architect ที่ชื่อว่า IASA Thailand ซึ่งก็เป็น Chapter ของ IASA (An Association for IT Architect) ซึ่งกลุ่มสถาปนิกไอทีที่มีสาขาต่างๆอยู่ทั่วโลกหลายที่ และก็มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และสอบประกาศนียบัตรด้าน IT Architect

Screen Shot 2556-01-19 at 10.54.09 PM

ในช่วงต้น IASA Thailand ดำเนินการโดยทีมงานของ สำนักงานส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจคอมพิวเตอร์ ( CCP ) ของ สวทช. โดยนายแพทย์สมิทธ์ สุขสมิทธ์ ท่านผู้อำนวยการสำนักในตอนนั้น และภายหลังทาง Software Park ก็นำมาช่วยดำเนินการต่อ โดยมีอดีตผอ.Software Park ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ เป็นประธาน ​ซึ่งกิจกรรมของชมรมส่วนใหญ่ก็คือการจัดสัมมนาและ  Training ในการที่จะสร้างความตระหนักเรื่องความสำคัญของ  IT Architecture ให้กับคนในกลุ่มไอที

เมื่อผมมารับตำแหน่ง ผอ. Software Park ก็มีการจัดกิจกรรมสัมมนาหลายครั้งและก็มีการประชุมกันกลุ่มตามโอกาสอันสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ประธานและสมาชิกชมรมพยายามผลักดันก็คือ การจะทำให้ชมรมนี้มีการจดทะเบียนเป็นสมาคมวิชาชีพ ทางสมาชิกชมรมก็ได้ปรึกษากันหลายๆครั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบังคับสมาคมและได้การสนับสนุนจากพนักงานใน  Software Park ในการที่จะดำเนินการจดทะเบียนสมาคม

แม้เราอาจจะใช้เวลาดำเนินงานในการจดทะเบียนค่อนข้างนาน เนื่องจากติดขัดเรื่องเอกสาร แต่สุดท้ายเมื่อปลายปี ทางกระทรวงมหาดไทยก็แจ้งเรามาว่าการจดทะเบียนสมาคมเรียบร้อยแล้วและให้เราไปชำระเงินค่าจดทะเบียน ในวันนี้เราจึงมีสมาคมวิชาชีพทางไอทีเกิดมาใหม่ที่ชื่อ  “สมาคมสถาปนิกเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย”  (สทสท )  หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thailand IT Architects Association” (TITAA)

สมาคมสถาปนิกเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดยอมรับวิชาชีพทางด้าน   IT Architect ทำให้สาขาวิชาชีพนี้เป็นที่ยอมรับและมีการรับรองคุณวุฒิ และประกาศนียบัตรต่างๆเหมือนอย่างสมาคมวิชาชีพอื่นๆเช่น วิศวกร แพทย์ และนักบัญชี นอกจากจะทำหน้าที่ ส่งเสริม และให้ความรู้่ เพื่อเกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพนี้ ตลอดจนทำหน้าที่ประสานงานกับภาครัฐ และหน่วยงานต่างๆในการส่งเสริมงานทางด้่าน IT Architect

ผู้ที่สนใจ สามารถที่จะดูรายละเอียดข้อบังคับของสมาคมได้ที่   >>   Link ข้อบังคับสมาคม

ซึ่งเพื่อให้จดทะเบียนได้ เราจำเป็นต้องมีนายกสมาคมและกรรมการ ซึ่งในตอนนั้นผมก็เลยต้องใส่ชื่อตัวเอง สมาชิกชมรมบางท่าน และพนักงาน Software Park มาเป็นกรรมการชั่วควารก่อน แต่ตั้งใจว่าเมื่อตั้งเป็นสมาคมเสร็จก็จะลาออกจากกรรมการ แล้วก็ให้สมาชิกมาเลือกกันใหม่

ที่สำคัญก็คือต้องมีการระดมหาสมาชิกที่สนใจในสมาคมนี้และมาทำงานร่วมกัน ตามข้อบังคับของสมาคมจะมีสมาชิกอยู่  4 ประเภทคือ

  • สมาชิกสมทบ ก็คือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของสมาคม 
  • สมาชิกสามัญ ก็เหมือนกับสมาชิกสมทบแต่จะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านหลักเกณฑ์ที่สมาคมกำหนด
  • สมาชิกสามัญวิชาชีพ จะต้องเป็นสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้วก็ประกอบวิชาชีพ IT Architect ผ่านการทดสอบหรือหลักเกณฑ์ที่สมาคมกำหนด
  • สมาชิกกิตติมศักดิ์

ซึ่งในเบื้องต้นคงจะต้องหาสมาชิกสามัญกัน โดยได้ปรึกษาหารือที่จะกำหนดเกณฑ์เบื้องต้นคือ เป็นบุคคลที่ทำงานด้านไอทีมาอย่างน้อย  4 ปี  ผมจึงได้ให้ทีมงานทำแบบฟอร์มใบสมัครแก่ผู้สนใจที่จะมาร่วม โดยสามารถ  Download แบบฟอร์มได้ที่ >>    ใบสมัครสมาชิก

อนึ่งการสมัครสมาชิกจะมีค่าสมัคร 20 บาทและค่าบำรุงรายปีๆละ  400  บาท  โดยในเบื้องต้นผมได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่ในการส่งเอกสารและเบอร์บัญชีชั่วควาร เพื่อจะให้ดำเนินงานต่อไปได้ โดยผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมได้ปรึกษากันแล้วเห็นว่าเราจะเปิดรับสมาชิกสามัญไปจนถึงวันที่   28 กุมภาพันธ์ จากนั้นวันที่   18  มีนาคม 2556 เวลา 17.00 น. เราจะมีประชุมใหญ่ของสมาชิก เพื่อแถลงวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม

สุดท้ายผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมก่อตั้งสมาคม จริงๆแล้วผมมีส่วนร่วมในงานนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับท่านอื่นๆ และคงต้องขอบคุณทีมงานในซอฟต์แวร์พาร์คทุกท่านที่ช่วยกันผลักดันให้สามารถจดทะเบียนสมาคมสำเร็จ

ผลงานซอฟต์แวร์ไทยกับการประกวด Asia Pacific ICT Awards


APICTA2012

Asia Pacific ICT Awards (APICTA) เป็นงานประกวดผลิตภัณฑ์ทางด้านซอฟต์แวร์ของประเทศในกลุ่มสมาชิก โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความตระหนักเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะทางด้านซอฟต์แวร์ และเพื่อลดช่องว่างเชิงดิจิตอลของประเทศสมาชิก นอกจากนี้ยังต้องการที่จะเปิดโอกาสให้บริษัทและหน่วยงานต่างๆได้นำผลิตภัณฑ์หรือผลงานในประเทศมาประกวดแข่งกัน เพื่อที่จะให้สามารถเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน อันจะมีผลทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมไอทีใหม่ๆ การกระตุ้นให้เกิดการใช้ซอฟต์แวร์ของประเทศสมาชิก การส่งเสริมการตลาดและการขายซอฟต์แวร์ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายให้กับบริษัทซอฟต์แวร์และหน่วยงานต่างๆในประเทศกลุ่มสมาชิก

APICTA มีสมาชิกจาก 16 ประเทศคือ ออสเตรเลีย บรูไน จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเก๊า มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2001 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และทางประเทศไทยเองก็มีโอกาสเป็นเจ้าภาพงานนี้ 3 ครั้งคือ ปี 2003 ที่กรุงเทพมหานคร ปี 2005 ที่เชียงใหม่ และ ปี 2011 ที่พัทยา

BizSpark

Builk.com 2011

remote_image_ab85a4f266

Neo Invention 2010

kittinun

Arunsawad 2012

apicta2002

CyberPlanet 2003

จากการประกวด APICTA 12 ครั้งที่ผ่านมา บริษัทและหน่วยงานในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ หลายๆรางวัลดังนี้

  • ปี 2003 บริษัท CyberPlanet ประเภท Entertainment Applications
  • ปี 2004 บริษัท CyberPlanet Interactiveประเภท Entertainment Applications
  • ปี 2005 บริษัท CT Asia ประเภท Communication Applications
  • ปี 2006 บริษัท Comanche ประเภท Tourism & Hospitality
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ประเภท Secondary Student Project
  • ปี 2007 บริษัท LarnGear Technology ประเภท Research & Development
  • บริษัท AISoft ประเภท Tourism & Hospitality
  • โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ประเภท Secondary Student Project
  • ปี 2009 บริษัท SSC Solutions ประเภท Industrial Applications
  • บริษัทการบินไทยจำกัด ประเภท Tourism & Hospitality
  • ปี 2010 บริษัท Neo Invention ประเภท e-Logistic and Supply Chain Management
  • บริษัท GeoMove ประเภท Tools and Infrastructure
  • ปี 2011 บริษัท Builk Asia ประเภท Industrial Applications
  • บริษัท Netka Systems ประเภท Tools and Infrastructure
  • บริษัท Nippon Sysits ประเภท Tourism & Hospitality
  • ปี 2012 บริษัท Arunsawad Dot Com ประเภท Financial Industry Applications และ บริษัท EcartStudio ประเภท Tools and Infrastructure

สำหรับในปี 2012  เราสามารถสรุป รางวัลของประเทศต่างๆได้เรียงลำดับดังนี้

  •  Hong Kong 5 Winners, 7 Merits
  • Singapore 3 Winners, 2 Merits
  • Australia 3 Winners, 2 Merits
  • Indonesia 2 Winners, 5 Merits
  • Thailand 2 Winners, 2 Merits
  • Malaysia 1 Winner, 9 Merits
  • Brunei 1 Winner, 4 Merits
  • Sri Lanka 4 Merits
  • Pakistan 4 Merits
  • Macau 2 Merits

การเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

วันนี้ของนำบล็อกเก่ามาเขียนใหม่ เพราะนึกถึงการบรรยายของผมในหัวข้อ “Technology Trends &  The Impact of Software Industry” เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ที่ผมได้รับเชิญจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ให้ไปบรรยายให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ฟังทั้งนี้สามารถที่จะ Download สไลด์ในการบรรยายได้จากที่ https://dl.dropbox.com/u/12655380/TechTrends.pdf

สไลด์มีทั้งหมด 119 หน้าโดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ 5 ตอนคือ

  • IT Trends
  • Post-PC Era
  • Mobile Cloud Computing
  • The World in 2020
  • 12 Massive Changes That Will Transform The Software Industry Within 5 Years

ในส่วนแรกเรื่อง IT Trends ผมเริ่มจากการนำบทวิเคราห์บางแห่งที่ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตเราจะไม่รู้จักเทคโนโลยีหรือสิ่งของบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้ในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างเช่น Wired Home Internet, Hard Drives, Mouse, Video Tapes, Paper Map เป็นต้น และแสดงให้เห็น Technology Trends ต่างๆที่วิเคราะห์มาจาก Gartner และที่อื่นๆ โดยสรุปให้เห็นว่า IT Trends ที่สำคัญก็คือ

  • Mobile Devices ที่จะมาสู่เรื่องของ (Bring Your Own Device : BYOD)
  • Cloud Computing
  • Social Network
  • Information (Big Data)

ในส่วนถัดมาจะพูดถึงว่าในปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุค Post-PC โดยเราได้ใช้  Mobile Devices ต่างๆเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงซอฟต์แวร์และอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้อุปกรณ์ mobile devices มีแนวโน้มที่โตเพิ่มขึ้นทุกๆปี ทั้งในส่วนของ Smartphone และ Tabletโดยคาดการณ์ว่าจะมียอดขาย Smatphone ในปี 2014  ถึง 1.05 พันล้านเครื่องและยอดขาย Tablet ในปี 2016 ถึง 370 ล้านเครื่อง การเข้าสู่ยุค Post-PC ทำให้แนวโน้มการใช้ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป โดยคนจะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆดังนี้

  • ต้องสามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ Notebook,Tablet,SmartPhone
  • สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา และ ทุกอุปกรณ์
  • สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก และข้อมูลไม่สูญหาย
  • คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน OPEX ไม่ใช่ CAPEX
  • เป็นบริการ (Service) ไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์ (Product)

ในส่วนของ Mobile Cloud Computing ได้พูดถึงว่าการใช้ไอทีในปัจจุบัน Mobile Devices จะเป็นเพียง Front ที่จะเข้าถึง Application ที่อยู่่หลังบ้านที่อยู่บนระบบ Cloud Computing ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างปัจจุบันว่าคนจะใช้ Smartphone, Tablet หรือ Notebook เข้าถึง Application อย่าง Facebook, Gmail หรือ Google Apps และแนวโน้มของนักพัฒนาจะต้องทำ Applications ขึ้นสู่ Cloud Computingมากขึ้น โดยจะใช้บริการ Cloud ที่เป็น IaaS และ PaaS เพื่อที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS ให้กับผู้ใช้ ทำให้โมเดลในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการทำธุรกิจเปลี่ยนไป

ในหัวข้อถ้ดมาได้พูดถึง The World in 2020 จริงๆแล้วสไลด์ในส่วนนี้นำมาจากเว็บไซต์ FutureAgenda.org ที่เขาได้ไปสอบถามองค์กรระดับโลกถึง 1,500 องค์กรเพื่อที่จะศึกษาแนวโน้มว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปี 2020  โดยมีข้อสรุปในสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือสิ่งที่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสี่เรื่องคือ

  • ในปี 2020  เราจะมีประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอีก 700 ล้านคน
  • ทรัพยากรบางอย่างจะมีน้อยลง และจะเกิดการแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง
  • โลกจะเชื่อมต่อกันทั้งหมดผ่านเครือข่าย โดยเราจะมีอุุปกรณ์ที่ต่่ออินเตอร์เน็ตถึงห้่าหมื่นล้านชิ้น
  • เศรษฐกิจของโลกจะย้ายจากตะวันออกสู่ตะวันตก

และกลุ่มสองคือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ  6 ด้่านคือ Security, Locality, Health, Happiness, Wealth และ Mobility อาทิเช่น

  • การคาดการณ์ว่าคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น และงบประมาณด้านนี้จะสูงมาก
  • รัฐบาลจีนจะลงทุนสร้างราวรถไฟถึง 100,00 กิโลเมตร
  • เอเซียจะเป็น  Hub สำหรับสายการบินต่างๆแทนที่อเมริกา
  • ประชากรจะมาอยู่กันอย่างหนาแน่นในตัวเมือง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  •  Telecom Operator  จะทำหน้าที่เป็นผู้ระบุตัวตนของประชากร เสมือนหน่วยงานของรัฐเช่นกรมการปกครอง

(ข้อมูลของเว็บไซต์ FutureAgenda.org จะสอดคล้องกับวิดีโอคลิป How will be the world in 2020?  ข้างล่างนี้)

ในส่วนสุดท้ายเอามาจากเว็บ http://www.businessinsider.com// ที่จะพูดถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบ 12 ด้านที่มีต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใน 5 ปีข้างหน้า เช่นการพูดถึง Cloud Computing จะเปลี่ยนวิธีการซื้อซอฟต์แวร์ การใช้ Web App ทำให้ลดการผูกขาดของไมโครซอฟต์ เทคโนโลยี  mobile ทำให้เปลี่ยนแปลงการใช้ซอฟต์แวร์ และพูดถึงผลกระทบจาก Open Source และ Big Data ที่ผลต่ออุตสาหกรรมซอต์แวร์

10 การคาดการณ์อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยปี 2556

เรามักจะเห็น Prediction เรื่องของแนวโน้มไอทีในโลกและภูมิภาคต่างๆของค่่ายวิจัยต่างๆทั้ง Gartner และ IDC ซึ่งบางเรื่องก็อาจจะไกลตัวเราไปบ้าง ปลายปีก็มักจะมีสื่อมาถามผมว่าปีหน้าแนวโน้มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะเป็นอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆท่านก็คงได้รับคำถามคล้ายๆกัน และตอบออกมาจากประสบการณ์ของตัวเอง ผมเองยังมองอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยในปีหน้าว่ายังค่อนข้างสดใส และเศรษฐกิจในประเทศไทยก็น่าจะโตตามคาดการณ์ของสำนักวิจัยต่างๆ แม้ในระยะยาวเราอาจจะเจอปัญหาจากนโยบายประชานิยมที่อาจทำให้มูลค่าหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากก็ตาม โดยมีคาดการณ์ต่างๆดังนี้

  • ตลาดซอฟต์แวร์ในปีหน้าจะโตที่สุดในกลุ่มของ Telecom อันเนื่องมาจากการลงทุนของ Operator ต่างๆที่ได้สัมปทาน 3G  ซึ่งจะต้องมีการลงทุนในด้าน IT Infrastructure ทั้ง Software และ Hardware เป็นจำนวนมาก แต่ ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ก็คงยังเป็นซอฟต์แวร์จากตลาดต่างประเทศ อีก  Sector หนึ่งที่น่าจะตลาดซอฟต์แวร์น่าจะขยายตัวขึ้นคือ FSI (Financial Security และ Insurance)  เพราะจะมีการแข่งขันค่อนข้างสูง และจะมีความต้องการของลูกค้าที่จะเป็น Mobile และ บริการแบบ 24×7  มากขึ้น

3GNTB

  • ยอดขายของ  Tablets และ  Smartphone จะเพิ่มขึ้นไปอีกตามการคาดการณ์ของ IDC และ Gartner  คนในกรุงเทพจะเริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยใช้อุปกรณ์โมบายมากกว่าพีซี จึงจะทำให้ตลาด   Mobile Applications  ในประเทศโตขึ้น องค์กรหลายแห่งจะเริ่มมีการทำกลยุทธ์ Mobile ขององค์กร เพื่อแข่งกันให้บริการลูกค้า
  • Cloud Computing จะเป็นกระแสที่แรงอยู่ และองค์กรบางแห่งจะเริ่มพัฒนา  Private Cloud แต่ความเข้าใจเรื่อง  Cloud ที่แท้จริงในประเทศก็คงยังน้อยอยู่ คนใช้ไอทีจะใช้  Public Personal  Cloud  ของต่างประเทศมากขึ้น แต่องค์กรต่างๆในประเทศอาจยังไม่พร้อมที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud  ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาเรื่องของการขาดบุคลากร และความไม่พร้อมเรื่องกฎระเบียบในประเทศ

cloud-wharton2-300x176

  • บริษัทซอฟต์แวร์ไทยจะเริ่มมีการพัฒนา Application ขึ้น Cloud Platform ของต่างประเทศมากขึ้น และคาดการณ์ว่า Platform ที่บริษัทจะพัฒนามากที่สุดคือ Microsoft Azure  ทั้งนี้เนื่องจาก  Microsoft จะให้การสนับสนุนที่ดีกว่าค่ายอื่นๆ ขณะที่ PaaS อื่นๆเช่น Amazon, Google App Engine และ  Force.com จะยังไม่มีการสนับสนุนจาก Vendor โดยตรง นอกจาก Online Support  
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย จะสนใจพัฒนา Mobile Application มากขึ้น แต่จำนวนของ iOS Developer ก็คงยังมีไม่มากนัก แต่อาจเห็นจำนวนของ  Android Developer  มากกว่า และที่น่าจับตามองคือ  Windows 8 Developer ที่น่าจะได้แรงหนุนที่ดีจาก Microsoft ส่วนตลาดของ BB10 ก็คงยังไม่แรงพอ แม้จะมีแรงสนับสนุนอย่างมากจาก RIM ก็ตาม 

windows8 Phone

  • โปรเจ็คในภาครัฐก็คงยังวนเวียนอยู่กับกระแสของ  One Tablet Per Child และ Government Cloud   ซึ่งสุดท้ายแล้วคงยังไม่มีโอกาสมากนักสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เล็กๆในบ้านเรา แต่อาจเก็บตกโปรเจ็คด้าน e-Learning/Mobile Apps บางส่วนจากโครงการ Tablet ไปได้บ้าง ส่วนโปรเจ็คใหญ่ๆก็คงยังไปที่  SI รายใหญ่ๆในประเทศเรา ส่วน Freelance หรือบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆก็อาจ  Sub Project ไปได้บ้าง
  • นโยบายรถคันแรกจะทำให้ตลาด e-Commerce และ  Online  ขยายตัวขึ้นมาก เพราะผู้คนจะเบื่อหน่ายกับการเดินทาง คงจะเห็นความต้องการ  Application ที่ให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสาร ทำงาน และ ทำธุรกรรม ได้ ทุกที่ทุกเวลามากขึ้น

Tesco-Homeplus-Subway-Virtual-Store-in-South-Korea-1

  • ตลาดส่งออกซอฟต์แวร์ที่น่าสนใจก็ยังคงเป็นกลุ่มของ Embedded System  ที่อาจเห็นบริษัทจากญี่ปุ่นและเกาหลีมาจ้างบริษัทซอฟต์แวร์ไทย แต่จำนวนบริษัทที่ทำในด้านนี้ของบ้านเราอาจมีไม่มากนัก แต่ก็จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ดี แม้จะหาบุคลากรค่อนข้างยาก
  • เราจะยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านซอฟต์แวร์เช่นเดิม ทั้งนี้เนื่องจากหลักสูตรที่สถาบันการศึกษาต่างๆผลิตบัญฑิตออกมาจะไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะทางด้าน Cloud Computing
  • สุดท้าย บริษัทซอฟต์แวร์ไทยก็จะมีอยู่สองกลุ่มที่ชัดเจนคือ กลุ่มที่เป็น Start-up แต่อาจมีนวัตกรรมใหม่ๆที่ใช้ Emerging Technology  ซึ่งจะเริ่มบุกไปตลาดต่างประเทศ แต่อาจต้องการเงินทุน ซึ่งเราจะเริ่มเห็น Venture Capital ทั้งในและต่างประเทศมาลงทุนกับกลุ่มนี้มากขึ้น กับอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ ที่สามารถรับโครงการใหญ่จากหน่วยงานต่างๆได้ แต่อาจไม่ได้เน้นเรื่องของนวัตกรรมมากนัก

10 บริษัทซอฟต์แวร์ Startup ที่โดดเด่นปี 2012

ปีนี้เป็นปีทองของบริษัทซอฟต์แวร์ที่เป็นกลุ่ม Startup  ในบ้านเรา เราเห็นบริษัท Startup หลายๆบริษัท ประสบความสำเร็จในเวทีประกวดทั้งในและต่างประเทศ เราเห็นความตื่นตัวของกลุ่ม Startup ในบ้านเราที่มีการรวมตัวกันของชุมชนต่างๆ เรามีทีมงานที่เป็นสื่อที่จะกระตุ้นและให้ความรู้กับกลุ่ม Startup ทั้งกลุ่ม Thumpsup  EggIdea หรือ Disrupt University ของคุณกระทิง พูนผล  และก็มี Co-working Space เกิดขึ้นใหม่ในเวลาใก้ลเคียงกันถึงสองที่คือ Hubba ที่เอกมัย และ LaunchPad ที่สาทร นอกจากเราก็ยังมีงาน Startup Pitching อีกหลายครั้งทั้งที่จัดโดย  Thumpsup, Software Park, Hubba และ  AIS

มีหลายๆบริษัทที่โดดเด่นในปีนี้ ซึ่งผมคิดว่าคงมีมากมายกว่าที่ผมสรุปได้ แต่ขออนุญาตสรุปจากมุมมองของผมที่ได้เจอบริษัทต่างๆว่ามีรายใดบ้างที่โดดเด่น

1) OokBee ผมรู้จักตัวตนของ  OokBee ครั้งแรกก็ในงานสัมมนาของ Software Park เมื่อเกือบปลายปีแล้ว แม้ผมจะใช้ Software ของพวกเขามาตลอด เพราะเป็นหนึ่งคนที่ซื้อหนังสือออนไลน์ทาง B2S BookStoreและอีกหลายๆแพลต์พอร์มที่ผลิตโดย OokBee แต่ที่ผมยอมรับว่าพวกเขาเก่งกันมากๆก็คือเขามี Users อยู่นับล้านคนและมาใช้  Cloud Platform  ทั้งของ Microsoft และ Amazon และที่สำคัญ OokBee เป็นบริษัทรายแรกที่ได้รับเงินลงทุนจากโครงการ  InVent ของกลุ่ม อินทัช จำนวนว 57.48 ล้านบาท

OOKBEE-Winning-Awards

2) iLertu จริงๆชื่อนี้เป็นชื่อ Product ของบริษัท Arunsawad.com ผมถือว่าปีนี้เขาโดดเด่นมากเพราะ เขากวาดรางวัลต่างๆไปหมดทั้ง APICTA 2012, โครงการ 84 พรรษาของ SIPA และล่าสุดโครงการนวัตกรรมวณิชย์ที่ได้รางวัลอีกรวม 1 ล้านบาท บางคนอาจตั้งคำถามว่า Arunsawad  เป็นบริษัท  Startup จริงหรอ? ถึงแม้ว่าเขาจะเปิดมาหลายปีแล้ว แต่ผมว่า Product นี้มันเหมือนกับว่าทำให้บริษัทเขาเพิ่งเริ่มเกิดได้จริง และเป็น Product ที่มีนวัตกรรมขึ้นอยู่บน Cloud ของ Microsoft

Screen Shot 2555-12-29 at 9.20.33 PM

3) Builk.com คงปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกรายที่โดดเด่นในปีนี้ เพราะเว็บไซต์การบริหารงานก่อสร้างอันนี้ Go Inter ไปแล้ว หลังจากชนะ  APICTA 2011 เมื่อปีที่แล้ว  ปีนี้  CEO คุณผไทก็ไปได้รางวัลชนะเลิศ  Startupในงาน Echelon 2012 ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ต้องยอมรับครับว่าผมเจอ  Builk.com ครั้งแรกงานประกวดเจ้าฟ้าไอทีเมื่อสองปีก่อน ยังงงกับ   Business Model ของเขา แต่วันนี้เห็นก้าวหน้่าไปได้ดี สามารถที่จะบุกไปขายที่ประเทศอื่นๆอย่าง อินโดนีเซีย ได้ก็ดีใจกับเขาครับ

Screen Shot 2555-12-29 at 8.35.55 PM

4) ShopSpot เป็นแอปพลิเคชันที่ตั้งตัวเป็นศูนย์กลางของคนที่อยากขายของและอยากซื้อของ ซึ่งทำทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟน ผมจะได้ยิน App ตัวนี้บ่อยมากเพราะตั้งแต่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากงาน AIS Startup Weekend เมื่อปีที่แล้ว ทาง AIS ก็หมายมั่นปั้นมือเต็มที่ โดยการส่งไปร่วมโครงการ JFDI-Innov8 Bootcamp ถึงประเทศสิงคโปร์ และได้ข่าวว่าได้รับความสนใจจาก Venture Capital หลายๆราย

5) FreeHap ผมเริ่มรู้จักน้องที่พัฒนาโปรแกรมนี้เมื่อปีที่แล้ว เห็นความตั้งใจของพวกเขาที่จะ  Go Inter และเห็นแนวคิดในการที่แชร์ความรู้สึกให้กับคนที่รอบข้างผ่าน  Smartphone ผมเจอเขาในงานประกวดหลายๆงานทั้ง AIS Startup Weekend, Software Park Startup Pitching, Thumpsup ที่ Microsoft และล่าสุดงานนวัตกรรมวณิชย์ของ SIPA โปรแกรมนี้ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งจากหลายๆกลุ่ม ผมเชื่อว่าเขามีโอกาสที่ดีในอนาคต


6) Wongnai โปรแกรมแนะนำร้านอาหารที่อยู่อุปกรณ์  Smartphone และTablet ตัวนี้มีความน่าสนใจ ผมเริ่มรู้จักเขาในงาน  Google I/O เมื่อเดือนมิถุนายน และเห็นเขานำเสนองานจนได้รับรางวัลชนะเลิศงาน ขุนศึก-ซามูไร StartUp Pitching ที่ Software Park และมีโอกาสพาเขาไปทำ Business Matching ร่วมกับสสว.ที่ประเทศญี่ปุ่น ดูแล้วผมว่าน่าจะเป็น App ที่มีอนาคตที่ดี

Screen Shot 2555-12-29 at 9.27.41 PM

7)  Thorfun.com “ทอฝัน”เป็นเว็บที่ผมอาจเพิ่งรู้จักไม่นาน และเป็นหนึ่งที่ผมตัดสินให้ชนะเลิศนวัตกรรมวณิชย์ของ SIPA ในปีนี้ และปีที่แล้วก็ชนะเลิศรางวัล  Business Innovation ของบริษัทสามารถ เจ้าของเป็นบัณฑิตที่เพิ่งจบจากวิศวกรรมคอมที่จุฬา และทำเว็บนี้เพื่อให้ Users มีความสุขจากการได้ใช้ Social Network ในรูปแบบของการแชร์ เขียน และอัพโหลดภาพที่ถูกใจ ไปพร้อมๆ กับการมีรายได้จากเว็บไซต์ มีหลักเกณฑ์ในการแบ่งรายได้ให้กับผู้ใช้งานจากรายได้จากค่าโฆษณา และจากแคมเปญการตลาด นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนจากสิงคโปร์สนใจเข้ามาร่วมลงทุนด้วยแล้วงบประมาณ 60 ล้านบาท

torgun

8) Innovation Plus หลายๆคนอาจยังไม่ได้ยินชื่อบริษัทนี้มากนัก เพราะเป็นบริษัทเล็กๆที่ตั้งอยู่ที่ Software Park  ที่ทำ  Mobile Apps แต่ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมรางวัลหนึ่งล้านบาทจากการประกวดนวัตกรรมวณิชย์ของ SIPA บริษัทนี้ทำ Product  ที่ชื่อ MAYAR ที่ทำด้าน  AR ให้กับลูกค้าหลายๆราย

e0b897e0b8b5e0b8a1-mayar

9) Gotit โปรแกรมบนมือถือสำหรับ นักช๊อป นักชิม ที่ช่วยเรื่องของการสะสมแต้มร้านค้าต่างๆ ที่ต้องกล่าวถึง App นี้ก็เพราะได้แรงหนุนที่ดีจาก AIS และก็มีร้านค้าหลายๆแห่งร่วมเข้าโครงการเช่น Dunkin Donut และ  Au Bon Pain

Screen Shot 2555-12-29 at 9.17.14 PM

 10) บริษัทสุดท้าย คงไม่ใช่ Startup Software แต่ผมอยากให้เครดิตกับกลุ่มที่ช่วยสนับสนุน Startup  ในปีนี้ที่ คือ Thumpsup เพราะพวกเขาช่วยทำหลายสิ่งหลายอย่างทีดีให้กับ Startup ในปี2012

Screen Shot 2555-12-29 at 9.24.59 PM