Enterprise Architecture คืออะไร

Screenshot 2013-11-13 11.41.43

[บล็อกนี้เป็นบทความเก่าที่ผมเขียนมาเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ขอนำบางส่วนมาปรับปรุงใหม่]

ผมจำได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆมักจะเชิญผมไปบรรยายในหัวข้อเรื่อง   SOA (Service Oriented Architecture)  เพราะองค์กรมีความสนใจในเรื่องของการทำ  Application  Integration   เลยทำให้ผมต้องบรรยายในหัวข้อดังกล่าวมากกว่า 50 ครั้งตั้งแต่ Introduction to SOA, Business Process Management จนถึง SOA Governance ทั้งนี้ที่องค์กรต่างๆสนใจเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าองค์กรให้ความสนใจกับเรื่องของ   IT Architecture แต่ก็อย่างไรการทำ SOA    ของหลายๆองค์กรกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า  SOA มักจะถูกขับเคลื่อนจากฝั่งของเทคโนโลยีมากกว่าฝั่งของ  Business หรือมองจากธุรกิจหลักขององค์กร

ระยะหลังผมจึงเริ่มเห็นว่าองค์กรต่างๆให้ความสนใจกับการทำแผนแม่บทไอทีมากขึ้นและ  SOA ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่จะดำเนินการ แต่แผนแม่บทหลายๆที่ก็ยังเป็นแผนที่ฝ่ายเทคโนโลยีเป็นคนทำอยู่ดีจึงทำให้ขาดการขับเคลื่อนที่  จนกระทั้งองค์กรเริ่มสนใจจะทำ  EA หรือ Enterprise Architecture กันมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องของธุรกิจหรือกลยุทธ์ขององค์กรมากกว่าที่จะมองเป็นเพียงแค่  IT Architecture หรือ Solution Architecture

แล้วอะไรคือ EA (Enterprise Architecture)  ทาง Software Park เคยจัดบรรยายเรื่อง “Enterprise Architecture for e-Government” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 โดยผมได้นำเสนอการบรรยายในหัวข้อ Introduction to Enterprise Architecture (ผู้สนใจสามารถจะ Download presentation ของการบรรยายได้ที่ http://dl.dropbox.com/u/12655380/EnterpriseArchitecture.pdf) ซึ่งสามารถที่จะดูวิดีโอการบรรยายของผมได้ที่ http://knowhow.swpark.or.th/videos/viewvideo/453/software-engineering/iasa-thailand-seminar-12011–enterprise-architecture-for-e-government-session–27.html

ทั้งนี้ในการบรรยายผมได้พยายามชี้ให้ว่า EA ก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่จะเอา Vision, Mission และ Business ขององค์กรเป็นตัวนำ แล้วมาดูว่าไอทีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำ EA   จะไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเทคโนโลยีเป็นหลักแต่จะต้องเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายปฎิบัติการ และฝ่ายเทคโนโลยี ทั้งนี้แผนผังที่ได้จากการทำ EA ในองค์กรมักจะมีอย่างน้อย  4 ด้านหลักคือ

  • Business Architecture เพื่อแสดงกลยุทธ์ขององค์กร, Business Process ของแต่ละฝ่าย, Organization Chart
  • Information Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีข้อมูลอย่างไรในแต่ฝ่าย, Database หรือ MetaData
  • Application Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าในองค์กรจะต้องมีระบบโปรแกรมหรือระบบไอทีอะไรบ้าง ในการที่จะตอบโจทย์ของธุรกิจต่างๆ
  • Technical Architecture เพื่อแสดงโครงสร้าง Hardware, Software  หรือแม้กระทั่ง  Telecom Network    ในองค์กร

แผน EA นอกจากจะช่วยให้เราได้ผังหลักๆ  4 ด้านนี้แล้ว เราอาจจะเห็นผังย่อยๆในเรื่องต่างๆดังแสดงในรูป

ประโยชน์ที่ได้จากการทำ EA ก็คือเรื่องของ Cost Saving  ที่จะทำให้เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งนี้เมื่อเราจะมี  Project ใหม่ๆ เราก็จะมาพิจารณาจากแผน EA เพื่อให้ได้ Solution Architectire ที่เหมาะสมตาม  Architecture  ต่างๆที่วางไว้ และการเลือกเทคโนโลยีต่างๆตามแผน

การทำ EA ควรจะเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บริหารเพราะ EA ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีแต่อย่างเดียว และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือการพิจารณาเลือก  Framework  ในการทำ EA ซึ่งที่นิยมมักจะมีสองตัวคือ TOGAF และ Zachman Framework

สำหรับเอกสารการบรรยายที่ได้ทำขี้น ผมได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆดังนี้

Slide จาก SlideShare.net

เอกสารจาก Wikipedia

วิดีโอจาก YouTube

ในด้านของการอบรมการทำ Enterprise Architecture ผมได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆในวงการไอทีหลายคน และคนหนึ่งที่ร่วมงานกันมาด้วยดีตลอดคือคุณดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ที่มีตำแหน่งเป็น  Enterprise Architect ของ  Oracle ที่ดูแลงานในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ และผมได้เชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษของ IMC Institute และจะมีการอบรม Enterprise Architecture in Cloud Computing Era ในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2556 โดยสามารถมาดูรายละเอียดการอบรมได้ที่ >> EA Course

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

วันนี้ของนำบล็อกเก่ามาเขียนใหม่ เพราะนึกถึงการบรรยายของผมในหัวข้อ “Technology Trends &  The Impact of Software Industry” เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ที่ผมได้รับเชิญจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ให้ไปบรรยายให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ฟังทั้งนี้สามารถที่จะ Download สไลด์ในการบรรยายได้จากที่ https://dl.dropbox.com/u/12655380/TechTrends.pdf

สไลด์มีทั้งหมด 119 หน้าโดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ 5 ตอนคือ

  • IT Trends
  • Post-PC Era
  • Mobile Cloud Computing
  • The World in 2020
  • 12 Massive Changes That Will Transform The Software Industry Within 5 Years

ในส่วนแรกเรื่อง IT Trends ผมเริ่มจากการนำบทวิเคราห์บางแห่งที่ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตเราจะไม่รู้จักเทคโนโลยีหรือสิ่งของบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้ในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างเช่น Wired Home Internet, Hard Drives, Mouse, Video Tapes, Paper Map เป็นต้น และแสดงให้เห็น Technology Trends ต่างๆที่วิเคราะห์มาจาก Gartner และที่อื่นๆ โดยสรุปให้เห็นว่า IT Trends ที่สำคัญก็คือ

  • Mobile Devices ที่จะมาสู่เรื่องของ (Bring Your Own Device : BYOD)
  • Cloud Computing
  • Social Network
  • Information (Big Data)

ในส่วนถัดมาจะพูดถึงว่าในปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุค Post-PC โดยเราได้ใช้  Mobile Devices ต่างๆเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงซอฟต์แวร์และอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้อุปกรณ์ mobile devices มีแนวโน้มที่โตเพิ่มขึ้นทุกๆปี ทั้งในส่วนของ Smartphone และ Tabletโดยคาดการณ์ว่าจะมียอดขาย Smatphone ในปี 2014  ถึง 1.05 พันล้านเครื่องและยอดขาย Tablet ในปี 2016 ถึง 370 ล้านเครื่อง การเข้าสู่ยุค Post-PC ทำให้แนวโน้มการใช้ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป โดยคนจะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆดังนี้

  • ต้องสามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ Notebook,Tablet,SmartPhone
  • สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา และ ทุกอุปกรณ์
  • สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก และข้อมูลไม่สูญหาย
  • คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน OPEX ไม่ใช่ CAPEX
  • เป็นบริการ (Service) ไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์ (Product)

ในส่วนของ Mobile Cloud Computing ได้พูดถึงว่าการใช้ไอทีในปัจจุบัน Mobile Devices จะเป็นเพียง Front ที่จะเข้าถึง Application ที่อยู่่หลังบ้านที่อยู่บนระบบ Cloud Computing ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างปัจจุบันว่าคนจะใช้ Smartphone, Tablet หรือ Notebook เข้าถึง Application อย่าง Facebook, Gmail หรือ Google Apps และแนวโน้มของนักพัฒนาจะต้องทำ Applications ขึ้นสู่ Cloud Computingมากขึ้น โดยจะใช้บริการ Cloud ที่เป็น IaaS และ PaaS เพื่อที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS ให้กับผู้ใช้ ทำให้โมเดลในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการทำธุรกิจเปลี่ยนไป

ในหัวข้อถ้ดมาได้พูดถึง The World in 2020 จริงๆแล้วสไลด์ในส่วนนี้นำมาจากเว็บไซต์ FutureAgenda.org ที่เขาได้ไปสอบถามองค์กรระดับโลกถึง 1,500 องค์กรเพื่อที่จะศึกษาแนวโน้มว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปี 2020  โดยมีข้อสรุปในสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือสิ่งที่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสี่เรื่องคือ

  • ในปี 2020  เราจะมีประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอีก 700 ล้านคน
  • ทรัพยากรบางอย่างจะมีน้อยลง และจะเกิดการแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง
  • โลกจะเชื่อมต่อกันทั้งหมดผ่านเครือข่าย โดยเราจะมีอุุปกรณ์ที่ต่่ออินเตอร์เน็ตถึงห้่าหมื่นล้านชิ้น
  • เศรษฐกิจของโลกจะย้ายจากตะวันออกสู่ตะวันตก

และกลุ่มสองคือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ  6 ด้่านคือ Security, Locality, Health, Happiness, Wealth และ Mobility อาทิเช่น

  • การคาดการณ์ว่าคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น และงบประมาณด้านนี้จะสูงมาก
  • รัฐบาลจีนจะลงทุนสร้างราวรถไฟถึง 100,00 กิโลเมตร
  • เอเซียจะเป็น  Hub สำหรับสายการบินต่างๆแทนที่อเมริกา
  • ประชากรจะมาอยู่กันอย่างหนาแน่นในตัวเมือง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  •  Telecom Operator  จะทำหน้าที่เป็นผู้ระบุตัวตนของประชากร เสมือนหน่วยงานของรัฐเช่นกรมการปกครอง

(ข้อมูลของเว็บไซต์ FutureAgenda.org จะสอดคล้องกับวิดีโอคลิป How will be the world in 2020?  ข้างล่างนี้)

ในส่วนสุดท้ายเอามาจากเว็บ http://www.businessinsider.com// ที่จะพูดถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบ 12 ด้านที่มีต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใน 5 ปีข้างหน้า เช่นการพูดถึง Cloud Computing จะเปลี่ยนวิธีการซื้อซอฟต์แวร์ การใช้ Web App ทำให้ลดการผูกขาดของไมโครซอฟต์ เทคโนโลยี  mobile ทำให้เปลี่ยนแปลงการใช้ซอฟต์แวร์ และพูดถึงผลกระทบจาก Open Source และ Big Data ที่ผลต่ออุตสาหกรรมซอต์แวร์

Gartner Top10 strategic technology trends สำหรับปี 2013

ในงาน Gartner Symposium/ITxpo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 25 ตุลาคม 2555 ที่เมือง ORLANDO รัฐฟอริด้า  ทาง Gartner ได้ประกาศแนวโน้มของ 10 เทคโนโลยีเด่น (Top 10  strategic technology trends)  สำหรับองค์กร ในปี 2013   โดย Gartner ได้แสดงกราฟสรุปให้เห็นว่า IT Trends ทั้งสิบอย่างมีผลกระทบต่อคน องค์กร และแผนกไอที อย่างไร

โดยมีเทคโนโลยีต่างๆดังนี้

  •  Mobile Device Battles : Gartner คาดการณ์ว่าในปี 2013 โทรศัพท์มือถือจะเป็นอุปกรณ์หลักแซงหน้าเครื่องพีซีในการที่ผู้คนทั่วไปใช้ในการเล่นอินเตอร์เน็ต และในปี 2015 โทรศัพท์มือถือ 80% จะเป็นเครื่อง Smartphone โดยที่ 20% อาจเป็นเครื่อง Window Phone และเครื่อง Tablet ในปี 2015 จะมีจำนวนครึ่งหนึ่งของเครื่อง Laptop โดย Tablet ที่จะมาเป็นอันดับหนึ่งคือ  Androidตามด้วย  Apple iOS โดยมี Windows 8  อันดับสาม โดยต่อไปองค์กรทั่วไปจะต้องสนับสนุนทั้งการใช้งานเครื่องพีซีทั่วไปและ Tablet โดยที Windows 8 จะเหมาะสำหรับการใช้งานองค์กรมากกว่าการใช้งานทั่วไป
  •  Mobile Applications and HTML5: Tools ในการพัฒนา Mobile Applications ยังจะมีความหลากหลาย โดยในอีก 2-3  ข้างหน้าเราก็คงยังไม่สามารถที่จะเห็น Tool ตัวหนึ่งตัวใดที่สามารถจะใช้พัฒนา Mobile Application ได้ดีที่สุด โดยวิธีการที่จะนิยมใช้ในการพัฒนา Mobile Application จะแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆดังนี้ native, special, hybrid, HTML 5, Message และ No Client  อย่างไรก็ตามการพัฒนาก็อาจจะเริ่มเปลี่ยนจาก  Native App และค่อยๆก้าวไปสู่ HTML5  ที่จะมีความสามารถมากขึ้น
  • Personal Cloud: Personal Cloud จะเข้ามาแทนที่เครื่องพีซีในการที่ผู้ใช้เก็บข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เข้าถึงบริการต่างๆ และเก็บข้อมูล preferences ส่วนตัวต่างๆที่ใช้ในเชิงดิจิทัล  ผู้ใช้จะสามารถใช้  Personal Cloud จากที่ไหน เวลาไหน และอุปกรณ์ใดก็ได้ โดย Personal Cloud ของแต่ละคนคงจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เทคโนโลยีหรือ Platform หนี่งเดียว  ทั้งนี้คุณลักษณะที่สำคัญของ  Personal Cloud ก็คือ Cloud Storage และการ sync กันกับทุกอุปกรณ์
  • Enterprise App Stores: Gartner ระบุว่าในปี 2014 องค์กรส่วนใหญ่จะให้พนักงานโหลด Mobile Application  ผ่าน private application stores ซึ่งก็จะเปลี่ยนบทบาทของไอทีในองค์กรจากผู้ที่วางแผนบริหารส่วนกลางมาเป็นผู้จัดการการตลาด  นอกจากนี้ในอนาคตเราจะเห็นโซลูชั่นของ Cloud และ  Mobile จะหลอมรวมเข้าหากัน
  • The Internet of Things: หรือที่เรียกย่อว่า IoT ก็คือการที่อินเตอร์เน็ตจะขยายตัวเข้าเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆเช่น  embedded sensors และ  NFC payment ซึ่งก็จะทำให้คำว่า  mobile มีความหมายครอบคลุมมากกว่า โทรศัพท์มือถือหรือ Tablet ซึ่งอุปกรณ์ที่เป็น Intelligent Device  เหล่านี้จะสามารถเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีต่างๆอาทิเช่น NFC, Bluetooth, LE และ  Wi-Fi ตัวอย่างของอุปกรณ์เหล่านี้คือ wristwatch displays, healthcare sensors, smart posters, และ home entertainment systems ซึ่งก็จะทำให้เราเห็นรูปแบบธุรกิจใหม่เช่น  digital supply chain, usage-based insurance models or taxes หรือ “smart city”  ที่สามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆเข้าถึงบริการที่หลากหลาย
  • Hybrid IT and Cloud Computing: Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีที่ติดอันดับของ Gartner หลายปีติดต่อกัน แต่วันนี้เริ่มหลักการของการผสมผสานไอที (Hybrid IT) ที่องค์กรต่างๆจะมีการพัฒนา Private Cloud และสร้าง  Platform ในการบริหารจัดการ Cloud ที่สามารถบรืหาร Services ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้ และสุดท้ายไอทีในองค์กรก็จะทำหน้าที่เป็น Broker ให้กับ  Services เหล่านั้น
  • Strategic Big Data: Big Data ในองค์กรจะเปลี่ยนจากการทำโปรเจ็คเดี่ยวมาเป็นกลยุทธ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมข้อมูลขององค์กร การที่จะต้องมาบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีความหลากหลาย และซับซ้อน จะทำให้องค์กรต้องเปลี่ยนแปลงจากวิธีการเดิมๆในการบริหารข้อมูล โดยจะเปลี่ยนแนวคิดจากการทำ  data warehouse เดี่ยวๆในองค์กร มาเป็นระบบที่หลากหลานซึ่งอาจประกอบด้วย content management, data warehouses, data marts และ specialized file systems โดยมีเทคโนโลยีที่น่าจะได้รับสนใจอย่างมากคือ Hadoop และ NoSQL
  • Actionable Analytics: จากการที่มีการใช้  Mobile Devices, Social Technology และ มี Big Data กระบวนการ Analytics ก็จะเปลี่ยนจาก  offline analytics เป็น in-line embedded analytics และจาก explanatory analytics สู่ predictive analytics โดยที่การทำ Analytic จะมี engine ที่อยู่บน Cloud ซึ่งผู้ใช้สามารถจะดึงผลการวิเคราะหฺ์ผ่านมือถือจากที่ไหนเมื่อใดก็ได้
  • In Memory Computing: การใช้  IMC (In Memory Computing) จะทำให้การประมวลผลข้อมูลที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรืออาจเป็นเพียงไม่กี่วินาที ดังนั้นจะให้เกิดบริการต่างๆบน Cloud  ที่อาจเป็น real-time service หรือ  near real-time service  ได้
  •  Integrated Ecosystems: ตลาดจะเริ่มเปลี่ยนจากระบบที่มีความหลากหลาย  (loosely coupled heterogeneous) มาเป็น integrated systems เนื่องจากผู้ใช้มีความต้องการที่ได้ระบบที่ง่าย ราคาต่ำลง และมีระบบความปลอดภัย โดยตลาดในเรื่องนี้จะมีสามด้านคือ  1)Appliances ที่จะรวม Hardware, Software และ  Services เข้าด้วยกัน 2) Cloud-based marketplaces เช่น Salesforce.com’s AppExchangeและ 3) end-to-end ecosystems เช่น App Store ของ Apple

สามารถดูรายละเอียดข้อมูลของ Gartner Trends ได้ที่ http://www.gartner.com/it/page.jsp?id=2209615