การตัดสินใจเลือก IaaS Cloud Service Provider

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

การพิจารณาเลือกใช้ IaaS  (Infrastructure as a Service) จากผู้ให้บริการ Cloud รายต่างๆทั้งในและต่างประเทศ มีความแตกต่างจากการจัดหาระบบฮาร์ดแวร์มาเอง ต่างกับการเลือกหา Sever Hosting ไม่ใช่แค่การพิจารณาเรื่องราคา เพราะระบบ  Cloud  ไม่ใช่การทำ Hosting หรือการหา Co-location บน Data Center จุดเด่นของ Cloud ไม่ใช่อยู่ที่จะเรื่องงบประมาณแต่อยู่ที่ความยืดหยุ่น ความคล่องตัวของการใช้บริการ และ การขยายระบบขนาดใหญ่ได้

ผมเคยเขียนบทความลงในบล็อกนี้ครั้งหนึ่งเรื่อง ปัจจัยในการเลือกใช้ Cloud Computing สำหรับองค์กร มาในวันนี้อยากจะมาขยายความสำหรับปัจจัยที่สำคัญในการเลือกใช้บริการ IaaS โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • ผู้ให้บริการต้องมี Service Catalog ทีดี: การใช้ IaaS/PaaS Cloud จะมีบริการที่หลากหลาย ไม่ใข่แค่การใช้ Virtaul Server อาจมีทั้ง Storage, Database, Load Balancer หรือระบบอื่นๆ ผู้ให้บริการต้องมี Catalog ที่จะระบุประเภทของการบริการ ราคาในรูปแบบต่างๆ
  • ผู้ให้บริการควรมี Market Place:  การใช้บริการ Cloud อาจต้องมีการติดตั้ง  Middleware หรือ Software อื่นๆลงบน Server  ผู้ให้บริการ Cloud ที่ดีจะต้องมี Marketplace ที่ให้ลูกค้าเลือกซอฟต์แวร์ในการติดตั้งมาพร้อมกับค่าใช้งานที่เป็นลักษณะ pay per use คล้ายๆกับการซื้อซอฟต์แวร์จาก Apple App Store คังตัวอย่างที่แสดงในรูปที่ 1 ซึ่งเป็นตัวอย่างการเลือกใช้ SAP HANA จาก AWS Marketplace

Screenshot 2015-07-27 13.49.58

รูปที่ 1  ตัวอย่างของ Cloud Marketplace

  • ความสามารถในการทำ Self Provision: จุดเด่นของระบบ Cloud คือความยิดหยุ่น ผู้ให้บริการต้องให้ผู้ใช้สามารถจะเพิ่มหรือลดจำนวนบริการต่างๆอาทิเช่น Virtual Server ได้ด้วยความรวดเร็ว ผมเองในบางวันทำการอบรมให้กับ  IMC Institute ต้องเพิ่ม Server ขึ้นมาถึง 40-90 เครื่อง และต้องปิดการใช้บริการในตอนเย็นด้วยความรวดเร็ว

Screenshot 2015-07-27 13.47.53

รูปที่ 2  ตัวอย่างของการ Provision Server  จำนวนมากภายในเวลารวดเร็ว

  • ความสามารถในการรองรับการขยายตัวของลูกค้า: ระบบ Cloud Computing จะมีความต้องการที่ยืดหยุ่นเหมือนการใช้ไฟฟ้าหรือน้ำประปา ผู้ให้บริการจะต้องมีการทำ Capacity Planning ที่ดีและอาจต้องมีเครื่อง Server นับพันหรือหมื่นเครื่อง (บางทีอาจหลายแสนเครื่อง) ที่รองรับการใช้งานของผู้ใช้จำนวนมากได้ หากวางแผนไม่ดีผู้ใช้ก็ไม่สามารถจะเพิ่มเครื่อง Virtual Server หรือบริการต่างๆเมื่อมีความจำเป็นได้
  • ความสามารถในการทำ Auto-scaling หรือ  Vertical Scaling: จุดเด่นของระบบ Cloud คือสามารถที่จะมีระบบรองรับเมื่อเกิด Peak Load หรือที่เรียกว่า Cloud Burst ได้ ผู้ให้บริการต้องมีระบบที่ให้ลูกค้าสามารถทำ Migration ที่สามารถเปลี่ยนขนาดของเครื่องด้วยความรวดเร็ว (Vertical Scaling) หรือสามารถทำ Auto Scaling ที่จะเพิ่มเครื่องได้อัตโนมัติ
  • ข้อตกลงการใช้บริการ: พิจารณาเรื่อง SLA  ด้านต่างๆเช่นการประกันเรื่อง Uptime,  Reliability/Uptime, มาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และข้อตกลงด้านอื่นๆ
  • ข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการ:  อาทิเช่นตำแหน่งของ Data Center,  ข้อมูลด้าน Internet Bandwidth, จำนวน Server หรือจำนวนผู้ใช้ในปัจจุบัน อันจะมีผลต่อประสิทธิภาพของการให้บริการ รวมถึงเรื่องของ Latency
  • จำนวนลูกค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ: จำนวนลูกค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการก็มีความสำคัญ เพราะการให้บริการ Cloud คือการบริการระยะยาวที่ผู้ให้บริการต้องลงทุนค่อนข้างสูงและผลตอบแทนจะไม่ได้มาโดยเร็ว

ปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาจะมีผลสำคัญยิ่งต่อการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปัจจัยเรื่องราคาไม่ใช่เรื่องสำคัญสุด แต่ผู้ใช้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การบริหารจัดการ Cloud Computing Services

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

Cloud Computing เป็นการเปลี่ยนโมเดลของการทำงานไอทีสู่งานบริการ แต่หลายๆครั้งก็ยังพบว่าทั้งผู้ให้บริการ Cloud (ผู้ติดตั้ง private/public cloud) หรือผู้ใช้บริการ Cloud ก็ยังทำงานในรูปแบบเดิมๆเสมือนการจัดหาระบบไอทีที่เป็นแบบ On-premise อาทิเช่น

  • หน่วยงานไอทีวางแผนติดตั้ง Private Cloud โดยคิดว่าเป็นการทำ Virtual Server ให้กับหน่วยงานอื่น โดยไม่มีการวางแผนทำ Capacity Mangement โดยคิดว่าคือการจัดซื้อระบบมาแทน Server
  • ผู้ให้บริการ Cloud  ไม่สามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้ว่า Virtual Server ที่จัดสรรไปมีการใช้งานจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้คำนึงว่าจะมี Service Lifecycle
  • การบริการ Cloud ขาด Service Catalog และไม่มีระบบการทำ Provisioning เพราะคิดว่า Cloud Service ก็คือการจัดหาระบบมาแทน Server แบบเดิมๆที่ไม่น่าจะมีบริการที่หลากหลาย
  • ผู้ใช้บริการ Cloud  ขอใช้ระบบเกินความจำเป็น อาทิเช่น ขอ Virtual Server ที่มีขนาดใหญ่สุด หน่วยความจำมากเกินความจำเป็น เพราะผู้ใช้คิดเสมือนว่าซื้อ Hardware แบบเดิมๆ
  • ผู้ใช้บริการ Cloud ไม่สามารถบริหารความต้องการการใช้งานได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพราะไม้เข้าใขการจัดการ User Demand

Screenshot 2015-07-26 20.25.45

แท้ที่จริงแล้วการบริหารจัดการ Cloud Computing คือการบริหารงานบริการที่ต้องใช้หลักการของ ITSM (Information Technology Service Management) และอาจใช้แนวทางอย่าง ITIL (Information Technology Infrastructure Library) มาช่วยในการจัดการ โดยเราอาจพิจารณาขั้นตอนต่างๆดังนี้

1) Service Strategy คือขั้นตอนในการวางแผนเพื่อที่จะใช้หรือให้บริการ Cloud Service ทั้งทางด้านนโยบาย ความต้องการ และ Governance ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Demand Management  คือการวางแผนเพื่อที่จะให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ไม่ได้ขอใช้บริการเกินความจำเป็นและสร้างปัญหาต่างๆในอนาคต
  • Service Portfolio Management คือการทำ Service Portfolio เพื่อจัด Cloud Serviceให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ
  • Financial Management คือการวางแผนบริหารจัดการการเงิน ทั้งงบประมาณที่จะต้อง รูปแบบของคิดค่าบริการต่างๆ

2)  Service Design คือขั้นตอนการทำ Capacity Management ซึ่งเป็นการออกแบบ Cloud Service ให้เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Service Catalog Management คือการจัดการข้อมูลของ Cloud Services ต่างๆที่มีให้บริการ ซึ่งโดยมากผู้ให้บริการมักจะมีหลากหลาย Service และราคาที่หลากหลาย อาทิเช่นบริการ Virtual Server, Storage หรือ Database
  • Service Level Management คือการบริหารและต่อรองข้อตกลงการให้บริการ (SLA: Service Level Agreement)
  • Supplier Management คือการบริหารจัดการ supplier ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ Cloud อาทิเช่น Supplier ด้าน  Software Licensing
  • Capacity Management คิอการบริหารความสามารถในการให้บริการเพื่อให้มั่นใจว่า จะมี Cloud Service ที่มีการให้บริการเพียงพอกับความต้องการ อาทิเช่นสามารถสร้าง Virtual Server ได้มากพอ หรือไม่มีจำนวน Server มากเกินความจำเป็น
  • Information Security Management คือการบริหารทางด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของการให้บริการ Cloud

3)  Service Opeartion คือขั้นตอนการทำการทำงานประจำวันของการให้บริการ Cloud Service ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Request Fulfillment คือขั้นตอนในการขอใช้บริการว่าจะจะต้องมีการบริหารจัดอย่างไร และจะเป็นรูปแบบ Self-service เพียงใด
  • Incident Management คือขั้นตอนบริหารจัดการเมื่อเกิด  incident ในการใช้บริการ Cloud
  • Access Management คือขั้นตอนการกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้บริการ สามารถที่จะใช้บริการใดบ้าง ตามนโยบายที่กำหนดไว้

4)  Service Transition คือขั้นตอนบริหารการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Change Management คือขั้นตอนที่ให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอนของ  Cloud Service สามารถที่จะควบคุมได้
  • Service Asset and Configuration Management คือการบริหารจัดการ Configuration และทรัพยากรที่อยู่ภายใต้ระบบ  Cloud ซึ่งเป็นการทำ CMDB (Configuration Management DataBase)
  • Knowledge Management คือกระบวนการที่จะรวบรวมองค์ความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวกับ Cloud Computing Services

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการ  Cloud Computing ไม่ใช่คือการวางแผนเพื่อจะจัดซื้อระบบ Hardware/Software มา แต่เป็นเรื่องของการบริหาร Service Lifecysle ที่ต้องวางแผนและบริหารจัดการในระยะยาว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การดูงาน Cloud Expo Asia 2014 ของหลักสูตร Cloud Computing for Senior Management

Screenshot 2014-10-27 18.27.31

ช่วงสัปดาห์นี้ ผมพาผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตร Cloud Computing for Senior Management ของ IMC Institute ไปร่วมงาน Cloud Expo Asia ที่สิงคโปร์ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม ปีนี้เป็นปีที่สองที่จัดงานนี้ โดยมีผู้ให้บริการ Cloud หลายรายจากทั่วโลก และเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Cloud หลายรายมาร่วมออกบูธและบรรยายในงาน อาทิเช่น Amazon Web Services,Dell,Intel, Rackspace, Huawei, HP, Cisco และ SoftLayer งานนี้น่าจะเป็นงาน Cloud Computing ที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย โดยงานนี้จัดคู่กับงาน Data Center Expo ทำให้เห็น Booth จำนวนมากและมีการบรรยายหัวข้อต่างๆนับร้อยหัวข้อ

481326_405025372978142_4019319897038293296_n

ภาพบรรยากาศในงานคนค่อนข้างมากพอสมควร นอกจากทีมคนไทยที่ทาง IMC Institute พามาแล้ว ยังพบคนไทยที่มาจากหลายบริษัทและสถาบันการศึกษาเข้าร่วมดูงาน งานนี้ผู้จัดร่วมหลักๆคือ IDA ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลดานไอทีของรัฐบาลสิงคโปร์ งานนี้ Booth ที่ค่อนข้างใหญ่จะเป็นของ AWS ที่มาแสดง IaaS และมีของ HP Helion ที่ แต่ก็พบผุ้ให้บริการจากของสิงคโปร์อย่าง StarHub ที่มาออกบูธแสดงบริการ IaaS และ SaaS และยังมีบูธของกลุ่มผู้ให้บริการ Data Center ของมาเลเซีย รวมถึงผู้ให้บริการ Big Data อย่าง MapR หรือ Qubola ที่เป็น Hadoop as a Service มาแสดง ในแง่ของบริษัทในไทยก็มีบริษัทอย่าง Computerlogy ที่มานำเสนอ TH3RE ที่เป็น Cloud Software ทำ Social Media Command Center ซึ่งเมื่อดูเทคโนโลยีจากบูธต่างๆที่นำมาแสดงจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี Cloud Computing เปลี่ยนไปเร็วมากจนเราตามแทบไม่ทัน

Screenshot 2014-10-30 19.27.42

การบรรยายในงานแบ่งเป็นห้อง Keynote 2 ห้อง และห้องอื่นๆอีกร่วม10 ห้อง โดยมี session ที่หลากหลายตั้งแต่ด้าน Cloud Security, Cloud Management, Big Data and Analytics การบรรยายแต่ละหัวข้อใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที มีหัวข้อที่น่าสนใจเต็มหมด แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปฟังได้ทั้งหมด ผมเลือกที่จะฟัง Keynote บางหัวข้อที่เป็น Big Data and Analytics ในงานนี้ ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผอ.สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) ก็มาบรรยายเป็น Keynote ในหัวข้อ Thailand G-Cloud: The story so far and the next step ก็หวังว่าทางผู้จัดคงมีการแชร์ presentation จากการบรรยายต่างๆมาให้เราได้ดูกัน

   10609479_405402539607092_3549559096381968890_n

ก่อนเริ่มงาน Cloud Expo Asia เราได้พาผู้เข้าร่วมอบรมไปเยี่ยมชมบริษัท Oracle ที่มาแนะนำเรื่อง Cloud ทำให้ทราบถึงโซลูชั่นที่เป็น private และ public cloud ของ Oracle ที่น่าสนใจคือ Virtualization Product ที่ชื่อ Oracle Virtualization Manager ที่ลดค่าใช้จ่ายเรื่อง license เมื่อต้องการใช้ Oracle Product ต่างๆ เช่น Database หรือ Web Server และเป็น VM ที่สามารถรันกับ OS ต่างๆทั้ง Windows, Linux และ Solaris โดย Oracle มีเครื่อง server ที่เป็น Appliance สามารถติดตั้งเป็น Private Cloud ที่ทำเป็น IaaS, PaaS และ SaaS ได้ หรือจะใช้ Public Cloud ที่มีคุณสมบัติเดียวกันจากเว็บไซต์ cloud.oracle.com 

544920_405402176273795_7586001560181715799_n

จากนั้นก็ไปดูงานต่อที่บริษัท Amazon Web Services การบรรยายของ AWS ทำให้มั่นใจในเรื่องระบบความปลอดภัยบริการ IaaS ของ AWS และที่น่าสนใจคือแม้แต่ทางทีมงานด้านการขายหรือการตลาดของ AWS ก็ไม่ทราบตำแหน่งที่ตั้งของ AWS Data Center ที่สิงคโปร์เพื่อความปลอดภัย และทีมงาน AWS ก็ไม่สามารถที่จะมาดึงข้อมูลต่างๆของผู้ใช้บริการได้ นอกจากนี้ AWS ยังมีบริการที่หลากหลายมากสมกับผู้ใหับริการ IaaS เบอร์หนึ่งของโลก และมีลูกค้าอยู่จำนวนมาก ซึ่งทางทีม AWS ก็แนะนำตัวอย่างลูกค้าใน ASEAN และในประเทศไทย หลายรายก็เป็นบริษัท Startup หรือหน่วยงานอย่างธนาคาร ที่ทำงานของ AWS น่าสนใจมากเพราะมีห้องที่ให้พนักงานพักผ่อนและมีเครื่องดื่มแม้กระทั่งเบียร์ให้ดื่มได้ฟรี

Screenshot 2014-10-30 19.52.12

ส่วนเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เรามาดูงานที่บริษัท Microsoft  โดยทางไมโครซอฟต์ได้จัด session แนะนำ Office 365 ซึ่งเป็น SaaS โดยนอกจากแนะนำคุณสมบัติต่างๆของ Office 365 แล้วก็ยังเน้นให้เห็นถึงเรื่องความปลอดภัยของการเก็บข้อมูลที่อยู่ใน OneDrive ที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่อง encryption จนผู้ที่มาจากด้านธนาคารบอกว่าโซลูชั่นนี้ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยได้ดี นอกจากนี้ได้ฟังบรรยายเรื่อง Microsoft Azure ที่เป็น Public Open Cloud Platform ที่สามารถทำงานกับทุกๆ Product ได้ตั้งแต่ Java, .NET หรือ Linux ซึ่งเป็นเหตุผลให้ Microsoft เปลี่ยนชื่อ Product จาก Windows Azure เป็น Microsoft Azure และพูดถึงประโยชน์การใช้ Dev Test Environment บน Azure ที่มีสำหรับ SAP, Oracle  หรือ Sharepoint และพูดถึงระบบความปลอดภัยของ Azure สุดท้ายทาง Microsoft ได้พามาชม Microsoft Technology Center ที่แสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Microsoft ที่น่าสนใจ

1376554_405402349607111_2727954607712893955_n

ตอนบ่ายวันที่ 30 ตุลาคม เราไปดูงานต่อที่บริษัท VMWare ซึ่งเป็นผุ้นำการตลาดด้านซอฟต์แวร์ Virtualization ที่มาพูดถึง Software Defined Data center (SDDC) โดยพยายามเน้นให้เห็นว่าสิ่งที่ธุรกิจต้องการต่อจาก Virtualization คือ Speed/Agility ซึ่งถ้าทีมไอทีไม่สามารถให้คำตอบเรื่องนี้ได้ทีมกลุ่มธุรกืจก็จะมองข้ามทีมไอทีไปหาโซลูชั่นเช่น Public Cloud  ทาง VMware แสดงโซลูชั่นสำหรับทำ Cloud Management Platform ทำให้เราสามารถสร้าง Private Cloud เพื่อตอบโจทย์ทีมกลุ่มธุรกิจในการทำ service provisioning ได้อย่างรวดเร็วการให้บริการ Infrstructure หรือ Application ตอบโจทย์ที่จะช่วยดูค่าใช้จ่ายในการใช้ไอที และช่วยตอบโจทย์ในการ operate ไอทีได้

สุดท้ายนี้คงต้องขอบคุณทุกท่านช่วยประสานงานและต้อนรับผู้เข้าอบรมในการดูงานครั้งนี้ ขอบคุณคุณเอกราช คงสว่างวงศา จาก Microsoft Thailand, คุณชลตะวัน สวัสดี จาก Amazon Web Services, ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ และ คุณเอกภาวิน สุขอนัตต์ จาก VMWare และคุณพีระพงษ์ คุณาศิริรัตน์ จาก Oracle Thailand

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Cloud Application ที่ SME ควรเลือกใช้

Screenshot 2014-10-27 18.27.31

แม้ในปัจจุบันคนไทยจะมีการใช้ไอทีกันมากขึ้น มีการใช้อินเตอร์เน็ตผ่าน Smartphone หรือ Tablet มากขึ้น มีการสนทนาสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่นอย่าง Line หรือ Facebook มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่พบก็คือส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อความบันเทิงและเรื่องส่วนตัว มากกว่าในงานหรือเพื่อทางธุรกิจ ถ้ามีการนำไอทีใหม่ๆเข้ามาใช้ในงานเพื่อทางธุรกิจโดยมากที่เห็นก็เป็นแค่การใช้ Group Chat ใน Line เพื่อสื่อสารและโต้ตอบในการทำงาน แต่การใช้ Collaboration Tools ในการทำงานอื่นๆยังถือว่าน้อยมาก และยิ่งเห็นช่องว่างมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบการใช้งานของคนต่างจังหวัดกับคนในกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีการใช้งานด้านไอทีมากกว่า

จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสู่ยุคของ Cloud Computing ทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำงาน เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายลดลง ข้อมูลหรือ Application ที่ขึ้นไปอยู่บน Cloud ช่วยทำให้เราสามารถทำงานจากที่ไหนหรืออุปกรณ์ใดๆก็ได้ และข้อสำคัญการใช้ Cloud Computing จะช่วยทำให้เราสามารถทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ (online collaboration) ได้ ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มหนึ่งที่จะใช้ประโยชน์จาก Cloud ได้มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ผมก็ได้ไปบรรยายการใช้ Cloud ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ในต่างจังหวัด แต่น่าเสียดายที่พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของ Cloud และมีการนำไอทีมาใช้เในเชิงธุรกิจน้อย บางรายก็กลัวกับค่าใช้จ่ายแพงๆ บางรายก็ไม่ทราบว่ามีแอปพลิเคชั่นบน Cloud ตัวใดบ้าง

Cloud Computing จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายการใช้ไอที และเหมาะกับ SME ที่อาจต้องการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานธุรกิจของตัวเองมากกว่าจะต้องมาวุ่นวายในการบริหารจัดการไอทีซึ่งอาจไม่ใช่ความถนัดขององค์กร หาก SME  เลือกApplication  ที่อยู้บน Cloud ที่เหมาะสมมาใช้งาน จะทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ เช่นการทราบข้อมูลลูกค้า การติดต่อออนไลน์ การลดเวลาการทำเอกสาร และโดยแท้จริงแล้วมี Cloud Application อยู่มากมายบางอันสามารถเริ่มต้นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บางอันให้เราทดลองใช้ก่อน และโปรแกรมเหล่านี้สามารถใช้งานได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องรออะไร เพราะ Cloud Application สามารถลงทะเบียนใช้งานและติดต่อซื้อได้ผ่านระบบออนไลน์ทันที วันนี้ผมเลยขอแนะนำ Cloud Application เด่นๆสำหรับ SME เพื่อให้ทดลองใช้งานดังนี้

1) Google Apps for Work

ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังใช้ Public E-mail อย่าง  Google, Yahoo หรือ WindowLive  (เช่น @gmail.com) ในการติดต่อธุรกิจ การใช้อีเมล์แบบนี้เป็นเรื่องทีดูไม่เหมาะสมเพราะเหมือนกับเป็นการใช้อีเมล์ส่วนตัว มากกว่าการใช้งานธุรกิจ โดยเฉพาะการติดต่อกับต่างประเทศจะดูว่าขาดควาน่าเชื่อถือ หากเราต้องการใช้อีเมล์ของ Google  เราสามารถที่จะใช้โปรแกรม Cloud Apps for Business ซึ่งทาง Google ให้บริการกับหน่วยงานธุรกิจ และทำให้เรามีอีเมล์ของบริษัทเราเอง อาทิเช่น thanachart@imcinstitute.com นอกจากนี้ก็ยังมีโปรแกรมอื่นๆที่ทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับพนักงานในบริษัทได้อาทิเช่น

  • Google Calendar  สำหรับการจัดตารางนัดหมายของตัวเองและทีมงาน
  • Google Drive สำหรับเก็บข้อมูลบน  Cloud เหมือน Dropbox ที่ทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลของเราจากเครื่องไหนก็ได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และสามารถแชร์ข้อมูลให้คนอื่นได้ ทำให้ลดการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านอีเมล์ และลดการใช้  ThumbDrive
  • Google Office Suite เป็นชุดโปรแกรมทำเอกสาร สเปรดชีต หรือสไลด์ ที่สามารถสร้างและแก้ไขเอกสารได้แบบออนไลน์และสามารถทำเอกสารร่วมกัน (collaboration) กับผู้อื่นได้แบบ Real time ทำให้การแก้ไขเอกสารเป็นไปได้ง่าย และสะดวกเมื่อต้องทำเอกสารร่วมกันจากที่ต่างๆกัน
  • Google Site สำหรับการทำ Web Site ของบริษัท

Screenshot 2014-10-25 17.23.45

Google กำหนดราคา Google App for Works  ไว้ที่ราคา $5 ต่อผู้ใช้ต่อเดือนกรณีที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ 30GB และราคา $10 ต่อผู้ใช้ต่อเดือนกรณีที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลไม่จำกัด เราสามารถเริ่มต้นทดลองใช้งานได้ฟรีได้ที่ Free Trial Google App for Works

2) Microsoft Office 365

จุดเด่นของ Google Apps  คือการมีระบบอีเมล์และการใช้ Cloud Storage  แต่ถ้าพูดถึงการใช่เครื่องมือออนไลน์ทำเอกสารอย่าง Google Docs หลายๆคนอาจไม่คุ้นเคยเพราะโดยมากธุรกิจในบ้านเราจะทำเอกสารโดยใช้ Microsoft Office ซึ่งหลังจากที่ Microsoft ปล่อยให้ Google เข้ามาทำเครื่องมือการทำเอกสารแบบร่วมกันอยู่หลายปี ทาง Microsoft ก็เลยต้องทำ Microsoft Office ให้เป็นเวอร์ขั่นบน Cloud ที่สามารถจะใช้โปรแกรม Microsoft Office ออนไลน์ สามารถเก็บข้อมูลบน Cloud และสามารถทำเอกสารร่วมกันได้อย่าง Google Docs โดยตั้งชื่อผลืตภัณฑ์ว่า Office 365

Screenshot 2014-10-25 17.43.30

Office 365 ก็จะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆคล้ายกับ Google Apps คือมีระบบอีเมล์ที่เราสามารถตั้งที่อยู่ตามธุรกิจของเรา (name@yourcompany.com) พร้อมเนื้อที่เก็บอีเมล์ 50 GB  มีระบบ Calendar มีระบบ Cloud Storage ที่ชื่อว่า OneDrive ให้จำนวน 1TB มีโปรแกรม Office Online ที่ให้เราสามารถทำงานร่วมกันได้ และมีโปรแกรม Lync สำหรับการประชุมออนไลน์และการประชุมทางวิดีโอแบบ HD

Screenshot 2014-10-25 17.38.13

Microsoft กำหนดราคา Office 365 สำหรับธุรกิจไว้สามแบบคือ

  • Business Essential ราคา $5 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรแกรม Office Online  และอีเมล์ พร้อมทั้ง OneDrive ขนาด  1TB
  • Business ราคา $8.25 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรแกรม Office Online และต้องการใช้ออฟไลน์ลงบนเครื่องพีซีที่เป็น Windows, Mac หรือ Tablet ที่ใช้ Windows จำนวนสูงสุด 5 เครื่อง แต่จะไม่มีระบบอีเมล์และโปรแกรม Lync
  • Business Premium ราคา $12.5 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรแกรมแบบ  Business  ที่รวมอีเมล์เข้าไปด้วย

ถ้าผู้ใช้เลือกโปรแกรมแบบ  Business ผมแนะนำให้ใช้ Google Docs ร่วมกัน แต่ถ้าเลือกโปรแกรม  Business Essential หรือ Business Premium  ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องหาระบบอีเมล์เพิ่มเติม

3) Dropbox

เชื่อว่าคนจำนวนมากเริ่มใช้ Dropbox ที่เป็น Cloud Storage แต่คนหลายๆคนที่ใช้ Dropbox ก็ยังไม่ได้นำมาใช้เพื่องานด้านธุรกิจเต็มที่ Dropbox ช่วยทำให้เราลดการใช้ Physical Storage อย่าง Harddisk  หรือ  Thumbdrive เราสามารถที่จะแชร์ไฟล์ต่างๆของเราจาก Dropbox ให้คนอื่นๆสามารถใช้ร่วมกันกับเราได้ และสามารถที่จะดูไฟล์เวอร์ชั่นย้อนหลังได้ นอกจากนี้ยังทำการสำรองข้อมูลให้เราอัตโนมัติทำให้เรามั่นใจว่าข้อมูลของเราไม่สูญหายแม้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจะเสียหาย นอกจากนี้ยังช่วยลดการส่งไฟล์ผ่านอีเมล์ได้ Screenshot 2014-10-26 06.32.17 ผู้ที่ใช้ฟรีเวอร์ชั่นส่วนใหญ่ของ Dropbox จะมีขนาดเริ่มต้นตั้งแต่  2GB และสามารถที่จะซื้อบริการเพิ่มขนาดเป็น 1 TB ในราคา $ 9.99 ต่อเดือน หรือเลือกใช้โปรแกรม Dropbox for Business ที่ราคา $ 15 ต่อเดือน สำหรับลูกค้าธุรกิจที่ต้องการพื้นที่ไม่จำกัด และสามารถเก็บข้อมูลเวอร์ชั่นเก่าหรือไฟล์ที่ถูกลบไม่จำกัด รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น หลายท่านอาจจะสงสัยว่าถ้ามี Google Drive ใน Google Apps หรือ One Drive ใน Office 365 แล้ว เราต้องมีโปรแกรม Dropbox อีกไหม ซึ่งถ้าต้องการเฉพาะ Cloud Storage ก็คงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการใช้คุณสมบัติเด่นอื่นๆเช่น การ Sync ไฟล์ การแชร์ไฟล์ การใช้โปรแกรมเฉพาะ การมีพื้นที่ไม่จำกัด โปรแกรม Dropbox จะทำได้ดีกว่า

4) Salesforce

การเก็บข้อมูลของลูกค้าเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสำคัญมาก การทราบข้อมูลของลูกค้า ข้อมูลการขาย , ข้อมูลการติดต่อกับลูกค้า จะช่วยทำให้ธุรกิจเราเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น โปรแกรมที่เกี่ยวกับการบริหารข้อมูลลูกค้าหรือที่เรียกว่า CRM ( Customer Relationship Management ) ในอดีตจะมีราคาแพงทำให้ธุรกิจต่างๆไม่สามารถจัดหามาใช้งานได้ แต่เมื่อมีเทคโนโลยี Cloud บริษัทอย่าง Salesforce ก็ได้จัดบริการ CRM บน Cloud  ทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าบน Cloud และโปรแกรมมีราคาถูกลงมาก โดยเราสามารถที่จะใช้โปรแกรมผ่่าน Web Browser จากเครื่องใดก็ได้ หรือจะใช่้  Mobile App ที่ชื่อ Salesforce1 ก็ได้ ทำให้ทำงานได้คล่องตัวจากที่ใดก็ได้ ในปัจจุบัน Salesforce มีผู้ใช้จำนวนมากกว่า 2 ล้านคนและมีรายรับประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐอมริกาเมื่อปี 2012  ซึ่งถือว่าเป็นบริษัททางด้าน SaaS Cloud ที่มีรายได้สูงสุด ทั้งนี้โปรแกรม CRM  ของ Salesforce.com จะมีโซลูชั่นอยู่หลายตัวทั้ง Sales Cloud, Service Cloud, Marketing Cloud, Data Cloud และ Collaboration Cloud (Chatter) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้โซลูชั่นต่างๆเหล่านี้ได้โดยมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน ในประเทศไทยก็มีหลายองค์กรที่ใช้ Salesforce รวมทั้ง ภาคการเงินการธนาคารอาทิเช่น  ธนาคารไทยพาณิชย์

Screenshot 2014-10-26 07.05.14 ทาง IMC Institute ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ใช้ Salesforce โดยได้ใช้ Force.com มาพัฒนาโปรแกรมระบบบริหารการฝึกอบรมที่เก็บข้อมูล CRM จำนวนหลายหมื่นเรคอร์ดโดยใช้เวลาในการพัฒนาเพียง 1 สัปดาห์ ทำให่้การทำงานของหน่วยงานมีความคล่องตัวมาก ทั้งนี้โปรแกรม  Salesforce.com มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ $25 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน และยังมีตลาดกลางที่ชื่อ  AppExchange  ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรม Business Application มากกว่า  1,700 Apps ที่มีโปรแกรมทั้งทางด้าน HR, Finance, Project Management และ ERP ให้เราสามารถเลือกซื้อใช้บริการเพิ่มเติมจากโปรแกรม  Sales Cloud  ได้

Screenshot 2014-10-26 07.06.35

5)  Skype

ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ Line เป็นโปรแกรมสำหรับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบมือถือ แต่เราปฎิเสธไม่ได้ว่า Line  เป็นที่นิยมใช้งานในไม่กี่ประเทศอาทิเช่น ญี่ปุ่น ไทย หรือ ไต้หวัน แต่ตลาด Instant Messaging ทั่วโลกยังเป็นของ Whatspp และถ้าต้องการโปรแกรมสนทนาแบบ  VoIP Skype ยังเป็นโปรแกรมที่นิยมมากที่สุดอยู่ ยิ่งถ้ามีลูกค้าหรือคู่ค้าในต่างประเทศการใช้โปรแกรม Skype ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก ทั้งนี้โปรแกรม Skype สามารถจะติดตั้งได้บนเครื่องพีซี มือถือ หรือ  Tablet และช่วยทำให้เราสนทนากับคู่สนทนาที่มี Skype ด้วยกัน หรือใช้ Skype โทรเข้าเบอร์โทรศัพท์ปกติได้

Screenshot 2014-10-26 07.16.30

ผมเองก็ใช้โปรแกรม Skype  เป็นประจำในการติดต่อกับต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งใช้ในการสนทนาร่วมชั่วโมง โดยการซื้่อ Skype Credit ไว้ และใช้เมื่อต้องการโทรศัพท์ไปต่างประเทศ หรือใช้เมื่อเดินทางไปต่างประเทศและต้องการโทรศัพท์ไปตามที่ต่างๆ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของการ Roaming ไปได้มาก

6) Evernote

โปรแกรม Evernote เป็นเสมือนสมุดโน๊ตที่อยู่บน Cloud ช่วยทำให้เราสามารถจดบันทึกต่างๆได้ และแชร์ให้กับคนอื่นๆได้ โปรแกรม Evernote จะมีทั้งเวอร์ชั่นที่อยู่บนเครื่องพีซี มือถือ หรือ Tablet ทำให้เราสามาถที่จะเข้าถึงเอกสารของเราจากเครื่องใดก็ดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้บันทึกภาพถ่าย เสียง หรือ Web Clip และเอดสารที่เราจดบันทึกจะเก็บไว้บน Cloud ตามหมวดหมู่ที่เราระบุ ทำให้สะดวกต่อการค้นหา การใช้ Evernote ช่วยให้เราลดความจำเป็นที่จะต้องใช้สมุดโน๊ต และลดการใช้กระดาษในองค์กร โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะสูญหาย

Screenshot 2014-10-27 18.11.17

เวอร์ชั่นฟรีของ Evernote ให้เราสามารถจดบันทึกข้อมูลใหม่ได้เดือนละ 60 MB และมีเนื้อที่การเก็บข้อมูลไม่จำกัดที่สามารถ sync ได้กลับทุกอุปกรณ์ ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการทำงาน แต่ถ้าเราเน้นการบันทึกเสียงหรือมีเอกสารจำนวนมากที่ต้องการบันทึก และต้องการสืบค้นข้อความภายในเอกสารที่บันทึกไว้ เราอาจต้องอัพเกรดมาใช้ Evernote Premium ที่สามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้เดือนละ 1 GB ในราคา 150 บาทต่อเดือน

7) Teamwork

การบริหารโครงการเป็นเรื่องยาก ยิ่งในปัจจุบันเราจะต้องเจอกับทีมงานที่หลากหลาย ทำงานคนละที่ บางกลุ่มอาจเป็น outsource บางครั้งก็ต้องการข้อมูลมาแชร์ร่วมกัน ต้องตามงาน ต้องกำหนดเวลานัดหมาย โปรแกรม Cloud Application ที่ชื่อว่า Teamwork ช่วยให้คำตอบเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการประสานงานโครงการผ่าน Cloud ทีมงานสามารถจะป้อนข้อมูลต่างๆ แชร์ไฟล์ กำหนด Milestone หรือ Task ต่างๆได้

Screenshot 2014-10-27 18.13.29

Teamwork เป็นโปรแกรมที่เล่นผ่าน Browser หรือ App บนมือถือและ Tablet สามารถใช้บริหารโครงการ (Project  Management) ทำให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิททธิภาพ สามารถจะดู Gantt Chart กำหนดระยะเวลาต่างๆของโครงการ กำหนด Task ให้ทีมงาน และทุกคนสามารถเข้ามาดูหรือแก้ไขงานต่างๆได้ ทั่งนี้ขึ้นอยู่กับสิทธิที่เจ้าของโครงการจะกำหนด Teamwork ในเวอร์ชั่นที่ให้เราใช้งานได้ฟรีจะสามารถใช้งานได้กับงานสองโครงการและมีพื้นที่เก็บข่อมูล 10 MB แต่ถ้าต้องการใช้งานมากกว่านี้เราสามารถที่จะเลือกใช้เวอร์ชั่น Personal  ในราคา $12  ต่อเดือนและจะใช้บริหารโครงการได้ 5 โครงการและมีพื้นที่เก็บข่อมูล 1 GB หรือเวอร์ชั่น Business1  ในราคา $24  ต่อเดือนและจะใช้บริหารโครงการได้ 15 โครงการและมีพื้นที่เก็บข่อมูล 5 GB

8) ERP

โปรแกรมที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งในการบริหารงานธุรกิจคือโปรแกรมด้าน ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ช่วยจัดการทรัพยากรของหน่วยงานได้ แต่โปรแกรม ERP จะมีราคาค่อนข้างสูง และมีโปรแกรมบน Cloud ไม่มากนักโดยเฉพาะสำหรับงานที่เหมาะกับธุรกิจไทย โปรแกรมของบริษัทหนึ่งที่อยากแนะนำคือโปรแกรมของบริษัท EFlowSys

Screenshot 2014-10-27 18.19.56

EFlowSys จะมีโซลูชั่นบน Cloud สำหรับธุรกิจที่หลากหลาย เช่นธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจแฟชั่น  ธุรกิจขายส่ง ธุรกิจขายปลีก ธุรกิจไอที รวมถึงโปรแกรมคลังสินค้าบน Cloud โดยข้อมูลจะเก็บอยู่บน Cloud และคิดค่าใช้จ่ายรายได้เริ่มต้นตั้งแต่ 3,875  บาทต่อเดือน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของ Cloud Application เด่นสำหรับธุรกิจ ที่ SME สามารถเริ่มใช้ได้ทันที เพื่อการแข่งขันในยุค Digital Economy

ธนชาติ นุ่มนนท์่

IMC Institute

สรุปผลสำรวจ “ความพร้อมด้าน Cloud Computing ของหน่วยงานในประเทศไทย”

cloudmgmt

ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนที่ผ่านมาทางทีมวิจัยของ IMC Institute ได้ทำโครงการวิจัยเชิงสำรวจในหัวข้อ การสำรวจความพร้อมด้าน Cloud Computing ของหน่วยงานในประเทศไทย หรือ Cloud Computing in Thailand Readiness Survey 2014 ขึ้น ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ (Benchmarking) ความพร้อมของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค ทั้งนี้การสำรวจจะทำการสำรวจทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เป็นขนาดใหญ่และขนาดกลาง ขนาดเล็ก และเพื่อเป็นแนวทางและข้อมูลในการเตรียมความพร้อมบุคลากรและองค์กรในประเทศไทยต่อไป

บทความนี้จึงขอนำผลการสำรวจบางส่วนมาเผยแพร่ สำหรับผู้ต้องการอ่านผลการสำรวจฉบับเต็มสามารถรอหาอ่านได้จากยนิตยสาร e-Leader  ฉบับเดือนพฤศจิกายน การสำรวจนี้ทีมวิจัยได้จำนวนตัวอย่าง 177 ราย โดยจำแนกตามขนาดองค์กรเป็น หน่วยงาน/บริษัทขนาดใหญ่ (Large Enterprises) ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน จำนวน 61 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของกลุ่มตัวอย่าง และองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีพนักงานน้อยกว่า 1,000 คน จำนวน 116 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66 ของกลุ่มตัวอย่าง

โดยมีผลการสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • การสำรวจข้อมูลการใช้ IT และแผนงานการใช้บริการด้าน Private Cloud
  • การสำรวจแผนงานและการใช้บริการด้าน Public Cloud
  • การสำรวจความพึงพอใจในภาพรวม เหตุผลและปัญหาอุปสรรคในการใช้บริการ Cloud Computing

โดยสามารถแจกแจงรายละเอียดผลการสำรวจได้ดังต่อไปนี้

ผลการสำรวจแผนงานด้าน Private Cloud ของหน่วยงานในประเทศไทย

จากการสำรวจเกี่ยวกับแผนด้านการใช้งาน Private Cloud ในภาพรวมจากกลุ่มตัวอย่าง 167 ราย ที่ตอบว่ามี Servers ใช้งานในองค์กรนั้น พบว่าจำนวน 47 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 28 มีการใช้งาน Private Cloud อยู่แล้วในปัจจุบัน จำนวน 48 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 29 มีแผนการใช้ติดตั้งในอนาคต แต่ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 43 หรือ 72 ราย ยังไม่มีแผนงานด้าน Private Cloud แต่อย่างใด

Screenshot 2014-10-08 07.51.16

รูปที่ 1 แผนงานด้าน Private Cloud

ผลการสำรวจแผนงานด้าน Public Cloud ของหน่วยงานในประเทศไทย

ในปัจจุบันการใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทย เริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบการบริการ Infrastructure as a Services (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ให้บริการ (Service Providers) ในประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนรูปแบบการบริการ Platform as a Service (PaaS) ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ให้บริการภายในประเทศ

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีหน่วยงานกว่า 81 หน่วยงาน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.76 มีแผนงานใช้บริการ Public Cloud โดยสามารถจำแนกรายละเอียดความต้องการใช้งานตามรูปแบบการให้บริการ Cloud Computing หรือ Cloud Service Models โดยสามารถสรุปผลสำรวจเกี่ยวกับความต้องการของหน่วยงานที่มีแผนการใช้บริการ Public Cloud ดังนี้

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ IaaS มากเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.67

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ SaaS มากเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.49

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ PaaS น้อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 39.51

Screenshot 2014-10-08 07.54.08

รูปที่ 2 แผนงานด้าน Public Cloud

เมื่อสอบถามถึงประเภทของ Software ที่ต้องการใช้บริการ SaaS Public Cloud ทีมงานวิจัยพบว่า 5 อันดับแรกของ SaaS applications ที่หน่วยงานกลุ่มตัวอย่างต้องการใช้ มีดังนี้ โดยมีรายละเอียดแสดงในรูปที่ 3

อันดับที่ 1 ระบบ E-mail มีความต้องการใช้ร้อยละ 63.39

อันดับที่ 2 Desktop/Office อาทิเช่น Office 365 มีความต้องการใช้ร้อยละ 56.06

อันดับที่ 3 Storage อาทิเช่น Dropbox มีความต้องการใช้ร้อยละ 46.94

อันดับที่ 4 CRM มีความต้องการใช้ร้อยละ 30.61

อันดับที่ 5 ERP มีความต้องการใช้ร้อยละ 24.49

Screenshot 2014-10-08 07.56.49

รูปที่ 3 ประเภท Software ที่ต้องการใช้บริการ SaaS Public Cloud

ภาพรวมความพึงพอใจ เหตุผลการเลือกใช้ และปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทย

เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดถึงระดับความพึงพอใจในการใช้บริการ Cloud Computing ในภาพรวม โดยมีระดับความพึงพอใจตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 (1 ไม่พึงพอใจที่สุด ถึง 5 พึงพอใจมากที่สุด) พบว่าระดับความพึงพอใจเฉลี่ยในการให้บริการ Cloud Computing ของหน่วยงานใประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.72 ซึ่งถือว่าหน่วยงานส่วนใหญ่มีความพึงพอในต่อการใช้บริการ

โดยเมื่อสำรวจถึงปัจจัยในการเลือกใช้บริการ Public Cloud ของหน่วยงานต่างๆ พบว่า เหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการ Cloud Computing ที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คือ พิจารณาจากข้อมูลด้านเทคนิคของผู้ให้บริการ อาทิเช่น ข้อมูล Data Center และ Bandwidth เป็นต้น ทั้งนี้ราคา รวมถึงรูปแบบราคาที่ยึดหยุ่นสอดคล้องกับขนาดธุรกิจ และ การพิจารณาจาก SLA ของผู้ให้บริการ ถือเป็นเหตุผลสำคัญอันดับที่สองในสัดส่วนที่เท่ากันในการพิจารณาเลือกใช้บริการ Cloud Computing โดยปัจจัยเลือกใช้อันดับที่ 3 คือ พิจารณาจากชื่อเสียงของผู้ให้บริการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ในส่วนของการพิจารณาเลือกใช้บริการ Cloud Computing จากการมีตัวแทนของผู้ให้บริการในประเทศไทย และจากคำแนะนำของที่ปรึกษาหรือแหล่งอ้างอิงอื่น ถือว่ามีความสำคัญแต่อยู่ในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก

Screenshot 2014-10-08 07.59.07

รูปที่ 4 เหตุผลของหน่วยงานในการเลือกใช้บริการ Public Cloud

แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานหรือใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทยยังคงต้องก้าวข้ามอุปสรรคที่เผชิญอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งจากผลการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในประเด็นที่เกี่ยวกับอุปสรรคในการใช้ Cloud Computing พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 70.62 เห็นว่าการใช้งาน Cloud Computing ยังมีความเสี่ยงด้านระบบความปลอดภัยต่างๆ อาทิเช่นเรื่องข้อมูล ร้อยละ 49.15 เห็นว่าการขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้าน Cloud Computing ที่ดีพอ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยร้อยละ 45.20 เห็นว่ากฎระเบียบของหน่วยงานและภาครัฐยังไม่เอื้อต่อการใช้งาน Cloud Computing ร้อยละ 33.90 เห็นว่ายังขาดความตระหนักและยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน ร้อยละ 31.64 ยังไม่มีงบประมาณในด้านดังกล่าว อีกทั้งร้อยละ 23.10 เห็นว่าการใช้งาน Cloud ในประเทศไทยยังขาดมาตรฐานอีกหลายๆด้าน และอีกร้อยละ 19.77 พบว่ายังไม่มีผู้ให้บริการที่สามารถให้บริการสอดคล้องกับความต้องการ

Screenshot 2014-10-08 08.01.47

รูปที่ 5 อุปสรรคของการใช้ Cloud Computing

นั้นคือบทสรุปคร่าวๆของผลสำรวจครั้งนี้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อมาได้ที่ contact@imcinstitute.com

ความจำเป็นของการมีผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศ และงาน Cloud Expo Asia 2014

cloudmgmt

เมื่อพูดถึง Cloud Service Provider คนก็จะนึกถึงผู้ให้บริการในต่างประเทศเจ้าใหญ่ๆอย่าง Amazon Web Services, Microsoft Azure, Google หรือ Dropbox แต่เราก็มักจะได้ยินคำถามบ่อยๆว่าแล้วผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศเราละเมื่อไรจะมี บ้างก็ถามหาบริการเฉพาะด้านในประเทศบ้างเช่น Storage as a Service, Big Data as a Service หรือ Platform as a Service

จากคำถามดังกล่าวทำให้น่าสนใจที่จะหาคำตอบว่า แล้วเราจะต้องมีผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศหรือไม่ เราลองมาพิจารณาดูตัวอย่างผู้ให้บริการ Cloud หลักๆในต่างประเทศก่อนว่ามีบริการและราคาเป็นอย่างไรบ้าง

  • Amazon Web Services (AWS) แน่นอนเมื่อพูดถึง AWS เราจะนึกถึงภาพของผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่ที่สุด มีจำนวน Servers ถึง 4-5 แสนเครื่อง มีบริการที่หลากหลายตั้งแต่ Server, Storage, Database หรือแม้กระทั่ง Big Data อย่าง Hadoop จากจำนวน Server ที่มีอยู่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานในจำนวนที่ไม่จำกัดและราคาค่อนข้างคุ้มค่า นอกจากนี้ก็ยังมีลูกค้าจำนวนมาก บางรายก็ใช้ Infrastructure ของ  AWS เพื่อสร้างบริการ Cloud Services อื่นอย่างเช่น Dropbox  ใช้บริการ  S3 ของ  AWS  โมเดลธุรกิจของ AWS  เริ่มตั้งแต่ให้บริการฟรีแบบ Trial  เป็นเวลาหนึ่งปี ไปจนถึงการเช่า VM ทั้งที่เป็น public หรือ private จำนวนมาก
  • Digital Ocean เป็น Cloud Provider  ที่อยู่ใน New York ที่ให้บริการ IaaS ในราคาที่ถูกซึ่งเราสามารถที่จะจ่ายค่า  Server  ขนาด  2Core, 2GB Memory และ 3GB SSD Disk ด้วยราคาเพียง $20 ต่อเดือน ซึ่งในปัจจุบัน Digital Ocean มี Data Center  หลายๆแห่งทั่วโลกทั้งใน  Amsterdam, London หรือใน Singapore และเป็นบริษัทที่ให้บริการ IaaS ที่โตที่สุดในโลกรายหนึ่ง ล่าสุดทาง Netcraft  ระบุว่าจำนวนผู้ใช้  Web Facing Server ของ  Digital Ocean มีจำนวนสูงถึงอันดับ  5  ในโลกแซงหน้าบริษัทอย่าง Rackspace  ไปแล้ว
  • Dropbox  ถ้าเรานึกถึงผู้ให้บริการ  Storage as a Service  เราจะนึกถึงผู้ให้บริการอย่าง  Dropbox  ซึ่งมีโมเดลการให้บริการแบบฟรีสำหรับผู้ใช่้  2-5 GB และก็เพิ่มค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการพื้นที่มากขึ้น แม้ Dropbox จะไม่มี  Infrastructure ของตัวเอง แต่ด้วยโมเดลธุรกิจและซอฟต์แวร์ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกในหลากหลาย Platform ก็ทำให้ Dropbox  สามารถสู้กับคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง  Google Drive หรือ OneDrive  ของ Microsoft  ได้ ล่าสุดด้วยจำนวนผู้ใช้จำนวนมากและการมีคู่แข่งที่มากขึ้นทำให้ Dropbox  สามารถตัดราคามาเหลือเพียง  $100 ต่อปีสำหรับ เนื้อที่ถึง  1TB
  • Azure, SalesForce, Google, OpenShift ยังมีผู้ให้บริการ Cloud ในต่างประเทศอีกจำนวนมากที่ให้บริการ Cloud ที่หลากหลายในราคาถูก อาทิเช่น  Azure  ที่มีบริการทั้ง  PaaS  อย่าง  SQL as a Service, IaaS หรือบริการเฉพาะด้านอย่าง  Big Data as a Service หรือผู้ให้บริการอย่าง SalesForce.com ที่ให้บริการ SaaS อย่าง Sales CRM หรือ PaaS อย่าง Force.com

จากที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดเราจะเห็นว่าผู้ให้บริการ Cloud  ในต่างประเทศอาจมีจุดแข็งต่างๆดังนี้

  • มี Infrastructure ขนาดใหญ่และมี Data Center หลายๆแห่งทำให้มีระบบที่เสถียร
  • มีจำนวนลูกค้าจำนวนมาก ทำให้มี Economy of Scale สามารถให้บริการได้ถูกกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ
  • มีบริการที่หลากหลาย มีระบบ APIs ที่ดีทำให้ลูกค้าสามารถต่อยอดการใช้งานโดยง่าย
  • มีประสบการณ์ในการทำงาน และมีทีมวิศวกรและนักพัฒนาจำนวนมากที่มีความสามารถ

แต่ปัญหาที่เรามักจะเจอกับการใช้บริการของผู้ให้บริการ Cloud ต่างประเทศก็คือ

  • การขาดตัวแทนในประเทศทำให้การสนับสนุนเชิงเทคนิคบางด้านไม่สามารถทำได้ตามความต้องการของลูกค้าได้
  • ขาดความยืดหยุ่น ยากที่จะการ  Customize  ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
  • การจ่ายค่าบริการบางรายต้องชำระโดยตรงไปยังต่างประเทศ ทำให้ลูกค้าในบ้านเราไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีได้
  • ผู้ให้บริการต่างประเทศจะให้ความสนใจกับลูกค้าไทยน่้อยเนื่องจากจำนวนการใช้เราไม่มากพอ

เมื่อเจอปัญหาต่างๆเหล่านี้ โดยเฉพาะหน่วยงานใหญ่ๆและภาคราชการที่จะพบว่าการใช้บริการ  Cloud Computing ของต่างประเทศจะมีอุปสรรคที่อาจขัดต่อกฎระเบียบในการทำงาน จึงเริ่มมีการถามหาผู้ให้บริการในประเทศที่อาจสนับสนุนลูกค้าได้ดีกว่า แต่ปัญหาของการเป็นผู้ให้บริการในประเทศจะเจออุปสรรคต่างๆบางประการดังนี้

  • Economy of Scale  มีไม่เพียงพอ ถ้าผู้ให้บริการ Cloud  จะมุ่งให้บริการเพียงในประเทศจำนวนลูกค้าจะมีไม่มากพอ จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันเรื่องราคากับต่างประเทศได้ ดังนั้นถ้าจะเปิดบริการในประเทศคงต้องเน้นในตลาดที่กว้างขึ้นอย่างตลาด  ASEAN หรือมุ่งไปทั่วโลก เพราะ Cloud ไม่เน้นเรื่องตำแหน่งที่ตั้งอยู่แล้ว แต่ข้อสำคัญคือการจะเป็น Cloud Provider  ที่จะไปแข่งต่างประเทศได้คงต้องเน้นตลาดเฉพาะทาง ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ IaaS หรือ PaaS แบบพื้นฐาน แต่อาจต้องมีจุดเด่นเฉพาะที่ต้องให้บริการต่างกับรายอื่นๆ ที่เราสามารถตั้งราคาที่สูงได้
  • Infrastructure ที่ยังไม่พร้อม ประเทศเรายังเป็นผู้นำเข้า Server  และจำนวนที่นำเข้าในแต่ละ Data Center จะมีไม่มากนัก ดังนั้นการทำ IaaS ในบ้านเราก็คือการนำเข้า  Server ที่ราคาย่อมสูงกว่าผู้ให้บริการรายใหญ่ๆอย่าง AWS  ที่เขาซื้อและผลิต  Server  มาเป็นแสนๆตัว ต้นทุนของเขาก็ย่อมถูกกว่า อีกอย่างโครงสร้างพื้นฐานในบ้านเรายังไม่พร้อมที่ทำ Data Center ขนาดใหญ่ และถ้าจะทำต้นทุนเราจะสูงกว่ามาก ดังนั้นการทำ IaaS ในบ้านเราก็คือการซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อมาขายต่อที่ไม่สามารถทำราคาได้ถูกกว่าเขา แม้เราอาจได้  Knowhow เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าต้องการทำจริงจังในระยะยาวคงต้องมีการทำ R&D ด้่่่านนี้ที่มากกว่านี้มาก
  • ขาดบุคลากร  การจะเป็นผู้ให้บริการ  Cloud  ที่จะแข่งกับต่างประเทศได้ เราต้องมีบุคลากรที่มีความเชียวชาญเฉพาะ เช่นถ้าเราคิดว่าจะเป็นผู้ให้บริการ  Big Data as a Service  เราต้องมีบุคลากรทางนี้ โดยเราอาจไม่จำเป็นต้องที  Infrastructure ในการให่้บริการ Big Data  เอง เราสามารถที่จะไปพึ่ง IaaS  ของต่างประเทศอย่าง AWS หรือ Google แต่สิ่งสำคัญคือบุคลากรที่มีความเก่งและมีจุดเด่นที่ทำให้เราแข่งขันได้ แล้วเราก็จะสร้างบริการ  Cloud เฉพาะด้านแข่งกับต่างประเทศได้
  • Bandwidth เชื่อมต่อต่างประเทศต่ำ อย่างที่บอกตอนต้นถ้าเราคิดจะเป็นผู้ให้บริการ  Cloud  เราต้องมุ่งตลาดในต่างประเทศ เราถึงจะได้ Economy of Scale แต่อุปสรรคสำคัญคือ Bandwidth  เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศเรายังไม่ดีพอ ดังนั้นการที่จะเป็นผู้ให้บริการที่ต้องใช้ Infrastructure ที่ตั้งอยู่ในประเทศอาจเป็นเรื่องยาก
  • ขาดการทราบความต้องการของผู้ใช้ที่ชัดเจน ผู้ให้บริการ Cloud ทีต้องสร้าง Infrastructure ต้องทำหน้าที่เหมือนผู้ผลิตไฟฟ้า ต้องพยากรณ์ความต้องการของผู้ใช้ในระยะเวลา 2-3  ปีข้างหน้าได้อย่างชัดเจน จะได้ลงทุนด้าน Server  และ Infrastructure  ได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ แต่ปัจจุบันเราขาดข้อมูลทางด้านนี้ และยากที่จะคาดการณ์ของต้องการของผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรมีผู้ให้บริการ  Cloud Computing ในประเทศ แม้เราจะสู้เรื่องราคา โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรไม่ได้ แต่เรายังมีความจำเป็นที่จะต้่องมีผู้ให้บริการ  IaaS หรือ PaaS ในประเทศด้วยเหตุผลต่างๆดังนี้

  • ความปลอดภัยและความมั่นคง หน่วยงานหลายๆแห่งอาจไม่เหมาะที่ไปใช้บริการของต่างประเทศ เพราะการนำข้อมูลบางอย่างไปไว้ในต่างประเทศอาจขัดกฎระเบียบและมีความเสี่ยงต่อความมั่นคง
  • การให้บริการกับหน่วยงานเฉพาะ เช่นภาคราชการ
  • การให้สนับสนุนทางด้านเทคนิคและการให้บริการลูกค้าที่ดีกว่า
  • การพัฒนาบุคลากรและการสร้างการเรียนรู้ทางด้าน Cloud Computing โดยเฉพาะในด้าน R&D  ระยะยาว
  • การให้บริการที่มีความยืดหยุ่นต้องการ  Customize  ให้กับลูกค้า
  • Bandwidth ที่รวดเร็วกว่าถ้า Infrastructure  อยู่ในประเทศ

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมด ยังไม่ได้เน้นเรื่องของ SaaS การเป็นผู้ให้บริการ SaaS  เราสามารถแข่งขันได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะความเป็น  Localization หรือซอฟต์แวร์ที่เราสามารถเปิดให้บริการทั่วโลกได้ ในปัจจุบันบริษัทซอฟต์แวร์ไทยหลายๆรายก็เปิดให้บริการ  SaaS  โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Infrastructure ที่อยู่ในประเทศ

Cloud Expo Asia 2014

cloudexpo

สุดท้ายนี้ผมขอพูดถึงงาน  Cloud Expo Asia  ซักหน่อยหนึ่งเพราะปีที่แล้วผมไปงานนี้ และพบว่าเป็นงาน Cloud computing  ที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นงาน Cloud ที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ที่เราจะได้พบกับผู้ให้บริการ Cloud จากทั่วโลกทั้งที่เป็น IaaS, PaaS, SaaS รวมถึงผู้ผลิต  Cloud Infrastructure และยังมีหัวข้อในการบรรยายที่น่าสนใจในหลายๆด้าน ทั้งเรื่องของ Infrastructure, Virtualization, Security, PaaS, Cloud Management หรือ Big Data  โดยสามารถที่จะดูโปรแกรมการสัมมนาได้ที่

งาน Cloud Expo Asia ปีนี้จัดขึ้นคู่กับงาน Data Center World  ในวันที่  29-30 ตุลาคมที่  Suntec Exhibition Centre ประเทศ Singapore  ทาง IMC Institute ได้จัดอบรมหลักสูตร Cloud Computing  for Senior Management ในวันที่ 14-16  ตุลาคม และมีการพาไปดูงาน Cloud Expo Asia  ในวันที่ 28-30 ตุลาคม โดยนอกจากไปงานนี้แล้วยังพาไปเยี่ยมชมบริษัททางด้าน  Cloud Computing อย่าง  Amazon Web Services, Oracle, Microsoft และ VMWare  ในกรณีที่มีผู้สนใจต้องการไปดูงานอย่างเดียวก็สามารถทำได้ สำหรับรายละเอียดโปรแกรมหลักสูตรนี้ สามารถดูได้ที่

สำหรับโปรแกรมการดูงานโดยละเอียดมีดังนี้

28  ตุลาคม:

  • 8.00  น. เดินทางไป Singapore สายการบิน  Thai Airways เที่ยวบิน  TG403 (08:00-11:15)
  • 12.30  น. Check-in ที่โรงแรม Ibis Singapore On Bencoolen หรือเทียบเท่า และรับประทานอาหารเที่ยง
  • 14.00 น. เยี่ยมชมบริษัท Amazon Web Services
  • 16.30 น. เยี่ยมชม Oracle Solution Center เพื่อดูเรื่อง Private Cloud/Virtualization
  • 18.00 น. รับประทานอาหารเย็นบริเวณ  Suntec City Mall

29 ตุลาคม:

  • 9.00 – 16.00 น. เข้าชมงานและฟังสัมมนางาน Cloud Asia Expo 2014 ที่ SunTec Exhibition Center
  • 18.00 น. รับประทานอาหารเย็น ถนน Orchard

30 ตุลาคม:

  • 9.00 น. เยี่ยมชม Microsoft Technology Center
  • 13.00 น. ดูงานกับบริษัท VMWare  หรือ บริษัทด้าน Cloud  อื่นๆ
  • 18:15  น.  เดินทางกลับ  สายการบิน  Thai Airways เที่ยวบิน   TG408  (18:15-19:35)

ปัจจัยในการเลือกใช้ Cloud Computing สำหรับองค์กร

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

กระแสชของ Cloud Computing ในบ้านเราแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกคนพูดถึง  Cloud  พอถามว่าใครใช้ Cloud  บ้าง? ทุกคนจะบอกเสียงเดียวกว่าองค์กรตัวเองก็ติดตั้งระบบ Cloud  แล้ว แต่ที่ผมแปลกใจคือเวลาผมบรรยายตามที่ต่างๆให้กับคนไอทีที่เป็นผู้ดูแลระบบไอทีในองค์กร เมื่อเวลาถามว่าใครเคยใช้เคยเล่น  Public IaaS อย่าง  Amazon Web Services แล้วกลับพบว่าแทบจะมีจำนวนน้อยมากหรือเกือบไม่มีเลย จำนวนมากไม่เคยเห็นหน้าจอ Admin Console ของระบบ Amazon ไม่ทราบว่ามีบริการ IaaS อะไรอยู่ จึงอาจสรุปสั้นๆว่าโดยแท้จริงหน่วยงานส่วนใหญ่ในบ้านเรายังไม่เป็น  Cloud  เพราะแม้แต่ผู้ดูแลระบบยังไม่เข้าใจความหมาย Cloud  ที่แท้จริง ผู้ใช้จะมาใช้  Cloud ได้อย่างไร

ซึ่งเวลาองค์กรในบ้านเราเวลาพูดถึง Cloud จริงๆแล้วเรากำลังพูดถึง  Virtualization มากกว่า  Cloud Computing  เพราะระบบที่ทำอยู้ไม้ได้มีคุณสมบัติของ  Cloud ที่สำคัญ 5 อย่างคือ

  • On demand self service
  • Broad network access
  • Resource pooling
  • Rapid elasticity
  • Measured Service

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากกล่าวถึง วันก่อนผมมีโอกาสได้ให้คำปรึกษากับหน่วยงานไอทีภาคเอกชนรายหนึ่ง ที่จะจัดหาซื้อเครื่อง Server  ราคาเป็นแสนแล้วต้องไปเช่า Data Center  เพื่อทำ  Co-Location เดือนละหลายพัน เพื่อทำระบบอีเมล์และ  Application  เล็กๆน้อย พอถามว่าทำไมไม่ใช้ Cloud  พร้อมทั้งแสดงหน้าจอราคาของ Cloud Provider  ต่างประเทศอย่าง  www.digitalocean.com หรือของในประเทศอย่าง True IDC ซึ่งดูเรื่องราคาจะคุ้มค่ากว่า คำตอบที่ผมได้รับกลับเป็นในเรื่องการอ้างความปลอดภัยบ้าง การจะขยาย Server  อนาคตบ้าง และพยายามนึกถึงข้อจำกัดต่างๆซึ่งบางครั้งขาดหลักการของ  Cloud จึงทำให้ผมเห็นชัดเจนว่า วัฒนธรรมผู้ดูแลระบบไอทีบ้านเรายังยึดติดกับความเป็นเจ้าของ อยากเห็นตัวเครื่อง และยังขาดความเข้าใจเรื่อง  Cloud ที่ถูกต้อง

digitalocean

รูปที่ 1 ราคาการใช้บริการ  Cloud ของ DigitalOcean

trueidc

รูปที่  2 True IDC  หนึ่งในผู้ให้บริการ IaaS Public Cloud  ในประเทศ

ระบบใดควรขึ้น Cloud Computing

คำถามแรกที่คนมักจะถามคือผมควรใช้ Public Cloud ดีไหม  Cloud มีความปลอดภัยไหม

ในแง่ของระบบความปลอดภัย ผมว่าก่อนที่เราจะถามว่า Cloud ปลอดภัยแค่ไหน เราจะต้องแยกแยะชั้นความลับข้อมูลและระบบเราก่อน กล่าวคือทำ Classification  ผมเชื่อว่าข้อมูลบางอย่างของเราเป็นความลับแต่บางอย่างก็ไม่เป็นความลับ ดังนั้นบางอย่างเราสามารถนำไปเก็บที่สาธารณะได้บางอย่างอาจต้องเก็บไว้ในองค์กร ผมอยากคิดเสมือนว่าถ้าเรามีตู้เซฟไว้ในบ้าน เราคงไม่เอาของทุกอย่างในบ้านเป็นเก็บไว้ในตู้เซฟและบางอย่างเราสามารถเอามาวางไว้นอกตัวบ้านด้วยซ้ำโดยไม่ต้องกังวลว่าจะสูญหายมากนัก

องค์กรต้องดูก่อนว่าองค์กรของตัวเองเป็นรูปแบบใด ถ้าองค์กรเป็น SME การใช้  Cloud  อาจมีความเหมาะสมข้อมูลส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นความลับ และ  Cloud Provider  รายใหญ่ๆก็มักจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดี การใช้บริการ  Public Cloud  เผลอๆการรักษาความลับข้อมูลในองค์กรอาจปลอดภัยกว่าการให้พนักงานในองค์กรมาจัดการเสียอีก เพราะโดยมากการรั่วไหลของข้อมูลมักจะมาจากองค์กรภายใน

องค์กรใหญ่ๆก็สามารถนำระบบบางระบบที่ต้องออกอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว และไม่มีความลับมากขึ้น Public Cloud ได้เช่น  ระบบอีเมล์ที่มีหลายองค์กรหันไปใช้อีเมล์ของ  Google Apps  หรือ  Office 365 ซึ่งในปัจจุบันทราบว่ามีธนาคารหลายแห่ง รวมทั้งสถาบันการศึกษามาใช้กัน นอกจากนี้อาจรวมถึงระบบอื่นๆที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อกฎระเบียบหรือมาตรฐานขององค์กรเช่นระบบ  Salesforce   ที่ทางธนาคารในประเทศไทยบางแห้งนำเข้ามาใช้ แต่อย่างไรก็ตามองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความมั่นคง บางครั้งการใช้่ Public Cloud อาจไม่เหมาะสมนัก เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคง หรือด้านสาธารณสุข ด้านภาษี

สำหรับการใช้ Server  ที่เป็น Public Cloud  ถ้าองค์กรห่วงเรื่องความปลอดภัย เราก็สามารถที่จะเลือกใช้ผู้ให้บริการที่สามารถทำ  Virtual Private Cloud ที่จะแยกระบบของเรา ออกจากบริการของ  Public Cloud ทั่วไปทำให้สามารถใช้บริการใน  Virtual Network  ที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ตัวอย่างของการให้บริการแบบนี้คือ Amazon Virtual Private Cloud  ของ  AWS และมีตัวอย่างของผู้ให้บริการในประเทศอย่าง WhiteSpace-Cloud

whitespace

รูปที่ 3 WhiteSpace  ผู้ให้บริการ Virtual Private Cloud ในประเทศไทย

การใช้ Server  ที่เป็น Public IaaS Cloud จะมีประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาระบบ Application ใหม่ หรือย้ายระบบ Application เดิมที่อยู่ใน Server Hosting  ในองค์กรไปสู่ Public Cloud เพื่อลดค่าใช้จ่ายการที่จะต้องบำรุงรักษาและดูแล Data Center  ในองค์กรของตัวเอง ซึ่ง Application  ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบ เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดยมากมักจะย้ายขึ้นมาบน Public Cloud ได้ แต่ก็มีบางระบบเช่น Legacy Application หรือ Mission Critical Application  ที่ไม่ควรรันหรือย้ายไปบน  Public Cloud เพราะอาจไม่สามารถย้ายได้ด้วยปัญหาทางเทคนิคและมีความเสี่ยง

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในการใช้ Public Cloud คือการใช้เป็นระบบสำรองหรือ DR Site  ซึ่งทำให้เราลดรายจ่ายในการที่จะต้องจัดหา Backup Server นอกจากนี้ระบบ  Software  หลายๆอย่างสามารถที่จะใช้  public SaaS  ได้อาทิเช่น ระบบ  Desktop Software, ระบบ  CRM, ระบบ  Workflow  หรือระบบ HR  ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนา Application ไปด้วย

ระบบ Cloud Computing เสถียรพอหรือไม่

ประเด็นต่อมาที่มักจะได้ยินบ่อยคือกลัวระบบ Cloud Computing  จะล่ม เพราะแม้แต่ผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง  Amazon Web Services  ก็เคยล่ม

ผมคิดว่าประเด็นนี้เกิดจากเรามั่นใจในผู้ดูแลระบบของเรามากเกินไปว่าเก่งกว่าคนของผู้ให้บริการ  Cloud  ทั้งๆที่ผู้ให้บริการ  Cloud โดยมากจะมีผู้ดูแลระบบที่ดี มี Server อยู่เป็นจำนวนมากอาทิเช่น Amazon มี Server หลายแสนตัว จะมีระบบ  DR Site และผ่านมาตรฐานต่างๆที่ดี ผู้ดูแลระบบมักจะมีความเชี่ยวชาญด้าน Data Center โดยตรงดีกว่าองค์กรขนาดเล็ก

การที่เรามี Server เองก็เสมือนเราซื้อรถมาใช้เอง ต้องดูแลเอง บำรุงรักษาเอง ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่การใช้บริการ Cloud  เปรียบเสมือนบริการเช่าหรือใช้รถสาธารณะซึ่งก็มีบริการหลายแบบ ตั้งแต่รถสองแถว รถเมล์ รถไฟฟ้า รถ Limousine ก็ขึ้นอยู่กับบริการที่เราเลือก ถ้าเราเรียกบริการทีดีก็อาจมีราคาสูงขึ้น แต่มีความปลอดภัย และมีความเสถียรขึ้น การที่  Cloud Server ใหญ่ๆอย่าง Amazon ล่ม ก็ย่อมเป็นข่าวใหญ่ เพราะเปรียบเสมือนเครื่องบินตกที่นานๆจะเกิดขึ้นที แต่ Server ในองค์กรทั่วๆไปบ่อยครั้งที่ล่ม และอาจมากกว่าของ  Amazon  แต่ไม่เป็นข่าวหรอกครับ เพราะมันเหมือนกับข่าวรถชนกันที่เกิดขึ้นประจำทุกๆวัน

ระบบ Cloud Computing ไม่รู้ว่าอยู่ใดเก็บข้อมูลเราตรงไหน

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ใช้เป็นห่วงคือไม่ทราบตำแหน่งของเครื่อง Server หรือ ที่เก็บข้อมูล

คำว่า Cloud Computing ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นระบบประมวลผลบนก้อนเมฆ เราไม่ทราบว่าระบบหรือ Server  อยู่ที่ใด  คำถามที่ผมอยากถามกลับคือว่าแล้วจะทราบไปทำไมละ ทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าเราทราบไหมว่าผลิตมาจากที่ใด เราใช้ Facebook ใช้ Line เราสนใจไหมว่าระบบรันมาจากที่ไหน ตราบใดที่ตอบโจทย์เราได้ ระบบทำงานอย่างต่อเนื่องไม่ล่ม เราก็พอใจและยินดีที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

การมี  Server  ของตัวเองบ่อยครั้งเราก็จะจัดหา  Server  มาแล้วก็เห็นเครื่องเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ใน  Data Center  แล้วเราก็็แทบจะไม่เคยเห็นเครื่องอีกเลยยกเว้นว่าจะมีปัญหาเราถึงจะเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ลองจินตนาการว่าถ้าเราใช้ Cloud แล้วระบบไม่เคยล่ม เราก็คงไม่มีเหตุที่จะต้องเข้าไปดู หรือถ้ามีปัญหาแล้วเราสามารถติดต่อผู้ให้บริการมาแก้ปัญหาให้เราได้ เราก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร

ส่วนเรื่อง  Data  อาจมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพราะ  ข้อมูลเราย้ายไปอยู่บน Cloud  ถึงแม้ผู้ให้บริการจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับข้อมูลของเรา แต่การสำรองข้อมูลสำหรับเก็บไว้ใช้เองในอนาคตอาจเป็นหน้าที่ของเราเอง เพราะเมื่อเราเลิกใช้บริการ Cloud หรือจะย้ายผู้ให้บริการเป็นเจ้าอื่นก็เป็นหน้าที่ของเราต้องจัดการเรื่องข้อมูลเอง

เราควรเลือกผู้ให้บริการ   Cloud อย่างไร

ปัจจุบันเรามีผู้ให้บริการ Data Center หรือ  Software  จำนวนมากที่พยายามบอกว่าตัวเองเป็นผู้ให้บริการ  IaaS หรือ  SaaS  ผู้ให้บรืการ  Data Cenetr บางรายก็อาจทำแค่  Virtualization ผู้ให้บริการ  Software  บางรายก็อาจเป็นแค่  Web Application ที่โฮสต์อยู่บน  Server ตัวเองไม่สามารถขยายได้โดยง่ายและไม่เสถียร

การจะเลือกผู้ให้บริการ Cloud จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่างๆให้ดีโดยอาจต้องดูข้อมูลต่างๆเช่น

  • ข้อมูลด้าน  Data Center  จำนวน  Server ที่ใช้
  • Technology  ด้่าน Cloud Computing  ที่ใช้
  • ลูกค้่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  • การรับประกันเรื่อง  Reliability/Uptime
  • มาตรฐานด้านความปลอดภัยและด้านอื่นๆของผู้ให้บริการ
  • ข้อตกลงการใช้บริการ
  • ความน่าเชื่อถือและมั่นคงของผู้ให้บริการ

ประเด็นสำคัญในการเลือกใช้บริการ  Cloud  จึงอยู่ที่มีข้อตกลงการใช้บริการ  (SLA: Service Level Agreement)  ทีดี ประเด็นนี้เราต้องรอบคอบและควรศึกษาให้ละเอียด เพื่อจะได้ดูว่าผู้บริการรับรองการบริการเพียงใด หากมีข้อเสียหายจะรับผิดชอบเพียงใด

ประเด็นหนึ่งเรื่องผู้ให้บริการ  IaaS Public Cloud หลายคนจะเห็นว่าราคาของผู้บริการต่างประเทศจะราคาถูกกว่าของผู้ให้บริการในประเทศ ข้อนี้จริงอยู่เพราะระบบของผู้ให้บริการต่างประเทศมีขนาดใหญ่ มีความสมบูรณ์และบริการที่หลากหลายกว่า มีลูกค้าจำนวนมากกว่า แต่ก็จะติดเรื่องของการ  Support และการบริการที่ถ้าเราใช้บริการจากผู้ให้บริการในประเทศ เราอาจได้บริการที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

บทสรุปเราจะใช้บริการรายใดก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเราเองอยู่ที่ความพร้อมด้านบุคลากรของเรา งบประมาณ และประเภทของการบริการ

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผอ.  IMC Institute