ข้อมูลปัจจุบันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC Era) คือเป็นยุคที่อุปกรณ์โมบายอย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตเข้ามาแทนที่เครืองคอมพิวเตอร์อย่างเดสต์ท็อปและโน๊ตบุ๊ค ในการที่คนทั่วไปจะใช้งานเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต โดยเราเห็นจำนวนยอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตที่พุ่งแซงหน้าเครื่องพีซีไปหลายเท่า เราเห็นการติดตั้งเครือข่ายระบบ 3G หรือ 4G ในหลายๆประเทศที่ทำให้การใช้งานระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์โมบายเป็นไปด้วยความรวดเร็วเทียบเท่ากับระบบ  Broadband ตามบ้าน และเราเห็นกระแสของการทำธุรกิจผ่านอุปกรณ์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้าน Mobile Social Media, Mobile Commerce หรือ Mobile Payment

กระแสของสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตทำให้อุตสาหกรรมด้่านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่างก็มุ่งไปที่การพัฒนาระบบและโซลูชั่นบนโมบาย และเราก็เริ่มเห็นว่าผู้นำอุตสาหกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนค่ายสู่เจ้าของแพลตฟอร์มและผู้ผลิตอุปกรณ์โมบายอย่าง Google, Facebook, Apple และ Samsung ทำให้ผู้นำอุตสาหกรรมไอทีในยุคพีซีอย่าง Microsoft ก็จำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุคโมบายเช่นกัน โดยการพัฒนาระบบ Windows 8 หรือ Surface

อุปกรณ์โมบายยังทำให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์โมบายโดยใช้  Bluetooth NFC หรือ การเชื่อมต่อผ่านสาย อาทิเช่น นาฬิกาข้อมือ กำไลข้อมือ และเครื่องวัดความดันเป็นต้น มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2020 จะมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลกนี้ถึง 50,000 ล้านชิ้น ซึ่งอาจเป็นสมาร์ทโฟนเพียงแค่ 8,000  ล้านเครื่อง แต่ที่เหลือจะเป็นอุปกรณ์อื่นๆตั้งแต่ Smart TV, ตู้เย็น, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆต่างๆ ซึ่งทางสำนักวิจัย Gartner ก็กำหนดให้หนึ่งในแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าสนใจก็คือ Internet of Things

กระแสของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเหล่านี้ที่กำลังได้รับความสนใจก็คือ Wearable Technology ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถสวมใส่และเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต และเรียกใช้ซอฟต์แวร์ที่รันบนระบบ Cloud Computing ได้ ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตหลายรายเร่งพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ออกมาจำหน่าย เช่นแว่นตาที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ กำไลข้อมือที่ช่วยดูแลสุขภาพ หรือ นาฬิกาข้อมือที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งทางสำนักวิจัย  Credit Suisse กล่าวว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็น  The Big Next Things และคาดว่าตลาดของอุปกรณ์เหล่านี้จะโตจาก 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็น  5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และจะขึ้นไปถึง  50 พันล้านเหรียญสหรัฐในห้าปีข้างหน้า

WearableTechต้วอย่าง Wearable Technology

เพื่อที่ให้เห็นภาพของ Wearable Tech ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างอุปกรณ์เด่นๆบางตัวดังนี้

Smart Glasses

ในงาน Google I/O 2012 เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทาง Google ได้เปิดตัวโปรเจ็คที่ชื่อ Glass ซึ่งเป็นแว่นตาที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตและสามารถที่สั่งงานด้วยเสียงได้ ทำให้ผู้สวมใส่แว่นตาสามารถที่จะรับอีเมล์ ถ่ายรูป ดูแผนที่ หรือใช้ Google Hangout ในการที่จะติดต่อกับเพื่อนๆใน Social Media ตลอดจนเล่น application อื่นๆได้ แม้ในปัจจุบัน Google Glass ยังถูกทดลองกลุ่มนักพัฒนาจำนวนไม่มากนักและราคาสูงถึง  $1,500 แต่ก็คาดการณ์ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงการสื่อสารของโลก Social Media เมื่อมีการจำหน่ายสู่สาธารณะในต้นปีหน้า

วิดีโอสาธิตการใช้งาน Google Glass

นอกเหนือจาก Google Glass แล้ว ยังมีแว่นตาอัจฉริยะอีกหลายค่ายที่เริ่มเปิดตัวออกมาเช่น Telepathy One และ Vuzix M100 Smart Glasses เป็นต้น

Smart Wristband

Wearable Technology กลุ่มหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันมากก็คืออุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกำไลข้อมือที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์สมารท์โฟนหรือแทปเล็ตได้ ซึ่งในปัจจุบันจะมีอุปกรณ์หลักๆอยู่หลายรุ่นที่นิยมใช้กันอาทิเช่น

  • Nike FuelBand เป็นอุปกรณ์สำหรับคนที่นิยมออกกำลังกายที่จะจับความเคลื่อนไหวในแต่ละวัน ในกลุ่มสังคมของคนที่ใช้  Nike ทำให้ทราบข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองและสามารถที่จะแชร์ไปยังเพื่อนในกลุ่มได้ นอกจากนี้อุปกรณ์สามารถที่จะเป็นนาฬิกาได้
  • Fitbit Flex เป็นกำไลข้อมือคล้ายๆกับ Nike FuelBand แต่ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูล การหลับนอน การรับประทานอาหาร และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ Fitbit อื่นๆเช่นเครื่องชั่งน้ำหนัก
  • Jawbone Up  เป็นกำไลข้อมูลที่สามารถตรวจสอบข้อมูล การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การหลับนอน เช่นเดียวกับ Fitbit Flex แต่ราคาไม่สูงมากเพียง $99.99

วิดีโอสาธิตการทำงานของ Jawbone Up

อุปกรณ์ Jawbone Up กำลังเป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะราคาไม่แพงและยังมีฟังก์ชั่นต่างๆเพื่อช่วยวิเคราะหฺข้อมูลพื้นฐานของเราให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เช่นการให้ข้อมูลจำนวนแคลอรี่ของอาหารที่เราทานไป การแจ้งเตือนหากเราอยู่นิ่งนานไป และสามารถตั้งเป้าหมายระยะเวลาการหลับนอน และการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน

Smartwatch

อุปกรณ์ Wearable อีกประเภทหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมก็คือนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ ซึ่งก็มีข่าวลืออยู่อย่างต่อเนื่องว่าทาง Apple จะออกอุปกรณ์ iWatch ออกมา แต่บางค่ายก็ออกนาฬิกาอัจฉริยะออกมาแล้วเช่น

  • Sony Smartphone นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android ผ่าน Bluetooth ได้ และมีระบบการแจ้งเตือน ที่เป็นระบบ “สั่น”เมื่อมีข้อความมาทาง Facebook หรือ Twitter หรือมีสายโทรศัพท์เข้ามา
  • Basis Band อุปกรณ์นี้เป็นทั้งนาฬิกาข้อมูลและตัวที่ใช้วัดกิจกรรมประจำวันของเรา การเคลื่อนไหว การหลับ อัตราการเต้นของหัวใจ คล้ายๆกับสายรัดข้อมูลอัจฉริยะ


วิดีโอแนะนำ Sony Smartwatch

SmartDevices

อุปกรณ์อัจฉริยะอีกกลุ่มที่เริ่มมีผู้ผลิตออกมาก็คืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้สามารถใช้ติดอยู่กับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เช่น

  • Fitbit Zip เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กราคาเพียง $59 สามารถที่จะคำนวณจำนวนก้าวที่เราเดิน ระยะทาง และจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญไปได้ และสามารถที่จะ sync กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนได้
  • Memoto กล้องถ่ายรูปขนาดเพียง  1 ตารางนิ้ว ที่สามารถที่จะติดไว้ที่คอปกเสื้อแล้วจะสามารถถ่ายรูปได้อย่างต่อเนื่องทุก  30 วินาที และมีข้อมูลที่ sync กับ GPS
  • Misfit Shine เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับกิจกรรมประจำวันที่มีขนาดเล็ก สามารถที่จะใส่ไว้ในที่ต่างๆได้ ทั้งติดกับเสื้อผ้า หรือรองเท้าที่สวมใส่

วิดีโอแนะนำ Misfit Shine

นอกจากนี้ยังมี Smart Devices อื่นๆที่เริ่มเข้ามาจำหน่าย โดยส่วนมากจะเน้นในแง่ของการดูแลสุขภาพอาทิเช่น

  • Armour39 เป็นสายรัดเอวสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ในการวัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว แบบเดียวกับสายข้อมูลอัจฉริยะอื่นๆ
  • Biostamp Temporary Tattoo เป็นลายสักอิเล็กทรอนิกส์ชั่วควารที่จะสามารถใช้วัดความเคลื่อนไหวได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s