ผมเคยเขียนลงบล็อกบ่อยๆเรื่องปัญหาของบุคลากรด้านไอทีไทยว่าเราขาดกำลังคนที่มีคุณภาพ และมองดูแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ถึงแม้ว่าภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ทางคณะรัฐมนตรีจะได้อนุมัติไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จะมียุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการ พัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล  แต่ก็ยังไม่เห็นรูปธรรมชัดเจนว่าจะมีแนวทางในกำลังดำเนินการอย่างไรใน แผน 20 ปี

ปัญหาด้านบุคลากรไอทีที่เป็นวิกฤติของอุตสาหกรรมอย่างยิ่งในเวลานี้พอสรุปได้ดังนี้

  • บริษัทด้านไอทีต่างๆไม่สามารถหาบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงานได้
  • จำนวนบุคลากรไอทีที่มีคุณภาพมีจำกัด หน่วยงานต่างๆต้องแย่งตัวกัน ทำให้เงินเดือนของบุคลากรบางกลุ่มอยู่ค่อนข้างสูง
  • เด็กรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานด้านนี้ได้มีจำนวนจำกัด มักจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนงานบ่อยและขาดความอดทน
  • ค่านิยมของคนรุ่นใหม่นิยมที่จะประกอบอาชีพอิสระ และบางส่วนฝันที่จะเป็น Startup
  • บริษัทด้านไอทีขนาดใหญ่มีจำนวนน้อยมาก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะหาบุคลากรจำนวนมากมาทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้นความเป็นไปได้ในการขยายหรือสร้างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานด้านไอทีจำนวนเป็นพันคนในประเทศ ย่อมเป็นไปได้ยากมาก จนแทบเป็นไปไม่ได้
  • นักศึกษารุ่นใหม่ไม่นิยมเรียนด้าน Computer Science หรือ Computer Engineer เพราะเป็นสาขาที่ยาก
  • บัณฑิตด้านไอทีจำนวนมากไม่สามารถหางานตรงกับสาขาที่เรียนมาได้ เนื่องจากจบมาไม่ตรงกับความต้องการ
  • มหาวิทยาลัยจำนวนมากเปิดสอนสาขาไอที แต่ขาดคุณภาพเน้นที่ปริมาณ

เพื่อให้เห็นภาพว่า เรามีการผลิตบัณฑิตมากน้อยเพียงใด ผมขอเริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลของคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)  ที่แสดงจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละสาขาดังรูปที่ 1 ซึ่งอาจแบ่งตามประเภทของกลุ่มสถาบันได้ดังรูปที่ 2 นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลของจำนวนนักศึกษาในสาขาต่างๆที่รับเข้ามาใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553-2557 ดังรูปที่  3

Screenshot 2016-06-17 17.39.28

รูปที่ 1 ข้อมูลการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขา ICT ปีการศึกษา  2553-2556 [ข้อมูล สกอ.]

Screenshot 2016-06-17 17.39.02

รูปที่ 2ข้อมูลการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขา ICT แยกตามกลุ่มสถาบันการศึกษา[ข้อมูล สกอ.]

Screenshot 2016-06-17 17.42.18

รูปที่ 3 ข้อมูลการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา ICT ปีการศึกษา  2553-2557 [ข้อมูล สกอ.]

จากข้อมูลที่นำเสนอจะเห็นว่าบัณฑิตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศส่วนใหญ่จะมาจากสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่บัณฑิตด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่สามารถจะพัฒนาซอฟต์แวร์และเข้าสู่อุตสาหกรรมไอทีได้มีจำนวนน้อยกว่ามาก และที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ผลิตบัณฑิตสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจจะมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่จำนวนมากหากพิจารณาดูจากเนื้อหาหลักสูตรแล้วคงมีเพียงมหาวิทยาลัยชั้นนำเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือทำงานในอุตสาหกรรมได้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราสังเกตุจากข้อมูลในรูปที่  3 คิอจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในสาขาไอซีทีมีน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะการเกิดของประชากรน้อยลง แต่ขณะเดียวกันค่านิยมของเด็กรุ่นใหม่ก็สนใจงานทางนี้น้อยลงเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องยากและได้รายได้ไม่สูงมากในระยะแรก ข้อสำคัญเด็กไทยจะอ่อนด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนด้านไอซีที

นอกจากนี้หากพิจารณาดูข้อมูลด้านบุคลากรจาก TDRI  จะทราบว่าประเทศไทยมีพนักงานด้านพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไม่เกิน  40,000  คน ดังรูปที่ 4 ซึ่งถ้าดูจำนวนบัณฑิตที่จบมาในสาขานี้จะไม่แปลกใจที่พบว่า จำนวนมากไม่เข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละปีมีเพียงแค่ไม่กี่พันคนที่จะทำงานได้

Screenshot 2016-06-17 18.38.00

รูปที่ 4 จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์[ข้อมูล TDRI]

และหากเจาะลึกเข้าไปในกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาเราก็จะพบว่ามีเพียงจำนวนน้อยมากที่มีความสามารถที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าเราสามารถ

  • กลุ่ม  Top คือสถาบันที่มีสาขาวิชาที่มีนักศึกษาพร้อมที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีไม่เกิน 10 แห่ง กลุ่มนี้นักศึกษาส่วนมากเก่งจำนวนรวมกันอาจประมาณไม่เกิน  1.000 คน แต่พบว่าจำนวนมากเมื่อจบออกมาก็ไม่ได้ทำงานด้านไอที และหลายๆคนไปศึกษาต่อสาขาอื่น
  • กลุ่มระดับกลางอาจมีประมาณ 20  แห่ง ซึ่งจะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพพอใช้ได้ในห้องประมาณ  20-30%ซึ่งจำนวนคนเหล่านี้มีประมาณรวมกันซัก  1,000 คน แต่ที่เหลือก็ไม่เก่งพอและขาดพื้นฐานที่ดี
  • กลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันส่วนใหญ่ที่เปิดสอน จะมีนักศึกษาที่มีคุณภาพน้อยมาก บางทีทั้งห้องหานักศึกษาที่พอจะทำงานและเรียนทางด้านไอทีไม่เกิน 3-5  คนในชั้นเรียน

จากจำนวนที่กล่าวมาจะเห็นว่ารวมๆต่อปีเรามีบัณฑิตที่พร้อมจะเข้าสู่วิชาชีพประมาณ 2  พันคนแต่เราเล่นผลิตบัณฑิตด้านนี้ออกมาเป็นหมื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไม บัณฑิตจำนวนมากไม่มีคุณภาพ ไม่เก่ง และบางทีเราก็ได้ยินบ่อยๆว่าจบไอทีเขียนโปรแกรมไม่เป็น บางครั้งก็เป็นแค่  Superuser ทั้งนี้บัณฑิตในในกลุ่ม Top บางคนอาจไม่ได้พร้อมทำงานทันทีแต่พอเขามีพื้นฐานที่ดี แต่พวกเขาก็พร้อมจะปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเด็กเก่งคือแนวคิดที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนงานง่าย ความซื่อสัตย์และจริยธรรมที่น้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมที่เปลี่ยนไปและเขาเห็นแบบอย่างที่ไม่ดี ที่สำคัญกระแส Startup คงจะทำให้เขาอยากออกไปทำอะไรเอง สุดท้ายคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อาจล้มเหลวและกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมไม่ได้เพราะไม่ได้เข้าใจการทำงานจริงมาก่อนที่จะออกไปทำงานอิสระและเข้าสู่อุตสาหกรรมช้าไป

จากที่กล่าวมาทังหมดนี้ วิกฤติของอุตสาหกรรมอยู่ที่เราไม่อยู่กับความจริง ไม่อยู่กับข้อมูลและตัวเลข เราไปสร้างภาพและการตลาดว่าเราจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้ เราคิดว่าเรามีบุคลากรที่เก่ง ซึ่งจริงๆมีน้อยมาก เราพยายามจะบอกว่าเด็กเราจบใหม่เก่งไปเป็น  Startup  ได้ ทั้งๆที่มันจะเป็นไปได้ยังไงละครับในเมื่อเด็กเราอ่อนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บัณฑิตเราเขียนโปรแกรมไม่เป็น มีบัณฑิตที่มีคุณภาพจำนวนไม่เกิน  2 พันคนต่อปี ถ้าจะมาทำธุรกิจเองก็คงรอดเพียงไม่กี่รายและยากที่จะ Scale เปิดบริษัทขนาดใหญ่ได้เพราะไม่มีทางที่จะหาคนได้ ทางแก้ก็คือยอมรับความจริงและวางแผนสร้างคนในอนาคต

  • เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ตามแนวทางทีถูกต้อง ถ้าต้องการคนไอทีจำนวนมากๆในระยะนี้เราอาจต้องไปทำในต่างประเทศหรือต้องออกกฎหมายให้เอื้อต่อคนไอทีต่างชาติ มาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น
  • เรามีกลุ่มเด็กเก่งๆจำนวนหนึ่งที่กำลังจะสร้างธุรกิจตัวเอง พัฒนาโปรแกรม เราต้องส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เขาไปสู้บนเวทีโลก แต่เมื่อเขาต้องการขยายบริษัทต้องการโปรแกรมเมอร์จำนวนมากๆเราอาจต้องให้เขาเอาต่างชาติมาช่วยงาน และหา Mentor จากต่างชาติ จนกว่าเราจะพร้อม
  • ต้องหยุดกระแสเพ้อฝันว่าเรามีคน เด็กเราเก่งจะส่งเสริม Startup จำนวนเป็นพันเป็นหมื่นต่อปี ทั้งๆที่เด็กเราจบมาทำงานได้ยังมีเพียงแค่หลักพันต้นๆ และพร้อมที่ทำงานและเก่งจริงๆเผลอๆแค่หลักร้อยต้นๆ
  • เราต้องลดการรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีหนึ่งรวมกันไม่ควรเกิน  4-5 พันคน และต้องปิดหลักสูตรทางด้านนี้ในหลายๆสถาบันครับ เพื่อลดปัญหาการมีบัณฑิตจบออกมามากอย่างขาดคุณภาพ บางสาขาเช่นคอมพิวเตอร์ธุรกิจควรจะปิดไปได้แล้ว
  • เราต้องปฎิรูประบบการศึกษากันใหม่ พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ อาจต้อง ฝึกอบรมอาจารย์กันใหม่ และต้องส่งเสริมให้ทำ R&D รวมถึงการเรียนการสอนทำหรับเทคโนโลยีใน 10-15 ปีข้างหน้า
  • หากเราต้องการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ต้องวางแผนในระยะยาว ส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์  วิทยาศาสคร์ ตั้งแต่เด็กๆครับ ต้องใช้เวลา  15  ปีเป็นอย่างน้อยในการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมา

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s