ทุกๆสิ้นปี Gartner จะประกาศแนวโน้มของเทคโนโลยีในปีหน้าออกมา ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกัน Gartner ได้ประกาศ  10 เทคโนโลยีเด่นที่จะมีผลต่อปี 2017 ออกมาเมื่อกลางเดือนตุลาคมนี้ โดย Gartner เล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังหล่อหลอมโลกเสมือนดิจิทัลกับโลกที่แท้จริง  (Physical World) เข้าด้วยกันซึ่งกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการตัดสินใจเชิงธุรกิจ การตลาด และการทำงานในองค์กรต่างๆ ในอนาคตเทคโนโลยีจะถูกฝังเข้าไปในทุกสิ่งของโลกธุรกิจ ทำให้เกิดบริการดิจิทัล (Digital Service) ที่มีระบบอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลัง ระบบโครงข่าย (Mesh) ที่เชื่อมโยง คน อุปกรณ์ เนื้อหา และบริการต่างๆเข้าด้วยกันนี้จะถูกเรียกว่า Intelligent digital mesh ผู้บริหารองค์กรจำเป็นจะศึกษาและทำความเข้าใจกับระบบ Intelligent digital mesh นี้เพื่อปรับองค์กรให้สามารถรองรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับในปีนี้ Gartner ได้แบ่ง 10 เทคโนโลยีเด่นออกเป็นสามกลุ่มดังรูปที่ 1

  • Intelligent คือการเข้ามาของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังทำให้การพัฒนาโปรแกรมยุคใหม่ก้าวสู่ระบบ Artificial Intelligence (AI) และ Advanced Machine Learning และมีการสร้างอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่ใช้หลักการพัฒนาโปรแกรมแบบให้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดแทนรูปแบบเดิมที่พัฒนาโปรแกรมที่มีรูปแบบการทำงานตายตัวตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
  • Digital ที่จะเน้นการผสมผสานระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกที่แท้จริงเพื่อจะสร้างสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่น่าดึงดูดและใหญ่ขึ้น  ซึ่งหมายถึงการมีบริการดิจิทลที่มากขึ้น การมีระบบ Interface ที่เชื่อมโยงโลกทั้งสองอย่าง VR/AR และการผลักดันให้เกิดธุรกิจดิจทัลในยุคใหม่
  • Mesh หมายถึงการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้คน ธุรกิจ อุปกรณ์ เนื้อหา และบริการต่างๆเพื่อจะใด้ให้เกิดผลลัพธ์ในทางธุรกิจดิจิทัล Mesh ต้องการส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (Interface) ใหม่ๆ (เช่น ผ่านระบบการสนทนา (Conversational System) ), ระบบความปลอดภัยแบบใหม่, เทคโนโลยีแพลตฟอร์มใหม่ และแนวทางการออกแบบโซลูชั่นแบบใหม่

screenshot-2016-10-20-11-49-17

รูปที่ 1 Top 10 Strategic Technology Trends for 2017

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 1: Artificial Intelligence and Advanced Machine Learning

AI และ Machine Learning ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีและเทคนิคต่างจำนวนมากเช่น Deep learning, neural networks และ Natural-language processing [NLP] ได้เริ่มจะมีการนำเทคนิคที่ก้าวหน้าขึ้นเพื่อมาสร้างระบบที่สามารถจะ เข้าใจ เรียนรู้ พยากรณ์ ปรับเปลี่ยนแก้ไข และมีศักยภาพในการที่จะทำงานได้เองโดยมีการป้อนข้อมูลจากมนุษย์เพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีการป้อนข้อมูลเลย AI และ Machine Learning เลยทำให้ Smart Machine มีความเป็น “intelligent”  ซึ่ง AI และ Machine Learning ไม่ใช่แค่ทำให้ Smart Machine เข้าใจหลักการของสภาพแวดล้อมแต่ยังสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเองได้

หลักการของ  Machine Learning ทำให้ Smart Machine สามารถที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในอนาคต ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ขนาดใหญ่ก็อาจทำให้ระบบการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือการใช้เทคโนโลยีติดตามสายตา (eye-gazing) ในห้างร้านและ Sensor จาก Smartphone ก็อาจสามารถทำให้วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้ โดยองค์กรต่างๆจะค้นหานวัตกรรมธุรกิจที่ประยุทธ์ใช้  AI และ Machine Learning ที่สามารถสร้างผลกระทบอย่างมากให้กับองค์กร

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 2: Intelligent Apps

องค์กรต่างๆจะประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning เพื่อสร้าง App ใหม่เช่น virtual personal assistants (VPAs) และปรับปรุง  App เดิมเช่น ระบบการขายและการตลาด ซึ่งจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างการทำงานขององค์กรจากเดิมโดยจะมีการทำงานที่ง่ายขึ้นและพนักงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในระยะแรกก็ยังมีความท้าทายจากการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเนื่องจากการนำเทคโนโลยีก่อกำเนิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ยังเป็นเรื่องใหม่ แต่ในช่วง 10 ปีข้างนี้ เราจะเริ่มเห็น App และบริการต่างๆมีการนำระบบ AI เข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ Gartner เชื่อว่าภายในปี 2018, บริษัทใหญ่สุดในโลก  200 บริษัทต่างก็จะมีการนำ Intelligent Apps มาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการบริการและการหาลูกค้า

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 3: Intelligent Things

Intelligent Things หมายถึงอุปกรณ์และสิ่งของต่างๆจะมีการประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning  ซึ่งก็จะทำให้อุปกรณ์สามารถมีพฤติกรรมที่โต้ตอบกับสภาพแวดล้อมและผู้คนได้ ซึ่ง Intelligent Things จะแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่คือ หุ่นยนต์, โดรน และยานพาหนะอิสระ (Autonomous vehicles)   ซึ่งในอนาคต Intelligent Things จะเปลี่ยนรูปแบบจาก Stand-alone  เป็นแบบ Collaboration ที่จะเห็นอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานร่วมกัน  แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานในปัจจุบันก็ยังมีอุปสรรคจากเรื่องอื่นๆเช่น ความรับผิดชอบทางกฎหมาย, เรื่องสิทธิส่วนบุคคล และการพัฒนา Intelligent Things ที่มีความสามารถเฉพาะงานบางด้านยังเป็นเรื่องยากเลยทำให้การนำระบบนี้มาใช้งานใน อุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆยังไปได้ไม่มากนัก

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 4:Virtual Reality and Augmented Reality

เทคโนโลยี VR และ AR ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนโต้ตอบกับผู้อื่นหรือระบบซอฟต์แวร์อื่นๆ เช่น Head-mounted displays (HMDs) ซึ่งเป็นเครื่องแสดงผลหรือเทคโนโลยี  projection  ที่อาจถูกรวมเข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่เช่นแว่นตาหรือหมวกกันน็อก ทำให้เราสามารถเห็นภาพเสมือนจาก Digital mesh App และจะทำให้เกิดผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ๆและพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น  VR สามารถใช้มาช่วยในการเรียนการสอนเพื่อเชื่อมโยงโลกจริงกับโลกเสมือนให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น หรือธุรกิจก็สามารถที่จะสร้างภาพกราฟฟิกลงอุปกรณ์ต่างๆได้เช่นการแสดงสายไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในผนัง

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 5:Digital Twins

Digital Twin คือ replication ของสินค้า ที่อยู่ในรูปข้อมูลเสมือน (Virtual Asset) โดยข้อมูลจาก Sensor ที่ติดอยู่กับผลิตภัณท์ที่ส่งข้อมูลกลับมา เพื่อให้ผู้เชียวชาญด้านต่างๆ เข้าใจสถานะของผลิตภัณท์ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงการทำงาน และเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณท์ ซึ่ง Gartner คาดว่าในปี 2020 จะมีอุปกรณ์ 21,000 ล้านชิ้นที่เชื่อมต่อกับ Sensor และจะต้อง มี Digital Twin เพื่อรองรับผลิตภัณท์เหล่านี้  โดยจะถูกนำไปใช้เพื่อการซ่อมแซมผลิตภัณท์การวางแผนการบำรุงรักษาอุปกรณ์ การพยากรณ์การทำงานของผลิตภัณท์หรือช่วยในการพัฒนาการทำงานผลิตภัณท์ให้ดีขึ้น Digital Twin จะเป็นการผสมผสานส่วนต่างๆคือ Metadata (เช่นส่วนประกอบ โครงสร้างของผลิตภัณท์), Condition or state (เช่น ตำแหน่งหรืออุณหภูมิ), Event data (เช่น ลำดับเวลา) และ Analytics (เช่นอัลกอริทึม) ซึ่งการพัฒนา Digital Twin จำเป็นจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาผลิตภัณท์กับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientists) และนักวิชาชีพไอที

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 6:Blockchains and Distributed Ledgers

Distributed Ledger ซึ่งก็คือ รายการข้อมูลการทำ transaction ต่างๆที่เข้ารหัสและเก็บไว้อย่างถาวรซึ่งแชร์กันระหว่างผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ข้อมูลแต่ละชุดก็จะเก็บเวลาอ้างอิงและการเชื่อมโยงกับ transaction  ก่อนหน้านี้ Distributed Ledger ทำให้ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสามารถตรวจสอบ transaction ต่างๆได้ง่ายขึ้น Blockchain เป็นประเภทหนึ่งของ Distributed Ledger ซึ่งเป็น transaction ในการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มีมูลค่าเช่น bitcoin แล้วถูกจัดกลุ่มเป็น Block โดยที่แต่ละ Block ถูกโยงกัน (chain) กับ Block ก่อนหน้านี้ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการนำ Blockchain มาใช้ในงานทั่วไปมากขึ้น

Blockchain และ Distributed ledger เริ่มเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกคาดหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงโมเดลอุตสาหกรรมต่างๆอย่างมากมาย ถึงแม้ยังมีกรณีการใช้งานจริงไม่มากนักนอกจากกรณีของ Bitcoin แต่จากการสำรวจของ Gartner ก็พบว่าผู้ตอบแบบสอบสำรวจกว่า 52% เชื่อว่า Blockchain จะมีผลกระทบต่อธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือจากธุรกิจด้านการเงินแล้ว Blockchain เองก็อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอื่นๆเช่น การจำหน่ายเนื้อหาดิจิทัลเช่นเพลง การใช้ระบุตัวตน การกระจายสินค้า การออกใบรับรองการศึกษา หรือแม้แต่การใช้ในข้อสัญญาต่างๆ

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 7:Conversational Systems

ระบบติดต่อกับผู้ใช้แบบการสนทนา (Conversational UI) จะทำให้คนและอุปกรณ์โต้ตอบกับด้วยการพูดหรือการเขียนด้วยภาษาทั่วๆไป (ไม่ต้องใช้คำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์) โดยเป็นลักษณะการการสนทนาแบบโต้ตอบกันซึ่งอาจเป็นคำสั่งหรือคำถามง่ายๆ(เช่น”Stop!” หรือ “What time is it?”) ขณะเดียวกันการสนทนาก็อาจมีความซับซ้อนได้เช่นการเก็บการสอบปากคำพยานในเหตุการณ์แล้วก็อาจทำให้อุปกรณ์สามารถแสดงผลลัพธ์ยากๆได้เช่นภาพของผู้ต้องสงสัย ระบบ  Conversational UI จะเป็นส่วนติดต่อกับผู้ใช้หลักในหลายๆอุปกรณ์ในอนาคตโดยจะเป็นการติดต่อผ่านโครงข่ายอุปกรณ์ต่างๆเช่น Sensor, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือระบบ IoT ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีรายๆบริษัทได้นำระบบเหล่านี้เข้ามาใช้งานเช่น Apple (Siri), Google (Google Now), Amazon (Alexa) และ Microsoft (Cortana)

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 8:Mesh App and Service Architecture

Intelligent digital mesh จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถาปัตกรรมไอที เทคโนโลยี และเครื่องมือที่จะใช้ในการออกแบบและพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ Mesh App และ Service Architecture(MASA) เป็นสถาปัตยกรรมแบบโซลูชั่นหลายช่องทางที่จะสนับสนุนผู้ใช้จำนวนมากที่มีบทบาท (Role) ที่หลากหลายโดยอาจใช้อุปกรณ์ต่างๆมาติดต่อกันผ่านเครือข่ายจำนวนมาก ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้จะมีเซอร์วิสต่างๆทั้งที่เป็น Miniservices และ microservice และ  APIs ต่างๆที่หน่วยงานต่างๆพัฒนาขึ้นมา ดังนั้นองค์กรก็จะสามารถพัฒนาบริการดิจิทัลใหม่ๆได้โดยสร้างโซลูชั่นจาก MASA

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 9:Digital Technology Platforms

Digital technology platforms เป็นบล็อกที่รวบรวมความสามารถและองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการที่จะสร้าง Apps  และ Services โดยจะประกอบด้วยแพลตฟอร์ม 5 ส่วนคือ Information system platform, Customer experience platform, Analytics and intelligence platform, IoT platform และ Business ecosystem platform องค์กรต่างๆจะวางแผนและพัฒนาแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อรองรับกับความท้าทายของธุรกิจดิจิทัล

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 10:Adaptive Security Architecture

การเข้ามาของ Intelligent digital mesh, digital technology platforms และ สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นจะทำให้ระบบความปลอดภัยไอแทีซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันภัยคุกคามไซเปอร์หรือ “hacker industry” ก็มีการพัฒนาไปอย่างมากและมีการใช้เครื่องมือที่ซ้บซ้อนและเทคนิคที่เก่งขึ้น โดยเฉพาะความปลอดภัยที่อาจเกิดจากการใช้ระบบ IoT ดังนั้นทีมด้านความปลอดภัยไอทีจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกีบทีม Application, Solution และ Enterprise Architect เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในกระบวนการ DevOps เพื่อสร้างโมเดล DevSecOps

จากแนวโน้มของเทคโนโลยีทั้งสิบจะเห็นว่าหลายเรื่องก้าวหน้าไปกว่าทางประเทศเรามาก ในอดีตเมื่อ Gartner ระบุถึง Top 10 Strategic Technology Trends ในแต่ละปีจะเห็นว่าบางเรื่องเราก็ยังพอเข้าใจและอุตสาหกรรมในบ้านเรายังตามทันแต่หัวข้อต่างๆในปีนี้ก็น่ากังวลว่าเราจะตามทันเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของสถาปัตยกรรมไอที ข้อแนะนำที่เราควรจะต้องทำอาจมีดังนี้

  • วางแผนระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปี 2020-2025 ที่เราจะเห็นระบบที่ติดต่อกับผู้ใช้ทั้งพนักงานหรือลูกค้าเปลี่ยนไปโดยมีการนำระบบต่างๆเช่น conversational systems, AR /VR  เข้ามา
  • ควรศึกษาและหาโอกาสในการนำระบบไอทีใหม่ๆที่มีการใช้ AI และ machine learning เช่นระบบ virtual personal assistants หรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในองค์กร
  • พัฒนาระบบนำร่องที่ใช้ AR/VR หรือการพัฒนา Digital Twin สำหรับอุปกรณ์ IoT หรือการใช้ blockchains และ distributed ledgers ในช่วงสามปีข้างหน้า
  • ควรจะต้องวางแผนด้าน MASA และ Digital Technology Platforms รวมถึงการคำนึงถึงระบบความปลอดภัยที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอนาคต

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

14469622_719928498154493_3803789530570232777_n

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s