โครงการ Big Data กับความจำเป็นต่อการลงทุนด้านเทคโนโลยี

คำถามหนึ่งที่เรามักจะเจอบ่อยคือ “ข้อมูลใหญ่ขนาดไหนถึงจะเรียกว่า Big Data” หรือบางทีเราก็มักจะเจอคำถามว่า “เราต้องซื้อ Product อะไรเพื่อมาทำโครงการ Big Data เราต้องลงทุนซื้อเทคโนโลยี Hadoop หรือไม่” จริงๆแล้ว Big Data มันก็เป็นศัพท์ทางการตลาดที่พยายามจะบอกให้ผู้คนเข้าใจได้ว่าข้อมูลในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น (Volume) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Velocity) มีรูปแบบที่หลากหลาย (Variety) และมีความไม่แน่นนอน(Vacirity) ซึ่งข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มีทั้งข้อมูลภายใน ภายนอกองค์กรหรือจาก Social Media การที่ข้อมูลปัจจุบันเป็นอย่างนี้ถ้าใครรู้จักนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์มาใช้งานก็จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมหาศาล หลายองค์กรเริ่มสนใจจะทำโครงการ Big Data แต่บางครั้งไปเริ่มที่ฝ่ายไอที ก็มักจะกลายเป็นโจทย์ในการหาโซลูชั่นหรือ Product ซึ่งพอเป็นโครงการอย่างนี้บางทีก็คิดว่าจะต้องลงทุนด้วยงบประมาณสูงๆ ทางบริษัท Vendor ต่างๆก็จะพยายามนำเสนอโซลูชั่นราคาแพงที่สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลได้และสามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่อาจยังไม่รู้ด้วยว่าจะนำโซลูชั่นไปวิเคราะห์ข้อมูลอะไร โครงการ Big Data ที่ดีควรเริ่มที่ฝั่งธุรกิจ ควรจะต้องพิจารณาก่อนว่าต้องการทำอะไร อาทิเช่นต้องการหาข้อมูลลูกค้าเพิ่ม วิเคราะห์ความเสี่ยง พยากรณ์ยอดขาย ทำ Social Media Analysis. ต้องการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งโจทย์แต่ละอย่างอาจมีความต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน Product ที่ต่างกันและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างกัน

Screenshot 2015-07-30 11.22.37

Big Data มีองค์ประกอบที่สำคัญสามอย่าง

  • Data Source คือแหล่งข้อมูลที่าจจะเป็นข้อมูลภายในองค์กร หรือข้อมูลภายนอกองค์กร หรืออาจต้องนำข้อมูลจากSocial Media มาใช้ ข้อมูลอาจเป็นข้อมูลรูปแบบเดิมที่เป็น structure หรือข้อมูลแบบใหม่ที่เป็น unstructure แต่หลักการหนึ่งที่สำคัญในเรื่องของ Big Data คือถ้าเรามีข้อมูลมากขึ้นก็น่าจะมีประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้นตาม
  • Technology คือโซลูชั่นที่จะช่วยทำให้เราสามารถจะเก็บข้อมูลและประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น การจะใช้เทคโนโลยีใดก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ต้องการ ถ้าขนาดข้อมูลไม่ได้มากไปข้อมูลที่ต้องการยังเป็นแบบเดิมก็อาจใช้เทคโนโลยีแบบเดิมในการเก็บ หรือถ้าข้อมูลมีจำนวนมากก็อาจพิจารณาเทคโนโลยใหม่ๆที่เป็น Hadoop หรือ MPP รวมถึงอาจต้องพิจารณาเครื่องมือต่างๆในการวิเคราะห์ข้อมูลเช่น BI หรือ Analytics Tool
  • Analytics คือกระบวนการในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโจทย์ว่าต้องการทำอะไรงานบางอย่างก็อาจใช้เครื่องมือ BI ทั่วๆไปแต่งานบางงานก็อาจต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่เป็น Data Scientists เข้ามาช่วย โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการใช้ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ต่างๆที่อาจต้องหาอัลกอริทึมที่เหมาะสม

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าบางครั้งโครงการ Big Data อาจไม่ต้องลงทุนซื้อเทคโนโลยีใดเลยก็ได้ ถ้าเริ่มจากความต้องการทางธุรกิจและเข้าใจว่าต้องการ Data Source และต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

กรกฎาคม 2558

 

การตัดสินใจเลือก IaaS Cloud Service Provider

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

การพิจารณาเลือกใช้ IaaS  (Infrastructure as a Service) จากผู้ให้บริการ Cloud รายต่างๆทั้งในและต่างประเทศ มีความแตกต่างจากการจัดหาระบบฮาร์ดแวร์มาเอง ต่างกับการเลือกหา Sever Hosting ไม่ใช่แค่การพิจารณาเรื่องราคา เพราะระบบ  Cloud  ไม่ใช่การทำ Hosting หรือการหา Co-location บน Data Center จุดเด่นของ Cloud ไม่ใช่อยู่ที่จะเรื่องงบประมาณแต่อยู่ที่ความยืดหยุ่น ความคล่องตัวของการใช้บริการ และ การขยายระบบขนาดใหญ่ได้

ผมเคยเขียนบทความลงในบล็อกนี้ครั้งหนึ่งเรื่อง ปัจจัยในการเลือกใช้ Cloud Computing สำหรับองค์กร มาในวันนี้อยากจะมาขยายความสำหรับปัจจัยที่สำคัญในการเลือกใช้บริการ IaaS โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • ผู้ให้บริการต้องมี Service Catalog ทีดี: การใช้ IaaS/PaaS Cloud จะมีบริการที่หลากหลาย ไม่ใข่แค่การใช้ Virtaul Server อาจมีทั้ง Storage, Database, Load Balancer หรือระบบอื่นๆ ผู้ให้บริการต้องมี Catalog ที่จะระบุประเภทของการบริการ ราคาในรูปแบบต่างๆ
  • ผู้ให้บริการควรมี Market Place:  การใช้บริการ Cloud อาจต้องมีการติดตั้ง  Middleware หรือ Software อื่นๆลงบน Server  ผู้ให้บริการ Cloud ที่ดีจะต้องมี Marketplace ที่ให้ลูกค้าเลือกซอฟต์แวร์ในการติดตั้งมาพร้อมกับค่าใช้งานที่เป็นลักษณะ pay per use คล้ายๆกับการซื้อซอฟต์แวร์จาก Apple App Store คังตัวอย่างที่แสดงในรูปที่ 1 ซึ่งเป็นตัวอย่างการเลือกใช้ SAP HANA จาก AWS Marketplace

Screenshot 2015-07-27 13.49.58

รูปที่ 1  ตัวอย่างของ Cloud Marketplace

  • ความสามารถในการทำ Self Provision: จุดเด่นของระบบ Cloud คือความยิดหยุ่น ผู้ให้บริการต้องให้ผู้ใช้สามารถจะเพิ่มหรือลดจำนวนบริการต่างๆอาทิเช่น Virtual Server ได้ด้วยความรวดเร็ว ผมเองในบางวันทำการอบรมให้กับ  IMC Institute ต้องเพิ่ม Server ขึ้นมาถึง 40-90 เครื่อง และต้องปิดการใช้บริการในตอนเย็นด้วยความรวดเร็ว

Screenshot 2015-07-27 13.47.53

รูปที่ 2  ตัวอย่างของการ Provision Server  จำนวนมากภายในเวลารวดเร็ว

  • ความสามารถในการรองรับการขยายตัวของลูกค้า: ระบบ Cloud Computing จะมีความต้องการที่ยืดหยุ่นเหมือนการใช้ไฟฟ้าหรือน้ำประปา ผู้ให้บริการจะต้องมีการทำ Capacity Planning ที่ดีและอาจต้องมีเครื่อง Server นับพันหรือหมื่นเครื่อง (บางทีอาจหลายแสนเครื่อง) ที่รองรับการใช้งานของผู้ใช้จำนวนมากได้ หากวางแผนไม่ดีผู้ใช้ก็ไม่สามารถจะเพิ่มเครื่อง Virtual Server หรือบริการต่างๆเมื่อมีความจำเป็นได้
  • ความสามารถในการทำ Auto-scaling หรือ  Vertical Scaling: จุดเด่นของระบบ Cloud คือสามารถที่จะมีระบบรองรับเมื่อเกิด Peak Load หรือที่เรียกว่า Cloud Burst ได้ ผู้ให้บริการต้องมีระบบที่ให้ลูกค้าสามารถทำ Migration ที่สามารถเปลี่ยนขนาดของเครื่องด้วยความรวดเร็ว (Vertical Scaling) หรือสามารถทำ Auto Scaling ที่จะเพิ่มเครื่องได้อัตโนมัติ
  • ข้อตกลงการใช้บริการ: พิจารณาเรื่อง SLA  ด้านต่างๆเช่นการประกันเรื่อง Uptime,  Reliability/Uptime, มาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และข้อตกลงด้านอื่นๆ
  • ข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการ:  อาทิเช่นตำแหน่งของ Data Center,  ข้อมูลด้าน Internet Bandwidth, จำนวน Server หรือจำนวนผู้ใช้ในปัจจุบัน อันจะมีผลต่อประสิทธิภาพของการให้บริการ รวมถึงเรื่องของ Latency
  • จำนวนลูกค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ: จำนวนลูกค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการก็มีความสำคัญ เพราะการให้บริการ Cloud คือการบริการระยะยาวที่ผู้ให้บริการต้องลงทุนค่อนข้างสูงและผลตอบแทนจะไม่ได้มาโดยเร็ว

ปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาจะมีผลสำคัญยิ่งต่อการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปัจจัยเรื่องราคาไม่ใช่เรื่องสำคัญสุด แต่ผู้ใช้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การบริหารจัดการ Cloud Computing Services

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

Cloud Computing เป็นการเปลี่ยนโมเดลของการทำงานไอทีสู่งานบริการ แต่หลายๆครั้งก็ยังพบว่าทั้งผู้ให้บริการ Cloud (ผู้ติดตั้ง private/public cloud) หรือผู้ใช้บริการ Cloud ก็ยังทำงานในรูปแบบเดิมๆเสมือนการจัดหาระบบไอทีที่เป็นแบบ On-premise อาทิเช่น

  • หน่วยงานไอทีวางแผนติดตั้ง Private Cloud โดยคิดว่าเป็นการทำ Virtual Server ให้กับหน่วยงานอื่น โดยไม่มีการวางแผนทำ Capacity Mangement โดยคิดว่าคือการจัดซื้อระบบมาแทน Server
  • ผู้ให้บริการ Cloud  ไม่สามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้ว่า Virtual Server ที่จัดสรรไปมีการใช้งานจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้คำนึงว่าจะมี Service Lifecycle
  • การบริการ Cloud ขาด Service Catalog และไม่มีระบบการทำ Provisioning เพราะคิดว่า Cloud Service ก็คือการจัดหาระบบมาแทน Server แบบเดิมๆที่ไม่น่าจะมีบริการที่หลากหลาย
  • ผู้ใช้บริการ Cloud  ขอใช้ระบบเกินความจำเป็น อาทิเช่น ขอ Virtual Server ที่มีขนาดใหญ่สุด หน่วยความจำมากเกินความจำเป็น เพราะผู้ใช้คิดเสมือนว่าซื้อ Hardware แบบเดิมๆ
  • ผู้ใช้บริการ Cloud ไม่สามารถบริหารความต้องการการใช้งานได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพราะไม้เข้าใขการจัดการ User Demand

Screenshot 2015-07-26 20.25.45

แท้ที่จริงแล้วการบริหารจัดการ Cloud Computing คือการบริหารงานบริการที่ต้องใช้หลักการของ ITSM (Information Technology Service Management) และอาจใช้แนวทางอย่าง ITIL (Information Technology Infrastructure Library) มาช่วยในการจัดการ โดยเราอาจพิจารณาขั้นตอนต่างๆดังนี้

1) Service Strategy คือขั้นตอนในการวางแผนเพื่อที่จะใช้หรือให้บริการ Cloud Service ทั้งทางด้านนโยบาย ความต้องการ และ Governance ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Demand Management  คือการวางแผนเพื่อที่จะให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ไม่ได้ขอใช้บริการเกินความจำเป็นและสร้างปัญหาต่างๆในอนาคต
  • Service Portfolio Management คือการทำ Service Portfolio เพื่อจัด Cloud Serviceให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ
  • Financial Management คือการวางแผนบริหารจัดการการเงิน ทั้งงบประมาณที่จะต้อง รูปแบบของคิดค่าบริการต่างๆ

2)  Service Design คือขั้นตอนการทำ Capacity Management ซึ่งเป็นการออกแบบ Cloud Service ให้เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Service Catalog Management คือการจัดการข้อมูลของ Cloud Services ต่างๆที่มีให้บริการ ซึ่งโดยมากผู้ให้บริการมักจะมีหลากหลาย Service และราคาที่หลากหลาย อาทิเช่นบริการ Virtual Server, Storage หรือ Database
  • Service Level Management คือการบริหารและต่อรองข้อตกลงการให้บริการ (SLA: Service Level Agreement)
  • Supplier Management คือการบริหารจัดการ supplier ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ Cloud อาทิเช่น Supplier ด้าน  Software Licensing
  • Capacity Management คิอการบริหารความสามารถในการให้บริการเพื่อให้มั่นใจว่า จะมี Cloud Service ที่มีการให้บริการเพียงพอกับความต้องการ อาทิเช่นสามารถสร้าง Virtual Server ได้มากพอ หรือไม่มีจำนวน Server มากเกินความจำเป็น
  • Information Security Management คือการบริหารทางด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของการให้บริการ Cloud

3)  Service Opeartion คือขั้นตอนการทำการทำงานประจำวันของการให้บริการ Cloud Service ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Request Fulfillment คือขั้นตอนในการขอใช้บริการว่าจะจะต้องมีการบริหารจัดอย่างไร และจะเป็นรูปแบบ Self-service เพียงใด
  • Incident Management คือขั้นตอนบริหารจัดการเมื่อเกิด  incident ในการใช้บริการ Cloud
  • Access Management คือขั้นตอนการกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้บริการ สามารถที่จะใช้บริการใดบ้าง ตามนโยบายที่กำหนดไว้

4)  Service Transition คือขั้นตอนบริหารการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Change Management คือขั้นตอนที่ให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอนของ  Cloud Service สามารถที่จะควบคุมได้
  • Service Asset and Configuration Management คือการบริหารจัดการ Configuration และทรัพยากรที่อยู่ภายใต้ระบบ  Cloud ซึ่งเป็นการทำ CMDB (Configuration Management DataBase)
  • Knowledge Management คือกระบวนการที่จะรวบรวมองค์ความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวกับ Cloud Computing Services

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการ  Cloud Computing ไม่ใช่คือการวางแผนเพื่อจะจัดซื้อระบบ Hardware/Software มา แต่เป็นเรื่องของการบริหาร Service Lifecysle ที่ต้องวางแผนและบริหารจัดการในระยะยาว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ตัวชี้วัด Digital Economy ในมุมมองของภาคเอกชน

smart-hand-hold-the-digital-world

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเรื่องการทำแผนเรื่อง Digital Economy ของกระทรวงเทคโนโลยีสานสนเทศและการสื่อสาร โดยเป็นการประชุมในกลุ่มที่ 4 สำหรับภาคเอกชนซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมในกลุ่มอื่นๆอาทิเช่น ภาคสังคม ภาควิชาการ และ ภาคราชการ ผมเองได้รับเชิญสองรอบคิอภาควิชาการและภาคเอกชน แต่เลือกไปในฐานะของภาคเอกชนเป็นตัวแทนสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI)

ในกลุ่มย่อยของเราเห็นคล้ายกันว่า Digital Economy คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลหรือไอซีทีไปใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจที่เราติดหล่มมาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การนำดิจิทัลเข้ามาเราอาจได้นวัตกรรมใหม่ การบริการใหม่ และทำให้เศรษฐกิจในทุกภาคส่วนเราแข่งขันได้ Digital Economy จะต้องมุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมภาคส่วนต่างๆในประเทศเจริญเติบโต ไม่ได้มีเป้าเพียงเพื่อมุ่งให้อุตสาหกรรมไอซีทีบ้านเราเจริญเติบโต

เราได้ถกกันในประเด็นเรื่อง How To เล็กน้อย โดยมองว่าสิ่งสำคัญในการทำ Digital Economy คือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเช่น High Speed Broadband  ให้ทั่วถึง ควบคู่ไปกับการพัฒนาประชาชนให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีระดับขั้นในการพัฒนาที่ผู้ร่วมเสวนาท่านหนึ่งใช้คำว่า 4A  คือ

  • Availability: จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึงให้ประชาขนสามารถที่จะใช้งานได้
  • Access:  ประชาชนจะต้องสามารถที่จะใช้งานได้ในราคาที่เหมาะสม
  • Awareness: ประชาชนจะต้องตระหนักถึงประโยชน์ในการใช้งาน
  • Ability:  ประชาชนจะต้องมีความสามารถในการใช้งานเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน

มีประเด็นที่น่าสนใจว่า อะไรคือเป้าหมายและตัวชี้วัดของ Digital Economy สิ่งเราสรุปกันว่าน่าจะมีสามด้านคือ

  • Digital Economy  จะต้องทำให้ GDP ของประเทศสูงขึ้น ตัวชี้วัดที่สำคัญคือ GDP ของประเทศจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละเท่าไรที่เหมาะสม เป็นไปได้ไหมที่รายได้ของประชากรต่อหัวจะโตขึ้นสองเท่าภายใน 5 ปี   ซึ่งก็จะต้องมีตัวชี้วัดย่อยตามมาคือ การมี Broadband อย่างทั่วถึงภายใน 2-3 ปี ประชาชนในประเทศมีการใช้ Internet ร้อยละ 70 ภายใน 5 ปี หรือสัดส่วนของอุตสาหกรรมภาตบริการที่ควรสูงขึ้น รวมถึงการวัดโดยจำนวนและมูลค่าของนวัตกรรมใหม่ๆ
  • ดัชนีความสุขของประชาชนต้องดีขึ้น Digital Economy จะต้องช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดการเดินทาง การเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ การใช้งานบริการต่างๆต้องว่องไวขึ้น ประชาชนจะต้องมีโอกาสในการศึกษาที่ดีขึ้นผ่านระบบดิจิทัล และต้องช่วยลดช่องว่างทางชนชั้นของสังคม ตัวเลขเหล่านี้อาจวัดยากแต่ก็ต้องหาตัวชี้วัดที่เหมาะสม
  • ดัชนีชี้วัด E-Government ของประเทศจะต้องสูงขึ้น เราถกกันว่าหน่วยงานที่เป็นดิจิทัลน้อยสุดคือภาคราชการ ธุรกรรมของราชการเป็นอุปสรรคต่อการทำ Digital Economy เรายังต้องใช้เอกสารมากมาย คนภาคราชการมี Digital Mindset ไม่มากพอ เราต้องเร่งปฎิรูประบบราชการให้เป็นดิจิทัล เพิ่ม E-Services ต่างๆ ลดการใช้เอกสาร ตัวชีวัดที่ดีคือ  E-Government Index  ของ UN ที่เราตกมาที่ร้อยกว่า ทำอย่างไรให้เราติด  Top 20 ใน 5  ปีข้างหน้า

ทั้งหมดก็เป็นความเห็นส่วนหนึ่งของภาคเอกชนกลุ่มเล็กๆที่ได้แลdเปลี่ยนกันเมื่อวานนี้ ก็ได้แต่หวังว่าภาครัฐคงจะนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปพิจารณาปฎิบัติบ้าง

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institue

นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย  (ATCI)

Screenshot 2015-06-29 10.24.10

ระบบไอทีภาครัฐ ต้องคิดใหม่เปิดทางเลือกในการพัฒนา

Screenshot 2015-06-29 10.29.09

ทุกครั้งที่ผมเห็นระบบไอทีต่างๆของภาครัฐหลายๆแห่งแล้วจะรู้สึกหงุดหงิด ตั้งแต่เว็บไซต์ที่เห็นที่ส่วนมากจะออกแบบมาสำหรับเครื่องพีซี ไม่เหมาะกับการใช้อุปกรณ์อื่นๆดู  อีเมลที่ส่งมาก็มักจะเป็น  @gmail, @yahoo หรือถ้าเป็นอีเมลของหน่วยงานก็จะมีข้อจำกัดในขนาดของไฟล์ เอกสารก็ส่งมาให้เป็น  Word, Excel ที่ไม่มีการใช้ Office Document ซึ่งเป็น Collloboration Tools ราชการหลายๆหน่วยงานก็ยังถ่ายเอกสารไปมา มาขอให้ผมส่ง FAX ถ้าพูดถึงเครื่อง Server หรือ  Data Center ก็จะไม่มีระบบอะไรที่เป็นมาตรฐาน บางแห่งก็วางเครื่องไว้อย่างไม่ใส่ใจ ขาดระบบสำรองข้อมูล หรือการทำแผนการทำงานต่อเนื่อง

พอถามว่าทำไมยังมีระบบแบบนี้ คำตอบที่มักจะได้รับคือไม่มีงบประมาณ หรือไม่ก็ระเบียบไม่ให้ แต่ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นบริษัทขนาดเล็กจำนวนมากที่มีงบประมาณเพียงน้อยนิด สามารถนำระบบไอทีมาใช้งานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ต่างๆที่มีราคาถูกเข้ามาใช้งาน และยิ่งเมื่อผมไปเจอหน่วยงานราชการบางแห่งอย่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ใช้งบประมาณไอทีไม่มากนัก เลือกใช้ซอฟต์แวร์ Open Source ราคาถูก ระบบบน Cloud ที่มีอยู่มาทำระบบไอทีในการบริหารงานแล้ว ทำให้ผมเริ่มคิดแล้วครับว่าปัญหาของระบบไอทีภาครัฐที่ไม่ทันสมัย ล่าช้า ไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรอกครับ แต่น่าจะอยู่ที่ MindSet อยู่ที่ความกล้าที่จะเปลี่ยน

ถ้าเราจะเข้าสู่ Digital Government ผมคิดว่าเราจะต้องไม่ฝากความหวังไว้เพียงกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเช่นกระทรวงไอซีทีว่า จะต้องทำ  National Data Center ทำระบบอีเมลกลาง หรือทำระบบซอฟต์แวร์กลาง แต่สิ่งที่ควรเป็นคือเราต้องเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆเหมือนอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำระบบจากไหนก็ได้ที่มีความเสถียร มีความปลอดภัย และเชื่อถือได้มาพัฒนาระบบ อย่าหวังพึ่งเพียงหน่วยงานกลางใดๆมาทำ อย่าต้องรอให้เกิด National Data Center  หรือระบบซอฟต์แวร์กลางมีความพร้อมเสียก่อน แล้วค่อยทำระบบไอทีในหน่วยงาน ผมว่าตอนนั้นจะสายเกินไป

การทำระบบไอทีภาครัฐให้รวดเร็ว จะต้องคิดใหม่และเปิดทางเลือกในการพัฒนา โดยปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จน่าจะมีเรื่องต่างๆดังนี้

1)  ผู้นำสูงสุดองค์กรต้องเป็นแบบอย่าง ใช่ครับผู้นำในองค์กรจะต้องนำในการใช้ไอที อย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านอธิการบดีลงมาเล่นเองทำเอกสารโดยใช้ Google Docs ให้ผู้บริหารในระดับต่างๆใช้งานตาม ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในการใช้ไอทีในการบริหารงาน ไม่ใช่แค่เล่น Line, Facebook หรือ YouTube อย่าวัดความสำเร็จการใช้ไอทีของหน่วยงานเพียงแค่การกรอกผลประเมินตาม KPI  ที่สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะทำให้ผ่าน KPI ที่ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

2) ราชการต้องเปลี่ยนความคิดว่าข้อมูลหรือเอกสารของหน่วยงานว่าเป็นความลับสุดยอด เรากำลังปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเป็น Sharing Economy แต่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นหน่วยงานรัฐมักคิดว่าข้อมูลของหน่วยงานตัวเองเป็นความลับ เอกสาร อีเมลของหน่วยงานสำคัญ ต้องทำเอง ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้วเจ้าหน้าที่ดูแลระบบไอทีอาจไม่ได้มีความสามารถพอที่จะป้องกันข้อมูลได้ดีเท่ากับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญจากภายนอก ทุกๆองค์กรมีลำดับชั้นความสำคัญของข้อมูล บางเรื่องอาจลับมาก บางเรื่องอาจเปิดเผยได้ เราต้องจัดลำดับชั้นความลับ แล้วจัดระบบไอทีให้สอดคล้องกัน หน่วยงานรัฐในต่างประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย ก็ให้เอกชนมาบริหารไอที บางระบบก็ฝากไว้กับ  Amazon, Google  หรือ Microsoft  แล้วทำไมเอกสารบ้านเรามันลับมากกว่าเขาหรือครับถึงเอาไปฝากไว้ระบบอื่นๆไม่ได้ ทั้งๆที่โดยความจริงทุกวันนี้ผมก็เห็นผู้บริหารรัฐจำนวนมากส่งอีเมลโดยใช้ public mail หรือบางครั้งก็เจอถุงกระดาษที่ใช้เอกสารราชการมาทำ

3) ราชการต้องปรับระเบียบ โลกไอทีได้เปลี่ยนแปลงไป แต่วิธีจัดซื้อจัดจ้างในระบบราชการยังเหมือนเดิม เราจำเป็นต้องเปลี่ยนระเบียบต่างๆจำนวนมาก อาทิเช่นมติที่ห้ามใช้ Public Mail ที่ขัดกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน การเปลี่ยนระเบียบการจัดทำระบบที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆสามารถทำซอฟต์แวร์ให้ภาครัฐได้ โดยประเมินจากความสามารถ ระบบงานที่สามารถทำงานได้ มากกว่าการตรวจรับตามเอกสารแบบเดิมๆ หรือการปรับระเบียบเพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดหาระบบซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์มีอยู่บน Cloud ได้ การปรับระเบียบเพื่อให้นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้งานได้

4) ต้องเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานมีทางเลือกในการพัฒนาระบบ อย่าให้ทุกอย่างต้องรวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่งเช่นการใช้ National Data Center หรือ National E-Mail  แต่เราควรจะมีหน่วยงานกลางกำหนดมาตรฐานและเปิดโอกาสให้หน่วยงานสามารถใช้ระบบจากที่ใดก็ได้เช่น อาจใช้ระบบอีเมลบน Cloud ของ Google หรือ Microsoft  การใช้ Cloud Server จากบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่อยากใช้  YouTube ในการทำระบบ Video ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม อย่าว่าคิดทุกอย่างรัฐต้องทำเอง

ใช่ครับถึงเวลาที่ต้องทำ ไม่ต้องรออะไรหรอกครับ มันทำได้เลย ไม่ต้องรอ Data Center หรือระบบอะไร ในโลกไอทีมีอะไรมากมาย  Just Do It แล้วก็เริ่มทำเลย มันอยู่ที่ความกล้าและ Mindset ของผู้บริหารสูงสุดขององค์กร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

นายกสมาคมอุตสาหกรรมสารสนเทศไทย

Screenshot 2015-06-29 10.24.10

ข้อสังเกตร่าง พรบ.การพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ว่าด้วยเรื่องกองทุนฯและหน่วยงานใหม่

ผมได้มีโอกาสได้ดูร่าง พระราชบัญญติการพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และกำลังนำเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาในเร็วนี้ๆ พรบ.นี้เป็นหนึ่งในหลายๆพรบ.ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้าน Digital Economy ซึ่งกำลังพิจารณาออกมาจากรัฐบาลและสนช.

พรบ.การพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมมีสาระสำคัญคือการตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม การตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม และการตั้งสำนักงานส่งเสริมดิจิทัล ซึ่งเมื่อดูจากร่างพรบ.คิดว่าทางรัฐบาลมีความตั้งใจที่ดีในการที่จะพัฒนา Digital Economy แต่ก็มีข้อสังเกตบางประการที่คิดว่า ควรมีการปรับปรุงร่างพรบ.ในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช. เพื่อให้งานด้าน Digital Economy ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

ข้อสังเกตทั่วไปและโครงสร้างคณะกรรมการ

พรบ.ในมาตราที่ 3 มีการให้คำนิยามของศัพท์ใหม่เช่น ดิจิทัล หรือ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่อ่านแล้วอาจแปลกๆและดูไม่เหมาะสมเช่นระบุว่า “ดิจิทัลเป็นสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่งหรือสัญลักษณ์อื่นแทนค่าสิ่งทั้งปวง” หรือแม้แต่นิยามคำว่า ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตาม มาตรา 3 วรรค 2 ใตามที่ระบุไว้ก็ดูไม่เหมาะสม เพราะวันนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช้เทคโนโลยีข้อมูลอีกแล้ว

11707661_871689442884193_8362799084558328214_n

ในแง่ของเป้าหมายและนโยบายตามมาตราที่ 6 ก็ดูเหมือนว่าจะเน้นฝั่งด้าน Demand  มากกว่าฝั่งด้าน Supply และมีโครงสร้างคณะกรรมการย่อยหลายๆชุดในมาตราที่ 14 ที่มาจากฝั่ง Demand เสียส่วนใหญ่

นอกจากนี้โครงสร้างคณะกรรมการที่กำหนดไว้ 5 ชุดก็น่าจะมีเพิ่มคณะกรรมการหนึ่งชุด ที่จะปรับพันธกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เป็นผู้พัฒนาและรับผิดชอบความสามารถและผลงานของการใช้เทคโนโลยีทางด้านข้อมูลให้แก่ทุกกระทรวง เพื่อเพิ่มผลงานและลดงบประมาณของทุกกระทรวง ที่ต้องรวมกันเป็นประสิทธิภาพและศักยภาพของรัฐทั้งหมด

ข้อสังเกตเรื่องกองทุนพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม

การจัดกองทุนฯในหมวดที่ 4 ของพรบ.นี้ มีความสุ่มเสี่ยงต่อการใช้เงินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการให้อำนาจกับผู้บริหารประเทศมากเกินไปโดยไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งผมเคยได้เคยบทความท้วงติงไว้ในเรื่อง กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: อย่าออกพรบ.ตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ  และ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ก็เขียนออกมาแสดงความเห็นว่า กองทุนฯนี้ไม่มีความจำเป็น เปิดช่องทางหากิน และสร้างบรรทัดฐานที่ผิด มันเปรียบเสมือนการจัดตั้งงบกลางของกระทรวงฯที่จะไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา ทั้งๆที่สามารถจะตั้งงบประมาณปกติในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้โดยตรง ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนและมีประโยชน์มากกว่า การนำเงินมาไว้ที่กองทุน โดยยังไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร เป็นการให้อำนาจกับผู้บริหารในอนาคตที่อาจเป็นนักการเมืองมาตัดสินใจโดยขาดความโปร่งใส

แต่หากมีความจำเป็นต้องจัดตั้งกองทุนนี้ ก็ควรจะมีการทบทวนในประเด็นต่างๆดังนี้

  • มาตรา 21 กำหนดขอบเขตการใช้เงินกองทุนที่กว้างเกินไป จะให้เงินเปล่าแก่หน่วยงานเอกชนใด บุคคลใดก็ได้  ซึ่งการทำแบบนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาในอนาคต
  • มาตรา 22 ที่มาของเงินกองทุนมาจากหลายๆแหล่งทั้งงบประมาณประจำปี และเงินรายได้ของกสทช. ที่เป็นเงินของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม ซึ่งควรนำไปใช้ในด้านนั้น และทำให้เกิดการลดความเหลื่อมล่ำด้านดิจิทัลเช่น  โครงการการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) การนำเงินของผู้บริโภคโทรคมนาคมมาใช้ด้านไอทีด้วยจึงอาจทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมสูงเกินไป

ข้อสำคัญเงินกองทุนนี้ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุดที่เก็บได้ เราอาจจะเจอกรณีเดียวกับของกสทช.ที่มีเงินเก็บในกองทุนถึง 34,000 ล้านบาทโดยไม่ได้นำไปใช้อะไร ทั้งๆที่ประเทศยังต้องการเงินพัฒนาประเทศอีกมากในด้านอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการตั้งบรรทัดฐานผิดๆให้กับทุกกระทรวงที่จะตั้งกองทุนมาใช้เงินโดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา

  • มาตรา  25  คณะกรรมการบริหารกองทุนจะมาจากการแต่งตั้งของฝ่ายการเมืองซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งพวกพ้องมาบริหาร และเมื่อดูการตรวจสอบการใช้เงินแล้ว ไม่มีขั้นตอนใดใน หมวดที่ 4 ส่วนที่ 2 (มาตรา  25-30) ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบต่อรัฐสภา แม้แต่การเสนอผลการใช้เงินกองทุนประจำปี

ข้อสังเกตเรื่องการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

พรบ.ในหมวดที่ 5  จะมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ SIPA เดิม ตามที่หลายๆคนเข้าใจผิด ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็มีบางประเด็นที่สมควรแก้ไขอาทิเช่น

  • แม้ในบทเฉพาะกาลจะมีมาตรา  58  ยุบ SIPA ทิ้งแลัวโอนหนี้สิ้นทรัพย์สินไปยังหน่วยงานใหม่ แต่ก็ยังมีมาตรา 59 ที่ให้โอนพนักงาน SIPA ไปเป็นการชั่วควารแล้วสำนักงานใหม่จะดำเนินการคัดพนักงานใหม่ภายในเวลา 270 วันซึ่งอาจเป็นใครก็ได้ไม่ใช่พนักงาน SIPA ที่ทำงานอยู่เป็นการชั่วควาร การพิจารณาเช่นนี้ทำให้เสียเวลาของการทำงานเปล่า เราควรท่ีจะให้มีการคัดพนักงานตั้งแต่เรื่มจัดตั้งองค์กร และคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพและมีความสามารถเข้าทำงาน งานจะได้เกิดความรวดเร็ว ไม่ใช่นำวัฒนธรรมของบุคลากรองค์กรเก่าๆอย่าง SIPA  ทั้งหมดเข้ามา แล้วค่อยมาคัดกรองภายหลัง  ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 59 วรรค 4 ก็ระบุดีแล้วว่า ควรจ่ายเงินชดเชยตามสัญญาจ้างให้กับพนักงาน SIPA ทั้งหมดที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งควรทำโดยทันทีทันใดไม่ใช่รอ 270 วัน
  • นอกจากนี้ควรมีการเพิ่มข้อความในบทเฉพาะกาลที่จะให้สำนักงานใหม่ สามารถที่จะยืมตัวบุคลากรที่มีความสามารถจากหน่วยงานใดๆมาทำงานในระยะเริ่มต้นภายใน 270 วัน  เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: อย่าออกพรบ.ตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ

“อาจารย์ครับ ได้เห็น พรบ.ดิจิทัลหรือยัง ผมว่ามีหลายเรื่องไม่เหมาะสม” เพื่อนในวงการไอทีอีกท่านหนึ่งโทรมาสอบถามผม ปลายสัปดาห์ที่ผ่าน จริงๆก็เป็นรายที่สองแล้วที่มาปรึกษาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะหมวด 4 เรื่องกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

ตอนแรกผมได้ยินเรื่องนี้ก็คิดว่าเขาทักท้วงแบบไม่เข้าใจ และเข้าใจไปว่ากองทุนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำนวัตกรรมใหม่ การทำเป็นแหล่ง Venture Capital ให้กับกลุ่ม Start-up  แต่เมื่อถูกถามหนักๆว่าแล้วอาจารย์ได้ดูร่างพรบ.หรือยัง มีหลายๆข้อที่มันเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนออกมาใช้อย่างไม่เหมาะสม ผมก็เลยต้องรีบไปหาร่างพรบ.มาดู ประกอบกับได้บทความของ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  เรื่อง กองทุนเศรษฐกิจดิจิทัล: ไม่จำเป็น เปิดช่องทางหากิน และสร้างบรรทัดฐานที่ผิด เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทำให้เริ่มเข้าใจถึงความไม่ปรกติของร่างพรบ.ฉบับนี้

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมสนับสนุนการที่ภาครัฐจะมาช่วยส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ สนับสนุนบริษัท  Start-up หรือจะมีการตั้งกองทุน Venture Capital ที่มีทุนประเดิมมา แต่ก็ควรจะเป็นพรบ.ที่ชัดเจนมีรูปแบบการบริหารงานที่ชัดเจน และต้องมีรูปแบบการสนับสนุนการลงทุนกับบริษัทต่างๆที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้  แต่ในพรบ.นี้ได้กำหนดการใช้จ่ายเงินกองทุน ตาม ม.25 แบบกว้างมาก จะเอาไปลงทุนใดๆก็ได้ ในภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ได้ แถมในมาตรา25(1) เขียนไว้ด้วยว่าจะให้เงินแก่ภาครัฐเอกชนหรือบุคคลทั่วไปไปเปล่าๆก็ได้ และจะมีรายได้จากเงินภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 4-5 พันล้านบาทตามมาตรา 22 ข้อสำคัญรายได้หรือทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ตามมาตรา24 

ในปัจจุบันกสทช.มีกองทุนสนับสนุนบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (กทปส.)ที่มีเงินอยู่เกือบ 34,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาและการใช้งานด้านโทรคมนาคม แต่เงินกองทุนนี้ถูกนำมาใช้น้อยมาก และกสทช.ก็มีข้อครหาเรื่องการใช้เงินที่ขาดความรอบคอบ ทำให้หลายๆภาคส่วนขาดความไว้ว่าใจการใช้งานของกสทช. การออกร่างพรบ.นี้จึงมีการระบุในมาตรา 22 เป็นการดึงเงินส่วนหนึ่งของ กสทช. อันเป็นรายได้ถึงร้อยละ 25 มาเพื่อให้คนกลุ่มใหม่ภายใต้หน่วยงานใหม่มีอำนาจใช้จ่าย ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าจะช่วยแก้ปัญหาการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมได้อย่างไรเพราะร่างพรบ.นี้กลับไม่มีมีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุนที่เหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผมเข้าใจว่า ร่างพรบ.นี้อาจเขียนมาด้วยเจตนาอันนี้ มองว่าผู้บริหารภาครัฐจะมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง โดยบางทีอาจลืมไปว่ารัฐบาลคสช.ที่มีรัฐมนตรีหลายๆท่านที่มีคุณสมบัติดังกล่าวคงไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่ในอนาคตกำลังจะมีนักการเมืองมาบริหารงานกองทุนนี้ต่อไป ทำไมเราไม่เขียนพรบ.นี้ให้รัดกุมกว่านี้ ทำให้ตรวจสอบได้ ผมสนับสนุนความคิดของดร.สมเกียรติ บางประการที่ว่า

  • ร่างพรบ.นี้กำลังเปิดช่องให้มีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่โปร่งใส  จากดุลพินิจของรัฐบาล โดยไม่มีการตรวจสอบโดยฝ่ายค้าน
  • การกำหนดให้มีกองทุนขนาดใหญ่มีเงินตั้งต้นกว่าหมื่นล้านบาท ที่สามารถใช้จ่ายได้เฉพาะในโครงการด้านเศรษฐกิจดิจิตัล จึงไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้เงินจากกระบวนการงบประมาณ

และก็อยากเพิ่มเติมให้ภาคเอกชนเห็นว่า ร่างพรบ.นี้ไม่ได้ระบุในมาตราใดเลยเพื่อไม่ให้กองทุนนี้ มาแข่งขันกับเอกชน พรบ.มาตรา 25 (1) ระบุให้สามารถนำไปใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชนหรือบุคคลทั่วไปในการดำเนินการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยการให้เปล่า หรือให้กู้ยืมโดยมีหรือไม่มีดอกเบี้ยก็ได้ กรณีเช่นนี้อาจทำให้การให้ผู้บริหารกองทุนเลือกให้เงินสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการจำกัดวงเงิน หรือสามารถเข้าไปถือหุ้น ทำธุรกิจ หารายได้ เข้าร่วมทุนกับบุคคลอื่น รวมทั้งอาจให้บริการแข่งขันกับเอกชนได้ เพราะไม่ได้มีกำหนดข้อห้ามไว้

ข้อสำคัญอีกประการคือการกำหนดว่า ทรัพย์สิน ดอกผล ผลประโยชน์ หรือรายได้อื่นที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน ไม่ถือว่าต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน ทั้งๆที่ประเทศชาติก็ยังภาระหนี้สิ้นมากมาย รายได้ทั้งหมดจึงไม่ควรนำเข้ากองทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้เป็นรายได้ของแผ่นดินที่จะนำไปพัฒนาประเทศ

เรากำลังปล่อยให้ร่างพรบ.ที่จะอนุญาตให้คณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรีในอนาคตหนึ่งท่านเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนนี้ร่วมกับคณะกรรมการจำนวนหนึ่ง สามารถนำเงินเป็นหมื่นๆล้านบาทต่อปีไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ ตาม ม.25 แต่กระบวนการตรวจสอบกลับน้อยมากและอาจทำไห้เกิดความไม่โปร่งใส ผมคิดว่าแทนที่เราจะแก้ปัญหาการใช้่จ่ายเงินทีไม่เหมาะสมของกสทช.โดยการออกกฎระเบียบที่มีการควบคุมที่ดีขึ้น แต่เรากลับโอนเงินไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อไปจะเป็นนักการเมืองเข้ามาบริหารเงินแทนโดยมีระเบียบทีหละหลวมขึ้นไปอีก

ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องทบทวน ร่างพรบ.นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่าออกพรบ.เพื่อตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ เผลอๆจะเป็นความเสียหายต่อชาติในอนาคตมากกว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ธนชาติ นุ่มนนท์

images (1)

เมื่ออุตสาหกรรมขาดบุคลากรด้านดิจิทัล แต่ทำไมมหาวิทยาลัยถึงผลิตบัณฑิตด้านนี้ที่มีคุณภาพได้น้อย

edm_Nov_jayedit

ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานในวงการไอทีด้วยการเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และมีโอกาสได้สัมผัสสอนและอบรมนักศึกษาหลายๆสถาบันในประเทศทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ตั้งแต่ม.ขอนแก่น  ม.เชียงใหม่ ม.สงขลา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมถึงมีโอกาสสอนอาจารย์ในหลักสูตร Train the trainer ให้แก่อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆทั่วไปร่วม 10 หลักสูตรสอนตั้งแต่ Java Programming, Web Services, SOA, Cloud Computing หรือ Big Data

1488765_10154138174858254_3064923486844069024_n

หลังจากออกจากอาชีพอาจารย์ผมมาทำงานภาคเอกชนทั้งในบริษัทไอทีต่างประเทศอย่าง Sun Microsystems หรือหน่วยงานภาครัฐอย่างเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park) และสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ที่ทำทางด้านการอบรมและการให้คำปรึกษาด้านไอที แม้ผมจะไม่ได้มีอาชีพเป็นอาจารย์แต่ก็ยังรักที่จะสอนและเป็นวิทยากรอยู่ต่อเนื่องในช่วงสิบปีท่ีผ่านมา ทำให้ต้องค้นคว้าศึกษาและลงมือปฎิบัติทำงานจริงกับเทคโนโลยีใหม่ๆเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Mobile programming, Cloud Computing, Big Data, AI และ Digital Transformation และก็ยังเป็นวิทยากรอบรมให้เองในหลายๆหัวข้อ ดังนั้นจึงอาจไม่ต้องแปลกใจถ้าจะบอกว่าผมในฐานะของผุ้บริหารที่ดูแลทั้งหน่วยงานตัวเองอย่าง IMC Institute และเป็นกรรมการอิสระในบริษัทมหาชนหลายแห่ง แต่ก็ยังลงมือปฎิบัติเองอยู่เสมอตั้งแต่ config เครื่อง Server, ใช้คำสั่ง Linux, เขียนโปรแกรมบน Cloud หรือแม้แต่ติดตั้ง Hadoop Cluster

แม้จะไม่ได้สอนในมหาวิทยาลัยแล้วแต่ก็ยังมีบทบาทในฐานะของตำแหน่งกรรมการในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งตั้งแต่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหลักสูตรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศในหลายๆมหาวิทยาลัย ใช่ครับแม้จะไม่ได้สอนนักศึกษาโดยตรงแต่ก็ยังสัมผัสกับอาจารย์ หลักสูตร และข้อสำคัญยังมีโอกาสเป็นวิทยากรสอนคนทำงานในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่เสมอ

จากประสบการณ์ที่เล่ามาก็เพื่อที่จะบอกให้คนอ่านได้เข้าใจว่า ผมพอเข้าใจวงการการศึกษาและภาคเอกชนด้านไอทีอยู่้าง ผมมีโอกาสสัมผัสบุคลากรด้านทั้งอาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิตใหม่ที่จบมาก็มักจะเจอโจทย์ว่าบัณฑิตหางานทำไม่ได้ ยิ่งระยะหลังเจอปัญหาว่ามหาวิทยาลัยหาคนเรียนได้ไม่ตามเป้าหมาย พอมาดูในมุมมองของภาคเอกชนก็จะบ่นเสมอว่าหาคนทำงานไม่ได้ บัณฑิตไม่ได้คุณภาพไม่สู้งาน หลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน จริงๆถ้าไปดูหลักสูตรก็จะเห็นว่าหลักสูตรหลายแห่งเราทันสมัยเพราะทางสกอ.ก็จะเน้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง ACM จำนวนบัณฑิตและอาจารย์ก็มีมากพอ แล้วข้อเท็จจริงคืออะไรทำไมทั้งภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมถึงมีมุมมองบางอย่างที่ต่างกัน ผมอยากสรุปประเด็นปัญหาที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาและเราคงต้องหาทางแก้ไข มิฉะนั้นแล้วอุตสาหกรรมการผลิตด้านไอที, อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และการทำงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ เราคงแข่งขันลำบากโดยมีประเด็นต่างๆดังนี้

1) นักศึกษารุ่นใหม่จำนวนมากมีทัศนคติต่อการศึกษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันนักศึกษามุ่งเรียนเพียงเพื่อเอาใบปริญญาเป็นใบเบิกทาง มองสถาบันการศึกษาเป็นเพียงแค่ทางผ่านใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างฟุ้งเฟ้อ ขาดความอดทน มุ่งเน้นเรียนอย่างสบายๆ มองอนาคตเพียงเพื่อหวังร่ำรวย น้อยคนที่จะมีจิตสำนึกสาธารณะ ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ดังนั้นงานในมหาวิทยาลัยทุกอย่างต้องมาวัดที่คะแนนหมด หากไม่มีคะแนนก็ไม่ยอมทำ ไอดอลของคนบางกลุ่มกลายเป็นแค่คนที่มีเงินมุ่งทำงานเพื่อความร่ำรวย ข้อสำคัญคือการขาดคุณธรรมจริยธรรมในวงการการศึกษา การลอกงานต่างๆจึงกลายเป็นวัฒนธรรมในมหาวิทยาลัย และนักศึกษาบางส่วนก็มีทัศนะคติที่จะเรียนอะไรที่ง่ายๆที่จบมาแล้วได้เงินดีๆรวยเร็วๆ

2) กระทรวงมีกฎเกณฑ์ในระบบการศึกษาที่ไม่เหมาะสม สำนักงานการอุดมศึกษา(สกอ.) ก็เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่งของระบบการศึกษาที่พิกลพิการในปัจจุบัน เรามีกฎเกณฑ์แปลกๆมากเกินไป การกำหนดวิชาที่จำเป็นต้องเรียน การตั้งชื่อหลักสูตร การประเมินหลักสูตร การประเมินผู้สอน จนทำให้ผู้สอนหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะแก้ไขปรับปรุงคุณภาพการศึกษาได้ยาก แม้แต่การจะให้นักศึกษาสอบตกจำนวนมากตามผลคะแนนที่เป็นจริงก็เป็นไปได้ยาก เพราะผู้สอนต้องทำบันทึกชี้แจงหากมีคนตกมาก การวัดคุณภาพการศึกษาของสกอ.ก็จะเน้นที่เอกสารมากกว่าสะท้อนความเป็นจริง ผู้สอนเองก็ต้องเสียเวลากับการกรอกข้อมูลต่างๆที่บางครั้งแทบจะไม่มีประโยชน์หรือนำมาใช้งานจริง

3) สถาบันการศึกษามุ่งเน้นหารายได้มากไป เมื่อการศึกษากลายเป็นธุรกิจมหาวิทยาลัยก็ต้องการรับนักศึกษาจำนวนมากเพื่อให้คุ้มค่ากับการเปิดของแต่ละหลักสูตร หลักสูตรบางอย่างก็เปิดเพียงอิงกับตลาดมากเกินไปทั้งๆที่ไม่มีคุณภาพหรือขาดผู้สอน มหาวิทยาลัยก็ไม่กล้าที่จะประเมินผลตามความเป็นจริงกลัวนักศึกษาตกออกเยอะหรือบางครั้งกลัวนักศึกษาจะร้องเรียนหรือไม่เข้ามาเรียน ถ้ามหาวิทยาลัยไหนจบยากนักศึกษาก็จะเข้ามาเรียนน้อยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนบวกกับทัศนคติของนักศึกษาที่ต้องการจบง่ายๆไวๆ จึงไม่แปลกใจที่เห็นเด็กจบออกมาไม่มีคุณภาพ

4) เราเน้นจำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนด้านไอทีมากกว่าคุณภาพ ปัจจุบันในแต่ละปีเรารับคนเข้ามาเรียนทางด้านนี้นับหมื่นคนและจำนวนมากไม่น่าที่จะเรียนหลักสูตรด้านนี้ได้ หลายๆแห่งก็เลยใช้วิธีว่าปรับให้หลักสูตรง่ายขึ้นหรือปล่อยให้นักศึกษาจบได้โดยง่าย จริงๆประเทศเราก็มีนักศึกษาด้านนี้ที่เก่งๆในระดับโลกแต่มีจำนวนไม่มากนักและถ้ามองถึงนักศึกษาที่มีคุณภาพที่จะจบออกมาทำงานด้านไอทีได้จริงๆเผลอๆปีหนึ่งไม่เกินสองพันคนจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเอกชนถึงบอกว่าหาคนมีคุณภาพเข้าทำงานไม่ได้ ขณะเดียวกันก็จะมีเสียงบ่นจากภาคการศึกษาว่าบัณฑิตจำนวนมากหางานทำไม่ได้ ก็เล่นผลิตคนไม่มีคุณภาพออกมาล้นตลาดนี่ครับ

5) อาจารย์จำนวนมากขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ สาขาด้านไอทีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอาจารย์จำเป็นต้องศึกษาและลงมือปฎิบัติจริงในเรื่องใหม่ๆ แต่เนื่องจากอาชีพอาจารย์เป็นงานที่ไม่ได้มีการแข่งขันมากนัก อาจารย์บางท่านสามารถที่จะนำเนื้อหาเก่าๆมาสอนซ้ำได้เป็นเวลาหลายปีแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป คำพูดหนึ่งที่มักจะได้ยินจากอาจารย์ก็คือมหาวิทยาลัยจะเน้นสอนภาคทฤษฎีการลงมือปฎิบัติต้องได้ทำงานจริงในภาคเอกชน ทั้งๆที่โดยแท้จริงแล้วเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างมากทฤษฎีกบางอย่างก็ย่อมเปลี่ยนตาม แต่ในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงการสอนแต่อย่างใด จนบางครั้งทำให้คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องส่งอาจารย์มาฝึกงานกับภาคเอกชนแทนที่จะแค่ส่งนักศึกษามาฝึกงาน

6) ขาดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษา ความร่วมมือของบ้านเรายังน้อยอยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิจัย การผลิตบัณฑิต ยังถือว่าน้อยมากแม้บางแห่งจะมีการทำสหกิจศึกษากับภาคเอกชนแต่ก็ยังเป็นสัดส่วนน้อย และขาดการนำปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรมมาศึกษาหรือทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย

7) ชนชั้นกลางบ้านเราฐานะดีขึ้น ความดิ้นรนที่จะต้องแสวงหารอาชีพหรือรายได้ที่ดัขึ้นจะน้อยลงทำให้ต่างกับบางประเทศอย่างพม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินเดีย ที่การเข้าสู่อาชีพบางอาชีพเช่นการทำงานด้านไอที หรือแพทย์สามารถเปลี่ยนอนาคตของพวกเขาไปในทางที่ดีขึ้น พอชนชั้นกลางบ้านเราฐานะดีความกระตือรือร้นก็จะน้อยลง ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกสบายจริงมาปกป้องลูกหลานตัวเองในการเรียนและการทำงาน เช่นการออกมาตำหนิอาจารย์ที่สอนยากหรือตัดเกรดโหดทำให้คุณภาพการศึกษาแย่ลง

8) การลงทุนด้านงานวิจัยในภาคอุตสาหกรรมเรามีน้อยมาก เมื่อไม่มีการทำงานวิจัย ความต้องการนวัตกรรมใหม่ๆก็น้อย บัณฑิตที่มีคุณภาพเก่งๆมีนวัตกรรมก็ไม่สามารถจะหางานที่ท้าทายได้ ก็ได้สร้างวัฒนธรรมที่จะไปบอกรุ่นน้องให้เห็นว่าไม่ต้องเรียนอะไรมากไม่ต้องรู้อะไรมาก ทำงานง่ายๆซ้ำเดิม หรือบางครั้งก็คิดว่าที่เรียนมาไม่ได้ใช้อะไร เพราะบริษัทบ้านเราจำนวนมากเลือกที่จะทำงานง่ายๆไม่ซับซ้อนอะไรไม่ได้ใช้อะไรยากเกินไป

ปัญหาการศึกษาด้านไอทีกำลังเป็นวิกฤติใหญ่ที่ก็เห็นทุกฝ่ายพยายามที่จะแก้ไข แต่ผมว่าสุดท้ายแล้วคงใช้วิธีเดิมๆระบบเดิมๆมาแก้ไขไม่ได้ แต่ก็อาจต้องปล่อยให้แก้โดยการเกิด Digital Disruption ในวงการศึกษาทางด้านนี้ขึ้นมาเอง ในยุคที่ผู้เรียนสามารถจะเรียนผ่านเทคโนโลยีจากที่ไหน วิชาใด อุปกรณ์ใดก็ได้ ตามที่ผมเขียนไว้ในบทความเรื่อง เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลมาปั่นป่วน มหาวิทยาลัยไทย

ธนชาติ นุ่มนนท์
IMC Institute

การติดตั้งและเปรียบเทียบ Hadoop Distribution ต่างๆ

 

Hadoop เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการทำ Big Data ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากมีความสามารถในการเก็บข้อมูลนับเป็น PetaByte และนำมาใช้งานในเว็บใหญ่ๆและหน่วยงานต่างๆจำนวนมากอาทิเช่น Yahoo หรือ Facebook  แม้ Hadoop จะเป็น Open Source แต่ก็มีผู้ผลิตหลายรายต่างทำ Distribution ของ Hadoop ออกมาอาทิเช่น IBM, Amazon, Intel, Microsoft, Cloudera และ Hortonworks เป็นต้น โดย Forrester Research ได้เปรียบเทียบ Hadoop Distribution ต่างๆในรูปที่ 1

Screenshot 2015-05-23 08.59.33

รูปที่ 1 การเปรียบ Hadoop Distribution ของ Forrester Research

Hadoop Distribution แบ่งออกเป็น 4  กลุ่ม ดังแสดงในรูปที่ 2

  • Apache Open source: ตัวที่เป็น Open Source Project ของ Apache ที่เราสามารถ Download ได้จากเว็บ hadoop.apache.org
  • Hadoop Software Vendors: กลุ่มนี้คือผู้ผลิตที่ไม่ได้ผูกติดกับ Hardware Vendor โดยสามารถจะติดตั้ง  Hadoop Distribution กับ Server ค่ายใดก็ได้ กลุ่มนี้จะเป็นผู้นำตลาดด้าน Hadoop โดยมีรายหลักสามรายคือ Cloudera, Hortonworks และ MapR
  • Hadoop Distribution ของผู้ผลิต Hardware: ผู้ผลิต Hardware บางรายก็จะทำ Hadoop Distribution ออกมา และมักจะแนะนำให้ผู้ใช้เลือกใช้เครื่อง Server ของตัวเองอาทิเช่น IBM Inforsphere BigInsight, Pivotal HD ของ EMC และ Teradata
  • Hadoop Distribution ของผู้ให้บริการ Cloud: กลุ่มนี้จะเป็น Hadoop ที่รันอยู่บน Cloud เท่านั้นและไม่สามารถติดตั้งบน Server ทั่วไปได้ ตัวอย่างของ Hadoop ในกลุ่มนี้คือ Amazon EMR และ  Microsoft Azure HDInsight

Screenshot 2015-05-23 08.59.41

รูปที่ 2 ประเภทของ Hadoop Distribution

ผมเองเคยทดลองใช้และติดตั้ง Hadoop Cluster สำหรับ Distribution ต่างๆดังนี้ Apache Hadoop, Cloudera, Hortonworks, Amazon EMR, Microsoft Azure และ Google Cloud Platform ซึ่งการติดตั้ง Hadoop Cluster จะมีปัญหาในเรื่องการหา Server ผมจึงเลือกใช้ Virtual Server ที่อยู่บน Cloud ที่เป็น EC2 ของ Amazon Web Services หรือไม่ก็จะเลือกใช้ Hadoop as a Services ที่อยู่บน Cloud ซึ่งง่ายต่อการติดตั้ง สำหรับเอกสารการติดตั้ง Hadoop Distribution ต่างๆที่ผมและทีมงานเคยเขียนไว้หรือจากแหล่งอื่นๆมีดังนี้

จากการทดลองติดตั้งใช้งาน Cluster ต่างๆ ขอเปรียบเทียบดังนี้

  • Apache Hadoop Distribution: มีข้อเด่นคือเป็น Opensource และไม่ต้องห่วงเรื่อง License การใช้งานแต่มีข้อจำกัดคือเราต้องบริหารจัดการ Distribution ต่างๆของ Hadoop เอง ซึ่งบางครั้งอาจจะเจอปัญหาเรื่อง Bug หรือ Conflict ระหว่าง version ตัวอย่างเช่น Flume 1.5 อาจจะต้องปรับบางไฟล์เพื่อให้ทำงานกับ Hadoop 2.7 ได้ นอกจากนี้ขั้นตอนในการติดตั้งต่างๆจะยากกว่า Distribution ต่างๆ
  • Hortonworks สามารถติดตั้งได้โดยง่ายแต่ผู้ใช้ต้องจัดการลง SSH ในแต่ Server เอง ข้อดีอีกอย่างคือมี โปรแกรมบริหาร Cluster ทีเป็น Opensource ที่ชื่อ Ambari ทำให้เพิ่มหรือลด Server  ได้โดยง่าย

Screenshot 2015-05-23 09.13.03

  • Cloudera น่าจะเป็น  Distribution ทีติดตั้งได้ง่ายที่สุดที่ผมได้ทดลองมา ข้อดีอีกอย่างคืมีโปรแกรม  Hue ที่ช่วยทำ Web GUI สำหรับผู้ต้องการใช้งาน Hadoop ส่วนโปรแกรมจัดการ Cluster คือ  Cloudera Manager นั้นอาจผูกติดกับบริษัท Cloudera ไปหน่อย

Screenshot 2015-05-23 09.13.13

  • Hadoop as a Service on Cloud มีข้อดีคือติดตั้งได้โดยอัตโนมัติ เราเพียงแต่บอกขนาดของ Server จำนวนโหนด และซอฟต์แวร์ที่ต้องการจะติดตั้ง จากประสบการณ์ของผมค่อนข้างจะชอบของ  Amazon EMR มากสุด แต่การใช้งาน Hadoop as a Service มีข้อจำกัดตรงต้องใช้ Hadoop และ Ecosystem  ตามที่ผู้ให้บริการ Cloud กำหนดมาเท่านั้น เราไม่สามารถเลือกใช้เองได้

ผมคิดว่าทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ต้องการทดลองทำ Big Data คือทดลองติดตั้ง Hadoop Distribution ใดก็ได้บน Cloud Server แล้วเราจะเข้าใจระบบและการใช้งานได้ดีขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

พฤษภาคม 2558

Cloud Computing เมืองไทยตามหลังกระแสโลก เพราะเรื่องทัศนคติ ทักษะ และกฎระเบียบ

Screenshot 2015-05-21 16.28.47

ข้อมูลจากหน่วยงานวิจัยต่างๆอาทิเช่น Gartner, IDC หรือ Forrester reserach ต่างระบุคล้ายกันว่า เทคโนโลยี Cloud Computing กำลังเปลี่ยนโลกไอที และตลาดด้านไอทีก็มุ่งไปสู่การจำหน่ายระบบ Cloud Computing มากขึ้น ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud บริษัทที่ทำธุรกิจด้าน Cloudต่างๆ อาทิเช่น Amazon Web Services ก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาก และบริษัทซอฟต์แวร์บางรายก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขายมาเน้นที่ตลาด Cloud ไม่ว่าจะเป็น Adobe, Microsoft หรือ Oracle

Screenshot 2015-05-21 16.18.17

ข้อมูลตัวเลขตลาด Cloud ของ Gartner ระบุว่าตลาด Cloud จะโตขึ้นถึง 43.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 โดยแบ่งเป็นสัดส่วนของ Saas 49.2%, PaaS 5.5%และ IaaS 45.3% นอกจากนี้ ก็ระบุว่าสัดส่วนตลาดซอฟต์แวร์ที่เป็น Cloud จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ซึ่งในปี 2018 จะมีสัดส่วนเป็น 32% เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ที่เป็น Non-cloud ที่จะมีสัดส่วน 68% บางท่านเห็นข้อมูลต่างๆเหล่านี้แล้วก็เกิดคำถามว่าแล้วทำไมตลาด Cloud สำหรับบ้านเราถึงไม่สอดคล้องกับกระแสโลก เพราะถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนที่มากขึ้นแต่ก็ยังๆม่ได้รับความนิยมมากนัก

Screenshot 2015-05-15 16.10.06ปัจจัยหลายๆประการที่ทำให้ตลาด Cloud ในประเทศเราไม่โตน่าจะมาจากเหตุผลต่างๆดังนี้

1) ขาดความตระหนักและความเข้าใจเรื่อง Cloud ที่แท้จริง ถึงแม้ว่าหลายๆหน่วยงานในบ้านเราจะพยายามจัดสัมมนาสร้างกระแสเรื่องของ cloud Computing แต่สิ่งที่พบคือคนด้านไอทีไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจความหมายของ Cloud ที่แท้จริง บางครั้งเข้าใจว่าเป็นเพียงระบบอินเตอร์เน๊ตหรือเป็บแค่ Web Application โดยไม่เข้าใจถึงเทคโนโลยีของ Cloud และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจไอทีที่กำลังเปลี่ยนแปงสู่ระบบ Cloud ทั้งนี้เพราะเราเน้นที่จะจัดสัมมนาเอาจำนวนคนมากๆมาฟังฟรีมากกว่าที่จะให้เขาเข้าใจและได้ลงมือปฎิบัติจริง

2) คนไอทีในบ้านเรายังอยากมีความเป็นเจ้าของระบบไอที ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับระบบ Cloud ที่คล้ายเป็นระบบเช่า ผู้ใช้จะไม่ได้เป็นเจ้าของระบบเอง คนจำนวนหนึ่งเลยรู้สึกขัดแย้งในใจที่ไม่ได้เป็นผู้ที่จัดซื้อจัดหาระบบ ไม่ได้เห็นตัวเครื่องจริงๆ และคนไอทีบ้านเรามีความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะดูแลระบบได้ดีกว่าคนอื่น

3) คนไอทีบ้านเรายังขาดทักษะทางด้าน Cloud ระบบ cloud ทำให้คนไอทีต้องเรียนรู้ทักษะใหม่หลายๆด้าน อาทิเช่นระบบ IaaS ก็จะทำให้รูปแบบการทำงานของ System Administrator เปลี่ยนไป การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็น SaaS โดยใช้ระบบ PaaS หรือ IaaS ก็ต้องการทักษะใหม่ๆหรือการจะทำ Private Cloud ก็ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ซึ่งคนไอทีไทยได้เรียนเรื่องนี้มาน้อยมาก และยังไม่ค่อยมีการเรียนการสอนในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ที่น่าตกใจคือคนไอทีไทยจำนวนมากไม่เคยเล่นระบบ Public Cloud ไม่ว่าจะเป็นระบบ IaaS อย่าง Amazon Web Services หรือ Microsoft Azure หรือแม้แต่การใช้ SaaS บางตัวอย่าง Google Apps หรือ Office 365

4) บริษัทซอฟต์แวร์ไทยยังไม่ค่อยพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud การใช้ SaaS จะเป็นสัดส่วนของตลาด Cloud ที่มากที่สุด แต่ตลาด SaaS จำเป็นต้องการซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละประเทศและต้องใช้ภาษาท้องถิ่น ซอฟต์แวร์ SaaS สำหรับผุ้ใช้ในประเทศไทยยังมีน้อย ถ้ามีก็ยังผลิตมาจากต่างประเทศแล้วมาทำ localization อาทิเช่นระบบ CRM ของ Salesforce ซึ่งฟังก์ชั่นบางอย่างอาจไม่เหมาะกับคนไทยนัก เมื่อมีซอฟต์แวร์น้อยคนก็ใช้งานน้อย ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะบริษัทซอฟต์แวร์ไทยยังไม่พร้อมที่พัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud ทั้งนี้อาจเพราะยังขาดทักษะ และข้อสำคัญบริษัทซอฟต์แวร์ไทยจำนวนมากยังพึ่งพอใจทีจะขายซอฟต์แวร์แบบ License model ที่มีราคาสูงๆ มากกว่าที่จะใช้โมเดลของ Cloud ที่เป็น subscription model

5) ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานไทยยังไม่ได้ปรับตามธุรกิจของ Cloud การใช้ระบบ Cloud จะมีค่าใช้จ่ายตามการใช้งานเสมือนการเช่าใช้ ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน รายปี หรือแม้แต่คิดเป็นรายชั่วโมงการใช้งาน แต่หน่วยงานบ้านเรายังมีวิธีการงบประมาณแบบเดิม และหลายๆหน่วยงานการจัดซื้อระบบไอทียังต้องมีการส่งมอบระบบที่เป็น Physical ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้กับระบบ Cloud ได้

6) ผู้ใช้บ้านเรายังมีความกังวลเรื่อง Cloud ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบความปลอดภัยไอทีบ้านเรายังไม่ดีพอ และเรายังมีปัญหาเรื่องความเสถียรของระบบอินเตแร์เน็ต เลยทำให้ผู้ใช้มีความกังวลว่าจะขาดความต่อเนื่องในการใช้งาน จึงทำให้ไม่กล้าที่จะนำระบบ Cloud มาใช้งาน

7) ผู้ใช้บ้านเรายังมีอัตราการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายค่อนข้างสูง ระบบ Cloud ที่เป็น Saas จะสามารถตรวจสอบการใช้งานของผู้ใช้ซอฟต์แวร์ได้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องจำนวนผู้ใช้ การแอบใช้งาน และไม่สามารถก็อบปี้ได้ คนไทยซึ่งไม่ชินกับการซื้อซอฟต์แวร์ก็จะไม่กล้าใช้ระบบ Cloud เพราะจะถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

8) ระบบ Cloud เป็บแบบ On demand -self service ที่ผู้ใช้ต้องจัดหามาเองโดยไม่มีคนช่วย support ซึ่งขัดกับการทำงานของบางหน่วยงานที่มักจะหาคนมาช่วยติดตั้งระบบไอที และระบบ Cloud ต้องชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ซึ่งบางครั้งไม่สามารถออกใบเสร็จได้ ทำให้ผู้ใช้ในหน่วยงานต่างๆไม่สามารถใช้ระบบ Cloud ได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าเรายังไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เปลี่ยนไป ซึ่งเราอาจต้องปรับทั้ง ทัศนคติ ทักษะ กฎระเบียบต่างๆ เราก็อาจตามกระแสโลกไม่ทัน ไม่เพียงแต่จะแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีหรืออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไม่ได้ แต่เราอาจแข่งขันในทุกภาคส่วนลำบากเพราะไอทีการเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ผู้ใช้ไอทีเรายังไม่ปรับตามกระแสโลก

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute