Technology Trends 2014

ไม่ได้เขียนบล็อกมาหลายสัปดาห์ พอดีสัปดาห์นี้มาบรรยายงาน Thailand ICT Awards (TICTA) 2013 ในหัวข้อ Technology Trends 2014  จริงๆผู้จัดตอนแรกบอกว่า Trends 2013 ก็เลยบอกว่าจะสิ้นปีแล้วขอเป็น  2014 แล้วจะรวบรวมข้อมูลมาให้ ซึ่งโดยปกติสิ้นปีนักวิจัยค่ายต่างๆ และนักวิเคราะห์ก็จะต้องคาดการณ์กระแสในปีหน้าอยู่แล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยโดยมากเราก็มักจะเอา  Trends ของค่ายวิจัยอย่าง Gartner หรือ IDC มาพิจารณา ซึ่งถ้าพิจารณากันจริงๆแล้วบริบทหลายๆด้านอาจแตกต่างกัน ดังนั้นในการบรรยายของผมจึงพยายามเอาข้อมูลในประเทศไทยมาเป็นการวัดกระแสไอทีปีหน้า โดยมี Slide ตังนี้

และสามารถสรุปได้ 10 เรื่องดังนี้

1) Smartphone/Tablet Explosion:Post-PC Era

กระแสการใช้ Smartphone และ Tablet บ้านเราก็ยังแรงต่อเนื่อง และการใช้ไอทีในบ้านเราก็เข้าสู่ยุคหลังพีซีอย่างแท้จริงจากเดิมที่ผู้ใช้ไอทีจะใช้เครื่องพีซีที่มีระบบปฎิบัติการ  Windows เป็นหลัก แต่วันนี้ผู้ใช้ไอทีจะมีอุปกรณ์และระบบปฎิบัติการที่หลากหลายและ  Windows เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือก

ข้อมูลล่าสุดจากกสทช.จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เครื่องที่ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 89.98 ล้านเลขหมาย ซึ่งคิดเป็น 131.84% ของประชากร และในจำนวนนี้คาดว่า 31% ของประชากรไทยมีการใช้งาน Smartphone [ข้อมูลจาก  Our Mobile Planet] และถ้าบริษัทวิจัย GfK ก็ระบุว่าใน 4 เดือนของปี 2013  มีเครื่อง Smartphone จำหน่ายไปแล้วกว่า 2.87 ล้านเครื่อง โดยคาดการณ์ยอดจำหน่ายทั้งปีประมาณ 7.5 ล้านเครื่องจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ 16  ล้านเครื่อง

ในด้านของอุปกรณ์เราจะเห็นว่าข้อมูลจากการสำรวจของสวทช.ระบุว่าปีที่แล้วเรามียอดจำหน่ายเครื่องเดสต์ท็อปพีซี 1.26  ล้านเครื่อง Notebook 2.1 ล้านเครื่อง และ Tablet 1.3 ล้านเครื่อง ซึ่งในปีนี้ทาง IDC คาดการณ์ว่ายอดจำหน่าย Tablet จะพุ่งขึ้นสูงถึง 3.5  ล้านเครื่องทั้งนี้จากนโยบาย OTPC  ของรัฐบาล และจะมียอดของ Notebook 2.5 ล้านเครื่อง และ เดสต์ท็อปพีซี 1.5  ล้านเครื่อง

ข้อมูลจาก Gartner เมื่อเดือนเมษายน 2013 ก็ระบุให้เห็นเช่นกันว่ายอดจำหน่ายเครื่องพีซีทั้งเดสต์ท็อปและ Notebook ทั่วโลก จะมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องคือประมาณการณ์ว่าจาก 315  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2013  เหลือเพียง 271  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2017 ในขณะที่ยอดจำหน่าย Tablet ทั่วโลกจะแซงหน้ายอดของเครื่องพีซีโดยจะมีจำนวน  467  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2017

สำหรับสัดส่วนการตลาดของเครื่อง Smartphone  และ Tablet  ทาง IDC ได้เปิดเผยข้อมูลยอดจำหน่ายในไตรมาสสองปีนี้ให้เห็นว่าเครื่องที่ใช้ระบบปฎิบัติการ  Android มีสัดส่วนที่แซงหน้ารับบปฎิบัติการ iOS ของ Apple  ไปอย่างมากโดยมีสัดส่วนการตลาด Smartphone ถึง  79% เมื่อเทียบกับ   iOS  ที่ลดลงเหลือเพียง  13% และก็มีสัดส่วนการตลาดของ  Tablet  62.6% เมื่อเทียบกับ   iPad  ที่ลดลงเหลือเพียง  32.5% ทั้งๆที่ในไตรมาสสองปีที่แล้ว iPad มีสัดส่วนการตลาดนำ  Android ถึง 60% ต่อ 38%  ซึ่งแนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับตลาดในประเทศไทยที่ทาง GfK ระบุว่า ตลาด Smartphone ในประเทศไทยเป็นระบบ  Android  70% เมื่อเทียบกับ iOS ที่ 20%

2)  Cloud Computing: From Personal Cloud to SaaS

กระแสไอทีที่น่าจะมาแรงในปีหน้าอีกเรื่องก็คือ Software as a Service (SaaS)  ทั้งนี้เนื่องจากผู้ใช้ไอทีในบ้านเราที่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้ Cloud  โดยเฉพาะ  Personal Cloud  ที่เป็นการใช้  Storage as a Service  อาทิเช่น  Dropbox, iCloud  หรือ Google Drive ประกอบกับบริษัทซอฟต์แวร์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเริ่มให้บริการ  SaaS ในประเทศไทยมากขึ้น และเริ่มมีการทำตลาดในประเทศไทย อาทิเช่น   Creative Cloud  ของ Adobe ที่เลิกทำ Packaged Software แล้วมาทำตลาด SaaS อย่างเดียว ก็ทำราคาในประเทศไทยแบบรายเดือนที่เริ่มต้นตั้งแต่ 600 บาท หรือทาง ไมโครซอฟต์เองก็ประกาศจำหน่ายโปรแกรม Office 365 ที่เป็น Home Edition ในราคา 2,290 บาทต่อปีที่มาพร้อมกับพื้นที่บน SkyDrive และการใช้โทร Skype

นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานของ PwC  เมื่อเดือนพฤษภาคม 2013  ก็แสดงให้เห็นว่าตลาดซอฟต์แวร์ SaaS  ซึ่งในปี 2011 มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐและคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7  % ของมูลค่าการตลาดซอฟต์แวร์ทั้งโลก จะโตขึ้นเป็น 24% ในปี 2016    ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่ากระแสของ SaaS  จะโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและกลุ่ม SME

สุดท้ายผมได้ไปดูข้อมูลจาก  Google Trends ที่เปรียบเทียบการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่จะเห็นได้ว่าแม้กลุ่มของ Storage as a Service  เช่น  Dropbox จะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบ้านเรา แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาคำว่า  Office 365 หรือ  Google Apps ก็เริ่มเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น

trends

3)  Online Consumerization: Social Networks / 3G /Broadband

การเปิดให้บริการ  3G   อย่างเต็มรูปแบบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยจะทำให้คนไทยใช้บริการออนไลน์มากขึ้น ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจากข้อมูลของ TrueHits  แสดงให้เห็นว่าในป้จจุบันเรามีประชากรอินเตอร์เน็ตในประเทศจำนวน 23.86 ล้านคนหรือคิดเป็นอัตราส่วน 35.8% และเรายังมีการเชื่อมต่อ   Broadband  ตามบ้านถึง 4.55  ล้านหลัง หรือคิดเป็น 22.7%  ของจำนวนที่อยู่อาศัย นอกจากนี้คนไทยยังใช้งาน Social Networks ค่อนข้างสูง โดยได้เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารแบบเดิมมาสู่สังคมออนไลน์มากขึ้น โดยข้อมูลจาก ZocialRank ระบุว่าเรามีจำนวนผู้ใช้ Facebook 18.5 ล้านคน Line  18 ล้านคน และ Twitter 2 ล้านคน นอกจากนี้เรายังมีวิดีโอบน  YouTube  ในประเทศถึง 5.3 ล้านคลิป

คนไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีสี่หน้าจอต่อหนึ่งผู้ใช้ ที่เราอาจใช้อุปกรณ์อย่างมือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี หรือแทปแล็ตที่ทำงานคล้ายๆกัน และ  sync   ข้อมูลต่างๆเข้าหากัน โดยเราอาจดูทีวีหรือหนังผ่านมือถือหรือแทปเล็ต และก็เป็นไปได้ที่เราอาจเล่นอินเตอร์เน็ตทางจอทีวี ข้อมูลจาก We arre social  ระบุว่าคนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลา 16.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเล่นอินเตอร์เน็ตขณะที่เราใช้เวลาในการดูทีวีโดยเฉลี่ยเพียง 10.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกจากนี้จากการสำรวจของ Nielsen Thailand ระบุว่า คนไทยเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือถึง 49% ขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์เพียง36%

4) Mobile Applications: Cross Platform with HTML5

เนื่องจากการใช้งานของผู้ใช้ไอทีเปลี่ยนไปสู่อุปกรณ์อย่างSmartphone หรือ  Tablet มากขึ้น การทำ Application จึงต้องเน้นกลุ่มผู้ใช้เหล่านี้มากขึ้น และจะต้องทำ  Mobile Application  หลากหลาย Platform ทั้ง  Android, iOS และ Windows ซึ่งภาษาการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ HTML5 จะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถพัฒนาโปรแกรมเพียงครั้งเดียวแต่ใช้ได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาโปรแกรมแบบ  Native App  จะสามารถใช้ฟังก์ชั่นต่างของอุปกรณ์ได้ดีกว่าเช่น การบอกตำแหน่ง ทำให้ผู้พัฒนาก็ยังจะให้ความสำคัญอยู่

ในปีหน้าคาดว่าหน่วยงานต่างๆในบ้านเราจะมีการพัฒนา  Mobile Application มากขึ้น และข้อมูลจาก Distimo เริ่มแสดงให้เห็นว่าตลาด Google Play  ประเทศไทยเริ่มโตขึ้นทั้งในด้านรายได้และจำนวนการดาวน์โหลด ซึ่งทาง Our Mobile Planet ระบุว่าโดยเฉลี่ยคนไทยจะมี Application อยู่ใน smartphone ประมาณ  21 App แต่ใช้ประจำเพียง 8 App และมีเพียง 4  App ที่จ่ายเงิน

Screen Shot 2556-09-06 at 1.28.50 PM

 5) Bring Your Own Devices: Flexible Office/Workers

กระแสการใช้อุปกรณ์ smartphone และ Tablet  แทนที่การใช้เครื่องพีซี ประกอบกับการใช้ 3G และ  Broadband ทีมีอย่างกว้างขวางขึ้นทำให้วิถีการทำงานของคนเปลี่ยนไป พนักงานในองค์กรก็ต้องการที่จะใช้อุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทั้งงานขององค์กรและเรื่องส่วนตัว ทำให้องค์กรต่างๆเริ่มอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น

กระแส   BYOD กำลังเข้ามาในบ้านเรา ซึ่งจากการสำรวจของ VMware  พบว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ทำการสำรวจอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงานได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆต้องเริ่มปรับนโยบายในเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลขององค์กร สิ่งที่องค์กรต่างๆจะลงทุนมากขึ่นในปีหน้าทางด้านนี้ก็คือเรื่องการวางนโยบายตลอดจนการหาเครื่องมือด้านความปลอดภัยเพือรองรับ BYOD มาใช้ในองค์กร

6) IaaS: Migrate Servers to Cloud

การใช้ Cloud Service  ที่เป็น Infrastructure as a Service (IaaS) ในประเทศจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผู้ให้บริการ Data Center หรือแม้แต่ Telecom Operator ในประเทศจะให้บริการ IaaS มากขึ้น โดยผู้ใช้บริการส่วนหนึ่งจะมาจากกลุ่ม SME ในฝั่งของภาครัฐบาลก็จะเห็นการให้บริการ  G-Cloud  ที่ดีขึ้น การใช้  Cloud ก็จะแพร่หลายมากขึ้น องค์กรต่างๆก็จะสนใจใช้ Cloud ทั้งๆที่มาจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้เป็น DR site

นอกจากนี้องค์กรใหญ่ๆก็จะเริ่มมีการติดตั้ง  Private Cloud มากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของ VMWare เมื่อปัี 2012 พบว่าองค์กรต่างๆในประเทศไทยถึง 83% มีการติดตั้งหรือมีแผนที่จะทำ  Private Cloud  และจากการสำรวจข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่าตลาด  Cloud Computing ของประเทศไทยในปี  2013 จะโต 16.7%-22.1% คือมีมูลค่าระหว่าง 2,220  – 2,330 ล้านบาท

7) Internet of things: Connected Anywhere, Anytime and Anydevices

นอกเหนือจาก  Mobile Technology  กระแสอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะมาแรงคือ อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทั้ง Smart TV หรือ Wearable Technology ซึ่งในปัจจุบัน 50% ของอุปกรณ์ที่ต่ออินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งของต่างๆ โดยในปี2010 เรามีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลก 5 พันล้านชึิ้นและมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น  50,000 ล้านชิ้นในปี 2020

อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอาจเป็นการเชื่อมต่อผ่าน NFC, Bluetooth, 3G หรือ WiFi  โดยอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่กำลังกล่าวถึงอย่างมากคือ Google Glass ที่คาดว่าจะวางตลาดในปีหน้า และยังมีอุปกรณ์อย่าง Jawbone UP หรือนาฬิกาที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าตลาดของ  Internet of Things และ Machine to Manchine (M2M) จะโตขึ้นเป็น 290 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017

8) M-Commerce: From e-Commerce to mobile payment

คนไทยเริ่มยอมรับการซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณตลาด  e-commerce ในบ้านเราไว้ที่ 340,903 ล้านบาทในปี 2011 ซึ่งน่าจะรวมถึงตลาดการซื้อขายออนไลน์ของภาครัฐด้วย ขณะที่ Paypal ประมาณการว่าตลาด e-coomerce ในประเทศไทยจะโตสูงขึ้นถึง 15 พันล้านบาท ในปี 2013

นอกจากนี้ก็มีผลสำรวจของทาง  Mastercard ที่สำรวจพฤติกรรมการซื้อของทาง e-commerce ของคนไทย พบว่า 67% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามเคยซื้อของทาง e-commerce และ 37% เคยใช้  M-Commerce ซึ่งถือว่าเป็นประเทศหนึ่งในเอเซียที่มีการซื้อของทาง smartphone ค่อนข้างสูง ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของ OurMobilePlanet  ที่คนไทยเคยซื้อของผ่าน smartphone สูงถึง 51% มากกว่าประเทศอื่นๆอย่าง สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือไต้หวัน

Screen Shot 2556-09-06 at 1.33.06 PM

ข้อมูลทางด้านการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยยังแสดงให้เห็นว่าเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ประเทศไทยมีบัญชี Internet Banking ถึง 7 ล้านบัญชี และมีบัญชี  Mobile Banking  969,977 บัญชี ซึ่งจากข้อมูลต่างๆ สนับสนุนให้เห็นว่าตลาด M-commerce ในปีหน้าในประเทศไทยน่าจะโตขึ้นอย่างมาก

9) Big Data: BI in a Big Data World

การโตขึ้นของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณืเชื่อมต่อต่างๆ ทำให้ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งในรูปของข้อมูลแบบ  structure และ unstructure รวมถึงมีข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งที่อยู่ใน social networks และข้อมูลบริษัท ทำให้องค์กรต่างๆอยากใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น

กระแสของการหาเครื่องมือใหม่เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จึงมีมากขึ้น อาทิเช่นการใช้เทคโนโลยีอย่าง Hadoop ทำให้องค์กรต่างๆจะต้องลงทุนในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดด้าน   Big Data จะโตเป็น 16.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้ถึง  4.4 ล้านตำแหน่งในปี 2015

10)Augmented Reality:Changing our daily life

เทคโนโลยีเสมือนจริง ( AR: Augmented Reality) เริ่มเป็นทีแพร่หลายมากขึ้น ในบ้านเรา มีการนำมาใช้ในด้านการศึกษาและการตลาด เราน่าจะเห็นตลาดทางด้่านนี้โตขึ้นมาก โดยทาง Research and Market คาดการณ์ว่าตลาดด้านนี้ทั่วโลกจะโตขึ้นถึง 5.155 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 และในปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นบริษัทไทยหลายๆบริษัทมาทำงานทางด้านนี้มากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

5 กันยายน 2013

8 ทักษะที่สำคัญของคนไอทีในการทำงานในอนาคต

บ่ายวันจันทร์นี้ทางสถาบัน IMC จะจัดงานสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “Technology Trends / AEC 2015 Shaping the IT workforce” โดยได้เชิญวิทยากรมาบรรยายเพื่อชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีผลกระทบต่อคนทำงานด้านไอทีอย่างไร ซึ่งทางผมจะมาบรรยายให้เห็นภาพของทางด้านเทคโนโลยีและ AEC นอกจากนี้ได้เชิญดร.จีรพันธ์ แดงเดช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ABAC มาบรรยายเรื่อง ASEAN IT professional skills & Shaping software engineering skills และสุดท้ายเชิญ คุณวีรชัย โมกขเวศ และ คุณกรรณิการ์ เศรษฐี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากร มาบรรยายในเรื่อง  Softskills for IT Professionals

ในหัวข้อของผมจะกล่าวบรรยายให้เห็นภาพตลาดไอทีของอาเซียนและให้เห็นผลกระทบเมื่อมีการเปิด AEC 2015 และจะเน้นให้เห็นถึงเทคโนโลยีสำคัญ 4 อย่างที่จะเป็น IT Mega Trends คือ Cloud Computing, Mobile Technology, Social Technology และ Information (Big Data) ว่าจะมีผลต่อการทำงานเราอย่างไร  โดยมี Slide การบรรยายดังนี้

ประเด็นสำคัญในการบรรยายก็คือจะกล่าวถึง 8 ทักษะที่จำเป็นของคนไอทีในอนาคต ที่ผมนำมาจาก Forbe โดยมีทักษะต่างๆดังนี้

  • Cloud Computing Technical Skills

การเข้ามาของ Cloud Computing  ทำให้วิธีการดูแล Data Center การพัฒนาโปรแกรม และการใช้ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป ทักษะที่มีความจำเป็นคือการติดตั้งและ Cloud Computing การทำ Virtualization ในแง่ของนักพัฒนาโปรแกรมจำเป็นต้องเรียนรู้การพัฒนาโปรแกรมขึ้น Public Cloud อย่างเช่น Microsoft Azure, Google App Engine, Amazon หรือ  Heroku นอกจากนี้คนไอทีควรจะต้องรู้เครื่องมือที่ Open Source ต่างๆในการพัฒนา Cloud Computing

  • Mobile app development and management

สมาร์ทโฟนและแทปเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์หลักที่คนจะใช้เล่นอินเตอร์เน็ตแทนที่โน็ตบุ๊คและพีซี หน่วยงานต่างๆจึงจำเป็นจะต้องพัฒนา Mobile Application  มากขึ้นและมีความต้องการนักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านโมบายแทบทุก Platform ทั้ง iOS, Android  และ Windows นอกจากนี้  HTML5 จะเป็นภาษาสคริป์ที่หลายๆองค์กรนำมาใช้ในการพัฒนา Mobile Web/App ที่ทำให้ cross platform ได้  อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่องค์กรต่างๆจะให้พนักงานพกอุปกรณ์มาใช้งานเอง (Bring Your Own Device: BYOD) องค์กรจะมีความต้องการหาคนมาทำ Mobile Device Management และ Enterprise App Store มากขึ้น

  • Enterprise architecture and business needs analysis

องค์กรต่างๆจะต้องมีการวางแผนไอทีมากขึ้น ดังนั้นจะมีความต้องการทีมงานที่จะมาทำ Enterprise Architecture มากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของ  Cloud Computing จะยิ่งทำให้องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องปรับสถาปัตยกรรมไอทีให้เป็น Service Oriented Architecture (SOA) และต้องทำให้คนทางไอทีกับหน่วยงานอื่นๆในองค์กรทำงานร่วมกันมากขึ้น คนไอทีจึงมีความจำเป็นจะต้องเข้าใจธุรกิจขององค์กรมากขึ้น และต้องมีความรู้ด้าน Business Domain

  • Project management skills

ทักษะการบริหารโครงการยังเป็นที่ต้องการสูง เพราะต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการความต้องการ และทีมงานที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปการบริหารความต้องการและการเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งอยากขึ้น ทักษะที่จำเป็นอีกด้านก็คือเรื่องของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering) ที่อาจรวมถึงการเข้าใจมาตรฐานอย่าง CMMI หรือการทำซอฟต์แวร์แบบ Agile

  • Security and compliance

ทักษะด้านความปลอดภัยทางด้านไอทีจะมีความต้องการมากในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้โมบายและ Cloud Computing มากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ต้องการทักษะใหม่ๆทางด้าน  Mobile Security, Cloud Security รวมถึงทางด้าน Social Network Security นอกจากนี้องค์กรบางแห่งอาจต้องปฎิบัติตามระเบียบและมาตรฐานบางอย่างเช่น Sarbanes-Oxley หรือ HIPAA ความต้องการบุคลากรไอทีที่มีความรู้เรื่อง Compliance  ก็จะเป็นสิ่งจำเป็น

  • Data integration/Big Data and analysis skills

ข้อมูลที่อยู่บน  Cloud จะมีมากขึ้นและจำนวนมากจะเป็น  Unstructured Data  ดังนั้นคนไอทีจะต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆทางด้านการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data  ทำให้บุคลากรไอทีต้องมีทักษะการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลใหม่เช่น Hadoop การพัฒนาโปรแกรม MapReduce และการใช้ NoSQL Database อย่าง  MongoDB หรือ Big Table  ตลอดจนจะต้องมีความรู้การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลในการทำ Business Analysis อย่าง Pentaho หรือ SQL Server

  • Contract and vendor negotiation

Cloud Computing จะทำให้รูปแบบการซื้อขายสินค้าไอทีเปลี่ยนไปจาก Product  สู่  Service  ซึ่งจะเป็นการเช่า หรือจ่ายตามการใช้งานมากขึ้น ทำให้รูปแบบของสัญญา ข้อตกลง รวมถึง Service Level Agreement (SLA) เปลี่ยนไป คนไอทีจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจเรื่องการทำข้อตกลงและต่อรองกับผู้ให้บริการในรูปแบบใหม่นี้

  • Business and financial skills

IT Mega Trends จะทำให้การลงทุนด้านไอที ต้องมีความเข้าใจเรื่องธุรกิจและการลงทุนที่ดีขึ้น เพื่อให้เกิดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่า ดังนั้นคนไอทีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้มากขึ้น

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

The Next Big Things: Wearable Technology

ข้อมูลปัจจุบันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC Era) คือเป็นยุคที่อุปกรณ์โมบายอย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตเข้ามาแทนที่เครืองคอมพิวเตอร์อย่างเดสต์ท็อปและโน๊ตบุ๊ค ในการที่คนทั่วไปจะใช้งานเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต โดยเราเห็นจำนวนยอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตที่พุ่งแซงหน้าเครื่องพีซีไปหลายเท่า เราเห็นการติดตั้งเครือข่ายระบบ 3G หรือ 4G ในหลายๆประเทศที่ทำให้การใช้งานระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์โมบายเป็นไปด้วยความรวดเร็วเทียบเท่ากับระบบ  Broadband ตามบ้าน และเราเห็นกระแสของการทำธุรกิจผ่านอุปกรณ์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้าน Mobile Social Media, Mobile Commerce หรือ Mobile Payment

กระแสของสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตทำให้อุตสาหกรรมด้่านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่างก็มุ่งไปที่การพัฒนาระบบและโซลูชั่นบนโมบาย และเราก็เริ่มเห็นว่าผู้นำอุตสาหกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนค่ายสู่เจ้าของแพลตฟอร์มและผู้ผลิตอุปกรณ์โมบายอย่าง Google, Facebook, Apple และ Samsung ทำให้ผู้นำอุตสาหกรรมไอทีในยุคพีซีอย่าง Microsoft ก็จำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุคโมบายเช่นกัน โดยการพัฒนาระบบ Windows 8 หรือ Surface

อุปกรณ์โมบายยังทำให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์โมบายโดยใช้  Bluetooth NFC หรือ การเชื่อมต่อผ่านสาย อาทิเช่น นาฬิกาข้อมือ กำไลข้อมือ และเครื่องวัดความดันเป็นต้น มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2020 จะมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลกนี้ถึง 50,000 ล้านชิ้น ซึ่งอาจเป็นสมาร์ทโฟนเพียงแค่ 8,000  ล้านเครื่อง แต่ที่เหลือจะเป็นอุปกรณ์อื่นๆตั้งแต่ Smart TV, ตู้เย็น, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆต่างๆ ซึ่งทางสำนักวิจัย Gartner ก็กำหนดให้หนึ่งในแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าสนใจก็คือ Internet of Things

กระแสของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเหล่านี้ที่กำลังได้รับความสนใจก็คือ Wearable Technology ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถสวมใส่และเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต และเรียกใช้ซอฟต์แวร์ที่รันบนระบบ Cloud Computing ได้ ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตหลายรายเร่งพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ออกมาจำหน่าย เช่นแว่นตาที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ กำไลข้อมือที่ช่วยดูแลสุขภาพ หรือ นาฬิกาข้อมือที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งทางสำนักวิจัย  Credit Suisse กล่าวว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็น  The Big Next Things และคาดว่าตลาดของอุปกรณ์เหล่านี้จะโตจาก 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็น  5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และจะขึ้นไปถึง  50 พันล้านเหรียญสหรัฐในห้าปีข้างหน้า

WearableTechต้วอย่าง Wearable Technology

เพื่อที่ให้เห็นภาพของ Wearable Tech ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างอุปกรณ์เด่นๆบางตัวดังนี้

Smart Glasses

ในงาน Google I/O 2012 เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทาง Google ได้เปิดตัวโปรเจ็คที่ชื่อ Glass ซึ่งเป็นแว่นตาที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตและสามารถที่สั่งงานด้วยเสียงได้ ทำให้ผู้สวมใส่แว่นตาสามารถที่จะรับอีเมล์ ถ่ายรูป ดูแผนที่ หรือใช้ Google Hangout ในการที่จะติดต่อกับเพื่อนๆใน Social Media ตลอดจนเล่น application อื่นๆได้ แม้ในปัจจุบัน Google Glass ยังถูกทดลองกลุ่มนักพัฒนาจำนวนไม่มากนักและราคาสูงถึง  $1,500 แต่ก็คาดการณ์ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงการสื่อสารของโลก Social Media เมื่อมีการจำหน่ายสู่สาธารณะในต้นปีหน้า

วิดีโอสาธิตการใช้งาน Google Glass

นอกเหนือจาก Google Glass แล้ว ยังมีแว่นตาอัจฉริยะอีกหลายค่ายที่เริ่มเปิดตัวออกมาเช่น Telepathy One และ Vuzix M100 Smart Glasses เป็นต้น

Smart Wristband

Wearable Technology กลุ่มหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันมากก็คืออุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกำไลข้อมือที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์สมารท์โฟนหรือแทปเล็ตได้ ซึ่งในปัจจุบันจะมีอุปกรณ์หลักๆอยู่หลายรุ่นที่นิยมใช้กันอาทิเช่น

  • Nike FuelBand เป็นอุปกรณ์สำหรับคนที่นิยมออกกำลังกายที่จะจับความเคลื่อนไหวในแต่ละวัน ในกลุ่มสังคมของคนที่ใช้  Nike ทำให้ทราบข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองและสามารถที่จะแชร์ไปยังเพื่อนในกลุ่มได้ นอกจากนี้อุปกรณ์สามารถที่จะเป็นนาฬิกาได้
  • Fitbit Flex เป็นกำไลข้อมือคล้ายๆกับ Nike FuelBand แต่ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูล การหลับนอน การรับประทานอาหาร และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ Fitbit อื่นๆเช่นเครื่องชั่งน้ำหนัก
  • Jawbone Up  เป็นกำไลข้อมูลที่สามารถตรวจสอบข้อมูล การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การหลับนอน เช่นเดียวกับ Fitbit Flex แต่ราคาไม่สูงมากเพียง $99.99

วิดีโอสาธิตการทำงานของ Jawbone Up

อุปกรณ์ Jawbone Up กำลังเป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะราคาไม่แพงและยังมีฟังก์ชั่นต่างๆเพื่อช่วยวิเคราะหฺข้อมูลพื้นฐานของเราให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เช่นการให้ข้อมูลจำนวนแคลอรี่ของอาหารที่เราทานไป การแจ้งเตือนหากเราอยู่นิ่งนานไป และสามารถตั้งเป้าหมายระยะเวลาการหลับนอน และการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน

Smartwatch

อุปกรณ์ Wearable อีกประเภทหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมก็คือนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ ซึ่งก็มีข่าวลืออยู่อย่างต่อเนื่องว่าทาง Apple จะออกอุปกรณ์ iWatch ออกมา แต่บางค่ายก็ออกนาฬิกาอัจฉริยะออกมาแล้วเช่น

  • Sony Smartphone นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android ผ่าน Bluetooth ได้ และมีระบบการแจ้งเตือน ที่เป็นระบบ “สั่น”เมื่อมีข้อความมาทาง Facebook หรือ Twitter หรือมีสายโทรศัพท์เข้ามา
  • Basis Band อุปกรณ์นี้เป็นทั้งนาฬิกาข้อมูลและตัวที่ใช้วัดกิจกรรมประจำวันของเรา การเคลื่อนไหว การหลับ อัตราการเต้นของหัวใจ คล้ายๆกับสายรัดข้อมูลอัจฉริยะ


วิดีโอแนะนำ Sony Smartwatch

SmartDevices

อุปกรณ์อัจฉริยะอีกกลุ่มที่เริ่มมีผู้ผลิตออกมาก็คืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้สามารถใช้ติดอยู่กับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เช่น

  • Fitbit Zip เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กราคาเพียง $59 สามารถที่จะคำนวณจำนวนก้าวที่เราเดิน ระยะทาง และจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญไปได้ และสามารถที่จะ sync กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนได้
  • Memoto กล้องถ่ายรูปขนาดเพียง  1 ตารางนิ้ว ที่สามารถที่จะติดไว้ที่คอปกเสื้อแล้วจะสามารถถ่ายรูปได้อย่างต่อเนื่องทุก  30 วินาที และมีข้อมูลที่ sync กับ GPS
  • Misfit Shine เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับกิจกรรมประจำวันที่มีขนาดเล็ก สามารถที่จะใส่ไว้ในที่ต่างๆได้ ทั้งติดกับเสื้อผ้า หรือรองเท้าที่สวมใส่

วิดีโอแนะนำ Misfit Shine

นอกจากนี้ยังมี Smart Devices อื่นๆที่เริ่มเข้ามาจำหน่าย โดยส่วนมากจะเน้นในแง่ของการดูแลสุขภาพอาทิเช่น

  • Armour39 เป็นสายรัดเอวสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ในการวัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว แบบเดียวกับสายข้อมูลอัจฉริยะอื่นๆ
  • Biostamp Temporary Tattoo เป็นลายสักอิเล็กทรอนิกส์ชั่วควารที่จะสามารถใช้วัดความเคลื่อนไหวได้

สรุปการอบรม Planning on Mobile Strategy 29-30 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคมที่ผ่านมาทาง IMC Institute  ได้จัดการอบรมหลักสูตร Planning on Mobile Strategy  เพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนกลยุทธ์ทางด้านโมบายให้กับผู้บริหารองค์กรต่างๆ โดยได้เชิญวิทยากรที่เป็นกูรูทางด้านนี้จำนวน 12  ท่านร่วมให้ความรู้กับผู้เข้าอบรม บล็อกนี้เลยขอสรุปการบรรยายในการอบรม นำเสนอภาพบรรยากาศและเอกสารการอบรมดังนี้

วันที่ 29 พฤษภาคม

การบรรยายใน session แรกเริ่มโดยตัวผมเองที่ชี้ให้เห็นถึง “Mobile Technology Trends” โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี ที่การใช้อินเตอร์เน็ตจะผ่านอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ดมากกว่าพีซี และองค์กรต่างๆก็เริ่มสนใจที่จะให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายของตัวเองมาใช้ในการทำงานมากขึ้น (BYOD: Bring Your Own Device) องค์กรเองก็ต้องเริ่มคิดกลยุทธ์ทางด้านโมบายต่างๆเช่น Mobile Commerce, Mobile Social Marketing, Mobile Payment หรือ Mobile Security นอกจากนี้ผมยังได้แสดงให้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตของพวกเราเช่น Google Glass ดังวิดีโอนี้

Session ที่สองได้รับเกียรติจากคุณ Mimee (อรนุช) จากThumbsup.in.th มาบรรยายในหัวข้อ “Mobile Social Marketing”  เธอได้นำเสนอให้เห้นภาพรวมของตลาด Social Media ในบ้านเรา และชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันคนเข้าถึงสื่อ  social media   ผ่าน  mobile device มากถึง 64% มากกว่าพีซีที่มีเพียง  36%   พร้อมทั้งกล่าวถึงชนิดของ Mobile Marketing ประเภทต่างๆพร้อมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ ปิดท้ายด้วยเทอมต่างๆที่เราควรจะต้องรู้เช่น Gamification, SOLOMO และ ZMOT

การบรรยายใน session ทีี่สามเป็นเรื่อง “กลยุทธ์ด้าน BYOD” โดยได้รับเกียรติจาก อ.ไชยกร (S-Generation) มาเป็นวิทยากรให้ อาจารย์เป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT Security และมีความเข้าใจเรืองของการบริหารจัดการ  Mobile Devices  ในองค์กร ได้มากล่าวถึงข้อดีข้อเสียของการทำ BYOD ความเสี่ยงที่จะต้องคำนึงถึง สุดท้ายพูดถึงข้อคำนึง 10  อย่างที่จะต้องมีในการทำ BYOD  Strategy  คือ  Business value (ROI), Stakeholders’ expectation, Coverage of service and support, Business risk and need of controls, Security, Balance of Control and Privacy, Classification of data app and network, Current environment and technological dynamic, Consumer technology movement และ Compliance

ถัดมาทาง ดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ จากม.มหิดล มาบรรยายเรื่อง “Strategy on Mobile Applications for your organization” โดยชี้ให้เห็นกลยุทธ์ในการทำ Mobile Application สามด้่านคือ  1) การทำ Application สำหรับการใช้งานภาบใน 2) การทำ Application สำหรับลูกค้า และ 3) ด้านนวัตกรรม

และ Session สุดท้ายของวันเป็นกรณีศึกษาจากวิทยากรสามท่าน ท่านแรกคือคุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุลจากบริษัท Think Technology มาพูดถึงกรณีการใช้ Augmented Reality ให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งทางด้านการศึกษา งานการตลาด โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าอบรม ซึ่งทางรายการ MCOT Dot Net ก็เพิ่งเชิญคุณอภิชัยไปออกรายการสาธิตเมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำหรับวิทยากรท่านถัดไปใน session นี้คือคุณอุกฤษ์จากบริษัท Apptividia ที่มาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการทำ Digital Publishing Platform และท่านสุดท้ายคุณคุณเฉลิมพล จากบริษัท CRM-C  ที่เล่ากรณีศึกษาการทำ  Enterprise Mobile Applicationโดยเฉพาะระบบ CRM ให้กับหน่วยงานต่างๆ

วันที่ 30 พฤษภาคม

งานอบรมในวันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ คุณภาวุธ จาก Tarad.com  มาบรรยายในเรื่อง “Mobile Commerce”  โดยเริ่มบรรยายให้เห็นตลาด Mobile Commerce ของทั่วโลกและตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งทาง Rakuten ผู้ร่วมลงทุนของ Tarad.com มีข้อมูลอยู่ จากนั้นก็แสดงเห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการใช้มือถือในการ Shopping Online โดยนำข้อมูลบางส่วนมาจากประสบการณ์จริงของ  Tarad.com  สุดท้ายได้ยกตัวอย่างโปรเจ็คที่ทาง Tarad.com ทำร่วมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในการเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถ shopping online ได้ที่สถานีรถไฟฟ้า

Session เป็นการบรรยายโดยคุณปฐม จาก ARiP ที่มาให้ข้อมูลเรื่อง “Mobile Device Battles” โดยให้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขต่างๆทางด้านตลาดสมาร์ทโฟนและ Tablet ทั่วโลก ร่วมทั้งข้อมูลในประเทศไทย ภาพที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือจำนวนยอดขายของสมาร์ทโฟนและ Tablet มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะจำนวน Mobile Phone ที่ขายในปี 2017 ถึง 2.1 พันล้านเครื่อง และมียอด  Tablet  467 ล้านเครื่อง ขณะที่ยอดจำหน่ายพีซีและ Notebook จะลดลงมาเหลือเพียง 217 ล้านเครื่อง โดยเราจะเห็น Android เป็นเจ้าตลาดของสมาร์ทโฟน

อ.ปริญญา หอมเอนก มาในบรรยาย Session ที่สามเรื่องของ “Mobile Security”  โดยได้ Highlight ให้เห็นภัยทางด้านความปลอดภัยไอทีจากการใช้สมาร์ทโฟน โดยแสดงให้เห็นกรณีศึกษาต่างๆ ตามมาด้วย Session ของคุณนพพร จาก Digio (Thailand) ที่มากล่าวถึง “Mobile Payment

Session ในตอนบ่ายเป็น Workshop เรื่อง  “How to develop and evaluate a mobile strategy for your organization” โดย Ville Kulmala  จาก Mobile Spark และเป็น Chairman ของ Mobile Monday Thailand ซึ่งทาง Ville ได้ระบุว่าการทำกลยุทธ์จะต้องพิจารณาสามด้านคือ Demand, Supply และ Governance and Risk  โดยมีการให้ผู้อบรมได้ร่วมกันศึกษาการทำกลยุทธ์สำหรับกรณีศึกษาที่ทาง Ville  ได้ตั้งขึ้น และทาง Ville ก็มีตัวอย่าง Template ของการกำหนด BYOD Strategy ขององค์กร

และเอกสารการอบรมทั้งหมดสามารถ Download ได้จาก https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/mobile-strategy-all.pdf

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Instittute

การลงทุนด้าน IT ของประเทศต่างๆในกลุ่ม ASEAN

เมื่อเร็วๆนี้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งใน ATCI โทรมาถามผมว่า ผมมีตัวเลข IT Spending ของประเทศในกลุ่ม ASEAN หรือไม่ เพราะท่านต้องการจะเปรียบเทียบการใช้จ่ายทางด้านไอทีกับการเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีในประเทศว่ามีความสัมพันธ์อย่างไร ผมเลยไปค้นหาข้อมูลตัวเลขดังกล่าวโดยได้ข้อมูลของ Business Monitor International (BMI) ที่พอสรุปได้ดังนี้

Screen Shot 2556-05-13 at 7.51.56 AM

ประเทศสิงคโปร์

BMI คาดการณ์การใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศสิงคโปร์ในปี 2012 คือ  6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ 944 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายด้านบริการไอที (IT Service) 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยภาครัฐบาลเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนทางด้านไอทีมากที่สุด โดยมีมูลค่างานทางด้่านไอทีสูงถึง 890 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะการลงทุนทางด้าน Public และ Private Cloud ของภาครัฐในหลายๆหน่้วยงานอาทิเช่น กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และสนามบินสิงคโปร์ นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมีการขยายตัวการลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์ในกลุ่ม SME โดยเฉพาะโปรแกรมทางด้าน ERP และ CRM นอกจากนี้ทาง  BMI คาดการณ์ว่าตัวเลขประมาณการใช้จ่ายด้านไอทีของสิงคโปร์จะโตขึ้นเป็น 9.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016

ประเทศมาเลเซีย

BMI คาดการณ์การใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศมาเลเซียในปี 2012  คือ  5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเป็นการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ 873 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายด้านบริการไอที  1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยตัวเลขการใช้จ่ายไอทีปี 2012 เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเที่ยบกับปี  2011 ก็เนื่องมาจากการโตขึ้นของการใช้ Cloud Computing  ของหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะในกลุ่ม SME โดยมีผู้ให้บริการในประเทศหลายรายเช่น Maxis Cloud นอกจากนี้ทางรัฐบาลมาเลเซียยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในประเทศเพื่อขึ้นอยู่บนระบบ Cloud Computing  ส่วนตัวเลขทางด้านฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการเพิ่มการเข้าถึงของ Broadband ของรัฐบาลทำให้มียอดจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีมากขึ้น

 ประเทศอินโดนีเซีย

BMI คาดการณ์ว่ายอดการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศอินโดนีเซียในปี  2012  จะเพิ่มขึ้นถึง 11% คือ  5.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเป็นการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ 687 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายด้านบริการไอที  989 ล้านเหรียญสหรัฐ  จะเห็นได้ว่ายอดการใช้จ่ายด้านไอทีเกือบ  70% จะอยู่ทางด้านฮาร์ดแวร์ทั้งนี้เนื่องจากการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ในประเทศอินโดนีเซียยังมีเพียง 20% จึงยังมีความต้องการทางด้านฮาร์ดแวร์อีกมาก โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาจากประเทศจีน  Cloud Computing ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่บริษัทต่างๆให้ความสนใจตลาดในประเทศอินดีเซีย อาทิเช่นทางบริษัท  Microsoft  มีแผนงานที่จะลงทุนระบบ Cloud Computing ร่วมกับบริษัทด้านโทรคมนาคม Telekom เป็นจำนวนเงินถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ทางทาง  BMI คาดการณ์ว่าตัวเลขประมาณการใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ของอินโดนีเซียจะโตขึ้นเป็น 11.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016 เมื่อมีการเข้าถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น

 ประเทศฟิลิปปินส์

BMI คาดการณ์ว่ายอดการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศฟิลิปปินส์ในปี  2012  จะเพิ่มขึ้นถึง 19% คือ  3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเป็นการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ 401 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายด้านบริการไอที  996 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเทคโนโลยีด้าน Cloud Computing เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนจากบริษัทต่างๆที่ให้ความสำคัญทางด้านนี้หลายรายอาทิเช่น บริษัท  Microsoft  ที่ร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคมในประเทศอย่าง PLDT และบริษัท Datacraft ทั้งนี้ภาครัฐเองก็มีการลงทุนทางด้านไอทีค่อนข้างมากจากส่วนของศุกลากร สาธารณสุข คณะกรรมการการเลือกตั้ง และภาคการศึกษา นอกจากนี้ทาง  BMI คาดการณ์ว่าตัวเลขประมาณการใช้จ่ายด้านไอทีของฟิลิปปินส์จะโตขึ้นเป็น 4.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016

 ประเทศเวียดนาม

BMI คาดการณ์ว่ายอดการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศเวียดนามในปี  2012  จะเพิ่มขึ้นถึง 15% คือ  2.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเป็นการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ 222 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายด้านบริการไอที  474 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ทางภาครัฐมีแผนนโยบายไอซีที ระหว่างปี  2010-2020 และทำให้คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนทางไอทีของภาครัฐสูงถึง  17 พันล้านเหรียญสหรัฐใน 5 ปีข้างหน้าโดยเป็นทางด้านฮาร์ดแวร์สูงถึง  1.2  พันล้านเหรียญสหรัฐ  นอกจากนี้ทาง BMI ยังระบุว่าองค์กรต่างๆในประเทศเวียดนามมีความต้องการโซลูชั่นทางด้่าน ERP อยู่มาก และตลาดทางด้าน  Cloud Computing จะโดขึ้นถึง 300% ในห้าปีข้างหน้า  นอกจากนี้ทาง  BMI คาดการณ์ว่าตัวเลขประมาณการใช้จ่ายด้านไอทีของเวียดนามจะโตขึ้นเป็น 4.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016

 ประเทศไทย

BMI ระบุว่าตลาดการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยมีมูลค่าสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยคาดการณ์การใช้จ่ายด้านไอทีในปี 2012 ไว้ที่  6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ 893 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายด้านบริการไอที (IT Service) 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดฮาร์ดแวร์ในประเทศไทยโตขึ้นจากความต้องการใช้เทคโนโลยีโมบาย และนโยบายของภาครัฐบาลในการแจกเครื่องแทปเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา  นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่านโยบายทางด้าน Cloud Computing ของภาครัฐจะทำให้ตลาดทางด้านนี้โตขึ้นถึง 200-300% ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ทาง  BMI คาดการณ์ว่าตัวเลขประมาณการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยจะโตขึ้นเป็น 9.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016

นอกจากนี้ผมยังค้นไปเจอข้อมูลของ IDC ที่เป็นภาพกราฟฟิกประมาณการ IT Spending ของ ASEAN  ในปี 2015 ดังรูปนี้

Image

ธนชาติ นุ่มนนท์

ผอ. IMC Institute

ตัวอย่างการใช้ Cloud Computing จริงๆ

วันนี้ผมได้รับเชิญจากงาน Thailand Online Expo เพื่อไปบรรยายเรื่อง Cloud Computing ในหัวข้อเรื่อง “Cloud เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้แข่งขันได้จริงหรือ?” ซึ่งก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมาบรรยายให้กับกลุ่มผู้ใช้ไอทีในเรื่อง  Cloud Computing ซึ่งผมมีโอกาสบรรยายให้หลายๆครั้งกับกลุ่มของ  SME ที่อาจโดย สสว. SIPA และ  Software Park   สำหรับ Slide  บรรยายของผมสามารถดูได้จาก Slideshare ที่ => การประยุกต์ใช้  Cloud Computing สำหรับองค์กร

หลายๆคนชอบมาถามผมว่า Cloud Computing มันใช้ได้จริงหรอ มันคุ้มหรอ มันไม่เสี่ยงหรอ สารพัดคำถามที่เจอด้วยความไม่แน่ใจ ผมก็มักจะตอบกลับไปว่าคุณก็ใช้อยู่ทุกวัน ถ้าคุณใช้ Facebook, Gmail, Dropbox หรือ Google Calendar  พวกนั้นก็คือแอปพลิเคชั่นบน  Cloud  ที่ทำให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูล ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ เพียงแต่  Public Cloud ที่คุณใช้อยู่เป็น Free Cloud  ที่คุณใช้แบบเริ่มต้น และสิ่งที่ผู้ใช้คิดคล้ายๆกันแล้วทำให้เลือกใช้ก็คือ Application  เหล่านี้ทำให้ข้อมูลตามคุณไปไม่ได้ยึดติดอยู่กับอุปกรณ์ และระบบมีความเสถียร เพียงแต่ว่า Free Cloud  เหล่านี้อาจมีข้อจำกัดในการใช้งานเช่น Dropbox อาจให้พื้นที่คุณเพียง  2-5 Gb แต่ถ้าคุณต้องการพื้นที่มากกว่านั้นคุณก็ต้องจ่ายตามการใช้งาน

ผมก็เป็นผู้ใช้  Cloud Computing  ทั้งสามแบบครับ คือทั้ง IaaS, PaaS และ SaaS มีทั้งส่วนที่เป็น Free Cloud   และ  Commercial Cloud และมีการนำมาใช้ใน IMC Institute นับตั้งแต่่วันแรกที่เราเริ่มทำงาน โดยเรามีการนำ Cloud Computing  มาใช้งานหลายๆส่วนดังนี้

การทำเว็บไซต์

เมื่อต้องทำเว็บไซต์ขององค์กร (www.imcinstitute.com) เราก็มีคำถามว่าเราจะทำเองหรือ Outsource แต่เนื่องจากเราต้องการที่จะอัพเดทเว็บไซต์บ่อยๆเราจึงเลือกที่จะทำเองโดยใช้ Joomla แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะหาเครื่อง  Server จากไหน จะติดตั้งเองหรือไม่ สุดท้ายเรามาคิดกันว่าน่าที่จะใช้บริการ Web Hosting ที่เป็น Cloud ที่ให้บริการแบบ PaaS เราก็เลยเลือกใช้  Hostmonster  ที่มีเว็บไซต์โอสต์อยู่เป็นล้านไซต์ และก็ใช้ Cloud Infrastructure ที่มีความเสถียร และสามารถจะเลือก install โมดูลต่างๆได้รวดเร็ว แต่บางครั้งเราอาจจะยังแยกยากระหว่าง  Web Hosting  กับ Cloud Infrastructure ทำให้หลายๆคนเข้าใจไปว่า Web Hosting ทุกแห่งคือ  Cloud Service

Image

ระบบอีเมล์

ในแง่ของอีเมล์ค่อนข้างจะตัดสินใจง่าย เพราะยังไงเสียระบบอีเมล์ในปัจจุบันก็ต้องใช้ Cloud SaaS ซึ่งทางเราเลือกใช้บริการ  Google Apps for Business ที่มีทั้งระบบเมล์ Calendar การทำเอกสารร่วมกันผ่าน Google Docs ทำให้สะดวกต่อการทำงานแบบร่วมกัน และสามารถเข้าถึงระบบได้ตลอดเวลา จากทุกที่ และทุกอุปกรณ์ โดยมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งาน และองค์กรก็ไม่ต้องเสียเวลามาบริหารระบบไอทีเอง

Image

ระบบบริหารงานลูกค้า

เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนา Application ระบบ  CRM  ของลูกค้า โดยเฉพาะระบบบริหารงานการฝึกอบรม ในตอนแรกก็ลังเลว่าจะใช้  Salesforce ที่เป็น  SaaS Cloud  ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ  $25/ผู้ใช้/เดือน  หรือไม่ แต่เมื่อมาดูระบบ CRM ของ Salesforce แล้วคิดว่าเหมาะกับงานขายทั่วไปมากกว่า เราจึงเลือกใช้ Force.com ซึ่งเป็น PaaS Cloud  ที่เป็น Salesforce Engine มาพัฒนาโปรแกรมเอง โดยมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนใก้ลเคียง แต่เราสามารถที่จะปรับปรุง  Application  ขององค์กรได้ ซึ่งเราใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ในการพัฒนาระบบ CRM ใหม่ขึ้นมาเนื่องจาก Force.com มีโมดูลต่างๆที่ดีอยู่แล้ว ทำให้เราได้  Application ที่สามารถบริหารการฝึกอบรมได้อย่างรวดเร็ว โดยเรามีฐานข้อมูลของลูกค้าหลายหมื่นราย

Image

การแชร์ไฟล์ภายใน

องค์กรจำเป็นต้องมีแชร์  storage ที่สามารถจะ  sync ได้ทุกอุปกรณ์ ในที่นี้องค์กรเลือกที่จะใช้  Dropbox  ที่เป็น SaaS Cloud ในการแชร์เอกสารต่างๆ และพยายามลดการส่ง ไฟล์ขนาดใหญ่ทางอีเมล์ Dropbox ที่เป็น Free Edition จะมีข้อจำกัดอยู่ที่การให้พื้นที่เพียง  2 Gb หน่วยงานที่ต้องการพื้นที่มากๆอาจต้องพิจารณาเลือกใช้ Dropbox Pro หรือ Dropbox for Business ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร

Image

การแชร์เอกสารภายนอก

IMC Institute  มีเอกสารที่เป็น  slide และเอกสารทั่วไปที่จะแชร์ให้กับบุคคลภายนอก ในกรณีนี้ทางเราเลือกที่จะใช้ Slideshare โดยในปัจจุบันเราจะ Upload เอกสารต่างๆขึ้น Slideshare ที่จัดว่าเป็น SaaS แบบหนึ่ง โดยทางเราเลือกใช้เวอร์ชั่น Pro เพื่อที่จะทราบข้อมูลของผู้ที่ download  slide เราไปด้วย นอกจากนี้ก็การแชร์เอกสารผ่าน  Google Docs โดยเฉพาะเอกสารการฝึกอบรมต่างๆ

Image

การพัฒนา Applications

ทาง IMC Institute  มีการพัฒนา Application เพื่อวิเคราะห์ Big Data ที่อยู่บน Social Media เช่น Facebook Analytic  ในกรณีนี้ทางเราไม่ได้จัดหา Server  เองเพราะต้องใช้  Server  ขนาดใหญ่เราจึงเลือกใช้ IaaS และ PaaS Cloud

ในส่วนของ IaaS การพัฒนา Big Data  เราเลือกใช้  Cloud ของ Amazon  ทั้ง Amazon EC2, S3 และ Elastic Map Reduce ส่วนในกรณี  PasS ที่ใช้พัฒนา Java Application  เราเลือกใช้บริการของ Heroku

Image

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพียงให้ทุกท่านเห็นภาพว่าเราสามารถใช้  Cloud Computing ได้จริง โดยไม่ต้องลงทุนในการจัดหาระบบมากนัก และเสียค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงเป็นรายเดือน

กระแสของ Mobile Commerce / Mobile Banking/ Mobile Payment ในประเทศไทย

เราคงปฎิเสธไม้ได้ว่ากระแสของเทคโนโลยีโมบายอย่างเครืองแทปเล็ตและสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างมากในด้านต่างๆของการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน การอ่านข่าวสาร รวมไปถึงการซื้อสินค้า รายงานเทคโนโลยี Connected World ของบริษัท Cisco ที่ออกเมื่อเร็วๆนี้ (C2012 Cisco Connected World Technology Report)  มีบทวิเคราะห์ที่สำรวจพฤติกรรมของคนใน Generation Y ที่อายุระหว่าง 18-30 ปี พบว่า 60% ของคนกลุ่มเหล่านั้นจะใช้ชีวิตออนไลน์อยู่ตลอดเวลา และหากให้เลือกใช้อุปกรณ์ชิ้นเดียว 2/3 ของคนเหล่านั้นจะเลือกใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนมากกว่าเครื่องโน็ตบุ๊ค

เรากำลังก้าวเข้ามาสู่โลกยุดหลังพีซี ที่มีอุปกรณ์โมบายเป็นตัวขับเคลื่อน ภาคธุรกิจ ภาคราชการ ภาคการศึกษา ทำให้ผู้ใหญ่ในวัยอื่นๆ รวมถึงผู้บริหารในองค์กรต่างๆจำเป็นจะต้องปรับตัวและเข้าใจบริบทที่กำลังปรับเปลี่ยนไป เพื่อให้เห็นภาพของกระแสที่ปรับเปลี่ยนไปในเชิงธุรกิจผมขอยกตัวอย่างกรณีของ Mobile Commerce / Mobile Payment และ Mobile Banking มาให้ทุกท่านได้ศึกษาดังนี้

Mobile Commerce

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทาง Mastercard ได้ออกรายงานผลสำรวจการซ็อปปิ้งออนไลน์ (MasterCard Online Shopping Survey) พบว่าผู้บริโภคในเอเซียกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์จากเครื่องพีซีมาใช้สมาร์ทโฟน โดยพบว่าผู้ซื้อมากกว่าครึ่งในประเทศไทยซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน

การสำรวจทำโดยการสอบถามพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวน 7,011 คนในภูมิภาคนี้ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2012 และพบว่าผู้คนในประเทศจีนมีคะแนนนำในเรื่องของพฤติกรรมที่ชอบ shopping online โดยมีคะแนนที่ 102 ตามด้วย นิวซีแลนด์ 87 และ ออสเตรเลีย 85 ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับ 5 ที่คะแนน 80 ซึ่งดัชนีของประเทศจีนมีคะแนนสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของ Online Shopping มากขึ้น

นอกจากนี้ทาง  Mastercard ยังพบว่าผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามในประเทศอินโดนีเซียทำ Online Shopping ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นอันดับหนึ่งคือร้อยละ 54.5% ตามด้วยประเทศจีน 54.1% และประเทศไทย 51% ส่วนสินค้าที่คนไทยใช้บริการผ่าน online shopping ค่อนข้างเยอะคือกลุ่มประเภทดาวน์โหลดเพลงคิดเป็นร้อยละ 45 และสินค้าแฟชั่นร้อยละ 43

Image ผลการสำรวจพฤติกรรม Online Shopping ของประเทศในกลุ่ม APAC ของ Mastercard

Mobile Banking

ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (Use of Mobile Banking and Internet Banking) เมื่อเดือนธันวาคม 2012 ระบุว่ามีบัญชีธนาคารในประเทศไทย 6,645,161 บัญชีที่ใช้ Internet Banking และมียอดทำธุรกรรมโดยรวม 1,233 พันล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังเห็นจำนวนผู้ใช้บริการ  Mobile Banking เพิ่มขึ้นเป็น 864,312 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากจำนวน 688,178 บัญชีเมื่อเดือนมกราคม 2012  และมีจำนวนธุรกรรมต่อเดือนผ่าน Mobile Banking 3.68 ล้านครั้งต่อเดือนเป็นเงินรวม 49 พันล้านบาท

ในแง่ของ Mobile Banking Application เราเริ่มที่จะเห็นธนาคารต่างๆเริ่มที่จะพัฒนา  Mobile Application ให้บริการแก่ลูกค้ามากขึ้น ทั้งบน iPhone หรือ Android  อาทิเช่น K-Mobile Banking Plus ของธนาคารกสิกรไทย SCB Easy ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ KTB netbank ของธนาคารกรุงไทย นอกจากนั้นหลายๆธนาคารก็ให้บริการ Mobile Web เช่น m.scbeasy.com ของธนาคารไทยพาณิชย์ที่สามารถใช้บริการผ่าน Mobile Browser ได้

Image

ตัวอย่าง  Mobile Application ของธนาคารกสิกรไทย

Mobile Payment

ในแง่ของการชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ นอกจากการให้บริการผ่าน   SMS, Mobile Web หรือ Mobile Application แล้ว อุปกรณ์สมาร์ทโฟนยังมีรูปแบบการชำระผ่านเทคโนโลยีใหม่เช่น NFC แต่จากการสำรวจของ Mastercard พบว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในเอเซียยังใช้ช่องทางการชำระเงินบนโมบายผ่าน mobile banking apps  ซึ่งมีผู้ที่เคยชำระเงินผ่านช่องทางนี้ถึง 45% นอกจากนี้ยังเป็น  in-social-networking-app shopping 34% ขณะที่การชำระผ่าน SMS/MMS เป็น 31% ส่วน Mobile NFC ยังมีผู้ที่เคยชำระทางช่องนี้เพียง  25% แต่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 70.3 สนใจที่จะชำระเงินผ่านระบบ NFC ในอนาคต

Image

Mobile Payment Readiness Index ของ  Mastercard

นอกจากนี้ทาง Mastercard ยังได้จัดทำ Mobile Payment Readiness Index 2012 ซึ่งจากรายงานพบว่าประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในอันดับที่ 20 จาก 34 ประเทศ โดยได้ 31.6 คะแนน ขณะที่สิงคโปร์มีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง 45.6  ตามด้วย Canada สหรัฐอเมริกา และ Kenya  ทั้งนี้การวัดความพร้อมดูจากคะแนนในหลายๆด้าน อาทิเช่นความพร้อมของผู้บริโภค สภาวะแวดล้อม การบริการด้านการเงิน โครงกสร้างพื้นฐาน เครือข่ายด้าน M-Commerce และ กฎระเบียบ ที่น่าสนใจคือประเทศไทยจะโดดเด่นด้านความพร้อมของผู้บริโภคที่ต้องการเรื่อง Mobile Payment โดยเราจะอยู่ในกลุ่มนำในด้านนี้ร่วมกับประเทศอย่าง เคนย่า ไนจีเรีย จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า กระแสเรื่องของ Mobile Commerce / Mobile Banking และ Mobile Payment เริ่มเข้ามาแรงในกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทย คงต้องถึงเวลาที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มปรับตัวรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่กำลังมาพร้อมกับกระแสของเทคโนโลยีโมบาย

ดร.ธนชาติ นุ่มมนท์

ผู้อำนวยการ IMC Institute

หมายเหตุ ทาง IMC Institute  จะเปิดอบรมหลักสูตร Planning on Mobile Strategy ระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม โดยรวบรวมวิทยากรหลายท่านมาพูดถึงการวางแผนกลยุทธ์เพิื่อรองรับเทคโนโลยีโมบายขององค์กร

 

การวางแผน Mobile Strategy ขององค์กร

mobile-banner5

เมื่อต้นปีนี้ทาง IDC ได้ออกรายงานคาดการณ์ยอดขายอุปกรณ์โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยในปี 2556 ว่าจะมีจำนวน smartphone ที่จะ shipment ในปีนี้ 7.3 ล้านเครื่ิอง เครื่อง Tablet ประมาณ 3.5 ล้านเครื่อง ส่วนเครื่อง notebook  จะมีประมาณ 2.5 ล้านเครือง และเป็นเครื่อง Desktop อีก 1.5 ล้าน จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าจำนวนยอดขายของ Smartphone มีจำนวนสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่อง notebook และ desktop รวมกัน นอกจากนี้จำนวน Tablet ที่ shipment ในประเทศก็มีจำนวนมากกว่า Notebook ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลของ Morgan Stanley ที่ประมาณการจำนวน shipment ของเครื่อง smartphone, tablet และ PC ว่่าจะเห็นแนวโน้มของ Smartphone ทั่วโลกมีจำนวน shipment ถึง 1.1 พันล้านเครื่องในปี 2015 โดยมีจำนวนของ PC เป็น 535 ล้านเครื่อง และจำนวน Tablet ประมาณ 326 ล้านเครื่อง

Image

จากจำนวนเครื่อง Smartphone และ Tablet ที่มีมากกว่า PC ทำให้แนวโน้มของผู้ใช้จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจะมาจากอุปกรณ์โมบายมากกว่าเครื่องพีซี และทำให้โลกของไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงจากจากยุคที่ใช้เครื่อง Desktop หรือ Notebook เป็นหลักโดยทีมี OS หลักๆจะเป็น Windows OS มาสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC) ที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้พีซีเป็นหลักแต่ผู้ใช้จะเลือกอุปกรณ์ที่หลากหลายและ OS  หลายๆระบบ เช่นอาจเป็น smartphone หรือ Tablet ที่เป็น iOS, Android  หรือ  Windows 8

ในยุคของพีซีและอินเตอร์เน็ตองค์กรต่างๆก็เตรียมกลยุทธ์ทางด้านอินเตอร์เน็ตหรือเว็บขององค์กร (Internet Strategy or Web Strategy) กล่าวคือองค์กรต้องวางแผนระบบอีเมล์ วางแผนการทำเว็บไซต์ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์องค์กร การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตหรือ  WiFi ในองค์กร ตลอดจนการติดตั้งระบบ  e-Service ให้กับองค์กร รวมไปถึงการทำ e-Commerce และเมื่อโลกการใช้ไอทีเปลี่ยนเป็นยุคหลังพีซีโดยมีการใช้โมบายกันอย่างกว้างขวาง องค์กรต่างก็เริ่มที่จะต้องพัฒนากลยุทธธ์ด้านโมบาย  (Mobile Strategy) ขององค์กร เพื่อที่กำหนดแนวทางการนำอุปกรณ์โมบายมาใช้ในองค์กรให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม Gartner ได้แสดงผลสำรวจให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่ใน Fortune 1000 กว่า 60% จะยังขาดการวางแผน  Mobile Strategy ที่สมบูรณ์ในปี 2014

Image

Mobile Strategy จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายและยังมีส่วนช่วยทำให้องค์กรมีแผนการนำเทคโนโลยีโมบายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจครอบคลุมด้านต่างๆอาทิเช่น

  • การให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายมาใช้ในองค์กร (BYOD: Bring Your Own Devices) องค์กรอาจต้องกำหนดนโยบายการนำอุปกรณ์ smartphone, tablet หรือ notebook เข้ามาใช้ในองค์กร การป้องกันข้อมูลขององค์กร นโยบายการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโมบายให้แก่พนักงาน การกำหนดนโยบายการใช้ Application หรือการใช้ WiFi
  • กลยุทธ์การทำงานผ่านอุปกรณ์โมบาย เพื่อที่จะนำ Application ต่างๆมาใช้และปรับวัฒนธรรมการทำงานที่อาจนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดการทำงานแบบทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์มากขึ้น รวมถึงการทำงานร่วมกันผ่านอุปกรณ์โมบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแบ่งสรรเวลาให้ดีทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว
  • กลยุทธ์ด้่าน Mobile Marketing หรือ Mobile Social Media เนื่องจากในปัจจุบันลูกค้าหรือบุคคลภายนอกได้เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์โมบายมาเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากกว่าอุปกรณ์พีซี องค์กรก็จะต้องกำหนดกลยุทธ์ในการทำการตลาด การพัฒนา Application ผ่าน Mobile ที่จะให้ถึงผู้ใช้มากขึ้น อาทิเช่นอาจต้องพัฒนาเว็บไซต์ให้สามารถเรียกดูผ่านอุปกรณ์โมบายได้ การทำ Mobile Social Media
  • กลยุทธ์ด้าน Mobile Commerce กระแสด้าน e-Commerce กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของ m-Commerce ที่ผู้ใช้เริ่มทำการ shopping ผ่านอุปกรณ์อย่าง smartphone หรือ Tablet มากขึ้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ทางนี้ รวมทั้งการทำ Mobile Payment
  • กลยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีด้านโมบายใหม่ๆอาทิเช่น QR Code, NFC  หรือ Tectile มาใช้งาน

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า Mobile  Technology กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในการเข้าถึงข้อมูล และมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรยุคใหม่เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆจำเป็นต้องมี  Mobile Strategy  เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสามารถที่จะกำหนดนโยบายการใช้จ่ายด้านไอทีให้มีประสิทธิภาพ

www.imcinstitute.com/mobile

ฺBSA และ ACCA ระบุไทยติดอันดับรั้งท้ายทางด้าน Cloud Computing และข้อเสนอแนะในการปรับปรุง

เมื่อวันก่อนได้อ่านบทความเรื่อง The Best (and Worst) Countries for Cloud Computing จากเว็บไซต์ CIO.com  ซึ่งเป็นการนำผลการสำรวจ  Cloud Computing Scorecard ของ BSA ที่ออกมาเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้มาวิเคราะห์ ซึ่งบางท่านอาจเคยเห็นรายงานโดยละเอียดแล้ว (สามารถหาอ่านได้ที่ BSA Global Cloud Computing Scorecard 2013) โดยทาง BSA จัดอันดับให้ญี่ปุ่นมีคะแนนโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งในบทความก็ได้ย้ำให้เห็นถึงห้าประเทศที่มีความโดดเด่นด้านนี้ แต่ขนาดเดียวกันก็พยายามเน้นย้ำถึงอีกห้าประเทศรวมทั้งประเทศไทยที่ยังอยู่อันดับท้ายๆเรื่อง Cloud Computing ดังตารางนี้

Image

แม้หลายท่านอาจจะมีความคิดเห็นต่างว่าประเทศไทยก็มีการพัฒนาเรื่อง Cloud Computing ไปมากและเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่โดยแท้จริงแล้วหากเราเทียบกับประเทศอื่นๆเรายังพัฒนาด้วยความเร็วที่ช้ากว่าเขาไปมาก เพราะนอกเหนือจากการจัดอันดับของ BSA ผลการจัดอันดับของ Asia Cloud Computing Association ด้าน Asia Cloud Computing Readiness เมื่อปลายปีที่แล้วก็ออกมาทำนองเดียวกัน โดยประเทศไทยอยู่อันดับสุดท้ายร่วมกับเวียดนาม

ผมจำได้ว่าเมื่อทาง  Asia Cloud Computing Association (ACCA) มาจัดประชุมความคิดเห็นที่ประเทศไทยเมื่อปลายดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีหน่วยงานจากภาครัฐและอกชนบางรายก็พยายามไปแย้งกับทาง ACCA ว่าประเทศไทยก็มีความก้าวหน้าทางด้านนี้ ข้อมูลของ ACCA น่าจะผิดพลาด ผมคิดว่าแทนที่เราจะมาแย้งกับเขา เพราะข้อมูลหลายฝ่ายสอดคล้องกันว่าเรายังพัฒนาเรื่องนี้น้อย เราควรที่จะหันมาปรับปรุงการพัฒนาเรื่อง  Cloud Computing ในบ่้านเราอย่างจริงจัง และศึกษาการพัฒนา  Cloud Computing  ที่แท้จริงมากกว่่าที่จะพยายามประกาศว่าเรามี Cloud Computing ทัั้งๆที่บางครั้งเรายังไปไม่ถึงไหนในเรื่องนี้

ถ้าเราพิจารณาเรื่องของ  Cloud Computing Maturity จะพบว่ามีการกำหนด Maturity Level ไว้หลายๆระดับเช่นในเว็บ http://cloudmaturity.com/  ก็จะมีการกำหนดระดับไว้ 5 ระดับคล้ายๆกับมาตรฐาน CMMI คือมีระดับ Performed, Defined, Managed, Adapted และ Optimized ทั้งในกลุ่มของ IaaS, PaaS และ SaaS ดังตารางข้างล่าง ซึ่งหากนำ  Maturity Model  พิจารณากับผู้ให้บริการ Cloud Computing ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ก็คงจะเห็นว่าของเรายังอยู่ใน Level  1 หรือ 2 เท่านั้น ซึ่งก็อาจสอดคล้องกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการในต่างประเทศหลายๆแห่งที่ระบุว่าตัวเองเป็น Cloud Computing  แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วอาจไม่ใช่ Cloud Computing เลย ดังบทความของ  Forrester ที่ระบุว่า Most “private clouds” aren’t really clouds at all เพียงแต่ต่างประเทศมีหลายรายที่พร้อมกว่าบ้านเราการจัดอันดับจึงไปได้ดีกว่า

Image

คราวนี้อยากให้ดูผลการจัดอันดับ Cloud Computing ของทั้งทาง ACCA  และ BSA พร้อมทั้งข่้อเสนอแนะต่อประเทศไทยบ้างว่าเป็นอย่างไร

Asia Cloud Computing Association

ACCA ได้จัดอันดับ Asia Cloud Computing Readiness Index เมื่อเดือนตุลาคม 2012 โดยประเทศญี่ปุ่นอยู่อันดับหนึ่งด้วยคะแนน 78.8  ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับสุดท้ายร่วมกับเวียดนามที่คะแนน 44.9 ทั้งนี้ประเทศไทยตกลงมาสองอันดับจากปี 2011  โดยมีผลการจัดอันดับดังตารางข้างล่าง

สำหรับประเทศไทย ทาง ACCA ระบุว่าคะแนนของเราดีขึ้นในด้านของโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับต่างประเทศ คุณภาพของ Broadband และระบบไฟฟ้า และคะแนนด้านความสะดวกทางธุรกิจและอิสระทางการเข้าถึงข้อมูลอยู่ในเกณฑ์ดีมาก แต่ประเทศไทยจะต้องปรัปปรุงเรื่องของ   data sovereignty ที่ยังอยู่อันดับสุดท้าย ทาง ACCA แนะนำว่าประเทศไทยต้องปรับปรุงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้ดีกว่านี้ รวมถึงต้องแก้ไขเรื่องของ Data  Sovereignty และ Data Privacy

Image

BSA: Cloud Computing Scorecard

BSA จัดอันดับ Cloud Computing ของประเทศต่างๆทั่วโลก  24 ประเทศทุกๆสองปี โดยล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2013  ทาง BSA ได้ประกาศจัดอันดับครั้งใหม่และประเทศไทยอยู่อันดับที่ 23  จาก 24 ประเทศ โดยอันดับตกลงมาหนึ่งอันดับจากเมื่อปี 2011 โดยทาง  BSA ระบุว่าทางด้านกฎหมายและนโยบายเรื่อง  Cloud Computing ของประเทศไทยยังมีอยู่แบบกระจัดกระจายไม่เป็นระบบ โดยในบ้างเรื่องเช่นด้านของกฎหมาย  cybercrime หรือกฎหมายด้าน e-commerce และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศมีความเข้มแข็งดีทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งาน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีช่องว่างเช่นกฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลสิทธิ์ส่วนบุคคล (Data Privacy) ยังต้องปรับปรุงอีกมาก รวมถึงเรื่องของกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) ซึ่งยังไม่ได้ครอบคลุมถึงด้าน การบริหารการจัดการสิทธิ์การใช้ เทคนิคการวัดการป้องกันข้อมูล หรือ วิธีป้องกันการหลบเลี่ยงImage

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าทั้ง ACCA และ BSA  ต่างเห็นพ้องกันว่าประเทศไทยจะต้องปรับปรุงข้อกฎหมายทางด้าน Data Privacy, Security และ Intellectual Property เพื่อให้เกิดความพร้อมทางด้าน Cloud Computing

การพัฒนา Enterprise Application โดยใช้ Force.com

เวลาพูดถึง  Force.com หลายคนอาจสับสนกับคำว่า SaesForce.com  เพราะหลายๆคนคงรู้จัก SalesForce.com ค่อนข้างดีว่าเป็น Cloud Software SaaS ที่ทำทางด้าน CRM ซึ่งมีผู้ใช้จำนวนมากกว่า 2 ล้านคนและมีรายรับประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐอมริกาเมื่อปี 2012   ทั้งนี้โปรแกรม CRM  ของ Salesforce.com จะมีโซลูชั่นอยู่หลายตัวทั้ง Sales Cloud, Service Cloud, Data Cloud และCollaboration Cloud (Chatter) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้โซลูชั่นต่างๆเหล่านี้ได้โดยมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน

Image

สำหรับ Force.com จะเป็น Cloud Computing Platform as a Service (PaaS) เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถพัฒนา Enterprise Application ที่เป็น Multitenant โดยใช้ Infrastructure ของ Force.com ได้ การพัฒนาโปรแกรม Force.com  จะช่วยทำให้นักพัฒนาสามารถที่จะสร้าง Application ที่ต่่อยอดมาจากโปรแกรมของ Salesforce.com ได้ โดยนักพัฒนาสามารถที่จะพัฒนาโปรแกรมได้อย่างง่าย ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัททั่วโลกมากกว่า 100,000 บริษัทที่ใช้ Force.com  ในการพัฒนา Business Application รวมถึงธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยบางแห่งก็มีการใช้  Force.com และมีทีมพัฒนาโปรแกรม  Force.com  ในองค์กร

นอกจากนี้นักพัฒนาสามารถที่จะนำโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นไปขายผ่าน Application Store ของ Salesforce.com ที่ชื่อ AppExchange ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรม Business Application มากกว่า  1,700 Apps ที่จำหน่ายอยู่บน AppExchange  โดยมีโปรแกรมทั้งทางด้าน HR, Finance, Project Management และ ERP

Image

ผู้เขียนก็ได้พัฒนาโปรแกรมระบบบริหารการฝึกอบรมที่เก็บข้อมูล CRM จำนวนหลายหมื่นเรคอร์ดโดยใช้ Force.com  ซึ่งสามารถที่จะพัฒนา Application ขนาดใหญ่แบบนี้โดยใชเวลาเพียง 1  สัปดาห์ และในปัจจุบันเสียค่าใช้จ่ายเพียงเดือนละ $65 ซึ่งนอกเหนือจากการที่สามารถจะพัฒนา  Business Application  ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ผู้เขียนยังเห็นว่า Force.com น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของนักพัฒนาหรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่จะนำ Application ที่พัฒนาขึ้น นำไปขายผ่านช่องทางของ AppExchange

การพัฒนาโปรแกรม  Force.com  นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมแต่จะเป็นการใช้ Point & Click Tool โดยเราสามารถที่จะสร้าง Database, Menu การทำงานต่างๆ สร้าง Workflow รายงาน และ Dashboard ได้ แต่ถ้าต้องการที่จะพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติมเช่นการสร้าง User Interface ก็สามารถทำได้โดยใช้  Visualforce และภาษา Apex ที่จะมีลักษณะคล้ายภาษาจาวา

Image

นอกจากนี้ทาง Salesforce.com ยังเข้าไปซื้อ Heroku ซึ่งเป็น Cloud PaaS ที่สามารถให้นักพัฒนาเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษาต่างๆอาทิเช่น  Ruby, Node.js, Clojure, Java, Python และ Scala ทำให้นักพัฒนาสามารถที่จะ Integrate Web Application กับโปรแกรม Enterprise Application บน Force.com ได้โดยง่าย

Image

นักพัฒนาสามารถที่จะเริ่มต้นศึกษาการพัฒนา  Force.com ได้ที่เว็บไซต์ force.com และมีเอกสารที่สามารถเริ่มต้นศึกษาเขียนโปรแกรม  Force.com  ที่น่าสนใจเช่น

Screenshot 2013-10-15 07.58.46

นอกจากนี้ทาง IMC Institute  ก็จะเปิดอบรมการพัฒนาโปรแกรม Force.com ในวันที่  24-25 ตุลาคมนี่้ โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/force