เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนทักษะการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่

Screenshot 2018-01-15 11.58.07

“Hey Google, play Madagascar from Netflix on my TV.”

“OK Google,  play mr. Bean video.”

“Hey Google, Turn the fan on.”

นี่คือตัวอย่างของคำสั่งที่ลูกชายคนเล็กวัย 4 ขวบครึ่งของผมสั่งงานเปิดปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยเสียง  ตัวเขาเองยังไม่สามารถที่จะใช้รีโมทคอนโทรลได้ และยังไม่เข้าใจปุ่มในการเปิดปิดพัดลม แต่ก็สามารถที่จะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยเสียงตามตวามต้องการของเขาได้  นอกจากนี้ในบางครั้งหากสงสัยคำศัพท์ใดเขาก็จะถาม Google Home ด้วยคำสั่งอาทิเช่น

“Hey Google how to spell cat?”

เด็กวัยนี้เกิดมาในยุคดิจิทัล (Digital native)  ไม่รู้จักอะไรหลายๆอย่างแบบที่พวกเราเคยใช้อาทิเช่นแผนที่ที่เป็นกระดาษ, เทป, CD, หรือแม้กระทั่งกรอบรูป ผมจำได้ว่าวันหนึ่งเขาไปบ้านย่าแล้วเขาเห็นกรอบรูปของย่า เขาก็เลยหยิบมันลงมาแล้วก็พยายามใช้นิ้วสไลด์เพื่อที่จะดูรูปต่อไปเพราะเขาเข้าใจว่ามันคือ iPad

เรื่องราวที่เล่าให้ฟังก็เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่าได้เด็กยุคใหม่หลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ต่อไปเราคงไม่ต้องสอนให้เขาใช้คอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ไม่ต้องสอนเขาใช้ เมาส์ สอนการใช้คีย์บอร์ด อย่าว่าแต่เด็กในยุคใหม่เลยแม้แต่ตัวผมเองการพิมพ์เอกสารต่างๆผมก็เขียนน้อยลง รวมถึงเบทความที่ผมเขียนอยู่นี้ผมก็ใช้ Google doc พิมพ์ด้วยเสียงแล้วค่อยกลับมาปรับเอกสารอีกทีนึง ทุกวันนี้ผมใช้กระดาษน้อยมากแล้วก็พยายามที่จะใช้เงินสดให้น้อย ลงเน้นมาใช้ mobile payment มาใช้บัตรเครดิต การสั่งของก็ผ่านออนไลน์ ผมคิดว่าโลกมันกำลังเปลี่ยนไปมาก และอนาคตใหม่ของโลกดิจิทัลมาถึงเรียบร้อยแล้ว (The Future is now)

Screenshot 2018-01-15 08.24.26

โลกมันกำลังเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่เราจะเห็นในอนาคตสำหรับเด็กยุคนี้อาจมีหลายอย่างอาทิเช่น

  • เราคงเห็นรถยนต์ทิ้ไร้คนขับ คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องเรียนขับรถไหมหรือจะต้องซื้อรถไหม
  • เราคงเห็นการสั่งงานด้วยเสียงกับอุปกรณ์ต่างๆมากมาย คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องหัดใช้ Keyboard ต้องหัดเขียนหนังสือหรือเรียนวิชาคัดไทยแบบเดิมเพื่อให้ลายมือสวยๆไหม
  • เราคงเห็นระบบแปลภาษาอัตโนมัติ คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องเรียนภาษาต่างชาติในรูปแบบเดิมหรอ
  • เราอาจเห็นสังคมไร้เงินสด คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะต้องเข้าใจธุรกรรมการเงินด้วยวิธีเดิมๆอยู่หรอ
  • เราอาจเห็นระบบอัจฉริยะเข้ามาทำงานแทนที่คนต่างๆอย่างมากมาย คำถามก็คือว่าแล้วเด็กจะไปประกอบอาชีพแบบเดิมๆได้หรอ

ผมว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปมาก ทักษะของเด็กที่ต้องการเรียนรู้สำหรับการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคตก็กำลังเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ผมเห็นในบ้านเราก็คือวิธีคิดแบบเดิมๆ เรายังสอนให้ท่องจำ เรียนรู้แบบเดิมๆ ผู้ใหญ่บางครั้งก็กลัวว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แล้วก็ใช้วิธีสอนแบบเดิมๆด้วยความกลัวเทคโนโลยี ทั้งๆที่วันนี้เทคโนโลยีบางอย่างอาจฉลาดกว่าผู้สอน และอาจเปลี่ยนวิชาเดิมๆที่ต้องเรียน แต่เราก็มักจะบอกว่าเด็กต้องมีพื้นฐานบางอย่างแบบเดิมๆ ทั้งๆที่วันนี้เราควรจะต้องสอนการเรียนรู้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ สอนวิธีคิดแบบใหม่ๆ สอนการตั้งคำถาม และผู้ใหญ่ก็ต้องพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลง

การศึกษาบ้านเราในวันนี้ ถูกกำหนดโดยคนในยุค Analog แม้จะโชคดีอยู่บ้างที่มีผู้สอนบางกลุ่มเป็นคนในกลุ่ม Digital Immigrant แต่เรากำลังสอนคนในยุค Digital Native ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงต่อไปประเทศเราคงแข่งขันลำบาก คงอาจต้องถึง้วลาที่เราจะวางนโยบายการศึกษาโดยวิธีคิดแบบ Digital Native  ปรับทักษะในหลายๆวิชา และอาจต้องถึงเวลาปฎิรูปการศึกษาครั้งใหญ่โดยมองตั้งแต่ระดับอนุบาล ถ้ากล้าที่จะคิดนอกกรอบอาจต้องเริ่มต้นด้วยกล้าที่จะลดเอกสารและหนังสือเรียนจำนวนมากออกไป แล้วหันมาใช้ในรูปดิจิทัลแทน ผมว่าเราก็อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้างไม่มากก็น้อย ครับปัญหาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนที่กลัวไม่ใช่เด็กรุ่นนี้ที่จะโตขึ้นไปใช้หรอกครับ แต่คนกลัวก็คือคนสอนคนกำหนดนโยบายเขากลัวเทคโนโลยีจะมาแย่งงานเขาเห็นพวกเขาหมดความสำคัญไป

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Cloud Expo Asia 2017 กับความก้าวหน้าการใช้ Cloud ของสิงคโปร์

Screenshot 2017-10-19 21.42.20

ผมไปงาน  Cloud Expo Asia ติดต่อกันมา 5 ปี และปีนี้ก็ไปอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (11-12 ตุลาคม) งานนี้เขาจัดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจากเดิมที่เคยจัดที่ SunTec ก็ย้ายมาจัดในสถานที่ใหญ่ขึ้นตรง Marina Bay Sands และก็มีงานที่จัดร่วมกันหลายๆงานอาทิเช่น Data Center World, Big Data World, และ Smart IoT Singapore พร้อมกับมีห้องสัมมนาหลายๆด้านกว่า 300 หัวข้ออาทิเช่น

  • Cloud Expo Asia Keynote Theatre
  • DevOps, Containers, Open Cloud and Software Architecture Theatre
  • Infrastructure, Storage and Virtualisation & Agile Networks Theatre
  • Multi-Cloud Strategies & Managed Services Theatre
  • Cloud Innovations & Cloud Service Providers Theatre
  • Fintech, Finance & Banking Technology Theatre

รวมถึงห้องสัมมนาของงานที่จัดร่วมคือ

  • Big Data and Analytics Theatre
  • Big Data Open Air Theatre
  • The Internet of Things Theatre
  • Data Centre World Keynote Theatre
  • Critical Equipment and Facilities Management
  • Energy Efficiency, Cost Management, DCIM & Design and Build Theatre

NNM_3488

งาน Cloud Expo Asia ครั้งนี้ก็มีจัดแสดงโซลูชั่นด้าน Cloud Computing, Big Data และ Data Center จาก Sponsor จำนวนมากอาทิเช่น Google Cloud, Oracle, Fujitsu, Huawei, SAP, Cloudera, Hortonworks โดยมีผู้ร่วมออกบูธมากกว่า 300 รายและมีคนเข้าชมในช่วงสองวันของการจัดงานหลายพันคน และทาง  IMC Institute ก็พาผู้เข้าอบรมในหลักสูตร Cloud Computing for Senior Management เข้าไปร่วมดูงาน

สิ่งหนึ่งที่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของงานนี้คือ Cloud Adoption ในสิงคโปร์ค่อนข้างจะอยู่ในขั้นก้าวหน้า การถกเถียงเรื่องว่าจะใช้ Cloud หรือไม่นั้นคงไม่ใช่เป็นประเด็นที่สำคัญ เขาสามารถที่จะดึง Cloud Provider รายใหญ่ๆหลายรายมาลงทุนในประเทศเนื่องจากตลาดที่ใหญ่พอ และกฎระเบียบต่างๆของประเทศเขาก็เร่งปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี นอกจากนี้ก็ยังเห็นผู้ให้บริการ Cloud หลายๆที่เป็นบริษัทในประเทศเขาเอง เพราะรัฐบาลก็มีนโยบายการส่งเสริมให้ใช้และสร้างเทคโนโลยีด้าน Cloud Computing

งานนี้ถือว่าเป็นงานระดับเอเซียที่เราเห็นผู้คนจากหลายๆประเทศเข้ามาชมงานและฟังสัมมนา สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมคือห้องสัมมนาสิบกว่าห้องนั้นคนร่วมงานต้องแย่งกันเข้าคิวเพื่อที่จะรอฟังสัมมนาหัวข้อถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเต็มทุกห้อง และหัวข้อในการสัมมนาจำนวนอยู่ในขั้น Advance มากกว่าจะพูดถึงขั้นพื้นฐานที่มาแนะนำ Cloud Computing หรือ Big Data ทำให้ผมตั้งขอสังเกตผู้ใช้ของเขาเองซึ่งอาจเป็นคนไอทีหรือ End-user ก็มีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านั้นเป็นอย่างดี และพวกเขาก็กระตือรือล้นที่จะทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีต่างๆจากการฟังสัมมนาและชม Exhibition

สุดท้ายสิ่งที่เห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงมากก็คือ Theme ของงานเอง ที่แต่ก่อนอาจจะเน้นเรื่องของการแนะนำการใช้ Cloud Technology พูดถึง Cloud Governance หรือ  Cloud Security หรือปีที่ผ่านมาก็อาจเน้นเรื่องของการนำมาประยุกต์ใช้กับ Big Data แต่ Theme ในปีนี้คือการเน้น Cloud Platform มาทำเรื่องของ Artificial Intelligence หรือ Machine Learning ซึ่งทำให้ผู้พัฒนาระบบสามารถที่พัฒนาโซลูชั่น AI ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และก็เห็นได้ว่า Cloud Provider ทุกรายต่างมุ่งเน้นมาทำเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น Google, Oracle, Microsoft, AWS หรือ Alibaba

หากเปรียบเทียบเนื้อหาและความสนใจของคนที่มางาน Cloud Expo Asia กับงานต่างๆที่จัดอยู่ในบ้านเรา ก็คงจะเห็นว่าเรายังห่างไกลกับเขาอีกมาก ถ้าจะแข่งได้คงไม่ใช่ที่จะไปจัดงานแข่ง แต่ต้องเน้นสร้างคนให้มีคุณภาพเร่งพัฒนาเทคโนโลยี งานต่างๆเป็นแค่สีสันที่ Vendor อาจเอาโซลูชั่นและสินค้าใหม่ๆมาแสดง แต่หากผู้ที่เข้ามาร่วมงานขาดความรู้พื้นฐานและประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเหล่า เราก็คงเป็นได้แค่คนมาชมงานกับเนื้อหาง่ายๆที่ไม่ได้สร้างศักยภาพการแข่งขันใดๆของประเทศเรา

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

Neo-API Bank แนวทางการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ในกระแสของ FinTech

25182135_982595078554499_4976486232400632025_o (1)

บริษัท Startup กำลังนำเทคโนโนโลยีใหม่ๆเข้ามาให้บริการลูกค้าในกลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคาร หรือที่เรียกว่า FinTech (Financial Technology) ทำให้เกิดรูปแบบการแข่งขันใหม่ๆเช่น การให้บริการชำระเงิน (เช่น PayPal, AliPay)  การบริการกู้เงิน (เช่น Lendingclub) จนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า FinTech อาจจะทำให้ของธนาคารพาณิชย์แข่งขันลำบากในอนาคต เพราะกลุ่ม Startup มีความคล่องตัวในการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีกว่าโดยการใช้เทคโนโลยี

แต่แท้จริงแล้วธนาคารพาณิชย์ก็ยังมีจุดแข็งที่เป็นสถาบันที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่มั่นใจจะมาทำธุรกรรมต่างๆกับธนาคารมากกว่า FinTech Startup ธนาคารพาณิชย์ยังมีฐานลูกค้าปัจจุบันจำนวนมาก และมีข้อมูลการทำธุรกรรมจำนวนมหาศาลของลูกค้า นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ยังเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงินให้ทำธุรกรรมต่างๆได้ ก็คงยังเป็นจุดที่ทำให้ Startup ต่างๆเข้ามาแข่งขันในช่วงนี้ได้ยาก

แต่อุปสรรคที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้งานในการแข่งกับ Startup ก็คือระบบ Core-banking โดยมากยังเป็นระบบไอทีแบบเดิมๆ ยากต่อการปรับนำเทคโนโลยีใหม่ๆบางด้านเข้ามา และมักจะมีความล่าช้าในการดำเนินงาน ข้อสำคัญบางครั้งธนาคารก็อาจไม่มีทีมงานที่จะมาเน้นงานวิจัยที่จะศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ในการที่จะนำมาใช้ในระบบของธนาคาร ประกอบกับธนาคารเป็นหน่วยงานที่ใหญ่จึงไม่มีความคล่องตัวเช่นบริษัท FinTech จึงทำให้ธนาคารพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆช้ากว่ากลุ่ม FinTech ที่อาจเน้นธุรกรรมการเงินเฉพาะในบางด้าน

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับระบบเทคโนโลยีด้านไอทีให้สามารถที่จะให้บริการธุรกรรมต่างร่วมกับกลุ่ม FinTech Startup เหล่านี้ให้ได้ โดยอาศัยการปรับเทคโนโลยี Core Banking ให้สนับสนุนการใช้  API (Application Programming Interface) เพื่อให้โซโลชั่นของกลุ่ม FinTech สามารถเชื่อมต่อและเรียกใช้งานได้ โดยอาศัยจุดแข็งของธนาคารที่มีใบอนุญาต มีลูกค้าจำนวนมากในปัจจุบันที่มีอยู่ในฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) และมีระบบในการตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC) ซึ่งไม่ใช่จุดแข็งของกลุ่ม FinTech Startup แนวโน้มของธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันจึงจะต้องปรับตัวเป็น Neo-API bank ที่อาจมีโมเดลดังรูปที่ 1 ที่เป็นการใช้ Core Banking Platform  + API Layer + KYC + CRM  + Banking License ของธนาคารพาณิชย์ร่วมกับโซลูชั่นของกลุ่ม FinTech ที่เชื่อมต่อผ่าน API Layer ทั้งนี้ Neobank จะมีความแตกต่างกับ Challenge Bank ที่เป็นธนาคารใหม่ซึ่งอาจต้องมีใบอนุญาตใหม่แล้วมีการทำธุรกรรมโดยไม่ใช้รูปแบบเดิมๆเช่นอาจเป็น Digital Bank ล้วนๆโดยไม่มีสาขา แต่ทั้งนี้นิยามของ Neobank เองก็ยังสับสนบางแห่งก็ระบุว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ได้เน้นเรื่องใบอนุญาตธนาคาร

Screenshot 2017-10-13 16.19.09

รูปที่  1 Neo-API Bank (Core banking platform + API Layer + CRM + KYC + Banking License + FinTech Companies)  [ภาพจาก The next 10 years in Fintech, Kantox]

นอกจากนี้หากเราพิจารณาถึงระดับขั้นของการเปลี่ยนแปลง (Disruption) ที่ทาง FinTech จะมีผลกระทบต่อระบบหลักของธนาคารอาจแบ่งได้ตามกลุ่มของต่างๆดังรูปที่ 2 ซึ่งกลุ่มวงนอกจะกระทบต่อสถาบันการเงินก่อนวงในๆ กล่าวคือ กลุ่มของ Banking Tech เช่นการทำ Data Management, Analytic, CRM หรือ Security จะเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกรรมของธนาคาร ขั้นต่อมาคือกลุ่มของ Payments เช่น Mobile Payment หรือ P2P Money Transfer ระดับขั้นที่สามคือ Cyber Currency สกุลเงินดิจิทัลเช่น Bitcoin หรือ Digital Wallet ขั้นต่อมาคือ กลุ่มของ Business Finance เช่น CrowdFunding หรือ P2P Business Lending ระดับขั้นที่ห้า คือกลุ่มของ Consumer Finance เช่น Personal Finance Management, Mortage Lending, Robo Advisor หรือ P2P Consumer Lending และขั้นสุดท้ายคือการทำ Alternative Core เช่น Alternative car insurance หรือ  Digital Bank

Screenshot 2017-10-13 17.40.24

รูปที่ 2 Layers of disruption in FinTech [ภาพจาก SparkLabs]

ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นตัวอย่างของ FinTech ที่ร่วมกับ Neobank หลายๆแห่งอาทิเช่น Moven ซึ่งเป็น mobile first experience platform โดยร่วมมือกับ CBW Bank หรือ Simple ซึ่งเป็น FDIC-insured checking accounts โดยร่วมมือกับ Compass Bank และ Bancorp Bank ทั้งนี้ทาง Techfoliance ได้จัดทำ The Global NeoBank Landscape และนำเสนอเป็นบทความและรายชื่อของ Neobank ที่สำคัญทั่วโลกดังรูปที่ 3

Screenshot 2017-10-13 18.23.56

รูปที่ 3 The Global NeoBank Landscape [ภาพจาก Techfoliance]

กล่าวโดยสรุปธนาคารพาณิชย์ต่างๆคงต้องปรับระบบ  Core banking เพื่อให้สามารถใช้จุดแข็งของธนาคารเพื่อให้ร่วมมือกับ FinTech ได้มากขึ้น ทั้งนี้กลุ่มแรกที่จะเห็นก็คงเป็นเรื่องของ Banking Tech และ Payment

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

การลดช่องว่างเชิงดิจิทัลคือก้าวแรกที่สำคัญสู่ Thailand 4.0

Screenshot 2017-09-18 10.59.49

ผมคิดว่าปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการที่จะก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ก็คือช่องว่างเชิงวิกฤตเชิงดิจิทัล (Digital Divide) ของภาคประชาชนและหน่วยราชการเอง ผมเองมีโอกาสได้สัมผัสกับการทำงานทั้งภาคเอกชนและภาคราชการ และยังมีโอกาสได้สอนอบรมผู้คนจำนวนมากทั้งในด้านเทคนิคองค์ความรู้ดิจิทัลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ผมยังเห็นช่องว่างของการใช้เทคโนโลยีอีกมาก ระหว่างประชาชนในเมืองกับชนบท ระหว่างภาคราชการกับภาคเอกชน กับองค์กรขนาดใหญ่และ SME  แม้เราจะบอกว่า คนไทยทุกวันนี้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่โดยมากก็เพื่อความบันเทิงเช่น เล่น Facebook เล่นไลน์ เล่น Youtube แต่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานของข้าราชการและประชาชนจำนวนมากยังมีน้อยอยู่

ผมคิดว่าองค์กรของเราส่วนใหญ่โดยเฉพาะภาคราชการยังขาดวัฒนธรรมเชิงดิจิทัล (Digital Culture) ซึ่งมันมีความหมายมากกว่าการใช้เทคโนโลยี องค์กรที่มีวัฒนธรรมเชิงดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนกับการซื้อเทคโนโลยีมากมาย ไม่ได้หมายความว่าผู้คนในองค์กรจะต้องเก่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สิ่งสำคัญคือองค์กรจะต้องมีความโปร่งใส ต้องมีการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ ต้องฝึกการใช้เทคโนโลยีในการทำงานร่วมกัน ต้องมีความคล่องตัวในการทำงาน และต้องรู้จักการแชร์ข้อมูล

แต่ทุกวันนี้หน่วยงานในประเทศหลายหน่วยงานยังใช้เอกสารจำนวนมาก ราชการยังยึดติดกับเอกสาร เรายังส่งแฟกซ์ เซ็นชื่อเข้าประชุม เรายังทำเอกสารโดยใช้กระดาษ เรามีการแชร์ข้อมูลน้อยมาก บุคลากรเองก็ขาดทักษะเชิงดิจิทัล หากเราไม่สามารถพัฒนาบุคลากรรู้จักใช้เครื่องมือใหม่ๆเหล่านี้ ยังขาดวัฒนธรรมเชิงดิจิทัล ผมเชื่อว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 คงไปไม่ถึงไหน

digital-divide-and-development-communication-3-638

หากเรามองแต่กลุ่มของ SME เราก็จะพบว่า SME จำนวนมากยังใช้ digital ในขั้นพื้นฐาน เราอาจจะเก็นการขายของออนไลน์ เอามาทำ marketing บ้าง แต่ SME ส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีวัฒนธรรมเชิงดิจิทัล จำนวนมากก็ยังใช้ free email การลงทุนด้าน digital ก็ค่อนข้างต่ำ เราแทบไม่ค่อยเห็น SME ลงทุนกับซอฟต์แวร์ เห็นการลงทุนการใช้ cloud technology ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ big data การทำ data analytics ที่ SME บ้านเรายังห่างไกลกับอีกมาก ผมแทบไม่ค่อยห็น SME บ้านเรามาใช้ colllaboration tool เช่น Google doc หรือ Office 365 online ในการทำเอกสารร่วมกัน แม้เราอาจเห็น SME จำนวนมากนำเทคโนโลยี่มาใช้ในการสื่อสารเช่นการใช้ facebook การใช้ line แต่ถ้ามองในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานก็ยังถือว่าไม่สูงมาก

ในกลุ่มของคนพัฒนาเทคโนโลยีเราอาจดีใจที่เห็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ กลุ่ม Start up หลายๆแห่งหันมาพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ถ้าเรามองลึกไปจริงๆก็ยังหนีไม่พ้นในเรื่องของการพัฒนาเว็บ การขายของออนไลน์ การเล่นกับ social media แต่พอมองนวัตกรรมในเชิงลึกเหมือนที่นักพัฒนาต่างประเทศกำลังให้ความสนใจอย่างหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ เรื่องของหุ่นยนต์ เรื่องของ big data เราจะพบว่าคนของเรายังห่างไกลกับเรื่องเหล่านี้อีกมาก

ผมคิดว่านอกเหนือจากการจะพัฒนาคนให้ลดช่องว่างเชิงดิจิทัลในแง่ของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆให้เราทันกับต่างชาติแล้ว เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างภาคราชการกับเอกชนระหว่างองค์กรใหญ่ๆกับ SME ระหว่างผู้คนในเมืองกับสังคมต่างจังหวัด หากยังปล่อยทิ้งไว้ผมคิดว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะยิ่งสร้างปัญหาให้กับสังคมจะยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นมีมากยิ่งขึ้น

เป็นไปไม่ได้ที่เราจะให้คนกำหนดนโยบายหรือผู้ปฏิบัติงานหรือผู้เชี่ยวชาญไปมองเทคโนโลยีของต่างประเทศ โดยการเน้นเดินทางไปดูงานเอา Best Practice ของประเทศต่างๆมาใช้ โดยคนเหล่านี้สัมผัสกับชนบทไทยสัมผัสกับต่างจังหวัดน้อยมากๆเ ราต้องกำหนดให้เขาเหล่านั้นต้องเข้าใจสังคมไทยมากขึ้นโดยเฉพาะช่องว่างของสังคมต่างจังหวัดกับสังคมในเมือง อย่ามองว่ากรุงเทพฯคือประเทศไทย ต้องคิดเพื่อช่วยทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนต่างจังหวัดเพื่อลดช่องว่างเชิงชนชั้น ดังนั้นสิ่งแรกสุดที่เราควรจะทำเพื่อ คือการกำหนดนโยบายที่เป็นการลดช่องว่างเชิงดิจิทัลและต้องสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลให้กับองค์กรทั้งภาคราชการและ SME

 

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

การปรับองค์กรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยการใช้ Big Data

 

ผมมักจะได้ยินผู้บริหารหน่วยงานต่างๆภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก บอกว่าเราจะกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล กำลังเข้าสู่ยุค Industrial 4.0 เราต้องมีการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้เพื่อพัฒนาองค์กร บ้างก็บอกว่ากำลังทำ Big Data บ้างก็มอบหมายให้ฝ่ายไอทีไปทำโครงการ Big Data บางหน่วยงานก็เริ่มไปได้ดีเพราะมีผู้ที่เข้าใจเรื่อง Big Data และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ บางหน่วยงานก็ไปไม่ถูกทาง ฝ่ายไอที ฝ่ายการตลาดก็เร่งจัดหาซื้อเครื่องมือ ฐานข้อมูล ทำ Data warehouse บ้าง หาเครื่องมื่อมาทำ Business Intelligence บ้าง เพื่อจะสร้างรายงานต่างๆให้กับผู้บริหาร ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเคยไปเจอบางหน่วยงานฝ่ายไอทีบอกว่าเรายังไม่พร้อมทำ  Big Data  เพราะเรายังไม่ต้องการเอาข้อมูล Social Media มาวิเคราะห์

พื้นฐานความเข้าใจเรื่อง Big Data ในแต่ละหน่วยงานอาจแตกต่างกัน แต่ถ้าเราไม่พยายามทำความเข้าใจและวางกลยุทธ์ให้ถูกต้อง ผมคิดว่าเราก็อาจไม่ประสบความสำเร็จในการปรับองค์กรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลหรือการทำ  Digital Transformation โดยใช้ Big Data  ผมเคยเขียนบทความลงในบล็อกนี้เรื่อง โครงการ Big Data กับความจำเป็นต่อการลงทุนด้านเทคโนโลยี และได้บอกไว้ว่า โครงการ Big Data ที่ดีควรเริ่มที่ฝั่งธุรกิจ ควรจะต้องพิจารณาก่อนว่าต้องการทำอะไร โดย Big Data มีองค์ประกอบที่สำคัญสามอย่าง

  • Data Source
  • Technology
  • Analytics

องค์ประกอบแรก Data Source นั้นสำคัญที่สุด ในชีวิตประจำวันของเราทุกอย่างล้วนสร้างข้อมูลใหม่ขึ้นมา  หน่วยงานทุกหน่วยงานก็ย่อมมีข้อมูลเกิดขึ้นจากการทำงาน Big Data ก็คือข้อมูลเหล่านั้นที่เก็บอยู่ในรูปแบบต่างๆทั้ง Structure  และ Unstructure  การปรับองค์กรสู่ดิจิทัลแล้วเราจะละเลยข้อมูลต่างๆไปย่อมเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะการจะมุ่งเก็บแต่ข้อมูล Structure แบบเดิมย่อมเป็นเรื่องที่ผิดพลาด องค์กรที่พร้อมในการทำ Big Data เราจะต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เป็น  Data-Driven นำข้อมูลมาใช้ รู้จักการทำงานร่วมกันผ่านการแชร์ข้อมูล มีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความโปร่งใส และข้อสำคัญข้อมูลที่จะแชร์ออกมาใช้อนาคตควรอยู่ในรูปของ API-based ปัญหานี้เป็นเรื่องยากในบ้านเราเพราะ วัฒนธรรมของคนบ้านเราจำนวนมากที่จะรู้สึกหรือคิดว่าข้อมูลเป็นของตนเองและไม่ค่อยยอมจะแป่งปันข้อมูล และอีกประการเราเองจะไม่ค่อยชอบนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เราจะเอาความรู้สึกมาตัดสินใจมากกว่าดูจากข้อมูล ดังนั้นการปรับองค์กรสู่ Big Data ประการที่สำคัญสุดคือ การปรับวัฒนธรรมองค์กร

องค์ประกอบที่สอง Technology หลักการสำคัญของ Big Data คือการหาเครื่องมือมาเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล แต่เนื่องจากข้อมูลใหญ่และซับซ้อนขึ้นเกินกว่าเทคโนโลยีแบบเดิมจะจัดการได้ ดังนั้นองค์กรที่จะทำ Big Data จะต้องจัดหาเครื่องมือใหม่ๆเช่น  Hadoop หรือ Cloud Technology  ต่างๆมาใช้ ซึ่งเรื่องนี้ผมได้กล่าวไว้ในหลายๆครั้งแล้วจึงไม่อยากกล่าวซ้ำอีก

องค์ประกอบสุดท้าย Analytics หัวใจสำคัญของ Big Data คือการทำ Big Data Analytics  ที่ต้องการใช้ หลักการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อทำการคาดการณ์อนาคตจากข้อมูลขนาดใหญ่ งานลักษณะนี้แตกต่างจากการทำ  BI เพราะใช้ทักษะที่ต่างกัน ต้องการคนที่มีความรู้ทางด้าน  Machine Learning หรือกลุ่มที่จะเป็น Data Scientist  ซึ่งต้องมีพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ดี และโดยมากมักจะเป็นคนที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี หรือเรียนวิชาด้านนี้มาโดยเฉพาะ  ซึ่งผู้ที่จะมาทำด้านนี้ควรมีองค์ประกอบสามด้านคือ Hacking คือความสามารถในการพัฒนาโปรแกรม STATS คือความเข้าใจด้านสถิติและ Machine Learning และ Critical Thinking คือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในธุรกิจนั้นๆ

Screenshot 2017-04-16 09.25.51
รูปที่  1 องค์ประกอบของ Data Science

หลายๆองค์กรจะมีปัญหาเรื่องการหาทีมงานด้าน Data Science บ้างก็จะไป Outsource  จ้างหน่วยงานอื่น บ้างก็ไปตั้งเป็น Virtual Team  บ้างก็ไปฝากงานไว้กับทีมงาน BI หรือทีม Data Warehouse  ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ต่อเนื่องโดยเฉพาะงาน Big Data ที่จะต้องมีข้อมูลหรือเรื่องใหม่ๆให้มาวิเคราะห์ตลอดต้องไม่ใช่ Project Base ทำงานช่วงครั้งชั่วควาร วิธีที่ดีสุดถ้าเราคิดว่าเราต้องทำ  Digital Transformation ในองค์กรคือต้องตั้งทีมใหม่ขึ้นมา ลงทุนจ้างคนมาครับ หาคนที่เข้าใจเรื่อง Data Science มาทำงานร่วมกับคนในองค์กรที่จะอยู่ร่วมทีม และต้องพัฒนาคน ข้อสำคัญอย่าไปคิดนะครับว่าจะจ้างคนต่างประเทศหรือ  Data Scientist ที่ทำงานในต่างประเทศมาแล้วจะทำงานได้เลย คงต้องฝึกและทำงานร่วมกันครับ เพราะวัฒนธรรมเรื่องข้อมูลและการทำงานของเรายังต่างกันาก ดีทีสุดคือเร่งพัฒนาคนในนี่ละครับ จ้างเด็กใหม่ที่จบโทเอกด้านนี้ครับ ต้องลงทุน

คงเป็นข้อคิดสั้นๆแค่นี้ละครับ สำหรับผู้บริหารที่อยากปรับองค์กรสู่  Digital Transformation ด้วย Big Data

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

เมษายน 2560

การปรับนโยบายด้าน Cloud Computing ของประเทศเมื่อพิจารณาจากผลการสำรวจปี 2017

screenshot-2017-03-05-12-12-29

ทุกๆปีทางบริษัท  Rightscale จะออกรายงานผลการสำรวจสถานภาพการใช้  Cloud Computing ออกมา และสำหรับในปีนี้ทาง Rightscale  ได้ออกรายงานเรื่อง RightScale 2017 STATE OF THE CLOUD REPORT เมื่อต้นเดือนมกราคมปีนี้ โดยเป็นการเปิดเผยข้อมูลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,002 ตัวอย่างที่เป็นการสำรวจคนอาชีพไอทีในองค์กรต่างๆทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศในกลุ่ม APAC ที่มีจำนวน 14% จากกลุ่มตัวอย่าง ผลการสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจที่องค์กรต่างๆในบ้านเราควรนำมาพิจารณาปรับนโยบายในด้าน  Cloud Computing ดังนี้

1)  ควรกำหนด  Cloud First Policy

 

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่เกือบ 95%  มีการใช้ Cloud อยู่โดยที่  89% มีการใช้ Public Cloud, 72% ใช้ Private Cloud และ 67% ใช้ Hybrid Cloud โดยในจำนวนนี้ ที่ใช้ Public Cloud เพียงอย่างเดียวมีแค่ 22% หรือที่ใช้เฉพาะ  Private Cloud  มี 5%  ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์กรมุ่งเน้นพัฒนาไอทีเป็นระบบ Cloud ด้วยเหตุผลต่างๆที่จะกล่าวต่อไป และแนวโน้มก็จะเป็น Hybrid Cloud ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นว่าตัวเลขการใช้งาน และติดตั้ง Private Cloud  มีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า IT Workload ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ระบบ Cloud โดยมีเพียง 21% ที่เป็น  Non-Cloud ดังนั้นองค์กรต่างๆควรกำหนดให้การใช้ไอทีขององค์กรมุ่งสู่ระบบ Cloud  โดยจำเป็นต้องมีการพัฒนาทั้ง Private Cloud และใช้  Public Cloud

screenshot-2017-03-05-15-27-12

screenshot-2017-03-05-15-37-46

screenshot-2017-03-05-15-40-22

2) ต้องสนับสนุนการใช้ระบบ Cloud มากกว่าหนึ่งแพลตฟอร์ม

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000  คน จะมุ่งสู่การสร้างระบบ Cloud แบบหลากหลายแพลตฟอร์ม จะเห็นได้ว่ามีเพียงต่ำกว่า 15%  ที่ตอบว่าใช้ Cloud แบบแพลตฟอร์มเดียวที่อาจเป็น Single Private Cloud หรือ  Single Public Cloud โดยส่วนมากจะเป็นการใช้ Hybrid Cloud หลากหลายแพลตฟอร์ม และก็มีการใช้  Public Cloud หลายราย ดังนั้นองค์กรต่างๆก็ควรจะมีนโยบายกำหนดให้มีการใช้ระบบ  Cloud มากกว่าหนึ่งแพลตฟอร์ม

screenshot-2017-03-05-21-05-14

3) ต้องส่งเสริมให้ผู้ให้บริการ Cloud ในประเทศให้บริการที่มากกว่าการบริการ Virtual Server

ผลการสำรวจในแง่ของการใช้บริการ Public Cloud พบว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่ใช้ Virtual Server ที่เป็น  Linux  หรือ Windows แต่จุดประสงค์การใช้งานมุ่งไปที่ PaaS โดยความต้องการ Database as a Service (DBaaS) อย่าง RDS ของ AWS สูงเป็นอันดับหนึ่ง หรือก็มีการใช้บริการอย่าง Data warehouse, Hadoop as a Service  แต่ขณะที่ผู้ให้บริการ  Cloud  ในบ้านเรายังให้บริการเพียงแค่  IaaS เช่น Virtual Server พื้นฐาน จึงไม่แปลกใจที่ผู้ใช้บริการจะมุ่งเน้นไปที่บริการของ Cloud Provider ในต่างประเทศที่มีบริการหลากหลายกว่า ดังนั้นเราควรส่งเสริมให้ผู้ให้บริการ Cloud  ในบ้านเราทำการวิจัยและพัฒนาสร้างบริการ Cloud ต่างๆที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นอาทิเช่น  DBaaS, Container as a Service, IoT Services

screenshot-2017-03-05-21-11-54

4) ต้องเร่งส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการใช้ Cloud

ข้อมูลการสำรวจแสดงให้เห็นประโยชน์หลักของ  Cloud  ไม่ใช่การลดค่าใช้จ่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ และเป็นความเข้าใจผิดมาตลอด แต่ประโยชน์หลักๆคือความคล่องตัวในการทำงาน การที่จะเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว การขยายระบบได้อย่างมาก และพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันถ้าพิจารณาถึงความท้าท้ายของการใช้ Cloud จะพบว่าเรื่องระบบความปลอดภัยไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับกลุ่มที่มุ่งเน้นการใช้ Cloud  (Cloud Focused group) แต่กลับเป็นเรื่องของการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และเรื่องของ Complicance  โดยความกังวลเรื่องความปลอดภัยก็จะเป็นเฉพาะกลุ่มผู้เรื่มต้นใช้งาน (Cloud Beginner Group)  แต่ในบ้านเราจะคิดว่าการใช้ Cloud Computing จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายและจะกังวลเรื่องความปลอดภัยสูงเกินไป จึงจำเป็นที่เราต้องส่งเสริมในเรื่องความเข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นเราจะก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน

screenshot-2017-03-05-21-19-18

screenshot-2017-03-05-21-22-56

5)  ต้องเร่งพัฒนาคนด้าน  Cloud Computing

ความท้าทายหลักๆของเรือง  Cloud Computing คือการขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งบทบาทของไอทีในอนาคตจะเปลี่ยนไปเป็นคนที่ต้องมาคัดสรรการใช้  Public หรือ  Private Cloud กลายเป็นคนที่ต้องมากำหนดนโยบายการใช้ เป็นผู้ต้องมาบริหารและจัดการค่าใช้จ่าย ตลอดจนเป็นผู้ที่ต้องมาพัฒนา Private Cloud  นอกจากตำแหน่งงานด้านหนึ่งที่กำลังเข้ามาคือ Cloud Architect ประเทศเรายังขาดบุคลากรไอทีที่มีความเข้าใจ  Cloud Computing อยู่มากและแทบจะไม่มี Cloud Architect อยู่เลยดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องให้สถาบันการศึกษาเร่งพัฒนาหลักสูตรทางด้านนี้ให้มากขึ้น และต้องอบรมคนไอทีในปัจจุบันให้มีความเข้าใจเรื่อง Cloud Computing มากขึ้น

screenshot-2017-03-05-21-33-45

screenshot-2017-03-05-21-30-35

6)  ต้องชักจูงให้ Cloud Provider จากต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา

ตลาด Public Cloud ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นของผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Amazon Web Services, Microsoft Azure และ Google Cloud ทั้งนี้เนื่องจากเขามีบริการที่หลากหลายตรงความต้องการของผู้ใช้มากกว่าโดยไม่ได้เน้นแค่บริการ Virtual Server  นอกจากนี้บริษัทเหล่านี้ยังมีราคาค่าบริการถูกกว่ารายอื่นๆมากเนื่องจากมี  Economy of Scale  และที่สำคัญบริษัทเหล่านี้มีการทำวิจัยและพัฒนาที่จะออก Cloud Services ด้านใหม่ๆได้หลากหลายทั้ง IoT  Services, Machine Learning as a Service, Big Data  ซึ่งเราอาจจำเป็นต้องเรียนรู้จากเขา และต้องสร้างนโยบายให้เอื้อต่อการที่บริษัทเหล่านี้มาลงทุนให้ประเทศไทยเป็น Cloud Computing Hub อย่างญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ รวมถึงมีการทำวิจัยและพัฒนาบริการต่างๆในประเทศเรา

screenshot-2017-03-05-21-38-29

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือข้อเสนอแนะที่อยากให้ทุกฝ่ายได้นำไปพิจารณาในการปรับนโยบายขององค์หร หรือของประเทศเพื่อเราจะสามารถแข่งขันได้ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institiute

Chief Technology Officer (CTO) กับการสร้าง Thailand 4.0 และ Thai Start-up

Screenshot 2017-07-08 15.05.19

ช่วงนี้เวลาที่ผมไปบรรยายตามที่ต่างๆ ผมมักจะแสดง  Slide ตามรูปข้างล่างที่กล่าวว่า “In an era of the Internet of Things, companies that have the right IT architecture and infrastructure, and the right talent, capable of both handling fast-moving technologies and finding meaning in big data, will be able to leapfrog their competitors.” ใช่ครับในโลกของยุคปัจจุบัน ถ้าเราจะแข่งขันได้เราต้องมี โครงสร้างพื้นฐานและสถาปัตยกรรมไอทีที่ดี มีทีมที่มีความสามารถที่ไล่ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

screenshot-2017-02-19-17-10-56

บริษัทด้านเทคโนโลยีในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook, Oracle, Uber หรือ Alibaba จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในบริษัทเป็นพันๆคน และจำนวนมากมีตำแหน่งเป็น Chief Technology Officer (CTO) ที่มีความรู้ด้านสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีไอทีเป็นอย่างดี ทั้งด้าน Infrastructure, Architecture หรือ  core Technology อย่าง Cloud Computing, Big Data หรือ Web Programmming Framework แบบใหม่ๆ ผมจำได้ว่าเคยเจอบริษัทอย่าง  Lazada ที่จ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data Analytics นับสิบคน

บ้านเราฝันว่าจะเป็น Thailand 4.0 พยายามจะผลักดัน Start-up กัน และพยายามจินตนาการราวกับว่าคนไอทีไทยเก่งด้านเทคโนโลยีอย่างมากมาย ทั้งๆที่เราเองเล่นเทคโนโลยีแบบพื้นฐาน พัฒนาโปรแกรมเว็บอย่างง่ายๆ แม้เราอาจจะบอกว่าเรามีคนเก่งบ้าง แต่ก็น้อยมากๆอาจจะนับจำนวนได้ไม่กี่ร้อยคน ที่จะพอเข้าใจ Fast Moving Technologies เรามีคนอยู่แค่หยิบมีเดียวที่จะเข้าใจเรื่อง Microservices, Web Framework ใหม่, ภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ เรานับคนที่จะทำ  DevOp, Container, Machine Learning และยิ่งหาคนที่จะเข้าใจ Large/Enterprise IT Architecture ก็ยิ่งยากกว่าหาเข็มในมหาสมุทร ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า เราอาจหาคนทำโปรแกรมเล็กๆที่พอรันให้ผู้ใช้จำนวนมากได้ แต่พอจะต้องขยายเพิ่มจำนวนมหาศาล ต้องการทีมงานจำนวนมาก ต้องการ  IT Architecture ที่เหมาะสม เราก็อาจไปรอด และก็คงจะขยายไปเป็น Unicorn ไม่ง่าย เพราะในบ้านเราอย่าว่าแต่หา CTO เก่งๆเลย แม้แต่จะหา IT Programmer เก่งๆซักคนยังหายาก ดังนั้นที่ฝันก็คงไปได้ยากถ้าไม่เร่งสร้างคนในอีก  5-10 ปีข้างหน้า แล้วเราต้องการคนที่รู้เรื่องอะไรบ้างละครับ

ผมจะขอยกตัวอย่างอาชีพต่างๆที่ต้องเร่งสร้างดังนี้

IT Architect:  บ้านเราแทบจะมีบุคลากรนับคนได้ที่เห็นภาพโครงสร้างไอทีขนาดใหญ่ว่าระบบต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง จะทำให้ Scale  ได้อย่างไร คนที่เข้าใจระบบ  Cloud, Framework, Container, IT Security แต่ที่เรามีก็เพียง Programmer จำนวนหนึ่งที่เขียนโปรแกรมเว็บพื้นฐาน ถ้าเราไม่พัฒนาคนเหล่านี้ (ซึ่งก็พัฒนาค่อนข้างยาก) ผมเองก็ยังนึกไม่ออกว่า ระบบไอทีเราจะไปรอดได้อย่างไร นอกจากต้องซื้อโซลูชั่นและเซอร์วิสจากต่างประเทศ

Big Data: บุคลากรด้านนี้เรายังมีน้อยอยู่มาก จำนวนมากยังแทบไม่เข้าใจว่า Big Data  คืออะไร และยังเล่นกับ Structure Data  เพียงอย่างเดียว เราก็ยังเล่นกับโจทย์ BI และ Data Warehouse แบบเดิมเป็นส่วนใหญ่

Data Scientist: อนาคตของซอฟต์แวร์คือการทำ Amalytics และ Predictive เราต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่สามารถเขียนโปรแกรม เข้าใจเรื่อง Machine Learning และมีความรู้ในธุรกิจเฉพาะ แต่ทุกวันนี้แม้แต่โปรแกรมเมอร์ง่ายๆเรายังหายังหาแทบไม่ได้ แล้วตำำแหน่งนี้คงไม่ต้องพูดถึง

Developer ขั้นเทพ: โลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ปรับเปลี่ยนไปมาก ทั้งเรื่องของภาษา, Framework, Software Methodology และ Tools ใหม่ๆที่เข้ามา แต่ทีมงานเราจำนวนมากก็ยังพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบเดิมๆ การจะประยุกต์ใช้  Cloud PaaS หรือระบบใหม่ๆน้อยมาก

IT Security: เรายังหาคนที่รู้เรื่องระบบความปลอดภัยด้านไอทีเราน้อยมาก โปรแกรมเมอร์บ้านเราสนใจเรื่องความปลอดภัยไอทีน้อยมาก การพัฒนาโปรแกรมเราจำนวนมากละเลยเรื่องนี้ หลายโปรแกรมถ้ามีการใช้งานจริงจังก็คงมีช่องโหว่มหาศาล

IT Specialist: คนที่รู้เรื่อง Emerging Technology  อย่างจริงจังเช่น คนเข้าใจเรื่อง Cloud Computing, Internet of Things, Blockchain, DevOp หรือ Container

จริงๆมีอีกหลายด้านที่ยังไม่ได้กล่าวถึง แต่แค่ตำแหน่งที่ยกมาก็แทบจะหาคนในตลาดได้น้อยมาก คนจบใหม่ก็ไม่ค่อยมี แต่เราก็ยังวนสอนกันแบบเดิมๆ และก็ฝันว่าอยากเป็นโน่นเป็นนี้ จะสร้าง  Thailand  4.0  จะสร้าง Start-up  เน้นคนมา Pitch ไอเดีย พัฒนาโซลูชั่นง่ายๆ ไม่มองเรื่องโครงสร้างขนาดใหญ่ เราเน้นการตลาดไม่ได้หวังเรื่องจะเกิดขึ้นจริงโดยไม่ดูความพร้อมของบุคลากรไอทีไทย ผมยังมองไม่ออกเลยว่าบริษัทเใหม่ๆหล่านี้จะโตขึ้นได้อย่างไร จะหาคนทำงานจำนวนมากได้อย่างไร จะหาใครมาเป็น CTO แต่ถ้าจะเน้นเอาแค่การตลาดลงข่าวผมว่าอันนี้เราไปได้ครับ ถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะสร้างคนอย่างจริงจัง ลดการ PR ลง ปรับหลักสูตรในมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยี หันมาสร้างคนอย่างจริงจังกันเถอะครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

นิยามคนไทย 4.0 คงไม่ใช่แค่คนเล่นเทคโนโลยี

screenshot-2017-02-13-17-22-36

ช่วงนี้ทุกภาคส่วนต่างพูดถึงคำว่า  Thailand 4.0  และก็อาจเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงว่าแล้วเราเป็น  Thailand 3.0 เมื่อไร แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็พยายามบอกว่า เราจำเป็นต้องพัฒนาประเทศให้แข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังก้าวสู่เศรษฐกิจในยุคใหม่และอุตสาหกรรม4.0  ให้ได้ เราจำเป็นจะต้องสร้าง คนไทย  4.0 แต่ความหมายของคำว่าคนไทย 4.0 อาจยังเป็นที่สงสัยของคนหลายๆคนว่าคืออะไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวในรายการเดินหน้าประเทศไทยว่า “ถ้าท่านมีโทรศัพท์ แต่ยังใช้งานเพียงเพื่อการสื่อสารพื้นฐาน ท่านยังคงเป็น”คนไทย 1.0” ถ้าหากท่านใช้มือถือ ในการส่ง e-mail ส่งไฟล์เอกสาร หรือใช้ประโยชน์ในการทำงาน และกิจวัตรประจำวัน ท่านน่าจะยกระดับตนเองเป็น “คนไทย 2.0” ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากท่านสามารถใช้ “สมาร์ทโฟน” ได้ราวกับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ “อินเตอร์เน็ต” ในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ พัฒนาตนเอง ติดต่อกับคนทั่วโลกได้ ท่านอาจได้ชื่อว่าเป็น “คนไทย 3.0” ยิ่งกว่านั้น  หากท่านสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ นำไปสู่การผลิต ด้วยความรู้เหล่านั้น แล้วท่านรู้สึกว่า “ทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น” เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แบบนี้ท่านได้ชื่อว่าเป็น คนไทย 4.0”

ผมก็เองก็เห็นด้วยกับรัฐบาลในเรื่องนี้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่มี “พลวัต” ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และคนไทยเองจำเป็นต้องปรับตัวเองอย่างมากเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และคำว่าคนไทย 4.0 มีความสำคัญอย่างยิ่งแต่ไม่ใช้เพียงแค่เป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็น แต่คิดว่าน่าจะมีความหมายมากกว่านั้น ข้อสำคัญคนไทย 4.0 จะต้องมี Digital Mindset  และ Digital Culture  ประกอบกับต้องเป็นคนที่มีจิตสาธารณะเพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่ เศรษฐกิจยุคแห่งการแบ่งปัน (Sharing Economy) ซึ่งถ้าให้ผมนิยามคำว่า คนไทย 4.0 ในความเห็นส่วนตัวก็น่าจะเป็นดังนี้

 

screenshot-2017-02-13-17-25-09

รูปที่ 1  Digital Skill  ที่จำเป็นสำหรับคนในยุคปัจจุบัน 

  1. เป็นคนที่มีทักษะเชิงดิจิทัล ที่มีทักษะหกด้านที่จำเป็นต้องมีคือ Tools & Technologies, Find & Use, Teach & Learn, Communication & Collaborate, Create & Innovate และ Identity & Wellbeing  ดังที่ผมเคยเขียนในบทความเรื่อง “Digital Skill ที่คนไทยควรมีถ้าจะต้องก้าวไปสู่ Thailand 4.0” ตามรูปที่  1
  2. เป็นคนที่เข้าใจการโลกยุคโลกาภิวัฒน์  เข้าใจเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และโลกยุคไร้พรมแดนที่มีความเป็นสากล สามารถทำงานกับผู้ร่วมมือที่อาจอยู่ที่ใดๆในโลกนี้ แบบทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ได้
  3. เป็นคนที่เข้าใจบริบทของสังคมไทย เข้าใจในประเพณีและวัฒนธรรมไทย ประวัติศาสตร์ไทย เข้าใจสังคมในชนบท และช่องว่างของสังคมไทยได้
  4. เป็นคนที่มี จิตสาธารณะเกื้อกูล แบ่งปัน มีจริยธรรม คุณธรรมและ รับผิดชอบต่อส่วนรวม พร้อมที่จะก้าวสู่การทำงานในยุค Sharing Economy ไม่ใช่เทคโนโลยีเพื่อเอาเปรียบสังคม สร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง โดยละเลยช่องว่างทางสังคมไทย 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

แนวโน้มเทคโนโลยีไอที 2017 สำหรับประเทศไทย

ตามที่เคยเขียนบทความเรื่องแนวโน้มเทคโนโลยี 2017 ของ Gartner เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีหลายอย่างอาจแตกต่างกับบ้านเราค่อนข้างมาก และคงเป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างในบ้านเราต้องเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังก้าวเข้ามา แต่ถ้าเรามามองถึงแนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศ 2017 ในบ้านเรา เราจะเห็นว่าหลายๆเรื่องแม้เป็นกระแสหลักในต่างประเทศเมื่อ 3-5 ปีก่อน แต่ก็ยังเป็นแนวโน้มในปีหน้าของบ้านเราที่กำลังเข้ามาเนื่องจากสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรต่างๆ นโยบายของภาครัฐ และความสามารถของบุคลากรไอทีในบ้านเราโดยสามารถที่จะสรุปเทคโนโลยีเด่น 10 อย่างในปี 2017 ของบ้านเราได้ดังนี้

1 ) Cloud Computing

ในปัจจุบันข้อมูลต่างๆ และแนวโน้มของอุตสาหกรรมไอทีได้บ่งชี้ให้เห็นแล้วว่า Cloud Computing กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมจริงๆ โดยเฉพาะแนวโน้มของตลาดโลกที่น่าจะต้องมีผลกระทบต่อวงการอุตสาหกรรมไอทีไทย โดยตลาด Tradition IT ด้าน IT Infrastructure จะลดลงไปเรื่อยๆ และตลาด Public Cloud จะโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดย IDC คาดการณ์ว่าตลาด Tradition IT จะเหลือเพียงแค่ 55% ในปี 2019 นอกจากนี้ ตลาด Cloud Computing ทำให้ผู้เล่นในตลาดเปลี่ยนไป อาทิเช่น ผู้นำตลาด IaaS กลับเป็นบริษัทที่ไม่เคยเป็นผู้ผลิต Hardware มาก่อนเช่น Amazon Web Services หรือ Microsoft

ในปัจจุบันบริษัทต่างๆในประเทศไทยก็หันมาใช้ซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS มากขึ้น แม้แต่หน่วยงานภาคการเงินการธนาคารหลายแห่งมีการใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศอย่าง Salesforce, Google Apps และ Microsoft Office 365 นอกจากนี้ยังมีบริษัทซอฟต์แวร์รวมถึงกลุ่ม Tech- Start up จำนวนมากที่มาใช้ IaaS หรือ PaaS อย่าง Amazon Web Services หรือ Microsoft Azure ทั้งนี้ก็เริ่มมีชุมชนด้านนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศต่างๆที่ให้ความสำคัญกับการใช้ Cloud Platform อาทิเช่น AWS User Group ที่มีการจัดสัมมนาอย่างต่อเนือง หรือกลุ่มของ Microsoft Azure หรือ IBM Bluemix ที่มีการจัดกิจกรรมด้านนี้อย่างต่อเนื่อง กระแสการใช้ Cloud Computing ในอนาคตจะยิ่งมีมากขึ้นกว่าเดิม และก็อาจกลายเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ทุกคนมาใช้งาน มากกว่ารูปแบบไอที On-Premise แบบเดิม

2) Big Data Analytics

กระแสของ Big Data ในประเทศไทยได้เริ่มพูดกันอย่างจริงจังในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสถาบันการเงิน เริ่มมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านนี้มากขึ้น มีการจัดหาเทคโนโลยี Hadoop เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลที่เป็น Semi-structure/Unstructure ได้มากขึ้น และเริ่มมีการคิดที่จะนำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการทำธุรกิจใหม่ ให้ได้ข้อมูลการตลาดและลูกค้ามากขึ้น ตลอดจนภาครัฐเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของ Open Data และมีนโยบายในการที่จะพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ในภาครัฐ ซึ่งก็มีสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) ที่ได้ทำงานในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง มีการจัดกิจกรรมและความร่วมมือต่างๆ ในกลุ่มนักพัฒนาและสถาบันการศึกษาต่างๆก็เริ่มให้ความสำคัญกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) มากขึ้น มีการเปิดหลักสูตรใหม่ๆทางด้านนี้อาทืเช่นหลักสูตรปริญญาตรีด้าน Data Science ของสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือการจัดสัมมนาของ Data Science User Group

ในปีหน้าคาดว่าความตื่นตัวทางด้านนี้จะมีมากยิ่งขึ้น องค์กรจะเริ่มให้ความสนใจกับการนำข้อมูลขนาดใหญ่ไปวิเคราะห์ โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคาร การตลาด โทรคมนาคม และค้าปลีก การแข่งขันทางด้านนี้จะมีมากยิ่งขึ้น องค์กรต่างๆก็จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น และก็เริ่มจะหาเครื่องมือที่สามารถจะวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งจาก RDBMS, Data Warehouse, NoSQL และ Hadoop มากขึ้น หน่วยงานจะเน้นความสำคัญกับการทำ Data Visualisation มากขึ้น และก็จะเริ่มมีการทำ Predictive Analytics มากขึ้น พร้อมทั้งจะมีความต้องการหานักวิทยาศาสตร์ข้อมูลมากขึ้น

3) Internet of Things

IoT (Internet of Things) เป็นหนึ่งในแนวโน้มเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก และมีผลต่อเรื่องของอุตสาหกรรม 4.0 อย่างมากเพราะต่อไปเราจะเห็นอุปกรณ์ต่างๆเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอย่างมากมายและธุรกิจต่างๆจำเป็นต้องจะนำอุปกรณ์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและเกิดมูลค่าเพิ่ม บ้านเรากำลังเน้นคำว่า Thailand 4.0 (โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย) ซึ่งก็หนีไม่พ้นกับเรื่องของอุตสาหกรรม 4.0และก็กำลังเน้นเรื่องของ Digital Economy มีการวางแผนเรื่องของ Smart City ซึ่งจะต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และคงหนีไม่พ้นที่ต้องมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT
ชุมชนนักพัฒนาบ้านเราก็ให้ความสนใจกับด้าน IoT อย่างมากมีการตั้ง Maker Club หลายแห่ง มีการจัดตั้งกลุ่ม Thailand IoT Consortium และมีกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเราเห็นคนไทยเข้าไปเป็นประธาน South East Asia Makerspace Network หน่วยงานภาครัฐอย่าง NECTEC ก็มีการส่งเสริม IoT Platform อย่าง NETPIE และมีบริษัทเอกชนหลายแห่งที่เริ่มทำเรื่อง IoT ร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อผลักดันออกไปสู่ระดับโลกอย่าง บอร์ด Nano32 ซึ่งคนไทยเป็นผู้พัฒนาเป็นบอร์ด ESP32 บอร์ดเดียวในโลกที่มีจำหน่าย

4) Webscale IT

การใช้อินเตอร์เน็ตในบ้านเราเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลซึ่งหมายถึงมีการใช้บริการออนไลน์ต่างๆมากขึ้นเช่นการใช้ดูข้อมูล รับบริการต่างๆ รวมถึงการใช้ E-Commerce ที่เพิ่มขึ้นมากมาย ทำให้การออกแบบระบบบริการออนไลน์จำเป็นต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมากที่เข้ามาทำงานพร้อมกันให้ได้ ซึ่งหมายถึงการเตรียมสถาปัตยกรรมไอทีใหม่ การเตรียมเครื่อง Server จำนวนมาก การออกแบบซอฟต์แวร์โดยใช้ Framework ใหม่ ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า เราคงเห็นองค์กรต่างๆจะต้องปรับเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่มอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นข่าวอย่าง ระบบการจองตั๋วหรือระบบลงทะเบียนต่างๆ

5) FinTech

Financial Technology เป็นเรื่องที่สถาบันการเงินบ้านเรากล่าวถึงกันอย่างมาก ธนาคารในบ้านเราหลายๆแห่งมีการตั้งหน่วย FinTech เพื่อพยายามหานวัตกรรมใหม่ๆที่จะเข้ามาแทนที่รูปแบบการเงินแบบเดิมๆ และก็มีผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินและกลุ่ม Start-up ที่สนใจเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานด้านธุรกรรมการเงิน จนเริ่มมีการพูดกันว่าในอนาคตผู้คนจะใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้นและอาจทำให้จำนวนสาขาแบงค์น้อยลง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าในปัจจุปันเรามีบัญชี Mobile Banking มากกว่า 10 ล้านบัญชี และ Internet Banking มากกว่า 12 ล้านบัญชี ซึ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่ามีการทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น

นอกจากนี้เรายังมีนวัตกรรมด้านการเงินใหม่ๆอีกมากที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้อย่างเช่นการลงทุนที่นำเทคโนโลยีไอทีมาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น หรือกองทุนรวมอย่าง Jitta, WealthMagik หรือ Finnomena การเปรียบเทียบบริการด้านการเงินอย่าง Gobear, Rabbit Finance ตลอดจนช่องทางการชำระเงินแบบใหม่ๆอย่าง 2C2P, Omise, Paysbuy เป็นต้น สถาบันการเงินเองก็การแข่งขันกันหานวัตกรรมใหม่ๆจากผู้เล่นที่เป็น Start-up โดยการเข้าไปลงทุนหรือจัดประกวดต่างๆ รวมถึงการศึกษาและหาช่องทางในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง Blockchain เข้ามาใช้งาน และล่าสุดมีการจัดตั้ง Thailand FinTech Club ที่จะผลักดันในเรื่องนี้โดยมีคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน

6) PromptPay

“พร้อมเพย์” (AnyID) คือเรื่องที่กล่าวขานกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนวัตกรรมการเงินของประเทศ จะเป็นการลดการทำธุรกรรมการเงินโดยการใช้เงินสด แล้วหันไปใช้เลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ แทนเลขที่บัญชีธนาคาร ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง เครื่องเอทีเอ็ม แม้โครงการจะถูกเลื่อนออกไปเป็นไตรมาสแรกในปีหน้า แต่ด้วยการผลักดันของรัฐบาลและกลุ่มธนาคารต่างๆก็คงยังจะทำให้พร้อมเพย์เป็นเเรื่องที่น่าสนใจและจะมีการลงทุนกันอย่างมากในเรื่องนี้ ทั้งในการปรับโครงสร้างด้านไอทีของกลุ่มธนาคาร การรองรับการชำระเงินแบบใหม่ของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการคำนึงถึงระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

7) IT Security

แนวโน้มของการใช้ไอทีมากขึ้น ทำให้องค์กรต่างๆจำเป็นต้องมีความตื่นตัวด้านความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ในปีนี่เราจะเห็นได้ว่ามีข่าวเรื่องของการโจรกรรมข้อมูล การโจมตีเว็บ การปล่อยมัลแวร์ หรือล่าสุดจะเห็นข่าวการโจรกรรมเงินในตู้เอทีเอ็มของธนาคารในประเทศ ตลอดจนความต้องการการใช้บริการออนไลน์มากขึ้นทำให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีการลงทุนและสร้างความตระหนักให้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้น ด้วยความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่มีมากขึ้นประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง IoT จะทำให้องค์กรต่างๆต้องพิจารณาปรับปรุงระบบความปลอดภัยไอทีให้มีความเข้มแข็งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

8) Digital Transformation

การเข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างมาก เกิดธุรกิจใหม่ๆมากมายเช่น Airbnb, Uber หรือ Agoda การเข้ามาของธุรกิจเหล่านี้ทำให้มีผลกระทบต่อธุรกิจเดิมๆที่เคยทำอาทิเช่น eBook มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสิ่งพิมพ์ หรือ Streaming Content อย่าง NetFlix, Hollywood HD ก็มีผลกระทบต่อธุรกิจด้านทีวีในบ้านเรา องค์กรต่างๆก็เริ่มที่จะต้องปรับตัวเองมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ทั้งในการบริหารงาน การบริการลูกค้า หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องของ Digital Transformation ก็จะเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีการพูดกันอย่างมากในช่วงสองสามปีข้างหน้า

9) Mobility

แม้ตัวเลขการใช้เทคโนโลยี Smartphone, Tablet หรือ 4G ในบ้านเราจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่การใช้งานส่วนใหญ่ยังมุ่งไปเพื่อความบันเทิงมากกว่าการใช้เพื่อทำงานหรือสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงธุรกิจ แต่เนื่องจากพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมีความเป็น Mobile มากขึ้นคือการทำงานในทุกที่ ทุกอุปกรณ์ ประกอบกับปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ต่างๆของบ้านเรา จะทำให้หน่วยงานจะต้องเตรียมปรับเทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานให้รองรับ Mobility มากขึ้น เช่นการประชุมออนไลน์ การทำงานแบบร่วมกัน การแชร์ข้อมูลผ่าน Share Drive หรือ การทำเอกสารแบบออนไลน์โดยใช้เครื่องมืออย่าง Google Docs หรือ Office 365 หน่วยงานในบ้านเราจะมีการปรับวัฒนธรรมในองค์กรให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นครั้งใหญ่

10) Business Value Dashboard

แม้เรื่อง Big Data จะเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีด้านหนี่งมี่สำคัญในปีหน้า แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานบ้านเราจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องของข้อมูลการรวบรวมข้อมูล การทำ Data Visualization จากข้อมูลพื้นฐานในองค์กร หน่วยงานจำนวนมากก็ยังจัดทำเรื่องของ Data Warehouse และ Business Intelligence เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการทำงานได้ ดังนั้นเรื่องของการทำ Business Dashboard ก็ยังเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งสำหรับองค์กรต่างๆ เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูลในองค์กรให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้บริหารตัดสินใจได้ เราจะเห็นการลงทุนของหน่วยงานต่างๆที่จะซื้อเครื่องมือเหล่านี้ในการประมวลผล และมีการจัดทำโครงการต่างๆด้าน Business Intelliegence ที่มากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

screenshot-2016-10-24-11-52-46

Top 10 Strategic Technology Trends for 2017

ทุกๆสิ้นปี Gartner จะประกาศแนวโน้มของเทคโนโลยีในปีหน้าออกมา ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกัน Gartner ได้ประกาศ  10 เทคโนโลยีเด่นที่จะมีผลต่อปี 2017 ออกมาเมื่อกลางเดือนตุลาคมนี้ โดย Gartner เล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังหล่อหลอมโลกเสมือนดิจิทัลกับโลกที่แท้จริง  (Physical World) เข้าด้วยกันซึ่งกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการตัดสินใจเชิงธุรกิจ การตลาด และการทำงานในองค์กรต่างๆ ในอนาคตเทคโนโลยีจะถูกฝังเข้าไปในทุกสิ่งของโลกธุรกิจ ทำให้เกิดบริการดิจิทัล (Digital Service) ที่มีระบบอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลัง ระบบโครงข่าย (Mesh) ที่เชื่อมโยง คน อุปกรณ์ เนื้อหา และบริการต่างๆเข้าด้วยกันนี้จะถูกเรียกว่า Intelligent digital mesh ผู้บริหารองค์กรจำเป็นจะศึกษาและทำความเข้าใจกับระบบ Intelligent digital mesh นี้เพื่อปรับองค์กรให้สามารถรองรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับในปีนี้ Gartner ได้แบ่ง 10 เทคโนโลยีเด่นออกเป็นสามกลุ่มดังรูปที่ 1

  • Intelligent คือการเข้ามาของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังทำให้การพัฒนาโปรแกรมยุคใหม่ก้าวสู่ระบบ Artificial Intelligence (AI) และ Advanced Machine Learning และมีการสร้างอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่ใช้หลักการพัฒนาโปรแกรมแบบให้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดแทนรูปแบบเดิมที่พัฒนาโปรแกรมที่มีรูปแบบการทำงานตายตัวตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
  • Digital ที่จะเน้นการผสมผสานระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกที่แท้จริงเพื่อจะสร้างสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่น่าดึงดูดและใหญ่ขึ้น  ซึ่งหมายถึงการมีบริการดิจิทลที่มากขึ้น การมีระบบ Interface ที่เชื่อมโยงโลกทั้งสองอย่าง VR/AR และการผลักดันให้เกิดธุรกิจดิจทัลในยุคใหม่
  • Mesh หมายถึงการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้คน ธุรกิจ อุปกรณ์ เนื้อหา และบริการต่างๆเพื่อจะใด้ให้เกิดผลลัพธ์ในทางธุรกิจดิจิทัล Mesh ต้องการส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (Interface) ใหม่ๆ (เช่น ผ่านระบบการสนทนา (Conversational System) ), ระบบความปลอดภัยแบบใหม่, เทคโนโลยีแพลตฟอร์มใหม่ และแนวทางการออกแบบโซลูชั่นแบบใหม่

screenshot-2016-10-20-11-49-17

รูปที่ 1 Top 10 Strategic Technology Trends for 2017

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 1: Artificial Intelligence and Advanced Machine Learning

AI และ Machine Learning ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีและเทคนิคต่างจำนวนมากเช่น Deep learning, neural networks และ Natural-language processing [NLP] ได้เริ่มจะมีการนำเทคนิคที่ก้าวหน้าขึ้นเพื่อมาสร้างระบบที่สามารถจะ เข้าใจ เรียนรู้ พยากรณ์ ปรับเปลี่ยนแก้ไข และมีศักยภาพในการที่จะทำงานได้เองโดยมีการป้อนข้อมูลจากมนุษย์เพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีการป้อนข้อมูลเลย AI และ Machine Learning เลยทำให้ Smart Machine มีความเป็น “intelligent”  ซึ่ง AI และ Machine Learning ไม่ใช่แค่ทำให้ Smart Machine เข้าใจหลักการของสภาพแวดล้อมแต่ยังสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเองได้

หลักการของ  Machine Learning ทำให้ Smart Machine สามารถที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในอนาคต ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ขนาดใหญ่ก็อาจทำให้ระบบการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือการใช้เทคโนโลยีติดตามสายตา (eye-gazing) ในห้างร้านและ Sensor จาก Smartphone ก็อาจสามารถทำให้วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้ โดยองค์กรต่างๆจะค้นหานวัตกรรมธุรกิจที่ประยุทธ์ใช้  AI และ Machine Learning ที่สามารถสร้างผลกระทบอย่างมากให้กับองค์กร

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 2: Intelligent Apps

องค์กรต่างๆจะประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning เพื่อสร้าง App ใหม่เช่น virtual personal assistants (VPAs) และปรับปรุง  App เดิมเช่น ระบบการขายและการตลาด ซึ่งจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างการทำงานขององค์กรจากเดิมโดยจะมีการทำงานที่ง่ายขึ้นและพนักงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในระยะแรกก็ยังมีความท้าทายจากการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเนื่องจากการนำเทคโนโลยีก่อกำเนิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ยังเป็นเรื่องใหม่ แต่ในช่วง 10 ปีข้างนี้ เราจะเริ่มเห็น App และบริการต่างๆมีการนำระบบ AI เข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ Gartner เชื่อว่าภายในปี 2018, บริษัทใหญ่สุดในโลก  200 บริษัทต่างก็จะมีการนำ Intelligent Apps มาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพการบริการและการหาลูกค้า

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 3: Intelligent Things

Intelligent Things หมายถึงอุปกรณ์และสิ่งของต่างๆจะมีการประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning  ซึ่งก็จะทำให้อุปกรณ์สามารถมีพฤติกรรมที่โต้ตอบกับสภาพแวดล้อมและผู้คนได้ ซึ่ง Intelligent Things จะแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่คือ หุ่นยนต์, โดรน และยานพาหนะอิสระ (Autonomous vehicles)   ซึ่งในอนาคต Intelligent Things จะเปลี่ยนรูปแบบจาก Stand-alone  เป็นแบบ Collaboration ที่จะเห็นอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานร่วมกัน  แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานในปัจจุบันก็ยังมีอุปสรรคจากเรื่องอื่นๆเช่น ความรับผิดชอบทางกฎหมาย, เรื่องสิทธิส่วนบุคคล และการพัฒนา Intelligent Things ที่มีความสามารถเฉพาะงานบางด้านยังเป็นเรื่องยากเลยทำให้การนำระบบนี้มาใช้งานใน อุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆยังไปได้ไม่มากนัก

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 4:Virtual Reality and Augmented Reality

เทคโนโลยี VR และ AR ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนโต้ตอบกับผู้อื่นหรือระบบซอฟต์แวร์อื่นๆ เช่น Head-mounted displays (HMDs) ซึ่งเป็นเครื่องแสดงผลหรือเทคโนโลยี  projection  ที่อาจถูกรวมเข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่เช่นแว่นตาหรือหมวกกันน็อก ทำให้เราสามารถเห็นภาพเสมือนจาก Digital mesh App และจะทำให้เกิดผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ๆและพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น  VR สามารถใช้มาช่วยในการเรียนการสอนเพื่อเชื่อมโยงโลกจริงกับโลกเสมือนให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น หรือธุรกิจก็สามารถที่จะสร้างภาพกราฟฟิกลงอุปกรณ์ต่างๆได้เช่นการแสดงสายไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในผนัง

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 5:Digital Twins

Digital Twin คือ replication ของสินค้า ที่อยู่ในรูปข้อมูลเสมือน (Virtual Asset) โดยข้อมูลจาก Sensor ที่ติดอยู่กับผลิตภัณท์ที่ส่งข้อมูลกลับมา เพื่อให้ผู้เชียวชาญด้านต่างๆ เข้าใจสถานะของผลิตภัณท์ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงการทำงาน และเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณท์ ซึ่ง Gartner คาดว่าในปี 2020 จะมีอุปกรณ์ 21,000 ล้านชิ้นที่เชื่อมต่อกับ Sensor และจะต้อง มี Digital Twin เพื่อรองรับผลิตภัณท์เหล่านี้  โดยจะถูกนำไปใช้เพื่อการซ่อมแซมผลิตภัณท์การวางแผนการบำรุงรักษาอุปกรณ์ การพยากรณ์การทำงานของผลิตภัณท์หรือช่วยในการพัฒนาการทำงานผลิตภัณท์ให้ดีขึ้น Digital Twin จะเป็นการผสมผสานส่วนต่างๆคือ Metadata (เช่นส่วนประกอบ โครงสร้างของผลิตภัณท์), Condition or state (เช่น ตำแหน่งหรืออุณหภูมิ), Event data (เช่น ลำดับเวลา) และ Analytics (เช่นอัลกอริทึม) ซึ่งการพัฒนา Digital Twin จำเป็นจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาผลิตภัณท์กับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientists) และนักวิชาชีพไอที

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 6:Blockchains and Distributed Ledgers

Distributed Ledger ซึ่งก็คือ รายการข้อมูลการทำ transaction ต่างๆที่เข้ารหัสและเก็บไว้อย่างถาวรซึ่งแชร์กันระหว่างผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ข้อมูลแต่ละชุดก็จะเก็บเวลาอ้างอิงและการเชื่อมโยงกับ transaction  ก่อนหน้านี้ Distributed Ledger ทำให้ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสามารถตรวจสอบ transaction ต่างๆได้ง่ายขึ้น Blockchain เป็นประเภทหนึ่งของ Distributed Ledger ซึ่งเป็น transaction ในการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มีมูลค่าเช่น bitcoin แล้วถูกจัดกลุ่มเป็น Block โดยที่แต่ละ Block ถูกโยงกัน (chain) กับ Block ก่อนหน้านี้ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการนำ Blockchain มาใช้ในงานทั่วไปมากขึ้น

Blockchain และ Distributed ledger เริ่มเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกคาดหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงโมเดลอุตสาหกรรมต่างๆอย่างมากมาย ถึงแม้ยังมีกรณีการใช้งานจริงไม่มากนักนอกจากกรณีของ Bitcoin แต่จากการสำรวจของ Gartner ก็พบว่าผู้ตอบแบบสอบสำรวจกว่า 52% เชื่อว่า Blockchain จะมีผลกระทบต่อธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือจากธุรกิจด้านการเงินแล้ว Blockchain เองก็อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอื่นๆเช่น การจำหน่ายเนื้อหาดิจิทัลเช่นเพลง การใช้ระบุตัวตน การกระจายสินค้า การออกใบรับรองการศึกษา หรือแม้แต่การใช้ในข้อสัญญาต่างๆ

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 7:Conversational Systems

ระบบติดต่อกับผู้ใช้แบบการสนทนา (Conversational UI) จะทำให้คนและอุปกรณ์โต้ตอบกับด้วยการพูดหรือการเขียนด้วยภาษาทั่วๆไป (ไม่ต้องใช้คำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์) โดยเป็นลักษณะการการสนทนาแบบโต้ตอบกันซึ่งอาจเป็นคำสั่งหรือคำถามง่ายๆ(เช่น”Stop!” หรือ “What time is it?”) ขณะเดียวกันการสนทนาก็อาจมีความซับซ้อนได้เช่นการเก็บการสอบปากคำพยานในเหตุการณ์แล้วก็อาจทำให้อุปกรณ์สามารถแสดงผลลัพธ์ยากๆได้เช่นภาพของผู้ต้องสงสัย ระบบ  Conversational UI จะเป็นส่วนติดต่อกับผู้ใช้หลักในหลายๆอุปกรณ์ในอนาคตโดยจะเป็นการติดต่อผ่านโครงข่ายอุปกรณ์ต่างๆเช่น Sensor, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือระบบ IoT ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีรายๆบริษัทได้นำระบบเหล่านี้เข้ามาใช้งานเช่น Apple (Siri), Google (Google Now), Amazon (Alexa) และ Microsoft (Cortana)

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 8:Mesh App and Service Architecture

Intelligent digital mesh จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถาปัตกรรมไอที เทคโนโลยี และเครื่องมือที่จะใช้ในการออกแบบและพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ Mesh App และ Service Architecture(MASA) เป็นสถาปัตยกรรมแบบโซลูชั่นหลายช่องทางที่จะสนับสนุนผู้ใช้จำนวนมากที่มีบทบาท (Role) ที่หลากหลายโดยอาจใช้อุปกรณ์ต่างๆมาติดต่อกันผ่านเครือข่ายจำนวนมาก ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้จะมีเซอร์วิสต่างๆทั้งที่เป็น Miniservices และ microservice และ  APIs ต่างๆที่หน่วยงานต่างๆพัฒนาขึ้นมา ดังนั้นองค์กรก็จะสามารถพัฒนาบริการดิจิทัลใหม่ๆได้โดยสร้างโซลูชั่นจาก MASA

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 9:Digital Technology Platforms

Digital technology platforms เป็นบล็อกที่รวบรวมความสามารถและองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการที่จะสร้าง Apps  และ Services โดยจะประกอบด้วยแพลตฟอร์ม 5 ส่วนคือ Information system platform, Customer experience platform, Analytics and intelligence platform, IoT platform และ Business ecosystem platform องค์กรต่างๆจะวางแผนและพัฒนาแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อรองรับกับความท้าทายของธุรกิจดิจิทัล

แนวโน้มเทคโนโลยีที่ 10:Adaptive Security Architecture

การเข้ามาของ Intelligent digital mesh, digital technology platforms และ สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นจะทำให้ระบบความปลอดภัยไอแทีซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันภัยคุกคามไซเปอร์หรือ “hacker industry” ก็มีการพัฒนาไปอย่างมากและมีการใช้เครื่องมือที่ซ้บซ้อนและเทคนิคที่เก่งขึ้น โดยเฉพาะความปลอดภัยที่อาจเกิดจากการใช้ระบบ IoT ดังนั้นทีมด้านความปลอดภัยไอทีจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกีบทีม Application, Solution และ Enterprise Architect เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในกระบวนการ DevOps เพื่อสร้างโมเดล DevSecOps

จากแนวโน้มของเทคโนโลยีทั้งสิบจะเห็นว่าหลายเรื่องก้าวหน้าไปกว่าทางประเทศเรามาก ในอดีตเมื่อ Gartner ระบุถึง Top 10 Strategic Technology Trends ในแต่ละปีจะเห็นว่าบางเรื่องเราก็ยังพอเข้าใจและอุตสาหกรรมในบ้านเรายังตามทันแต่หัวข้อต่างๆในปีนี้ก็น่ากังวลว่าเราจะตามทันเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของสถาปัตยกรรมไอที ข้อแนะนำที่เราควรจะต้องทำอาจมีดังนี้

  • วางแผนระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปี 2020-2025 ที่เราจะเห็นระบบที่ติดต่อกับผู้ใช้ทั้งพนักงานหรือลูกค้าเปลี่ยนไปโดยมีการนำระบบต่างๆเช่น conversational systems, AR /VR  เข้ามา
  • ควรศึกษาและหาโอกาสในการนำระบบไอทีใหม่ๆที่มีการใช้ AI และ machine learning เช่นระบบ virtual personal assistants หรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในองค์กร
  • พัฒนาระบบนำร่องที่ใช้ AR/VR หรือการพัฒนา Digital Twin สำหรับอุปกรณ์ IoT หรือการใช้ blockchains และ distributed ledgers ในช่วงสามปีข้างหน้า
  • ควรจะต้องวางแผนด้าน MASA และ Digital Technology Platforms รวมถึงการคำนึงถึงระบบความปลอดภัยที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอนาคต

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

14469622_719928498154493_3803789530570232777_n