Hortonworks เทียบกับ Hadoop Distribution อื่นๆ

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมให้ทีมนักศึกษาฝึกงานของ IMC Institute  ในโครงการ Big Data School  ได้ทดลองติดตั้งและเปรียบเทียบ Hadoop Distribution ต่างๆ ซึ่งผมได้เคยเขียนเรื่อง การติดตั้ง Hadoop Distributions  พร้อมทั้งวิธีการติดตั้งไว้แล้ว ในบทความ “Big Data School กับการติดตั้ง Hadoop Distributions” ซึ่งในการเปรียบเทียบDistribution ต่างๆ ผมให้นักศึกษาทดลองติดตั้งสองแบบคือ

  • การติดตั้ง  Hadoop Cluster 4-5  เครื่องบน Amazon EC2 หรือ Microsoft Azure สำหรับที่จะใช้เป็น Production
  • การใช้ Hadoop Sandbox บนเครื่อง Server หรือเครื่อง PC หนึ่งเครื่อง สำหรับที่จะใช้เป็นเครื่องทดลองหรือทำ Development

ซึ่งนักศึกษาก็ได้แบ่งกลุ่มกันทำ  Hadoop Distribution  4 ชุดคือ

Screenshot 2016-06-28 12.20.25

และผมได้ให้พวกเขาสรุปเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆเช่น ราคา, ความยากง่ายในการใช้งาน, ความยากง่ายในการติดตั้ง, Opensource Compatibity, คู่มือเอกสารต่างๆและชุมชน, การสนับสนุนจากผู้ผลิต  ซึ่งพอสรุปประเด็นต่างๆได้ดังนี้

  • ราคา: ในแง่ราคา Apache Hadoop เป็นฟรีซอฟต์แวร์แต่ก็ไม่มี support ใดๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกรณีนี้ Hortonworks จะดีสุดเพราะฟรีเช่นกันยกเว้นต้องการซื้อ  support ขณะที่ Cloudera จะหรีเฉพาะ  Express Version และ MapR จะฟรีเฉพาะเวอร์ชั่น M3  ซึ่งทั้งสองเวอร์ชั่นไม่ใช่ Full Feature ที่ทั้งสองรายมีให้
  • ความง่ายในการติดตั้ง Cluster: เมื่อพิจารณาจากประเด็นนี้  Cloudera จะติดตั้งง่ายสุดโดยผ่าน Cloudera Manager แต่จริงๆแล้วการติดตั้ง Hortonworks ก็ไม่ยากเกินไปถ้าติดตั้งผ่าน Public Cloud หรือ  Private Cloud ที่เป็น Openstack  โดยใช้ Cloudbreak ส่วน Apache Hadoop ติดตั้งค่อนข้างยากแต่อาจใช้ Ambari ได้
  • ความง่ายในการใช้งาน: Cloudera และ MapR  จะมีส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เป็น Hue ที่ค่อนข้างง่ายต่อการใช้งาน ส่วนของ Hortonworks ใช้ Ambari ที่มี Feature เพียงบางส่วน ส่วนของ Apache Hadoop จะต้องติดตั้ง Hue เองซึ่งค่อนข้างยาก
  • Opensource Compatibility: กรณีนี้ Hortonworks จะดีกว่ารายอื่นมากเพราะจะสอดคล้องกับ Apache Hadoop ที่เป็น Opensource ขณะที่ Cloudera จะเป็น Vendor Lockin หลายตัว อาทิเช่น Cloudera Manager หรือ Impala เช่นเดียวกับ MapR ที่ Lockin ตั้งแต่ MapR-FS และ MapR Streaming
  • Sandbox: ถ้าต้องการหาตัวทดลองเล่น Cloudera มีจุดเด่นที่มี Docker Image ให้เลยสามารถเล่นกับเครื่องใดก็ได้ ขณะที่ Hortonworks จะเน้นให้เล่นกับ VMware/VirtualBox หรือจะรันผ่าน Microsoft Azure เท่านั้น ส่วน distributation อื่นๆ (MapR, Apache Hadoop) ก็ไม่มี Official Docker Image  เช่นกัน
  • คู่มือเอกสารต่างๆและ Community:  ในแง่นี้ทั้งสามรายที่เป็น  Commercial Distribution ต่างก็มีเอกสารพอๆกัน แต่ถ้าพูดถึง Community เราอาจเห็นจำนวนคนที่จะแชร์ข้อมูล Cloudera มากกว่า Hortonworks แต่ทั้งนี้เราสามารถใช้ Community กลุ่มเดียวกับ Pure Apache Hadoop เพราะ Hortonworks จะมีความ Opensource Compatibity ค่อนข้างสูงแต่สองรายใหญ่ต่างก็มีงานประจำปีหลายที่คือ Hadoop Summit ของ Hortonworks และ Hadoop World ของ  Cloudera ส่วน MapR จำนวน  Community น้อยสุด
  •  การสนับสนุนจากผู้ผลิต: ถ้ามองในแง่ประเทศไทย การสนับสนุนจากผู้ผลิตของ Cloudera ยังนำรายอื่นๆอยู่มาก ทำให้หน่วยงานในประเทศไทยรายแห่งสนใจใช้ Cloudera

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว เราสรุปกันว่า ถ้าจะทำ Product ที่มีราคาถูกสุดและสอดคล้องกับ Pure Apache Hadoop มากที่สุดควรเลือกใช้ Hortonworks ทั้งนี้เพราะ  Commercial Distribution จะมีค่าใช้จ่ายในแง่ License หรือ Subscribtion แต่ถ้ามีงบประมาณค่อนข้างเยอะก็อาจเลือกใช้ได้ แต่ไม่ควรใช้ Free Version ของสองรายดังกล่าว (Cloudera และ  MapR) ทั้งนี้เนื่องจากไม่ใช่ Full Features และบางอย่างขาดความเสถียร

แต่ถ้าต้องการทดลองหรือใช้เพื่อทำ Development โดยผ่าน Hadoop Sandbox ก็จะแนะนำให้ใช้  Cloudera Quickstart ซึ่งผมเองก็ใช้ตัวนี้ในการอบรม ดังตัวอย่างเอกสารอบรมของผมดังนี้ >> Big data processing using Cloudera Quickstart

สุดท้ายผมมี  Slide ทีนักฝึกงานของ IMC Institute ได้ทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบ Hadoop Distribution ต่างๆดังนี้

 

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

มิถุนายน 2559

Slide สำหรับการเรียนรู้ Big Data Hadoop ของ IMC Institute

 

IMC Institute จัดอบรม Big Data Hadoop มาหลายรุ่นและมีคนผ่านอบรมมาจำนวนมาก และเคยทำเอกสารประกอบการบรรยายหลายชุด วันนี้ผมเลยรวบรวม Slide  ต่างๆมาเพื่อให้ทุกท่านได้เรียนรู้ Apache Hadoop + Spark ที่มี Service ต่างๆมากมาย โดยได้เป็นแบบฝึกหัดที่ผู้อ่านสารมารถนำไปฝึกและทดลองใช้งานได้จริง ทั้งนี้ Slide  ต่างๆเหล่านี้จะอ้างอิงกับ Cloudera Quickstart ที่ใช้ Docker Image  ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเรียนรู้จาก Slide ชุดนี้จะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Server ที่มี Docker Engine  อยู่ โดยสามารถไปดูขั้นตอนการติดตั้งได้ที่ >> https://docs.docker.com/engine/installation/

Screenshot 2016-06-23 16.23.06

รูปที่ 1  Hadoop Ecosystem

สำหรับ Service ต่างๆที่เคยทำเอกสารการสอนมาก็เป็นไปดังรูปที่ 1  โดยมีเอกสารดังนี้

Service  ด้านเก็บข้อมูล

Service ด้านการประมวลผล

Service ด้านการนำข้อมูลเข้า

Apache Spark

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

มิถุนายน 2559

วิกฤติบุคลากรไอซีทีไทย สุดท้าย Digital Economy คงไปไม่ถึงไหน

 

ผมเคยเขียนลงบล็อกบ่อยๆเรื่องปัญหาของบุคลากรด้านไอทีไทยว่าเราขาดกำลังคนที่มีคุณภาพ และมองดูแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ถึงแม้ว่าภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ทางคณะรัฐมนตรีจะได้อนุมัติไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จะมียุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยการ พัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล  แต่ก็ยังไม่เห็นรูปธรรมชัดเจนว่าจะมีแนวทางในกำลังดำเนินการอย่างไรใน แผน 20 ปี

ปัญหาด้านบุคลากรไอทีที่เป็นวิกฤติของอุตสาหกรรมอย่างยิ่งในเวลานี้พอสรุปได้ดังนี้

  • บริษัทด้านไอทีต่างๆไม่สามารถหาบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงานได้
  • จำนวนบุคลากรไอทีที่มีคุณภาพมีจำกัด หน่วยงานต่างๆต้องแย่งตัวกัน ทำให้เงินเดือนของบุคลากรบางกลุ่มอยู่ค่อนข้างสูง
  • เด็กรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานด้านนี้ได้มีจำนวนจำกัด มักจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนงานบ่อยและขาดความอดทน
  • ค่านิยมของคนรุ่นใหม่นิยมที่จะประกอบอาชีพอิสระ และบางส่วนฝันที่จะเป็น Startup
  • บริษัทด้านไอทีขนาดใหญ่มีจำนวนน้อยมาก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะหาบุคลากรจำนวนมากมาทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้นความเป็นไปได้ในการขยายหรือสร้างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานด้านไอทีจำนวนเป็นพันคนในประเทศ ย่อมเป็นไปได้ยากมาก จนแทบเป็นไปไม่ได้
  • นักศึกษารุ่นใหม่ไม่นิยมเรียนด้าน Computer Science หรือ Computer Engineer เพราะเป็นสาขาที่ยาก
  • บัณฑิตด้านไอทีจำนวนมากไม่สามารถหางานตรงกับสาขาที่เรียนมาได้ เนื่องจากจบมาไม่ตรงกับความต้องการ
  • มหาวิทยาลัยจำนวนมากเปิดสอนสาขาไอที แต่ขาดคุณภาพเน้นที่ปริมาณ

เพื่อให้เห็นภาพว่า เรามีการผลิตบัณฑิตมากน้อยเพียงใด ผมขอเริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลของคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)  ที่แสดงจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละสาขาดังรูปที่ 1 ซึ่งอาจแบ่งตามประเภทของกลุ่มสถาบันได้ดังรูปที่ 2 นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลของจำนวนนักศึกษาในสาขาต่างๆที่รับเข้ามาใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553-2557 ดังรูปที่  3

Screenshot 2016-06-17 17.39.28

รูปที่ 1 ข้อมูลการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขา ICT ปีการศึกษา  2553-2556 [ข้อมูล สกอ.]

Screenshot 2016-06-17 17.39.02

รูปที่ 2ข้อมูลการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขา ICT แยกตามกลุ่มสถาบันการศึกษา[ข้อมูล สกอ.]

Screenshot 2016-06-17 17.42.18

รูปที่ 3 ข้อมูลการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา ICT ปีการศึกษา  2553-2557 [ข้อมูล สกอ.]

จากข้อมูลที่นำเสนอจะเห็นว่าบัณฑิตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศส่วนใหญ่จะมาจากสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่บัณฑิตด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่สามารถจะพัฒนาซอฟต์แวร์และเข้าสู่อุตสาหกรรมไอทีได้มีจำนวนน้อยกว่ามาก และที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ผลิตบัณฑิตสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจจะมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่จำนวนมากหากพิจารณาดูจากเนื้อหาหลักสูตรแล้วคงมีเพียงมหาวิทยาลัยชั้นนำเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือทำงานในอุตสาหกรรมได้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราสังเกตุจากข้อมูลในรูปที่  3 คิอจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในสาขาไอซีทีมีน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะการเกิดของประชากรน้อยลง แต่ขณะเดียวกันค่านิยมของเด็กรุ่นใหม่ก็สนใจงานทางนี้น้อยลงเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องยากและได้รายได้ไม่สูงมากในระยะแรก ข้อสำคัญเด็กไทยจะอ่อนด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนด้านไอซีที

นอกจากนี้หากพิจารณาดูข้อมูลด้านบุคลากรจาก TDRI  จะทราบว่าประเทศไทยมีพนักงานด้านพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไม่เกิน  40,000  คน ดังรูปที่ 4 ซึ่งถ้าดูจำนวนบัณฑิตที่จบมาในสาขานี้จะไม่แปลกใจที่พบว่า จำนวนมากไม่เข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละปีมีเพียงแค่ไม่กี่พันคนที่จะทำงานได้

Screenshot 2016-06-17 18.38.00

รูปที่ 4 จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์[ข้อมูล TDRI]

และหากเจาะลึกเข้าไปในกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาเราก็จะพบว่ามีเพียงจำนวนน้อยมากที่มีความสามารถที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าเราสามารถ

  • กลุ่ม  Top คือสถาบันที่มีสาขาวิชาที่มีนักศึกษาพร้อมที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีไม่เกิน 10 แห่ง กลุ่มนี้นักศึกษาส่วนมากเก่งจำนวนรวมกันอาจประมาณไม่เกิน  1.000 คน แต่พบว่าจำนวนมากเมื่อจบออกมาก็ไม่ได้ทำงานด้านไอที และหลายๆคนไปศึกษาต่อสาขาอื่น
  • กลุ่มระดับกลางอาจมีประมาณ 20  แห่ง ซึ่งจะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพพอใช้ได้ในห้องประมาณ  20-30%ซึ่งจำนวนคนเหล่านี้มีประมาณรวมกันซัก  1,000 คน แต่ที่เหลือก็ไม่เก่งพอและขาดพื้นฐานที่ดี
  • กลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันส่วนใหญ่ที่เปิดสอน จะมีนักศึกษาที่มีคุณภาพน้อยมาก บางทีทั้งห้องหานักศึกษาที่พอจะทำงานและเรียนทางด้านไอทีไม่เกิน 3-5  คนในชั้นเรียน

จากจำนวนที่กล่าวมาจะเห็นว่ารวมๆต่อปีเรามีบัณฑิตที่พร้อมจะเข้าสู่วิชาชีพประมาณ 2  พันคนแต่เราเล่นผลิตบัณฑิตด้านนี้ออกมาเป็นหมื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไม บัณฑิตจำนวนมากไม่มีคุณภาพ ไม่เก่ง และบางทีเราก็ได้ยินบ่อยๆว่าจบไอทีเขียนโปรแกรมไม่เป็น บางครั้งก็เป็นแค่  Superuser ทั้งนี้บัณฑิตในในกลุ่ม Top บางคนอาจไม่ได้พร้อมทำงานทันทีแต่พอเขามีพื้นฐานที่ดี แต่พวกเขาก็พร้อมจะปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเด็กเก่งคือแนวคิดที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนงานง่าย ความซื่อสัตย์และจริยธรรมที่น้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมที่เปลี่ยนไปและเขาเห็นแบบอย่างที่ไม่ดี ที่สำคัญกระแส Startup คงจะทำให้เขาอยากออกไปทำอะไรเอง สุดท้ายคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อาจล้มเหลวและกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมไม่ได้เพราะไม่ได้เข้าใจการทำงานจริงมาก่อนที่จะออกไปทำงานอิสระและเข้าสู่อุตสาหกรรมช้าไป

จากที่กล่าวมาทังหมดนี้ วิกฤติของอุตสาหกรรมอยู่ที่เราไม่อยู่กับความจริง ไม่อยู่กับข้อมูลและตัวเลข เราไปสร้างภาพและการตลาดว่าเราจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้ เราคิดว่าเรามีบุคลากรที่เก่ง ซึ่งจริงๆมีน้อยมาก เราพยายามจะบอกว่าเด็กเราจบใหม่เก่งไปเป็น  Startup  ได้ ทั้งๆที่มันจะเป็นไปได้ยังไงละครับในเมื่อเด็กเราอ่อนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บัณฑิตเราเขียนโปรแกรมไม่เป็น มีบัณฑิตที่มีคุณภาพจำนวนไม่เกิน  2 พันคนต่อปี ถ้าจะมาทำธุรกิจเองก็คงรอดเพียงไม่กี่รายและยากที่จะ Scale เปิดบริษัทขนาดใหญ่ได้เพราะไม่มีทางที่จะหาคนได้ ทางแก้ก็คือยอมรับความจริงและวางแผนสร้างคนในอนาคต

  • เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ตามแนวทางทีถูกต้อง ถ้าต้องการคนไอทีจำนวนมากๆในระยะนี้เราอาจต้องไปทำในต่างประเทศหรือต้องออกกฎหมายให้เอื้อต่อคนไอทีต่างชาติ มาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น
  • เรามีกลุ่มเด็กเก่งๆจำนวนหนึ่งที่กำลังจะสร้างธุรกิจตัวเอง พัฒนาโปรแกรม เราต้องส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เขาไปสู้บนเวทีโลก แต่เมื่อเขาต้องการขยายบริษัทต้องการโปรแกรมเมอร์จำนวนมากๆเราอาจต้องให้เขาเอาต่างชาติมาช่วยงาน และหา Mentor จากต่างชาติ จนกว่าเราจะพร้อม
  • ต้องหยุดกระแสเพ้อฝันว่าเรามีคน เด็กเราเก่งจะส่งเสริม Startup จำนวนเป็นพันเป็นหมื่นต่อปี ทั้งๆที่เด็กเราจบมาทำงานได้ยังมีเพียงแค่หลักพันต้นๆ และพร้อมที่ทำงานและเก่งจริงๆเผลอๆแค่หลักร้อยต้นๆ
  • เราต้องลดการรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีหนึ่งรวมกันไม่ควรเกิน  4-5 พันคน และต้องปิดหลักสูตรทางด้านนี้ในหลายๆสถาบันครับ เพื่อลดปัญหาการมีบัณฑิตจบออกมามากอย่างขาดคุณภาพ บางสาขาเช่นคอมพิวเตอร์ธุรกิจควรจะปิดไปได้แล้ว
  • เราต้องปฎิรูประบบการศึกษากันใหม่ พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ อาจต้อง ฝึกอบรมอาจารย์กันใหม่ และต้องส่งเสริมให้ทำ R&D รวมถึงการเรียนการสอนทำหรับเทคโนโลยีใน 10-15 ปีข้างหน้า
  • หากเราต้องการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ต้องวางแผนในระยะยาว ส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์  วิทยาศาสคร์ ตั้งแต่เด็กๆครับ ต้องใช้เวลา  15  ปีเป็นอย่างน้อยในการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมา

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Big Data กับการใช้งานในภาครัฐและอุตสาหกรรมอื่นๆ

การนำข้อมูลขนาดใหญ่ไปใช้งานจริงๆ ยังมีไม่มากนัก ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของเทคโนโลยีและจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งทางสมาคม PIKOM ของมาเลเซียได้ทำรายงานเรื่อง Global Business Services Outlook Report 2015 ชี้ให้เห็นผลกระทบของเทคโนโลยีด้าน Big Data ในประเทศกลุ่ม APAC และอุตสาหกรรมต่างๆ โดยสรุปมาเป็นตารางดังนี้

ตารางที่ 1 ระดับผลกระทบของเทคโนโลยี Big Data [แหล่งข้อมูลจาก PIKOM]

Screenshot 2016-06-11 08.24.00

ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Big Data อย่างมากคือ อุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคาร (BFSI) ด้านโทรคมนาคม ด้านค้าปลีกรวมถึงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และด้านสุขภาพ ส่วนกลุ่มภาครัฐบาลและกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตมีผลกระทบปานกลาง สำหรับประเทศที่มีการประยุกต์ใช้ Big Data อย่างมากคือสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลียมีผลกระทบการประยุกต์ใช้งานปานกลาง ส่วนประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่เหลือที่ยังมีการประยุกต์ใช้งานน้อย

สำหรับตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี Big Data มาใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มีดังนี้

  • อุตสาหกรรมค้าปลีก อาจนำมาเพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เพื่อทำให้เห็นข้อมูลของลูกค้ารอบด้าน (Customer 360) หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation)  นำมาจัดแผนการตลาด สร้างแคมเปญตอบสนองต่อพฤติกรรมการอุปโภค บริโภค ที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ให้ดึงดูดลูกค้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด ในสภาพการแข่งขันที่สูง และมีช่องทางอื่นๆ ใหม่ๆ เข้ามาเป็นทางเลือกมากขึ้น
  • อุตสาหกรรมโทรคมนาคม อาจนำเพื่อใช้ในการวิเคราะห์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ วิเคราะห์การใช้งานของลูกค้า การวิเคราะห์แนวโน้มการย้ายค่ายของลูกค้า (Customer Churn) และนำเอาข้อมูลไปต่อยอดเพิ่มการให้บริการอีกมากมาย อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เรื่องความมั่นคงปลอดภัย ให้เป็นประโยชน์กับลูกค้าและเพื่อสาธารณะได้อีกด้วย
  • อุตสาหกรรมการเงิน อาจนำมาเพื่อวิเคราะห์การฉ้อโกงเงิน การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า การแบ่งกลุ่มลูกค้า และการวิเคราะห์ความเสี่ยงของลูกค้า
  • ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่น การพยากรณ์อากาศ การคาดการณ์ข้อมูลน้ำ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ การใช้งานพลังงาน
  • งานด้านการตลาด อาจนำมาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) การวิเคราะห์ข้อมูลที่พูดถึงสินค้าหรือแบรนด์ของหน่วยงาน (Sentiment Analysis) การค้นหาลูกค้าใหม่ๆ บนโลกออนไลน์
  • งานด้านบันเทิง หรือการท่องเที่ยว เป็นการวิเคราะห์กระแส ความนิยม talk of the town ในแต่ละกลุ่มบริการซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับ ข้อมูล ความคิดเห็น ในโซเชียลมีเดีย เป็นส่วนใหญ่ เพื่อจัดโปรแกรมหรืองาน ที่สร้างความสนใจให้ได้ตรงกับความสนใจของตลาด ในแต่ละช่วง แต่ละเวลา กับกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันไป

การประยุกต์ใช้งาน Big Data ในภาครัฐ

สำหรับตัวอย่างการใช้ประยุกต์ใช้งาน Big Data ในภาครัฐสามารถนำมาใช้งานได้ในหลายๆ หน่วยงานเช่น ด้านสาธารณสุข ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านความมั่นคง ด้านการเงิน ด้านการบริการประชาชน ด้านเกษตรกรรม ด้านสาธารณูปโภค หรือด้านคมนาคม อาทิเช่น

  • การใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในการพยากรณ์อากาศ
  • การใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการจราจร
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดปัญหาและป้องกันการเกิดอาชญากรรม
  • การวิเคราะห์ข้อมูลด้านสาธารณสุข เช่น แนวโน้มของผู้ป่วย การรักษาพยาบาล หรือการเกิดโรคระบาด
  • การวิเคราะห์ข้อมูลด้านน้ำ แหล่งน้ำ ปริมาณฝน และการใช้น้ำ
  • การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ค่าการใช้พลังงาน
  • การวิเคราะห์ข้อมูลการทหารและความมั่นคงต่างๆ
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของประชาชนหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ

ข้อดีของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Big Data ในภาครัฐสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. การใช้เงินงบประมาณและเงินรายได้ต่างๆ ของภาครัฐจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ Big Data จะช่วยคาดการณ์และวิเคราะห์ได้แม่นยำมากขึ้น
  2. ภาครัฐสามารถที่จะตรวจสอบข้อมูลการใช้งบประมาณได้ดียิ่งขึ้น
  3. ภาครัฐจะมีรายได้มากขึ้นหากมีการนำ Big Data มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการเสียภาษีด้านต่างๆ ว่ามีความถูกต้องเพียงใด
  4. ประชาชนจะได้รับการบริการที่ดีขึ้น เช่นการนำมาแก้ปัญหาจราจร  การให้บริการสาธารณสุข การให้บริการสาธารณูปโภค
  5. ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่นเพิ่มความปลอดภัยโดยการวิเคราะห์แนวโน้มอาชญากรรม การมีสุขภาพที่ดีขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณสุข
  6. เกิดความร่วมมือกับภาคเอกชนมากขึ้น จากการนำข้อมูลไปใช้
  7. จะมีข้อมูลใหม่ๆ มากขึ้นจากประชาชน (Crowdsourcing) หรือข้อมูลจากอุปกรณ์  Internet of Things
  8. เป็นการสร้างทักษะและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลมากขึ้น

อย่างไรก็ตามความท้าทายของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Big Data ยังอยู่ที่ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ โดยอาจสรุปปัญหาต่างๆ ที่ควรแก้ไขดังนี้

  1. วัฒนธรรมของหน่วยงานจำนวนมากที่จะรู้สึกหรือคิดว่าข้อมูลเป็นของหน่วยงานตนเอง โดยไม่มีการแชร์ข้อมูลให้กับหน่วยงานภายนอกหรือหน่วยงานอื่นในองค์กรเดียวกัน
  2. คุณภาพของข้อมูลที่อาจไม่สมบูรณ์หรือขาดความถูกต้อง
  3. ปัญหาเรื่องข้อมูลที่เป็นสิทธิส่วนบุคคล หรือความเท่าเทียมกันของการเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชน
  4. การขาดบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยี Big Data

ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องเร่งทำเพื่อให้มีการประยุกต์ใช้ Big Data ในองค์กรคือ

  1. พัฒนาความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Big Data  และสร้างวัฒนธรรมการร่วมมือการแชร์ข้อมูล
  2. ออกกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อให้เกิดการเปิดข้อมูลของภาครัฐ (Open Data)
  3. พัฒนาทักษะบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี Big Data  
  4. มีหน่วยงานกลางที่ให้บริการเทคโนโลยี Big Data เพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน และไม่ควรให้ทุกหน่วยงานลงทุนซื้อเทคโนโลยีมากเกินไป

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

มิถุนายน 2559

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไอทีไทยในยุค Cloud Computing

Screenshot 2016-06-05 22.21.12

ประมาณ 7-8 ปีก่อนสมัยผมยังทำงานอยู่ Software Park  ผมพยายามจะบอกกับกลุ่มบริษัทไอทีและซอฟต์แวร์ต่างๆว่า Cloud Computing  จะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของอุตสาหกรรมไอทีไปอย่างมาก ต่อไปเราคงไม่สามารถที่จะตืดตั้งระบบในรูปแบบเดิมได้ การใช้งานไอทีก็จะไม่เหมือนเดิม การขายระบบก็จะแตกต่างไปจากเดิม

แม้ในตอนนั้นภาพยังไม่ชัดเจนนัก แต่ในปัจจุบันข้อมูลต่างๆและแนวโน้มของอุตสาหกรรมไอทีได้บ่งชี้อย่างชัดเจนแล้วว่า Cloud Computing กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมจริงๆ โดยเฉพาะแนวโน้มของตลาดโลกที่น่าจะต้องมีผลกระทบต่อวงการอุตสาหกรรมไอทีไทย เพื่อให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไอทีโลก เราอาจเห็นประเด็นต่างๆดังนี้

  • ตลาด Tradition IT ด้าน IT Infrastructure จะลดลงไปเรื่อยๆ และตลาด Public Cloud จะโตขึ้นอย่างรวดเร็วดังแสดงให้เห็นในรูปที่ 1 ที่ IDC คาดการณ์ว่าตลาด Tradition IT จะเหลือเพียงแค่ 55% ในปี  2019 ซึ่ง IDC ก็มีข้อมูลอีกชุดที่ออกมาต้นปี 2016 ทีระบุสอดคล้องกันว่าสัดส่วนของมูลค่าการลงทุนด้านไอทีที่เป็น Cloud กับ Non-cloud จะกลายเป็น 43% ต่อ 57% ใน 24 เดือนข้างหน้า และจะเป็น external cloud ถึง 32.1% และเป็น Private Cloud  11% ดังแสดงในรูปที่ 2
  • ตลาด Cloud จะโตขึ้นเป็น 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2026  ดังแสดงในรูปที่ 3 โดยตลาดส่วนใหญ่จะเป็น Software as a Service (SaaS)
  • ตลาด Cloud Computing ทำให้ผู้เล่นในตลาดเปลี่ยนไป อาทิเช่น ผู้นำตลาด IaaS กลับป็นบริษัทที่ไม่เคยเป็นผู้ผลิต Hardware มาก่อนเช่น  Amazon Web Services หรือ  Microsoft ขณะที่ Vendor ซึ่งเคยเป็นผู้นำในตลาด Hardware  อย่าง IBM, HP หรือ Sun-Oracle กลับไม่ได้เป็นผู้นำดังแสดงในรูปที่  4-5
  • ตลาด SaaS ทำให้รูปแบบการขายซอฟต์แวร์เปลี่ยนจาก License model ป็น  subscription model และทำให้มีผู้เล่นหลากหลายมากขึ้น โดยผู้นำตลาดอาจเปลี่ยนเป็นบริษัทอย่าง Salesforce หรือ Microsoft ดังแสดงในรูปที่  6
  • Vendor  ที่ขาย  Hardware ก็ต้องมุ่งขายไปให้กับลูกค้ากลุ่ม Cloud Provider มากขึ้น และหากเป็นกลุ่ม Enterprise ก็จะต้องเป็น Hardware สำหรับ Private Cloud ซึ่งผู้นำตลาดในกลุ่มของ Cloud Infrstructure จะเป็นบริษัทอย่าง HP Enterprise, Dell  และ Cisco  ดังแสดงในรูปที่  4 และ 7
  • บริษัทไอทีต่างๆต้องปรับตัว แม้แต่ Microsoft ทีในอดีตเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่เน้นขาย Windows ก็ต้องปรับตัวเองเป็นผู้ขาย Cloud Infrstructure ที่ใช้ Platform ได้ก็ได้แม้แต่ Linux หรือ Java

เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไอทีโลกแล้ว ก็น่าสนใจว่า Cloud Computing จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไอทีไทยอย่างไร และเราเองจะต้องปรับตัวอย่างไร ผมเลยอยากขอเสนอมุมมองต่างๆดังนี้

  • Cloud Computing  จะทำให้ Cloud Vendor ต่างประเทศมีความจำเป็นจะต้องพึ่งผู้จำหน่ายในประเทศน้อยลง แม้ในระยะแรกอาจต้องหา  local distributor เพื่อบุกตลาดภายในประเทศ แต่ในระยะยาวความจำเป็นก็จะน้อยลง และ Margin ในการขายก็จะน้อยลง
  • Cloud computing จะทำให้ผู้ขายฮาร์ดแวร์ในประเทศต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การขาย Hardware  ในองค์กรขนาดเล็กจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากเพราะกลุ่มนี้ในอนาคตมีแนวโน้มไปใช้ Public Cloud ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ก็จะมีแนวโน้มที่จะต้องพัฒนา Private Cloud มากขึ้น
  • ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ในประเทศจำเป็นต้องปรับรูปแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเข้าสู่ระบบ Cloud มากขึ้น และคงไม่สามารถขายซอฟต์แวร์ในราคาสูงแบบเดิม คงต้องเน้นเป็นแบบ SaaS มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น SME เว้นแต่จะเป็นการพัฒนาซอฟค์แวร์ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่อาจเป็นงาน customize ที่มีราคาดี หรือการขายระบบ  core application บางอย่าง
  • Cloud Computing จะทำให้งานทางด้าน System Integrator น้อยลง เนื่องจากระบบต่างๆจะมีความจำเป็นต้องการทำ customize หรือการทำ Integration น้อยลง

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า โอกาสการแข่งขันของอุตสาหกรรมไอทีในอนาคตค่อนข้างจะลำบาก เราอาจจำเป็นต้องปรับธุรกิจไอที จากเดิมที่เน้นเป็น System Integrator, Hardware Distributor, License software vendor  มาสู่ผู้ให้บริการ Cloud ทั้งในส่วนของ SaaS หรือแม้แต่  IaaS  เราคงต้องเน้นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรให้สามารถพัฒนา IT Emerging Technology  ต่างๆให้ได้ และต้องพยายามสร้างนวัตกรรมทางด้านให้มากขึ้นถึงจะแข่งขันในอนาคตได้

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

13087291_641282319352445_895269863284759965_n

รูปที่  1 การคาดการณ์ตลาด IT Infrastructure ของ IDC

13254734_10208479813506999_5246242415168747093_o

รูปที่ 2 การคาดการณ์งบประมาณด้านไอทีในอีก 2 ปีข้างหน้าของ IDC

Screenshot 2016-06-05 21.08.16

รูปที่ 3 การคาดการณ์มูลค่าของตลาด  Cloud ถึงปี 2026

13124736_642506239230053_3463226411031040896_n

รูปที่ 4  ข้อมูลการแสดงอัตราการเติบโตของตลาด Cloud ในไตรมาส 3  ปี  2015

Screenshot 2016-06-05 21.14.04

รูปที่ 5 ส่วนแบ่งการตลาด IaaS ไตรมาส 4 ปี 2015

Screenshot 2016-06-05 21.14.21

รูปที่ 6 ส่วนแบ่งการตลาด SaaS ครึ่งปีแรกปี 2015

13015178_633690320111645_3513477429709273579_n

รูปที่ 7 ส่วนแบ่งการตลาดสำหรับ IT Cloud Infrstructure ในปี 2015

 

Hadoop Distribution ต่างๆสำหรับการทดลองใช้งาน

 

เทคโนโลยีด้าน Big Data โดยเฉพาะ Hadoop เป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจอย่างมาก และเริ่มมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตองค์กรต่างๆแทบทุกแห่งก็จะต้องมีการใช้งานระบบ Hadoop ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการอบรมด้านนี้มาก ซึ่งทางผมเองภายใต้สถาบันไอเอ็มซีก็ได้จัดการอบรมเทคโนโลยีให้กับผู้เข้าอบรมจำนวนมากในรอบสามปีที่ผ่านมาโดยมีจำนวนมากหนึ่งพันคน และสามารถที่จะ Download Slide การอบรมด้านนี้ของทางสถาบันได้ที่ www.slideshare.net/imcinstitute

hadoop-distributions

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่มักจะถูกถามจากผู้เข้าอบรมว่า เราสามารถที่จะหา Hadoop Cluster จากไหนมาทดลองเล่น จริงๆเราสามารถจะฝึกใช้ Hadoop ได้โดยติดตั้งระบบต่างๆดังนี้

1) การใช้ Hadoop Sandbox

Distribution หลายรายเช่น Cloudera, Hortonworks หรือ MapR จะมี Hadoop Sandbox ให้เราทำลองใช้งานได้ แต่ระบบนี้จะเป็นเครื่องเพียงเครื่องเดียวที่มี Image ให้เรารันผ่าน Virtual Box, VMWare หรือ KVM โดยเราอาจต้อง Download Image ขนาดใหญ่ประมาณ 4-6 GByte ลงมาเก็บไว้ก่อน ทั้งนี้เราสามารถจะ Download Image ของ Hadoop Distribution ต่างๆได้ที่นี้

นอกจากนี้ล่าสุด Cloudera  ยังสามารถรันผ่าน Docker โดยมีขั้นตอนการติดตั้ง Docker Image ดังนี้ >> การติดตั้ง Cloudera Quickstart บน  Docker

2) การติดตั้ง Hadoop Cluster เอง

เรายังสามารถที่จะติดตั้ง Apache Hadoop Cluster  ได้เอง  ซึ่งวิธีนี้จะต่างกับการใช้ Sandbox เพราะสามารถใช้งานได้จรีง และผมเองได้เคยเขียนแบบฝึกหัดให้ทดลองติดตั้งในหลายๆระบบดังนี้

นอกจากนี้ผมยังมีแบบฝึกหัดให้ติดตั้ง  Cloudera Cluster บน Amazon EC2 ซึ่งจะมีขั้นตอนการติดตั้งดังนี้ >> แบบฝึกหัดติดตั้ง Cloudera Cluster

3) การใช้ Hadoop as a Service

กรณีนี้เป็นการใช้ Hadoop Service ที่อยู่บน Cloud  แบบนี้เหมาะที่จะใช้ในการประมวลผล แต่ไม่เหมาะจะใช้เก็ยข้อมูลบน  HDFS เนื่องจากระบบ Hadoop as a Service จะไม่สามารถ Stop ได้ และมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับใช้ในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่อยู่ใน Cloud Storage หรือข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตแบบชั่วควาร

ผมเองมีแบบฝึกหัดทีให้ทดลองใช้ Hadoop แบบนี้สองระบบตือ

ผมหวังว่าบทความสั้นๆที่เขียนมานี้ คงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกท่านได้เรี่มใช้  Hadoop  ได้ วันนี้ไม่ใช่แค่มาศึกษาว่าอะไรคือ Hadoop แต่มันถึงเวลาที่ต้องลงมือปฎิบัตืแล้ว มิฉะนั้นเราคงก้าวตามเรื่อง Big Data ไม่ทัน

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

ความเห็นของผมต่อร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม

12662638_601498169997527_5577768699898697495_n

ผมได้มีโอกาสอ่านร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ผ่านคณะกรรมการ Digital Economy ไปเมื่อวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมาและทีมงานก็ได้จัให้มีประชาพิจารณ์สำหรับภาคเอกชนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เอกสารรายละเอียดของแผนสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.digitalthailand.in.th/

ทั้งนี้ในตัวร่างได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้านคือ

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3: สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4: ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5: พัฒนากาลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล
  • ยุทธศาสตร์ที่ 6: สร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
และได้กำหนดภูมิทัศน์ดิจิทัลของไทยในระยะ20 ปีที่จะขับเคลื่อนจาก Digital Foundation สู่ Global Digital Leadership  ดังรูปที่ 1
Screenshot 2016-02-16 09.19.38
รูปที่  1 ภูมิทัศน์ดิจิทัลของไทยในระยะ20 ปี

แผนพัฒนานี้เป็นแผนที่เขียนได้ดีเช่นเดียวกับแผน IT 2010 และ IT 2020 ของกระทรวงไอซีทีเคยได้รับการอนุมัติ ซึ่งถ้าเรามองต่อจะเห็นว่าทุกครั้งที่เราจัดทำแผน เราจะได้แผนงานที่ดีและเป็นที่น่าชื่นชมแต่ปัญหาของประเทศเราคือแผนขาดการนำไปปฎิบัติจริงๆเพราะไม่มีแผนปฎิบัติ.ไม่มีการจัดสรรงบประมาณตามแผน และหน่วยงานอื่นๆมักไม่ให้ความร่วมมือ ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือมักจะเปลี่ยนหรือเขียนแผนใหม่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล แผนเลยขาดความต่อเนื่องและหน่วยงานน้อยอย่างมากที่ได้มีการปฎิบัติตามแผน เช่นเดียวกันแผนฉบับนี้ก็ไม่มีใครสามารถยืนยันได้หรอกครับว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาจะทำตามแผนนี้หรือไม่โดยจะไม่มีแผนใหม่ ดังจะเห็นได้ว่าล่าสุดแม้แต่สื่อบางฉบับก็มีการเปรียบเทียบแผนชุดนี้กับแผนของรัฐมนตรีท่านที่พ้นจากตำแหน่งไปทั้งที่มันก็คือเรื่องเดียวกัน แต่ในความคิดของสื่อหรือประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่ามันเป็นแผนของรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้แต่ไม่ใช่ยุทธศาสตตร์ชาติก็เพราะมันมีบทเรียนให้ศึกษาว่าแผนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล สรุปหน่วยงานของรัฐก็จะวนอยู่กับการเขียนแผนที่ไม่มีการปฎิบัติ จนบางครั้งเกิดคำถามว่าแล้วทำไมเราต้องเขียนแผนอะไรมากมาย เอาสั้นๆพอสังเขปพอแล้วมี Action ลงมือปฎิบัติจริงจังจะดีกว่า

แต่ถ้าย้อนกลับมาดูแผนนี้ ก็คงมีประเด็นที่น่าสนใจคือ แผนครอบคลุมคำว่าดิจิทัลกว้างไปแทบทุกเรื่อง โดยขาดการ Focus ว่าเราจะเน้นด้านดิจิทัลใดอย่างไร จะเป็นผู้บริโภคที่นำเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาดหรือจะมุ่งเน้นเป็นผู้ผลิตของโลกที่ต้องให้คำสัญกับการวิจัยและพัฒนา หรือจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีในด้านใดที่จะเป็นจุดเด่นของบ้านเราเช่น จะทำ Digital Content, E-Commerce, Big Data, Cloud Computing หรือ IoT แต่ดูเหมือนว่าเราจะแตะไปทุกเรื่องแบบขาดแผนการที่ดี

แผนขาดการพูดถึง ค่านิยมหรือเอกลักษณ์ที่เป็น Core Value ของบ้านเรา การที่ไม่มีค่านิยมมันก็ไม่สามารถจะกำหนดทิศทางด้านดิจทัลได้ เช่นอะไรคือ Core Value  ของประชาชนด้านดิจิทัล เราจะมองว่าประชากรจะเป็นผู้บริโภคที่มีคุณค่าที่จะเข้าสู่สังคมแห่งการแบ่งปันหรือเราจะมองว่าเป็นผู้ผลิต หรือ Core Value ของภาคราชการที่จะปรับเปลี่ยนสู่การนำดิจิทัลมาบริการประชาชน ลดระบบเจ้าขุนมูลนายแบบเดิม ประชาชนสามารถเข้าหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผ่านการสื่อสารดิจิทัลหรือไม่ มันเหมือนกับที่รัฐบาลพยายามกำหนดค่านิยม 12  ประการ แต่นั้นคือค่านิยมของประชาชนไทย แต่อะไรคือค่านิยมหรือเอกลักษณ์ด้านดิจทัลของบ้านเรา

ประเด็นถัดมาแผนนี้ยังขาดความชัดเจนเรื่องการพัฒนาบุคลากรว่าจะสอดคล้องกับแผนปฏิรูปการศึกษาของประเทศอย่างไร เราไม่ได้ประเมินว่าบุคลากรของบ้านเราเข้มแข็งแค่ไหนเรามีช่องว่างเทียบกับต่างประเทศอย่างไร เราควรจะสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านไหน และมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะก้าวสู่การเป็น Global Digital Leadership ในอีก20ปีข้างหน้าในเมื่อเราไม่มีการพูดถึงการศึกษาด้านดิจิทัลในระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาขนาดที่ประเทศที่เป็นผุ้นำด้านดิจิทัลโลกอย่างสหรัฐอเมริกาประกาศนโยบาย Computer Science forAll สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ ทุ่มเงินนับแสนล้านเหรียญ ถึงแม้ว่าในแผนจะระบุไว้ยุทธศาสตร์ที่ 4 ข้อ 2.2 ว่าจะ2.2 เพิ่มปริมาณและคุณภาพของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัล แต่ดูแล้วยากมากถ้าเราไม่ไปโยงกับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เราล้มเหลวด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี เราต้องสร้างตั้งแต่เด็กเล็กใช้เวลา  15-20  ปี แต่ในแผนกลับมองว่าใช้เวลาเพียง  1 ปี 6 เดือนจะสามารถทำให้บุคลากรของเราด้านนี้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

อีกเรื่องที่ไม่ได้กล่าวมากในแผนเลยคือเรื่องวิจัยและพัฒนาดิจิทัล (R&D)  ผมยังมองไม่เห็นว่าประเทศจะเป็นผู้นำด้านนี้ได้อย่างไรถ้าเราขาดแผน  R&D ที่จะต้องเชื่อมโยงกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นๆ แต่ในแผนมีการกล่าวสั้นๆเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยเช่นในยุทธศาสตร์ที่ 2 ซึ่งกล่าวถึงการจัดให้มีทุนสนับสนุนงานนวัตกรรมบริการขนาดใหญ่ที่เป็นบริการพื้นฐาน ถ้าเราจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง เรื่อง R&D ควรจะแยกมาเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะหนึ่งด้านและมีการทำอย่างจริงจัง และต้องเป็นงบที่สูงมาก

สุดท้ายพูดถึงกลไกการขับเคลื่อนแผนนี้ ผมยังมองไม่ออกว่าการจะเปลี่ยนกระทรวงไอซีทีให้เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ 2 หน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จะมาช่วยกำหนดนโยบายต่างๆเหล่านี้สำเร็จได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีก็ขาดบุคลากรที่เข้มแข็งเข้าใจและทันในโลกเทคโนโลยีดิจิทัล กระทรวงแทบไม่มีอำนาจสั่งงานหรือขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะกระทรวงอาจขาดบทบาทของผู้นำทางความคิดที่เป็นที่ยอมรับให้หน่วยงานอื่นๆเชื่อถือและทำตาม แม้จะมีความพยายามจะตั้งหน่วยงานใหม่อีกสองหน่วย ถ้ายังเป็นรูปแบบราชการต้องใช้คนเก่าๆในระบบราชการมาทำงานก็ไม่ต่างจากเดิม ที่สำคัญที่สุดภาคราชการนั้นละครับที่ยังไม่เป็นดิจิทัล ถ้าเราจะทำ Digital Economy จริงๆให้สำเร็จ สอดคล้องกับแผนปฎิรูปประเทศ 20 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มันถึงเวลาที่ต้องปฎิวัติระบบราชการครับ ต้องปรับเปลี่ยนกรมกองต่างๆ อาจต้องมีการตั้งกระทรวงต่างๆใหม่เหมือนกับสมัยรัชกาลที่ 5 ละครับ เผลอๆเราอาจต้องมีกระทรวงแห่งอนาคตเช่นเดียวกับบางประเทศ และกระทรวงก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ง่ายตามยุคตามสมัย นั้นละครับถึงจะเปลี่ยนประเทศเราสู่  Digital Economy ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์
นายกสมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย
ผู้อำนวยการ IMC Institute

(ความคิดเห็นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)

การปฎิวัติอุตสาหกรรมคลื่นที่สี่ ถึงเวลาที่ต้องเร่งปฎิรูปคนปฎิรูปการศึกษาบ้านเรา

12687806_599383603542317_5600153161347254731_n

เมื่อเร็วๆ นี้  World Economic Forum ได้ลงบทความเรื่อง “13 signs the fourth industrial revolution is almost here” ซึ่งระบุว่าตอนนี้เรามีสัญญาณต่างๆ หลายอย่างที่ทำให้เห็นว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่กำลังใกล้มาถึงแล้ว ทั้งนี้เราเคยมีการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่มาแล้วสามครั้งคือ

  • ครั้งแรก ในช่วงปี 1784 เมื่อการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำทำให้เกิดโรงงานการผลิตสินค้าและมีระบบการขนส่งที่ดีขึ้น
  • ครั้งที่สองในช่วงปี 1870 เมื่อมีการคิดค้นไฟฟ้าและเกิดโรงงาน ที่สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมาก
  • ครั้งที่สามในช่วงปี 1969 เมื่อมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทำให้ระบบต่างๆ มีการทำงานได้รวดเร็ว โดยอัตโนมัติได้มากขึ้น

การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต การทำงาน การเคลื่อนย้ายการทำงาน และหากที่ใดปรับตัวไม่ทัน ก็อาจต้องเลิกกิจการและทำให้คนบางอาชีพต้องตกงาน การปฏิวัติแต่ละครั้งอาจมีช่วงเวลาที่นานและแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน

ในปัจจุบัน มีสัญญาณชี้ให้เห็นว่าเรากำลังเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ มันคงเป็นเรื่องของข้อมูล หุ่นยนต์ และการวิเคราะห์และคาดการณ์ข้อมูลต่างๆ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญอาทิเช่น

  • ผู้คนเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น
  • เรามีมือถือที่มีความสามารถยิ่งกว่า Supercomputer ในอดีต
  • เรามีอุปกรณ์สวมใส่ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต (Wearable Devices)
  • เราก้าวเข้าสู่ยุค Ubiquitous computing
  • Storage ในการเก็บข้อมูลมีราคาถูกลงมาก จนมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 ข้อมูลที่เราเก็บเกือบ 90% จะอยู่ Storage ที่มีขนาดไม่จำกัดและฟรี
  • อุปกรณ์ IoT จะมีใช้อย่างแพร่หลาย และในทศวรรษหน้าจะมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ต่อกับอินเตอร์เน็ตมากกว่าหนึ่งล้านล้านชิ้น
  • เราจะมีการใช้ Big Data  วิเคราะห์ข้อมูล
  • บ้านจะเปลี่ยนเป็นบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) และก้าวสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City)
  • หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนเราในหลายๆ ด้าน
  • สกุลเงินดิจิทัลเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้จากสัญญาณว่าบางประเทศอย่างสวีเดนก็พยายามเลิกใช้เงินสดแล้ว
  • เครื่องพิมพ์สามมิติจะมีการใช้งานมากขึ้น
  • เรากำลังเข้าสู่ยุค Sharing Economy

Screenshot 2016-02-08 08.57.00

รูปที่ 1 ผลการสอบถามของ WEF

นอกจากนี้ทาง WEF ยังได้ทำการสอบถามความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้บริหารต่างๆจำนวน 800 รายในความเป็นไปได้ในเรื่องของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในปี  2025  หรืออีก 10 ปีข้างหน้าดังรูปที่ 1 จะเห็นว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมีความเชื่อในเทคโนโลยีว่าจะมาแทนที่อนาคตอาทิเช่น

  • คนเกือบ 10% จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ต่ออินเตอร์เน็ต
  • จะมีหุ่นยนต์ทำงานแทนเภสัชกร
  • จะมีรถยนต์ที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมติ
  • สินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 5%จะถูกผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมติ
  • ประชากรโลกกว่า 90% จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสม่ำเสมอ
  • รถกว่า 10% บนถนนในสหรัฐอเมริกาจะเป็นแบบไร้คนขับ

ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นน่าสนใจเพราะมันจะทำให้งานหลายๆอย่างเปลี่ยนไป ตอนนี้ทางสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการศึกษาและเชื่อกันว่างานมากกว่าครึ่งหนึ่งสามารถถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และต้องเร่งพัฒนาคนให้มีทักษะที่มากขึ้นกว่าเดิม ลองคิดดูว่าแค่เรื่องเครื่องพิมพ์สามมิติถ้าสามารถใช้สินค้าอุปโภคบริโภคได้ ฐานการผลิตก็จะย้ายออกไปสู่ประเทศและหน่วยงานที่มีนวัตกรรม ไม่ต้องพึ่งพาแรงงานในการผลิตราคาถูก

ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องเร่งคิดเรื่องนี้จริงจัง ปฎิรูปคนปฎิรูปการศึกษาบ้านเรา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคต

ธนชาติ นุ่มนนท์

สถาบันไอเอ็มซี

 

 

 

สรุปการบรรยายงาน IT Trends: Strategic Planning for 2016 และ Slides

ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ (14-15 ธันวาคม) ทาง IMC Institute จัดงานสัมมนา IT Trends: Strategic Planning for 2016 โดยได้เรียนเชิญวิทยากรมาทั้งหมด 16 ท่านเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมทราบถึงแนวโน้มในปีหน้าว่าไอทีจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งแนวโน้มของโลกและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และได้พูดในหัวข้อตั้งแต่ Cloud Computing, Big Data, Internet of Things, 4G หรือ Software Engineering วันนี้ผมเลยขอสรุปหัวข้อการบรรยายต่างๆสั้นๆและนำ Slide บางส่วนมาแชร์ดังนี้

วันที่หนึ่ง

หัวข้อแรกเป็น ​Keynote จากดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ที่ปรึกษากระทรวงไอซีทีมาบรรยายในหัวข้อ  IT Trends: Strategic Planning for 2016 โดยมาบรรยายชี้ให้เห็นการเปบี่ยนแปลงของโลกชี้ให้เห็นการเชื่อมโยงระหว่างสองโลก-Physical World/Digital World และ Trends ต่างๆของ Gartner ดังแสดงในรูป และผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide: IT Trends: Strategic Planning for 2016

Screenshot 2015-12-15 14.50.04

หัวข้อที่สองเป็นเรื่อง Consumer IT Trends 2016: โดยคุณปฐม อินทโรดม ที่ปรึกษาของสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ATCI มาเล่าเรื่องของ IoT, Devices และ LifeStyle Network Effect โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide:Consumer IT Trends 

หลังพักรับประทานเบรคตอนเช้า ตัวผมเองมาบรรยายต่อในเรื่อง Big Data & Cloud Trends โดยชี้ให้เห็นว่าเรากำลังเห็นการ Converge ของ IoT, Big Data, Cloud และระบุถึง 5 Trends ของ Big Data โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide : Cloud Computing and Big Data Trends 

หัวข้อถัดมาเรื่องของ IT Security Trends  โดยอาจารย์นรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยด้านไซเปอร์ท่านหนี่งในประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide:IT Security Trends

หัวข้อที่ห้าเป็นเรื่อง Digital Transform  Strategy ที่น่าสนใจมากจาก อาจารย์ดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี วิทยากรประจำท่านหนึ่งของ IMC Institute  ในด้าน Enterprise Architecture และ Big Data โดยได้นำเสนอ Digital Transformation Reference Model ดังรูป ซึ่งผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide:Digital Transform  Strategy

 

Screenshot 2015-12-15 15.29.51

หัวข้อหลังพักรับประทานอาหารว่างตอนบ่ายเป็นเรื่องของ : 4G impacts to ICT Industry จากดร.พีรเดช ณ น่าน ผู้บริหารจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ตามด้วยหัวข้อของคุณทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด บริษัทผู้ให้บริการเว็บไซต์รายใหญ่รายหนึ่งในประเทศมาเล่าเรื่องของ E-Commerce Trends ซึ่งผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >>Slide:E-Commerce Trends 

หัวข้อสุดท้ายของวันแรกคือเรื่องของ นโยบาย Digital Economy ของรัฐบาลที่ได้เชิญ ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยกำรฝ่ำยอำวุโส ฝ่ำยวิจัยนโยบำย ที่เป็นทีมงานร่างแผนของกระทรวงไอซีทีมาบรรยายให้เห็นทิศทางของภาครัฐในเด้านนี้  ซึ่งผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide: Thailand Digital Economy Policy

วันที่สอง

หัวข้อแรกเป็น ​Keynote จาก อาจารย์ปริญญา หอมเอนก . ประธานและผู้ก่อตั้ง, ACIS Professional Center Co., Ltd. (ACIS) ที่มาเล่าเรื่องของ IT Security Trends 2016  ตามด้วยวิทยากรจาก Microsoft (Thailand) คุณรชฎ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการอาวุโสกลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดวส์และเซอร์เฟซ มาพูดเรื่องของ : BYOD & Device Trends

หลังพักรับประทานเบรคตอนเช้าได้รับเกียรติจากคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Thumbsup และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริษัท Computerlogy มาบรรยายเรื่อง Social Networks Trends 2016 โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide: Social Networks Trends 

ถัดมา Dr.Vit Niennattrakul CTO, Whiteline Technology ซึ่งเป็นบริษัท Startup ที่ทำ Application Stamp และมีความเชี่ยวชาญการพัฒนาซอฟต์แวร์บน่ Amazon Web Services มาบรรยายในหัวข้อ  Software Development Trends on Cloud Platform โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide: Software Development Trends on Cloud Platform

หลังพักเที่ยงเริ่มต้นด้วยหัวข้อ Data Science Trends จากผศ. ดร. จิรพันธ์ แดงเดช. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide: Data Science Trends

หัวข้อถัดมา คุณประธาน ด่านสกุลเจริญกิจ CEO SPRINT 3R มาเล่าเรื่องของ Software Engineering Trends โดยพูดถึง  3 Trends คือ Design Thinking, Agile และ  DevOps  โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >>Slide: Software Engineering Trends

Screenshot 2015-12-15 15.57.30

หัวข้อหลังพักรับประทานอาหารว่างตอนบ่ายเป็นเรื่องของ IoT Trends 2016 โดยได้รับเกียรติจากคุณภาณุภณ พสุชัยสกุล บรรณาธิการ opensource2day โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >> Slide: IoT Trends 2016

ตามด้วยหัวข้อ Data Center Trends โดยคุณฐิติธร เสมาเงิน IT Architect จาก Oracle(Thailand) และสุดท้ายผมได้บรรยายปิดท้ายสรุปเรื่องราวการบรรยายทั้งสองวัน และคาดการณ์แนวโน้มในประเทศไทย  10 เรื่องดังรูป โดยผู้สนใจสามารถ Download Slide ได้ที่ >>  Slide: WrapUp

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

12294621_573971769416834_2580937459480497977_n

 

 

Asia Pacific ICT Awards: เมื่อ Start-up ไม่ใช่เถ้าแก่น้อย

Screenshot 2015-12-02 12.36.54

เมื่อช่วงวันที่ 18-21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้ไปตัดสินการประกวดผลงานด้านไอซีทีของประเทศในกลุ่มเอเซียหรือที่เรียกว่า APICTA (Asia Pacific ICT Awards) ที่ประเทศศรีลังกา ปีนี้จัดมาเป็นปีที่ 15 และผมเองก็ได้เป็นกรรมการมาต่อเนื่องสิบปีแล้ว ปีนี้เขาจัดผมเป็นกรรมการในหมวด Start-Up

หลายคนพอได้ยินว่าเป็นหมวดนี้ก็คงคิดว่าเป็นคนรุ่นใหม่เพิ่งเรียนจบมาประกวด เปล่าเลยครับความหมายของหมวด Start-Up ที่ทาง APICTA กำหนดคือต้องเป็นบริษัทเปิดมาไม่เกินสามปี ซึ่งผมเองเคยตัดสินหมวดนี้มาสองครั้งในปี 2009 ที่ประเทศออสเตรเลียและปี 2011 ทีพัทยา ซึ่งสองครั้งนั้นคนชนะเลิศเป็นผู้มีประสบการณ์มาก ในปี 2011 ผู้ชนะมาจากมาเลเซียเคยเปิดบริษัทมาแล้วหลายบริษัทและเคยบริษัทออกไปทำรายได้ให้เป็นจำนวนมาก พูดง่ายๆมีอาชีพเป็น Start-Up ส่วนในปี 2009 ผู้ชนะเลิศเป็นคนอายุสามสิบต้นๆมาจาก Singapore และเสนอผลงาน X-Mini Speaker มาแข่ง

ตอนแรกผมคิดว่าบรรยากาศของ Start-Up ปีนี้น่าจะเปลี่ยนไปจากเมื่อครั่งสุดท้ายที่ผมมาตัดสินในหมวดนี้ ตัวแทนจากประเทศต่างๆที่ชนะเลิศการประกวดในหมวดนี้ของบ้านตัวเองอาจเป็นคนหนุ่มสาวจบมาใหม่ๆ แต่เมื่อพบว่า 18 ทีมที่เข้าประกวดเกือบอายุทุกคนเกิน 30 ปีครับบางคนน่าจะเกือบ 50 จะมีเด็กสุดก็อาจเป็นตัวแทนประเทศไทยที่อายุเพียง 25 และน่าจะเป็นทีมเดียวที่อายุต่ำกว่าสามสิบ ที่น่าสนใจคือแทบทุกคนเต็มไปด้วยประสบการณ์ หลายทีมมีคนจบปริญญาเอกมาเพราะมอง Start-Up ว่าต้องมีนวัตกรรมของตัวเอง หลายทีมเลยต้องจดสิทธิบัตรและบางครั้งไปจดในสหรัฐอเมริกา และสิ่งสำคัญบริษัทที่มาแข่งเหล่านี้ 5-6 ทีมเขาระดมเงินทุนจาก Venture Capital มาแล้วเกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทีมที่ชนะเลิศในหมวดนี้คือบริษัท Ingrain จากปากีสถานเขาทำโซลูชั่นในการใส่ภาพโฆษณาลงใน Video และขายไปให้กับบริษัทภาพยนตร์หลายแห่ง ทีมงานมีคนจบปริญญาเอกจำนวนมาก มีออฟฟิตย่อยในอเมริกาและจดสิทธิบัตรที่นั้น บางคนอาจนึกถึงโซลูชั่น Groopic ในการตัดต่อเซลฟีรูปก็เป็นของบริษัทนี่ละครับ คนที่ได้รางวัล Merit ทีมแรกมาจากฮ่องกงที่ทำโซลูชั่น Teamnote และอีกทีมบริษัท Neeuro จาก Singapore ชื่อโซลูชั่น Memorie

Screenshot 2015-12-05 07.20.31

รูปที่  1 ผลงานของบริษัท Ingrain

Screenshot 2015-12-05 07.31.26

รูปที่  2  Teamnote

Screenshot 2015-12-05 07.33.36

รูปที่  3 ผลงานของบริษัท Neeuro

ยังมีผู้เข้าประกวดอีกหลายรายที่มีผลงานดีแต่ไม่ได้รับรางวัลในหมวดนี้  เนื่องจากหมวดนี้แข่งกันเข้มข้นมาก และบางรายไปได้รางวัลในหมวดอื่นเช่น Eco2 Green Data Centers จาก Malaysia ไปชนะเลิศในหมวด Sustainability & Environment Technology   รายนี้นำเสนอได้ดีมากผู้เข้าแข่งอายุ40 กว่าและมีลูกค้าแล้วจำนวนมาก; DF Automated Guided Vehicle จาก Malaysia ไปได้รางวัล Merit ในหมวด Industry Application เขาทำหุ่นยนต์ให้โรงงานอุตสาหกรรมมีลูกค้าทั้งในมาเลเซีย สิงคโปร์และจีน พร้อมทั้งมี สิทธิบัตรหลายใบ ยังมีโซลูชั่นเด่นๆจากออสเตรเลียที่  Raise Fund มาได้แล้ว $2M ทำเรื่องของการดูป้ายทะเบียนรถยนต์แล้วสามารถชำระเงินการเติมน้ำมันโดยอัตโนมัติ เพื่อลดเวลาการชำระเงินและให้ลูกค้าเข้าร้านสะดวกซื้อที่ปั้มได้ไวขึ้น โดยโซลูชั่นนี้ขายไปหลายแห่งแล้วทั่วออสเตรเลีย

จากการตัดสิน Start-Up ครั้งนี้สิ่งที่ผมติดว่าน่าจะเป็นข้อคิดที่ดีทื่ให้บ้านเรานำมาพัฒนากลุ่ม Start-Up บ้านเรามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • ผู้ที่มาทำ  Start-Up  ส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์มาเยอะมาก จำนวนมากจบปริญญาเอกหรือโท ส่วนใหญ่อายุสามสิบปลายๆ หลายคนมีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทข้ามชาตินับสิบปี
  • บริษัท Start-Up เน้นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา บริษัทที่มาประกวดส่วนใหญ่จะมีนวัตกรรมของตัวเอง ประสบการณ์ทั้งด้านเทคนิคและธุรกิจทำให้พวกเขาสามารถที่จะค้นคิดนวัตกรรมดีๆได้ และเขาเน้นที่จะจดสิทธิบัตร ถ้าเป็นไปได้เขาไปจดในสหรัฐอเมริกาเลย
  • ทีมงานมีความสามารถทางเทคนิคดีมาก บริษัทเหล่านี้มีทีมงานที่เก่งด้านเทคนิคจริงๆ การใช้ Cloud Computing อย่าง  Amazon Web Services  หรือ Azure  เป็นเรื่องที่เขาคุยกันปกติ การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ  Agile การใช้เขียนซอฟต์แวร์ด้วยภาษาหรือ Framework ใหม่คือสิ่งจำเป็น เขาเน้นพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้  Scale ได้จริงๆคร้บ ไม่ใช่เขียนโปรแกรมแบบเด็กๆทำโครงการส่ง
  • บริษัทมีโอกาสในการระดมแหล่งเงินทุนได้ง่าย หลายบริษัทมีความสามารถในการนำเสนอ มีนวัตกรรมที่ดี และมีลูกค้าอยู่แล้วจำนวนมากจึงทำให้บางบริษัทสามารถ Raise Fund ได้นับล้านเหรียญ
  • บริษัทมีฐานลูกค้าที่ดีพอและตั้งเป้าบุกตลาดโลก บริษัทเหล่านี้มีประสบการณ์ในการทำตลาดต่างประเทศ มีฐานลูกค้าในประเทศของเขาอยู่แล้ว ข้อสำคัญภาษาอังกฤษเขาดีมากครับ

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ผมคิดว่าถ้าเราจะสร้าง Start-Up ในบ้านเรา ต้องเร่งพัฒนาในเด็กด้านไอทีเรามีความสามารถด้านเทคนิคดีกว่าปัจจุบันอีกมาก และฝึกให้เขาไปหาประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเสียก่อน แล้วค่อยมาหนุนให้ทำ Start-Up   เราคงต้องสร้าง Start-Up จากผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute