Azure HDInsight หนึ่งในกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไปของ Microsoft (มี Link เอกสารการอบรม)

 

วันก่อนมีโอกาสไปจัดอบรม Big Data using Azure HDinsight ที่ออฟฟิศของ Microsoft มีคนเข้ามาร่วมอบรมจำนวน 50กว่าคน ทำให้มีโอกาสคิดได้ว่าถ้าเป็นสมัยก่อนคงยากที่ผมจะสอนเทคโนโลยีของ Microsoft โดยเฉพาะมาที่ออฟฟิศของเขาเลย เพราะผมสอนและใช้เทคโนโลยีตรงข้ามกับMicrosoft มาตลอด

  • ผมเขียนโปรแกรมและสอน Java Technology
  • ผมเป็น Certified Java instructor
  • ผมใช้เทคโนโลยีฝั่ง Server ที่เป็น Linux, MySQL database และ Java App/Web Server
  • ผมใช้เครื่อง Mac ใช้ ipad และเลือกใช้ smartphone ที่เป็น Android
  • ผมทำเอกสารต่างๆโดยใช้ OpenOffice ใช้ Gmail, Google Docs แม้ว่าจะซื้อ account ของOffice 365 แต่ก็ใช้ยามจำเป็น

แต่วันนี้กลยุทธ์ของ Microsoft มาที่ Mobile กับ Cloud ทำให้ผมต้องเข้ามาใช้ Microsoft Azure ที่เป็นระบบ Cloud ของ Microsoft ซึ่งมีทั้ง IaaS และ PaaS การใช้ IaaS โดยมากก็เป็นการใช้ Virtual Server ที่เป็น Ubuntu Linux ในการติดตั้ง Hadoop Clusterสำหรับ PaaS ที่น่าสนใจก็มี HDinsight ซึ่งเป็น Hadoop as a Service ซึ่งเหมาะกับการใช้ Hadoop Cluster ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะเป็นระบบที่ติดตั้งโดยอัตโนมัติและเป็น Hadoop Distribution ของ Microsoft ที่พัฒนาบน Hortonworks เพื่อให้สามารถเชื่อม HDFS กับ Azure Blob

บริการ PaaS อีกอันของ azure ทีน่าสนใจคือ Machine Learning ซึ่งจัดเป็น Analytics as a Service ที่ผู้ใช้สามารถจะเข้ามาทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Machine Learning Algorithm ต่างๆอาทิเช่น Linear Regression, K-Mean หรือ Recommendation สำหรับข้อมูลขนาดใหญ่โดยมี ML Studio ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานโดยง่านได้

Screenshot 2015-09-23 21.38.47

สำหรับการอบรมที่ผมไปสอนผมใช้ HDInsight บน Linux จะเห็นได้ว่าวันนี้ Microsoft  เป็นระบบที่มีหลากหลาย Platform  แม้แต่ HDInsight ก็สามารถที่จะพัฒนาโปรแกรม  MapReduce ด้วยภาษา Java ผู้ที่ต้องการเรียนรู้การพัฒนาโปรแกรม Big Data  ผมแนะนำที่จะให้ใช้ Azure HDInsight เพราะจะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายในการติดตั้ง Hadoop Cluster และ Microsoft เองก็มี Azure Free Trial ให้ใช้ สำหรับการใช้งานจริง HDInsight เหมาะสำหรับการทำงานเพียงระยะสั้นสำหรับผู้ที่ต้องการหา  Cluster ใหญ่ๆมาประมวลผล เพราะหลักการ HDInsight คือจะสร้างแล้วปิดระบบไม่ได้ นอกจากจะ Terminate  ทิ้ง แต่ถ้าต้องการตั้ง  Hadoop Cluster ไว้ระยะยาวบนคราว ผมอยากจะแนะนำให้ติดตั้ง Hadoop Distribution บน Vitual Server จะประหยัดกว่าเพราะสามารถเปิดปิด Server โดยไม่ต้อง Terminate เครื่องได้

สำหรับ Slide ประกอบการบรรยายครั้งนี้ผมมีสองชุด

– ชุดแรกเป็น Big Data using Azure HDInsight โดยสามารถ Download Slide ได้ที่ >> http://tinyurl.com/oco4z8n
– ชุดที่สองเป็นแบบฝึกหัด Azure HDInsight Workshop โดยสามารถ Download Slide ได้ที่ >>  http://tinyurl.com/obv34og

ซึ่งการอบรมนี้จะครอบคลุมเนื้อหา การติดตั้ง HDInsight, แนะนำ MapReduce, การใช้โปรแกรม Hive, การใช้โปรแกรมPig และการImport ข้อมูลจากฐานข้อมูล RDBMS โดยใช้ Sqoop

นอกจาก Slide ชุดนี้เราสามารถศึกษาการใช้ HDInsight ได้เพิ่มเติมจาก Tutorial ของMicrosoft Azure ได้ที่ >> http://azure.microsoft.com/en-us/documentation/services/hdinsight/

ผมเองยังได้เขียน Slide ที่เป็นแบบฝึกหัดสำหรับการใช้ Azure Machine Learning โดยมีแบบฝึกหัดทดลองทำ ML 4  เรื่องคือ

  • Classification เพื่อคาดการณ์ราคารถยนต์โดยใช้ Linear Regression Algorithm
  • Clustering เพื่อแบ่งกลุ่มประเทศตามการบริโภคอาหารโดยใช้ K-Mean Algorithm
  • Recommendation แนะนำร้านอาหารจากข้อมูลในอดีต และ
  • Classification เพื่อคาดการณ์ว่าเที่ยวบินที่มาถึงล่าช้าหรือไม่โดยใช้ Decision Tree Algorithm

โดยสามารถ Download Slide ได้ที่  >> http://tinyurl.com/pkjonbn

สุดท้ายนี้ทาง IMC Institute เองจะเปิดสอนหลักสูตร Azure โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกครั้งในวันที่ 30 ตุลาคม โดยงานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft เช่นเคย

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

กันยายน 2558

แนวโน้มของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา

practical-

วันก่อนมีโอกาสไปงานของสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เจออาจารย์หลายท่าน บางท่านก็เป็นผู้บริหารในคณะ ผมจบการศึกษาจากที่คณะนี้และเคยสอนอยู่ที่นั้นหลายปี แม้ระยะหลังจะไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรมด้านการพัฒนาการเรียนการสอนของที่นั้น แต่ก็ยังติดตามข่าวสารของคณะตลอดเวลา ในงานผู้บริหารรุ่นใหม่บางคนถามผมว่าจะปรับหลักสูตรอย่างไรที่จะให้คณะแข่งขันได้ ผมเองมีโอกาสเป็นกรรมการพิจารณาหลักสูตรหลายๆสถาบัน ได้วิพากษ์หลักสูตรหลายๆแห่ง ผมคิดว่าทุกที่สามารถที่จะเขียนหลักสูตรให้สวยงามอย่างไรก็ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่การปฎิบัติจริง คุณภาพของผู้เรียนและผู้สอนจะเป็นดังหลักสูตรที่เขียนไว้หรือไม่ บัณฑิตที่จบออกมาจะเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือสามารถแข่งขันในตลาดได้หรือไม่ อาจไม่ได้อยู่ที่เพียงหลักสูตรที่ดูดี แต่อยู่ที่กระบวนการสอน ต้องปรับวิธีการ ปรับสภาพแวดล้อม ต้องสร้างสถาบันให้เป็นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรมสอนให้นักศึกษามีความคิดพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านไอที ไม่แต่เพียงเปลี่ยนการสอนด้านไอที แต่มีผลต่อระบบการศึกษาโดยรวม สถาบันการศึกษาที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการสอน ปรับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่จะทำให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อเร็วๆนี้ผมมีโอกาสได้อ่านรายงานเรื่อง NMC Horizon Report 2015: Higher Education Edition โดยกล่าวถึงเรื่อง Top Education Technology Trends ที่ชี้ให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุถึงซึ่งที่ควรเปลี่ยนไป 6 อย่างดังนี้

1) การพัฒนาสภาพแวดล้อมสำหรับการสร้างนวัตกรรม

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไอที ทำให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีทำให้เกิดสังคมนวัตกรรมแบบใหม่ สามารถทำงานกันได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้เพื่อนร่วมงานอยู่ที่ใดก็ได้ เกิดสังคมการทำงานร่วมกันแบบไร้พรมแดน สถาบันการศึกษาอาจต้องจำลองการทำงานของบริษัทธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆอาทิเช่น การจัด Co-Working Space การทำ Agile Startup หรือใช้ตัวอย่างของคนไอทีที่ทำเรื่อง Makespace  สำหรับสร้างนวัตกรรมด้าน  Internet of Things

Screenshot 2015-09-05 22.03.06

2) การเพิ่มความร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษา

สถาบันการศึกษาจะต้องมีความร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีต่างๆร่วมกัน หรือควรจะต้องแชร์ข้อมูลและเนื้อหาร่วมกัน สถาบันการศึกษาในบ้านเรายังมีความเป็นอิสระมากไปขาดการบูรณาการในหลายๆด้าน แม้แต่เรื่องงบประมาณการจัดซื้อเทคโนโลยีต่างๆยังเป็นลักษณะแบบ Bottom Up แทนที่จะเป็นลักษณะของ Top-Down ที่ผู้บริหารควรจะมีวิสัยทัศน์กำหนดแนวโน้มของเทคโนโลยีการศึกษา แล้วจัดหาเทคโนโลยีที่จะพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน ไม่ใช่แต่ละคณะ สาขา จัดซื้อมาอย่างอิสระ

3) การประเมินและวัดผลแบบใหม่ Real Time/Online

เทคโนโลยีไอทีทำให้เกิดการเรียนรู้แบบ Adaptive Learning  และสามารถวัดผลและประเมินการเรียนได้แบบ Realtime  ผู้สอนสามารถจะตรวจสอบได้ว่าผู้ใดเข้ามาศึกษาเรียนรู้แบบอนไลน์ สามารถวัดผล และโต้ตอบกับผู้เรียนได้แบบ Realtime  ผู้สอนสามารถจะปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนได้แบบทันทีทันใด ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาจะต้องทำการสอนแบบ Adaptive โดยการนำเทคโนโลยีออนไลน์ใหม่ๆเข้ามาใช้

4) การเพิ่มจำนวนของ Open Educational Resources

เทคโนโลยีไอทีทำให้โลกของการเรียนรู้เปลี่ยนไป เกิดหลักสูตรและการเรียนรู้ที่เป็น Open Educational Resources (OER) ขึ้นมากมายทั้งในรูปของ หลักสูตร สื่อการสอน สไลด์ วิดีโอ แบบทดสอบ หรือซอฟต์แวร์ สถาบันการศึกษานอกจากต้องแข่งกับการศึกษาในรูปแบบเดิมแล้ว ก็ต้องแข่งกับการสอนที่เป็น OER ซึ่งบางครั้งสถาบันการศึกษาก็อาจจะต้องรู้จักนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ รวมถึงอาจต้องร่วมในการพัฒนา OER  เพื่อให้มีผู้เรียนที่มากขึ้นในหลายรูปแบบ

5) การเรียนแบบผสมผสานระหว่าง Online กับ Face-to-Face

การศึกษาที่เป็นการผสมผสาน (Blended Learning) จะกลายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ต่อไปการเรียนในระดับอุดมศึกษาจะมีเพียงรูปแบบ Online หรือการเรียนแบบชั้นเรียน Face-to-Face อย่างใดอย่างหนึ้งเพียงอย่างเดียว

Screenshot 2015-09-05 22.03.26

6) การออกแบบ Learning Space ใหม่

เทคโนโลยีไอทีได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเรียนรู้ ห้องเรียนคงไม่ใช่แบบเดิมที่ผู้สอนมายืนบรรยายอยู่หน้าขั้น หรือมีห้อง Lab เหมือนเดิมที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เรียงกันหันหน้าเข้าหาผู้สอน ห้องเรียนต้องเป็นรูปแบบที่ให้ผู้เรียนค้นคว้าข้อมูล สนทนาแลกเปลี่ยนทั้งภายในห้องและนอกห้อง ระหว่างการสอนได้ ต้องออกแบบห้องเรียนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ร่วมกันวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ เหมือนกับที่บางมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนรูปแบบของห้องสมุดที่เป็นมากกว่าที่จะนั่งอ่านหนังสือแบบเดิม

Screenshot 2015-09-05 22.03.35

จากที่กล่าวมาถึงหมดจะเห็นว่าสถาบันการศึกษาจะเป็นเลิศได้ คงไม่ใช่แค่ปรับหลักสูตร แต่ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน แต่สำคัญที่สุดคือผู้สอนและผู้เรียนต้องปรับตัวเอง แต่ไม่ว่าจะปรับอย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดของสถาบันการศึกษาคือต้องสอนนักศึกษาให้เป็นคนดี พร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ อย่าคิดแต่เพียงจบออกมาเพื่อร่ำรวยและเห็นแก่ตัว สอนคนให้เป็นคนดีสำคัญกว่าสอนให้เป็นคนเก่ง

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

นายกสมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย

 

 

รายชื่อ 54 ผลงานซอฟต์แวร์ที่เข้ารอบสุดท้ายงาน TICTA 2015 วันที่ 21-23 สิงหาคมนี้ ที่ Siam Paragon

slide-2-ticta2014-ai

สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ATCI) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ได้จัดการประกวดซอฟต์แวร์  Thailand ICT Awards (TICTA) มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะคัดเลือกผู้ชนะเลิศไปแข่ง Asia Pacific ICT Awards  (APICTA) เป็นงานประกวดผลิตภัณฑ์ทางด้านซอฟต์แวร์ของประเทศในกลุ่ม Asia Pacific โดยมีประเทศสมาชิก 16 ประเทศ และจากการประกวด APICTA ที่ผ่านมาก็เคยมีบริษัทและหน่วยงานในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ หลายๆรางวัลดังที่ผมเคบเขียนลงในบล็อกเรื่อง  “บริษัทและหน่วยงานจากประเทศไทยที่เคยได้รับรางวัล APICTA (Asia Pacific ICT Awards)

สำหรับการประกวดปีนี้มีประเภทการประกวด 18 กลุ่มและทางคณะกรรมการตัดสินได้ดำเนินการคัดเลือกผลงานในรอบแรกช่วงเดือนกรกฎาคม และจะทำการตัดสินรอบสุดท้ายในวันที่ 21-23 สิงหาคมนี่ โดยให้ผู้ผ่านการคัดเลือกมาแสดงผลงานที่ Siam Paragon และจะประกาศผลผู้ชนะเลิศและมีพิธีมอบรางวัลในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 23  สิงหาคม ทั้งนี้ผู้ขนะเลิศ TICTA จะได้ไปแข่ง APICTA 2105 ที่จัดขึ้นที่ประเทศศรีลังกา กลางเดือนพฤศจิกายน

สำหรับทีมที่เข้ารอบสุดท้ายในแต่ละประเภทมีดังนี้

1.Tools and Infrastructure Applications

  • บริษัท Mobic Co., Ltd. ผลงาน “Keeate”
  • บริษัท Innovative Extremist Co., Ltd.  ผลงาน “BvteArk”
  • บริษัท YMMY Co., Ltd ผลงาน “QueQ”
  • บริษัท Pay Solutions Co., Ltd ผลงาน “Pay.sn”

2.Communication Applications

  • บริษัท Apptividia Co., Ltd. ผลงาน “GRID SIGNAGE”
  • บริษัท 2 3 Perspective Co., Ltd. ผลงาน “Shoppening”
  • บริษัท Encas Co., Ltd. ผลงาน “Call Zen”
  • บริษัท Buzzebess Co., Ltd. ผลงาน  “Buzzebees Application”

3. E-Inclusion and E-Community

  • บริษัท Intelligent Enterprise Software Co., Ltd ผลงาน “SchoolOS”
  • บริษัท Twin Synergy Co., Ltd ผลงาน “Kickdudes”
  • คุณ Varayut Lerdkanlayanawat ผลงาน “Caruntee”
  • มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ผลงาน “ปลาอานนท์แอพพลิเคชั่น พลัส”

4. E-Learning Applications

  • คุณ Anucha Aribarg ผลงาน “Buddhism and Mindfulness Meditation (iOS)”
  • บริษัท Ginkgo Soft Co., Ltd. ผลงาน “Portobello”
  • บริษัท TRINiTech Co., Ltd. ผลงาน “CourseVille”
  • บริษัท บุ๊คโดส จำกัด ผลงาน “BeLib E-Library System”

5 .E-Government & Services

  • บริษัท Bangkok Global Software Co., Ltd. ผลงาน  “Online bureau system(OBS)”
  • บริษัท พีเคเอ็มคอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด ผลงาน “สมุดจดกฎหมาย”
  • บริษัท Jenosize Co., Ltd. ผลงาน “Jenosize Co., Ltd.”
  • บริษัท ซอฟต์แวร์ แฟคตอรี่ จำกัด ผลงาน “Just Now!”

6. Financial Industry Applications

  • บริษัท Peng Brothers Co., Ltd. ผลงาน  “Stock2Day.co”

7. E-Health and well-being Applications

  • บริษัท Bangkok Medical Software Co., Ltd ผลงาน “HOSxP XE V.4 Hospital Information System for hospital.”
  • มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ผลงาน “Mossquitio Zero”
  • บริษัท Cyber Advance System And Network Co., Ltd. ผลงาน “Health Book”
  • บริษัท Nextzy Technologies Co., Ltd ผลงาน “FitFit”

8.Retail & Supply Chain Management

  • บริษัท I Connect Marketing Co., Ltd. ผลงาน “iSmartSales”
  • บริษัท Man Innovation Co., Ltd. ผลงาน “BIZTECH (บิสเทค)”
  • บริษัท Simlogy Co., Ltd. ผลงาน “Logistics Planning Simulation and Optimization”
  • บริษัท Priceza Co., Ltd. ผลงาน “Priceza – Shopping Search Engine and Price Comparison Shopping”

9.Industrial Applications

  • บริษัท T.R.Siampun Co., Ltd. ผลงาน “TRCloud”

10.New Media and Entertainment

  • คุณศรันย์ นันตสุข ผลงาน  “”Dino VR” Virtual reality พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง”
  • บริษัท Genix Co., Ltd. ผลงาน “Socio Wi-Fi”

11.Research & Development

  • บริษัท Absolute Management Solution Co., Ltd. ผลงาน “ScanMe”
  • บริษัท Trinity Project Co., Ltd. ผลงาน “Multi DSLRs FIRE Control”

12.Security Application

  • บริษัท Digio (Thailand) Co., Ltd. ผลงาน  “Digio Printable Digital Signature (PDS)”
  • บริษัท Innovation IT Co., Ltd. ผลงาน “Smart Grag Track (SGT)”

13.Tourism and Hospitality

  • บริษัท Dreamio Co., Ltd. ผลงาน “ZipEvent”
  • บริษัท Smart Finder Co., Ltd. ผลงาน  “Smart HMS M Series”
  • บริษัท Bangkok App Co., Ltd. ผลงาน “Golfdigg”
  • บริษัท Apptitude Co., Ltd. ผลงาน “Sukhothai Adventure”

14.Agriculture Application

  • คุณรักษพล โง่นใจรักษ์ ผลงาน  “Corn Guide 1.0”
  • คุณ Chaiyong Phakdeekitcharoen ผลงาน “9420 GIS Crop Management”
  • บริษัท Double M Technology Management Co., Ltd. ผลงาน “Double M Nontri Cloud”
  • บริษัท Ease Code Co., Ltd. ผลงาน “Virtual Farm Asia (re-named from “Farmasia”)”

15. Sustainability and Green IT

  •  ไม่มีผู้เข้ารอบสุดท้าย

16.Start-Up Company

  • บริษัท Dreamio Co., Ltd. ผลงาน “ZipEvent”
  • บริษัท YMMY Co., Ltd.  ผลงาน “QueQ”
  • บริษัท Man Innovation Co., Ltd. ผลงาน “BIZTECH (บิสเทค)”
  • บริษัท Pay Solutions Co., Ltd ผลงาน  “Pay.sn”

17.Secondary Student Project

  • โรงเรียน Saint Francis Xavier Convent  ผลงาน “Chaturamal”
  • โรงเรียน Saint Francis Xavier Convent ผลงาน “King of transport”
  • โรงเรียน The Prince Royal’s College ผลงาน  “Happy Town”

18.Tertiary Student Project

  • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลงาน “The Ultimate Programming System”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลงาน “Visionear (A wearable device for the visually impaired persons)”
  • มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน “Drum Stage”

โครงการ Big Data กับความจำเป็นต่อการลงทุนด้านเทคโนโลยี

คำถามหนึ่งที่เรามักจะเจอบ่อยคือ “ข้อมูลใหญ่ขนาดไหนถึงจะเรียกว่า Big Data” หรือบางทีเราก็มักจะเจอคำถามว่า “เราต้องซื้อ Product อะไรเพื่อมาทำโครงการ Big Data เราต้องลงทุนซื้อเทคโนโลยี Hadoop หรือไม่” จริงๆแล้ว Big Data มันก็เป็นศัพท์ทางการตลาดที่พยายามจะบอกให้ผู้คนเข้าใจได้ว่าข้อมูลในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น (Volume) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Velocity) มีรูปแบบที่หลากหลาย (Variety) และมีความไม่แน่นนอน(Vacirity) ซึ่งข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มีทั้งข้อมูลภายใน ภายนอกองค์กรหรือจาก Social Media การที่ข้อมูลปัจจุบันเป็นอย่างนี้ถ้าใครรู้จักนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์มาใช้งานก็จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมหาศาล หลายองค์กรเริ่มสนใจจะทำโครงการ Big Data แต่บางครั้งไปเริ่มที่ฝ่ายไอที ก็มักจะกลายเป็นโจทย์ในการหาโซลูชั่นหรือ Product ซึ่งพอเป็นโครงการอย่างนี้บางทีก็คิดว่าจะต้องลงทุนด้วยงบประมาณสูงๆ ทางบริษัท Vendor ต่างๆก็จะพยายามนำเสนอโซลูชั่นราคาแพงที่สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลได้และสามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่อาจยังไม่รู้ด้วยว่าจะนำโซลูชั่นไปวิเคราะห์ข้อมูลอะไร โครงการ Big Data ที่ดีควรเริ่มที่ฝั่งธุรกิจ ควรจะต้องพิจารณาก่อนว่าต้องการทำอะไร อาทิเช่นต้องการหาข้อมูลลูกค้าเพิ่ม วิเคราะห์ความเสี่ยง พยากรณ์ยอดขาย ทำ Social Media Analysis. ต้องการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งโจทย์แต่ละอย่างอาจมีความต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน Product ที่ต่างกันและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างกัน

Screenshot 2015-07-30 11.22.37

Big Data มีองค์ประกอบที่สำคัญสามอย่าง

  • Data Source คือแหล่งข้อมูลที่าจจะเป็นข้อมูลภายในองค์กร หรือข้อมูลภายนอกองค์กร หรืออาจต้องนำข้อมูลจากSocial Media มาใช้ ข้อมูลอาจเป็นข้อมูลรูปแบบเดิมที่เป็น structure หรือข้อมูลแบบใหม่ที่เป็น unstructure แต่หลักการหนึ่งที่สำคัญในเรื่องของ Big Data คือถ้าเรามีข้อมูลมากขึ้นก็น่าจะมีประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้นตาม
  • Technology คือโซลูชั่นที่จะช่วยทำให้เราสามารถจะเก็บข้อมูลและประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น การจะใช้เทคโนโลยีใดก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ต้องการ ถ้าขนาดข้อมูลไม่ได้มากไปข้อมูลที่ต้องการยังเป็นแบบเดิมก็อาจใช้เทคโนโลยีแบบเดิมในการเก็บ หรือถ้าข้อมูลมีจำนวนมากก็อาจพิจารณาเทคโนโลยใหม่ๆที่เป็น Hadoop หรือ MPP รวมถึงอาจต้องพิจารณาเครื่องมือต่างๆในการวิเคราะห์ข้อมูลเช่น BI หรือ Analytics Tool
  • Analytics คือกระบวนการในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโจทย์ว่าต้องการทำอะไรงานบางอย่างก็อาจใช้เครื่องมือ BI ทั่วๆไปแต่งานบางงานก็อาจต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่เป็น Data Scientists เข้ามาช่วย โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการใช้ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ต่างๆที่อาจต้องหาอัลกอริทึมที่เหมาะสม

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าบางครั้งโครงการ Big Data อาจไม่ต้องลงทุนซื้อเทคโนโลยีใดเลยก็ได้ ถ้าเริ่มจากความต้องการทางธุรกิจและเข้าใจว่าต้องการ Data Source และต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

กรกฎาคม 2558

 

การบริหารจัดการ Cloud Computing Services

11709430_522234144590597_5709026408869460786_n

Cloud Computing เป็นการเปลี่ยนโมเดลของการทำงานไอทีสู่งานบริการ แต่หลายๆครั้งก็ยังพบว่าทั้งผู้ให้บริการ Cloud (ผู้ติดตั้ง private/public cloud) หรือผู้ใช้บริการ Cloud ก็ยังทำงานในรูปแบบเดิมๆเสมือนการจัดหาระบบไอทีที่เป็นแบบ On-premise อาทิเช่น

  • หน่วยงานไอทีวางแผนติดตั้ง Private Cloud โดยคิดว่าเป็นการทำ Virtual Server ให้กับหน่วยงานอื่น โดยไม่มีการวางแผนทำ Capacity Mangement โดยคิดว่าคือการจัดซื้อระบบมาแทน Server
  • ผู้ให้บริการ Cloud  ไม่สามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้ว่า Virtual Server ที่จัดสรรไปมีการใช้งานจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้คำนึงว่าจะมี Service Lifecycle
  • การบริการ Cloud ขาด Service Catalog และไม่มีระบบการทำ Provisioning เพราะคิดว่า Cloud Service ก็คือการจัดหาระบบมาแทน Server แบบเดิมๆที่ไม่น่าจะมีบริการที่หลากหลาย
  • ผู้ใช้บริการ Cloud  ขอใช้ระบบเกินความจำเป็น อาทิเช่น ขอ Virtual Server ที่มีขนาดใหญ่สุด หน่วยความจำมากเกินความจำเป็น เพราะผู้ใช้คิดเสมือนว่าซื้อ Hardware แบบเดิมๆ
  • ผู้ใช้บริการ Cloud ไม่สามารถบริหารความต้องการการใช้งานได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพราะไม้เข้าใขการจัดการ User Demand

Screenshot 2015-07-26 20.25.45

แท้ที่จริงแล้วการบริหารจัดการ Cloud Computing คือการบริหารงานบริการที่ต้องใช้หลักการของ ITSM (Information Technology Service Management) และอาจใช้แนวทางอย่าง ITIL (Information Technology Infrastructure Library) มาช่วยในการจัดการ โดยเราอาจพิจารณาขั้นตอนต่างๆดังนี้

1) Service Strategy คือขั้นตอนในการวางแผนเพื่อที่จะใช้หรือให้บริการ Cloud Service ทั้งทางด้านนโยบาย ความต้องการ และ Governance ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Demand Management  คือการวางแผนเพื่อที่จะให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ไม่ได้ขอใช้บริการเกินความจำเป็นและสร้างปัญหาต่างๆในอนาคต
  • Service Portfolio Management คือการทำ Service Portfolio เพื่อจัด Cloud Serviceให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ
  • Financial Management คือการวางแผนบริหารจัดการการเงิน ทั้งงบประมาณที่จะต้อง รูปแบบของคิดค่าบริการต่างๆ

2)  Service Design คือขั้นตอนการทำ Capacity Management ซึ่งเป็นการออกแบบ Cloud Service ให้เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Service Catalog Management คือการจัดการข้อมูลของ Cloud Services ต่างๆที่มีให้บริการ ซึ่งโดยมากผู้ให้บริการมักจะมีหลากหลาย Service และราคาที่หลากหลาย อาทิเช่นบริการ Virtual Server, Storage หรือ Database
  • Service Level Management คือการบริหารและต่อรองข้อตกลงการให้บริการ (SLA: Service Level Agreement)
  • Supplier Management คือการบริหารจัดการ supplier ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ Cloud อาทิเช่น Supplier ด้าน  Software Licensing
  • Capacity Management คิอการบริหารความสามารถในการให้บริการเพื่อให้มั่นใจว่า จะมี Cloud Service ที่มีการให้บริการเพียงพอกับความต้องการ อาทิเช่นสามารถสร้าง Virtual Server ได้มากพอ หรือไม่มีจำนวน Server มากเกินความจำเป็น
  • Information Security Management คือการบริหารทางด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของการให้บริการ Cloud

3)  Service Opeartion คือขั้นตอนการทำการทำงานประจำวันของการให้บริการ Cloud Service ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Request Fulfillment คือขั้นตอนในการขอใช้บริการว่าจะจะต้องมีการบริหารจัดอย่างไร และจะเป็นรูปแบบ Self-service เพียงใด
  • Incident Management คือขั้นตอนบริหารจัดการเมื่อเกิด  incident ในการใช้บริการ Cloud
  • Access Management คือขั้นตอนการกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้บริการ สามารถที่จะใช้บริการใดบ้าง ตามนโยบายที่กำหนดไว้

4)  Service Transition คือขั้นตอนบริหารการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเราอาจมีเรื่องต่างๆที่ต้องพิจารณาอาทิเช่น

  • Change Management คือขั้นตอนที่ให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอนของ  Cloud Service สามารถที่จะควบคุมได้
  • Service Asset and Configuration Management คือการบริหารจัดการ Configuration และทรัพยากรที่อยู่ภายใต้ระบบ  Cloud ซึ่งเป็นการทำ CMDB (Configuration Management DataBase)
  • Knowledge Management คือกระบวนการที่จะรวบรวมองค์ความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวกับ Cloud Computing Services

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการ  Cloud Computing ไม่ใช่คือการวางแผนเพื่อจะจัดซื้อระบบ Hardware/Software มา แต่เป็นเรื่องของการบริหาร Service Lifecysle ที่ต้องวางแผนและบริหารจัดการในระยะยาว

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

ตัวชี้วัด Digital Economy ในมุมมองของภาคเอกชน

smart-hand-hold-the-digital-world

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเรื่องการทำแผนเรื่อง Digital Economy ของกระทรวงเทคโนโลยีสานสนเทศและการสื่อสาร โดยเป็นการประชุมในกลุ่มที่ 4 สำหรับภาคเอกชนซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมในกลุ่มอื่นๆอาทิเช่น ภาคสังคม ภาควิชาการ และ ภาคราชการ ผมเองได้รับเชิญสองรอบคิอภาควิชาการและภาคเอกชน แต่เลือกไปในฐานะของภาคเอกชนเป็นตัวแทนสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI)

ในกลุ่มย่อยของเราเห็นคล้ายกันว่า Digital Economy คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลหรือไอซีทีไปใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจที่เราติดหล่มมาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การนำดิจิทัลเข้ามาเราอาจได้นวัตกรรมใหม่ การบริการใหม่ และทำให้เศรษฐกิจในทุกภาคส่วนเราแข่งขันได้ Digital Economy จะต้องมุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมภาคส่วนต่างๆในประเทศเจริญเติบโต ไม่ได้มีเป้าเพียงเพื่อมุ่งให้อุตสาหกรรมไอซีทีบ้านเราเจริญเติบโต

เราได้ถกกันในประเด็นเรื่อง How To เล็กน้อย โดยมองว่าสิ่งสำคัญในการทำ Digital Economy คือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเช่น High Speed Broadband  ให้ทั่วถึง ควบคู่ไปกับการพัฒนาประชาชนให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีระดับขั้นในการพัฒนาที่ผู้ร่วมเสวนาท่านหนึ่งใช้คำว่า 4A  คือ

  • Availability: จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึงให้ประชาขนสามารถที่จะใช้งานได้
  • Access:  ประชาชนจะต้องสามารถที่จะใช้งานได้ในราคาที่เหมาะสม
  • Awareness: ประชาชนจะต้องตระหนักถึงประโยชน์ในการใช้งาน
  • Ability:  ประชาชนจะต้องมีความสามารถในการใช้งานเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน

มีประเด็นที่น่าสนใจว่า อะไรคือเป้าหมายและตัวชี้วัดของ Digital Economy สิ่งเราสรุปกันว่าน่าจะมีสามด้านคือ

  • Digital Economy  จะต้องทำให้ GDP ของประเทศสูงขึ้น ตัวชี้วัดที่สำคัญคือ GDP ของประเทศจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละเท่าไรที่เหมาะสม เป็นไปได้ไหมที่รายได้ของประชากรต่อหัวจะโตขึ้นสองเท่าภายใน 5 ปี   ซึ่งก็จะต้องมีตัวชี้วัดย่อยตามมาคือ การมี Broadband อย่างทั่วถึงภายใน 2-3 ปี ประชาชนในประเทศมีการใช้ Internet ร้อยละ 70 ภายใน 5 ปี หรือสัดส่วนของอุตสาหกรรมภาตบริการที่ควรสูงขึ้น รวมถึงการวัดโดยจำนวนและมูลค่าของนวัตกรรมใหม่ๆ
  • ดัชนีความสุขของประชาชนต้องดีขึ้น Digital Economy จะต้องช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดการเดินทาง การเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ การใช้งานบริการต่างๆต้องว่องไวขึ้น ประชาชนจะต้องมีโอกาสในการศึกษาที่ดีขึ้นผ่านระบบดิจิทัล และต้องช่วยลดช่องว่างทางชนชั้นของสังคม ตัวเลขเหล่านี้อาจวัดยากแต่ก็ต้องหาตัวชี้วัดที่เหมาะสม
  • ดัชนีชี้วัด E-Government ของประเทศจะต้องสูงขึ้น เราถกกันว่าหน่วยงานที่เป็นดิจิทัลน้อยสุดคือภาคราชการ ธุรกรรมของราชการเป็นอุปสรรคต่อการทำ Digital Economy เรายังต้องใช้เอกสารมากมาย คนภาคราชการมี Digital Mindset ไม่มากพอ เราต้องเร่งปฎิรูประบบราชการให้เป็นดิจิทัล เพิ่ม E-Services ต่างๆ ลดการใช้เอกสาร ตัวชีวัดที่ดีคือ  E-Government Index  ของ UN ที่เราตกมาที่ร้อยกว่า ทำอย่างไรให้เราติด  Top 20 ใน 5  ปีข้างหน้า

ทั้งหมดก็เป็นความเห็นส่วนหนึ่งของภาคเอกชนกลุ่มเล็กๆที่ได้แลdเปลี่ยนกันเมื่อวานนี้ ก็ได้แต่หวังว่าภาครัฐคงจะนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปพิจารณาปฎิบัติบ้าง

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institue

นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย  (ATCI)

Screenshot 2015-06-29 10.24.10

ระบบไอทีภาครัฐ ต้องคิดใหม่เปิดทางเลือกในการพัฒนา

Screenshot 2015-06-29 10.29.09

ทุกครั้งที่ผมเห็นระบบไอทีต่างๆของภาครัฐหลายๆแห่งแล้วจะรู้สึกหงุดหงิด ตั้งแต่เว็บไซต์ที่เห็นที่ส่วนมากจะออกแบบมาสำหรับเครื่องพีซี ไม่เหมาะกับการใช้อุปกรณ์อื่นๆดู  อีเมลที่ส่งมาก็มักจะเป็น  @gmail, @yahoo หรือถ้าเป็นอีเมลของหน่วยงานก็จะมีข้อจำกัดในขนาดของไฟล์ เอกสารก็ส่งมาให้เป็น  Word, Excel ที่ไม่มีการใช้ Office Document ซึ่งเป็น Collloboration Tools ราชการหลายๆหน่วยงานก็ยังถ่ายเอกสารไปมา มาขอให้ผมส่ง FAX ถ้าพูดถึงเครื่อง Server หรือ  Data Center ก็จะไม่มีระบบอะไรที่เป็นมาตรฐาน บางแห่งก็วางเครื่องไว้อย่างไม่ใส่ใจ ขาดระบบสำรองข้อมูล หรือการทำแผนการทำงานต่อเนื่อง

พอถามว่าทำไมยังมีระบบแบบนี้ คำตอบที่มักจะได้รับคือไม่มีงบประมาณ หรือไม่ก็ระเบียบไม่ให้ แต่ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นบริษัทขนาดเล็กจำนวนมากที่มีงบประมาณเพียงน้อยนิด สามารถนำระบบไอทีมาใช้งานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ต่างๆที่มีราคาถูกเข้ามาใช้งาน และยิ่งเมื่อผมไปเจอหน่วยงานราชการบางแห่งอย่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ใช้งบประมาณไอทีไม่มากนัก เลือกใช้ซอฟต์แวร์ Open Source ราคาถูก ระบบบน Cloud ที่มีอยู่มาทำระบบไอทีในการบริหารงานแล้ว ทำให้ผมเริ่มคิดแล้วครับว่าปัญหาของระบบไอทีภาครัฐที่ไม่ทันสมัย ล่าช้า ไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรอกครับ แต่น่าจะอยู่ที่ MindSet อยู่ที่ความกล้าที่จะเปลี่ยน

ถ้าเราจะเข้าสู่ Digital Government ผมคิดว่าเราจะต้องไม่ฝากความหวังไว้เพียงกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเช่นกระทรวงไอซีทีว่า จะต้องทำ  National Data Center ทำระบบอีเมลกลาง หรือทำระบบซอฟต์แวร์กลาง แต่สิ่งที่ควรเป็นคือเราต้องเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆเหมือนอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำระบบจากไหนก็ได้ที่มีความเสถียร มีความปลอดภัย และเชื่อถือได้มาพัฒนาระบบ อย่าหวังพึ่งเพียงหน่วยงานกลางใดๆมาทำ อย่าต้องรอให้เกิด National Data Center  หรือระบบซอฟต์แวร์กลางมีความพร้อมเสียก่อน แล้วค่อยทำระบบไอทีในหน่วยงาน ผมว่าตอนนั้นจะสายเกินไป

การทำระบบไอทีภาครัฐให้รวดเร็ว จะต้องคิดใหม่และเปิดทางเลือกในการพัฒนา โดยปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จน่าจะมีเรื่องต่างๆดังนี้

1)  ผู้นำสูงสุดองค์กรต้องเป็นแบบอย่าง ใช่ครับผู้นำในองค์กรจะต้องนำในการใช้ไอที อย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านอธิการบดีลงมาเล่นเองทำเอกสารโดยใช้ Google Docs ให้ผู้บริหารในระดับต่างๆใช้งานตาม ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในการใช้ไอทีในการบริหารงาน ไม่ใช่แค่เล่น Line, Facebook หรือ YouTube อย่าวัดความสำเร็จการใช้ไอทีของหน่วยงานเพียงแค่การกรอกผลประเมินตาม KPI  ที่สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะทำให้ผ่าน KPI ที่ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

2) ราชการต้องเปลี่ยนความคิดว่าข้อมูลหรือเอกสารของหน่วยงานว่าเป็นความลับสุดยอด เรากำลังปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเป็น Sharing Economy แต่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นหน่วยงานรัฐมักคิดว่าข้อมูลของหน่วยงานตัวเองเป็นความลับ เอกสาร อีเมลของหน่วยงานสำคัญ ต้องทำเอง ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้วเจ้าหน้าที่ดูแลระบบไอทีอาจไม่ได้มีความสามารถพอที่จะป้องกันข้อมูลได้ดีเท่ากับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญจากภายนอก ทุกๆองค์กรมีลำดับชั้นความสำคัญของข้อมูล บางเรื่องอาจลับมาก บางเรื่องอาจเปิดเผยได้ เราต้องจัดลำดับชั้นความลับ แล้วจัดระบบไอทีให้สอดคล้องกัน หน่วยงานรัฐในต่างประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย ก็ให้เอกชนมาบริหารไอที บางระบบก็ฝากไว้กับ  Amazon, Google  หรือ Microsoft  แล้วทำไมเอกสารบ้านเรามันลับมากกว่าเขาหรือครับถึงเอาไปฝากไว้ระบบอื่นๆไม่ได้ ทั้งๆที่โดยความจริงทุกวันนี้ผมก็เห็นผู้บริหารรัฐจำนวนมากส่งอีเมลโดยใช้ public mail หรือบางครั้งก็เจอถุงกระดาษที่ใช้เอกสารราชการมาทำ

3) ราชการต้องปรับระเบียบ โลกไอทีได้เปลี่ยนแปลงไป แต่วิธีจัดซื้อจัดจ้างในระบบราชการยังเหมือนเดิม เราจำเป็นต้องเปลี่ยนระเบียบต่างๆจำนวนมาก อาทิเช่นมติที่ห้ามใช้ Public Mail ที่ขัดกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน การเปลี่ยนระเบียบการจัดทำระบบที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆสามารถทำซอฟต์แวร์ให้ภาครัฐได้ โดยประเมินจากความสามารถ ระบบงานที่สามารถทำงานได้ มากกว่าการตรวจรับตามเอกสารแบบเดิมๆ หรือการปรับระเบียบเพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดหาระบบซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์มีอยู่บน Cloud ได้ การปรับระเบียบเพื่อให้นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้งานได้

4) ต้องเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานมีทางเลือกในการพัฒนาระบบ อย่าให้ทุกอย่างต้องรวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่งเช่นการใช้ National Data Center หรือ National E-Mail  แต่เราควรจะมีหน่วยงานกลางกำหนดมาตรฐานและเปิดโอกาสให้หน่วยงานสามารถใช้ระบบจากที่ใดก็ได้เช่น อาจใช้ระบบอีเมลบน Cloud ของ Google หรือ Microsoft  การใช้ Cloud Server จากบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่อยากใช้  YouTube ในการทำระบบ Video ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม อย่าว่าคิดทุกอย่างรัฐต้องทำเอง

ใช่ครับถึงเวลาที่ต้องทำ ไม่ต้องรออะไรหรอกครับ มันทำได้เลย ไม่ต้องรอ Data Center หรือระบบอะไร ในโลกไอทีมีอะไรมากมาย  Just Do It แล้วก็เริ่มทำเลย มันอยู่ที่ความกล้าและ Mindset ของผู้บริหารสูงสุดขององค์กร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

นายกสมาคมอุตสาหกรรมสารสนเทศไทย

Screenshot 2015-06-29 10.24.10

ข้อสังเกตร่าง พรบ.การพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ว่าด้วยเรื่องกองทุนฯและหน่วยงานใหม่

ผมได้มีโอกาสได้ดูร่าง พระราชบัญญติการพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และกำลังนำเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาในเร็วนี้ๆ พรบ.นี้เป็นหนึ่งในหลายๆพรบ.ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้าน Digital Economy ซึ่งกำลังพิจารณาออกมาจากรัฐบาลและสนช.

พรบ.การพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมมีสาระสำคัญคือการตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม การตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม และการตั้งสำนักงานส่งเสริมดิจิทัล ซึ่งเมื่อดูจากร่างพรบ.คิดว่าทางรัฐบาลมีความตั้งใจที่ดีในการที่จะพัฒนา Digital Economy แต่ก็มีข้อสังเกตบางประการที่คิดว่า ควรมีการปรับปรุงร่างพรบ.ในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช. เพื่อให้งานด้าน Digital Economy ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

ข้อสังเกตทั่วไปและโครงสร้างคณะกรรมการ

พรบ.ในมาตราที่ 3 มีการให้คำนิยามของศัพท์ใหม่เช่น ดิจิทัล หรือ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่อ่านแล้วอาจแปลกๆและดูไม่เหมาะสมเช่นระบุว่า “ดิจิทัลเป็นสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่งหรือสัญลักษณ์อื่นแทนค่าสิ่งทั้งปวง” หรือแม้แต่นิยามคำว่า ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตาม มาตรา 3 วรรค 2 ใตามที่ระบุไว้ก็ดูไม่เหมาะสม เพราะวันนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช้เทคโนโลยีข้อมูลอีกแล้ว

11707661_871689442884193_8362799084558328214_n

ในแง่ของเป้าหมายและนโยบายตามมาตราที่ 6 ก็ดูเหมือนว่าจะเน้นฝั่งด้าน Demand  มากกว่าฝั่งด้าน Supply และมีโครงสร้างคณะกรรมการย่อยหลายๆชุดในมาตราที่ 14 ที่มาจากฝั่ง Demand เสียส่วนใหญ่

นอกจากนี้โครงสร้างคณะกรรมการที่กำหนดไว้ 5 ชุดก็น่าจะมีเพิ่มคณะกรรมการหนึ่งชุด ที่จะปรับพันธกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เป็นผู้พัฒนาและรับผิดชอบความสามารถและผลงานของการใช้เทคโนโลยีทางด้านข้อมูลให้แก่ทุกกระทรวง เพื่อเพิ่มผลงานและลดงบประมาณของทุกกระทรวง ที่ต้องรวมกันเป็นประสิทธิภาพและศักยภาพของรัฐทั้งหมด

ข้อสังเกตเรื่องกองทุนพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม

การจัดกองทุนฯในหมวดที่ 4 ของพรบ.นี้ มีความสุ่มเสี่ยงต่อการใช้เงินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการให้อำนาจกับผู้บริหารประเทศมากเกินไปโดยไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งผมเคยได้เคยบทความท้วงติงไว้ในเรื่อง กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: อย่าออกพรบ.ตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ  และ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ก็เขียนออกมาแสดงความเห็นว่า กองทุนฯนี้ไม่มีความจำเป็น เปิดช่องทางหากิน และสร้างบรรทัดฐานที่ผิด มันเปรียบเสมือนการจัดตั้งงบกลางของกระทรวงฯที่จะไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา ทั้งๆที่สามารถจะตั้งงบประมาณปกติในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้โดยตรง ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนและมีประโยชน์มากกว่า การนำเงินมาไว้ที่กองทุน โดยยังไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร เป็นการให้อำนาจกับผู้บริหารในอนาคตที่อาจเป็นนักการเมืองมาตัดสินใจโดยขาดความโปร่งใส

แต่หากมีความจำเป็นต้องจัดตั้งกองทุนนี้ ก็ควรจะมีการทบทวนในประเด็นต่างๆดังนี้

  • มาตรา 21 กำหนดขอบเขตการใช้เงินกองทุนที่กว้างเกินไป จะให้เงินเปล่าแก่หน่วยงานเอกชนใด บุคคลใดก็ได้  ซึ่งการทำแบบนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาในอนาคต
  • มาตรา 22 ที่มาของเงินกองทุนมาจากหลายๆแหล่งทั้งงบประมาณประจำปี และเงินรายได้ของกสทช. ที่เป็นเงินของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม ซึ่งควรนำไปใช้ในด้านนั้น และทำให้เกิดการลดความเหลื่อมล่ำด้านดิจิทัลเช่น  โครงการการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) การนำเงินของผู้บริโภคโทรคมนาคมมาใช้ด้านไอทีด้วยจึงอาจทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมสูงเกินไป

ข้อสำคัญเงินกองทุนนี้ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุดที่เก็บได้ เราอาจจะเจอกรณีเดียวกับของกสทช.ที่มีเงินเก็บในกองทุนถึง 34,000 ล้านบาทโดยไม่ได้นำไปใช้อะไร ทั้งๆที่ประเทศยังต้องการเงินพัฒนาประเทศอีกมากในด้านอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการตั้งบรรทัดฐานผิดๆให้กับทุกกระทรวงที่จะตั้งกองทุนมาใช้เงินโดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา

  • มาตรา  25  คณะกรรมการบริหารกองทุนจะมาจากการแต่งตั้งของฝ่ายการเมืองซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งพวกพ้องมาบริหาร และเมื่อดูการตรวจสอบการใช้เงินแล้ว ไม่มีขั้นตอนใดใน หมวดที่ 4 ส่วนที่ 2 (มาตรา  25-30) ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบต่อรัฐสภา แม้แต่การเสนอผลการใช้เงินกองทุนประจำปี

ข้อสังเกตเรื่องการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

พรบ.ในหมวดที่ 5  จะมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ SIPA เดิม ตามที่หลายๆคนเข้าใจผิด ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็มีบางประเด็นที่สมควรแก้ไขอาทิเช่น

  • แม้ในบทเฉพาะกาลจะมีมาตรา  58  ยุบ SIPA ทิ้งแลัวโอนหนี้สิ้นทรัพย์สินไปยังหน่วยงานใหม่ แต่ก็ยังมีมาตรา 59 ที่ให้โอนพนักงาน SIPA ไปเป็นการชั่วควารแล้วสำนักงานใหม่จะดำเนินการคัดพนักงานใหม่ภายในเวลา 270 วันซึ่งอาจเป็นใครก็ได้ไม่ใช่พนักงาน SIPA ที่ทำงานอยู่เป็นการชั่วควาร การพิจารณาเช่นนี้ทำให้เสียเวลาของการทำงานเปล่า เราควรท่ีจะให้มีการคัดพนักงานตั้งแต่เรื่มจัดตั้งองค์กร และคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพและมีความสามารถเข้าทำงาน งานจะได้เกิดความรวดเร็ว ไม่ใช่นำวัฒนธรรมของบุคลากรองค์กรเก่าๆอย่าง SIPA  ทั้งหมดเข้ามา แล้วค่อยมาคัดกรองภายหลัง  ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 59 วรรค 4 ก็ระบุดีแล้วว่า ควรจ่ายเงินชดเชยตามสัญญาจ้างให้กับพนักงาน SIPA ทั้งหมดที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งควรทำโดยทันทีทันใดไม่ใช่รอ 270 วัน
  • นอกจากนี้ควรมีการเพิ่มข้อความในบทเฉพาะกาลที่จะให้สำนักงานใหม่ สามารถที่จะยืมตัวบุคลากรที่มีความสามารถจากหน่วยงานใดๆมาทำงานในระยะเริ่มต้นภายใน 270 วัน  เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: อย่าออกพรบ.ตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ

“อาจารย์ครับ ได้เห็น พรบ.ดิจิทัลหรือยัง ผมว่ามีหลายเรื่องไม่เหมาะสม” เพื่อนในวงการไอทีอีกท่านหนึ่งโทรมาสอบถามผม ปลายสัปดาห์ที่ผ่าน จริงๆก็เป็นรายที่สองแล้วที่มาปรึกษาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะหมวด 4 เรื่องกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

ตอนแรกผมได้ยินเรื่องนี้ก็คิดว่าเขาทักท้วงแบบไม่เข้าใจ และเข้าใจไปว่ากองทุนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำนวัตกรรมใหม่ การทำเป็นแหล่ง Venture Capital ให้กับกลุ่ม Start-up  แต่เมื่อถูกถามหนักๆว่าแล้วอาจารย์ได้ดูร่างพรบ.หรือยัง มีหลายๆข้อที่มันเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนออกมาใช้อย่างไม่เหมาะสม ผมก็เลยต้องรีบไปหาร่างพรบ.มาดู ประกอบกับได้บทความของ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  เรื่อง กองทุนเศรษฐกิจดิจิทัล: ไม่จำเป็น เปิดช่องทางหากิน และสร้างบรรทัดฐานที่ผิด เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทำให้เริ่มเข้าใจถึงความไม่ปรกติของร่างพรบ.ฉบับนี้

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมสนับสนุนการที่ภาครัฐจะมาช่วยส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ สนับสนุนบริษัท  Start-up หรือจะมีการตั้งกองทุน Venture Capital ที่มีทุนประเดิมมา แต่ก็ควรจะเป็นพรบ.ที่ชัดเจนมีรูปแบบการบริหารงานที่ชัดเจน และต้องมีรูปแบบการสนับสนุนการลงทุนกับบริษัทต่างๆที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้  แต่ในพรบ.นี้ได้กำหนดการใช้จ่ายเงินกองทุน ตาม ม.25 แบบกว้างมาก จะเอาไปลงทุนใดๆก็ได้ ในภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ได้ แถมในมาตรา25(1) เขียนไว้ด้วยว่าจะให้เงินแก่ภาครัฐเอกชนหรือบุคคลทั่วไปไปเปล่าๆก็ได้ และจะมีรายได้จากเงินภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 4-5 พันล้านบาทตามมาตรา 22 ข้อสำคัญรายได้หรือทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ตามมาตรา24 

ในปัจจุบันกสทช.มีกองทุนสนับสนุนบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (กทปส.)ที่มีเงินอยู่เกือบ 34,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาและการใช้งานด้านโทรคมนาคม แต่เงินกองทุนนี้ถูกนำมาใช้น้อยมาก และกสทช.ก็มีข้อครหาเรื่องการใช้เงินที่ขาดความรอบคอบ ทำให้หลายๆภาคส่วนขาดความไว้ว่าใจการใช้งานของกสทช. การออกร่างพรบ.นี้จึงมีการระบุในมาตรา 22 เป็นการดึงเงินส่วนหนึ่งของ กสทช. อันเป็นรายได้ถึงร้อยละ 25 มาเพื่อให้คนกลุ่มใหม่ภายใต้หน่วยงานใหม่มีอำนาจใช้จ่าย ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าจะช่วยแก้ปัญหาการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมได้อย่างไรเพราะร่างพรบ.นี้กลับไม่มีมีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุนที่เหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผมเข้าใจว่า ร่างพรบ.นี้อาจเขียนมาด้วยเจตนาอันนี้ มองว่าผู้บริหารภาครัฐจะมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง โดยบางทีอาจลืมไปว่ารัฐบาลคสช.ที่มีรัฐมนตรีหลายๆท่านที่มีคุณสมบัติดังกล่าวคงไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่ในอนาคตกำลังจะมีนักการเมืองมาบริหารงานกองทุนนี้ต่อไป ทำไมเราไม่เขียนพรบ.นี้ให้รัดกุมกว่านี้ ทำให้ตรวจสอบได้ ผมสนับสนุนความคิดของดร.สมเกียรติ บางประการที่ว่า

  • ร่างพรบ.นี้กำลังเปิดช่องให้มีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่โปร่งใส  จากดุลพินิจของรัฐบาล โดยไม่มีการตรวจสอบโดยฝ่ายค้าน
  • การกำหนดให้มีกองทุนขนาดใหญ่มีเงินตั้งต้นกว่าหมื่นล้านบาท ที่สามารถใช้จ่ายได้เฉพาะในโครงการด้านเศรษฐกิจดิจิตัล จึงไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้เงินจากกระบวนการงบประมาณ

และก็อยากเพิ่มเติมให้ภาคเอกชนเห็นว่า ร่างพรบ.นี้ไม่ได้ระบุในมาตราใดเลยเพื่อไม่ให้กองทุนนี้ มาแข่งขันกับเอกชน พรบ.มาตรา 25 (1) ระบุให้สามารถนำไปใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชนหรือบุคคลทั่วไปในการดำเนินการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยการให้เปล่า หรือให้กู้ยืมโดยมีหรือไม่มีดอกเบี้ยก็ได้ กรณีเช่นนี้อาจทำให้การให้ผู้บริหารกองทุนเลือกให้เงินสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการจำกัดวงเงิน หรือสามารถเข้าไปถือหุ้น ทำธุรกิจ หารายได้ เข้าร่วมทุนกับบุคคลอื่น รวมทั้งอาจให้บริการแข่งขันกับเอกชนได้ เพราะไม่ได้มีกำหนดข้อห้ามไว้

ข้อสำคัญอีกประการคือการกำหนดว่า ทรัพย์สิน ดอกผล ผลประโยชน์ หรือรายได้อื่นที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน ไม่ถือว่าต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน ทั้งๆที่ประเทศชาติก็ยังภาระหนี้สิ้นมากมาย รายได้ทั้งหมดจึงไม่ควรนำเข้ากองทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้เป็นรายได้ของแผ่นดินที่จะนำไปพัฒนาประเทศ

เรากำลังปล่อยให้ร่างพรบ.ที่จะอนุญาตให้คณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรีในอนาคตหนึ่งท่านเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนนี้ร่วมกับคณะกรรมการจำนวนหนึ่ง สามารถนำเงินเป็นหมื่นๆล้านบาทต่อปีไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ ตาม ม.25 แต่กระบวนการตรวจสอบกลับน้อยมากและอาจทำไห้เกิดความไม่โปร่งใส ผมคิดว่าแทนที่เราจะแก้ปัญหาการใช้่จ่ายเงินทีไม่เหมาะสมของกสทช.โดยการออกกฎระเบียบที่มีการควบคุมที่ดีขึ้น แต่เรากลับโอนเงินไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อไปจะเป็นนักการเมืองเข้ามาบริหารเงินแทนโดยมีระเบียบทีหละหลวมขึ้นไปอีก

ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องทบทวน ร่างพรบ.นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่าออกพรบ.เพื่อตีเช็คเปล่าให้ผู้มีอำนาจ เผลอๆจะเป็นความเสียหายต่อชาติในอนาคตมากกว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ธนชาติ นุ่มนนท์

images (1)

การติดตั้งและเปรียบเทียบ Hadoop Distribution ต่างๆ

 

Hadoop เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการทำ Big Data ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากมีความสามารถในการเก็บข้อมูลนับเป็น PetaByte และนำมาใช้งานในเว็บใหญ่ๆและหน่วยงานต่างๆจำนวนมากอาทิเช่น Yahoo หรือ Facebook  แม้ Hadoop จะเป็น Open Source แต่ก็มีผู้ผลิตหลายรายต่างทำ Distribution ของ Hadoop ออกมาอาทิเช่น IBM, Amazon, Intel, Microsoft, Cloudera และ Hortonworks เป็นต้น โดย Forrester Research ได้เปรียบเทียบ Hadoop Distribution ต่างๆในรูปที่ 1

Screenshot 2015-05-23 08.59.33

รูปที่ 1 การเปรียบ Hadoop Distribution ของ Forrester Research

Hadoop Distribution แบ่งออกเป็น 4  กลุ่ม ดังแสดงในรูปที่ 2

  • Apache Open source: ตัวที่เป็น Open Source Project ของ Apache ที่เราสามารถ Download ได้จากเว็บ hadoop.apache.org
  • Hadoop Software Vendors: กลุ่มนี้คือผู้ผลิตที่ไม่ได้ผูกติดกับ Hardware Vendor โดยสามารถจะติดตั้ง  Hadoop Distribution กับ Server ค่ายใดก็ได้ กลุ่มนี้จะเป็นผู้นำตลาดด้าน Hadoop โดยมีรายหลักสามรายคือ Cloudera, Hortonworks และ MapR
  • Hadoop Distribution ของผู้ผลิต Hardware: ผู้ผลิต Hardware บางรายก็จะทำ Hadoop Distribution ออกมา และมักจะแนะนำให้ผู้ใช้เลือกใช้เครื่อง Server ของตัวเองอาทิเช่น IBM Inforsphere BigInsight, Pivotal HD ของ EMC และ Teradata
  • Hadoop Distribution ของผู้ให้บริการ Cloud: กลุ่มนี้จะเป็น Hadoop ที่รันอยู่บน Cloud เท่านั้นและไม่สามารถติดตั้งบน Server ทั่วไปได้ ตัวอย่างของ Hadoop ในกลุ่มนี้คือ Amazon EMR และ  Microsoft Azure HDInsight

Screenshot 2015-05-23 08.59.41

รูปที่ 2 ประเภทของ Hadoop Distribution

ผมเองเคยทดลองใช้และติดตั้ง Hadoop Cluster สำหรับ Distribution ต่างๆดังนี้ Apache Hadoop, Cloudera, Hortonworks, Amazon EMR, Microsoft Azure และ Google Cloud Platform ซึ่งการติดตั้ง Hadoop Cluster จะมีปัญหาในเรื่องการหา Server ผมจึงเลือกใช้ Virtual Server ที่อยู่บน Cloud ที่เป็น EC2 ของ Amazon Web Services หรือไม่ก็จะเลือกใช้ Hadoop as a Services ที่อยู่บน Cloud ซึ่งง่ายต่อการติดตั้ง สำหรับเอกสารการติดตั้ง Hadoop Distribution ต่างๆที่ผมและทีมงานเคยเขียนไว้หรือจากแหล่งอื่นๆมีดังนี้

จากการทดลองติดตั้งใช้งาน Cluster ต่างๆ ขอเปรียบเทียบดังนี้

  • Apache Hadoop Distribution: มีข้อเด่นคือเป็น Opensource และไม่ต้องห่วงเรื่อง License การใช้งานแต่มีข้อจำกัดคือเราต้องบริหารจัดการ Distribution ต่างๆของ Hadoop เอง ซึ่งบางครั้งอาจจะเจอปัญหาเรื่อง Bug หรือ Conflict ระหว่าง version ตัวอย่างเช่น Flume 1.5 อาจจะต้องปรับบางไฟล์เพื่อให้ทำงานกับ Hadoop 2.7 ได้ นอกจากนี้ขั้นตอนในการติดตั้งต่างๆจะยากกว่า Distribution ต่างๆ
  • Hortonworks สามารถติดตั้งได้โดยง่ายแต่ผู้ใช้ต้องจัดการลง SSH ในแต่ Server เอง ข้อดีอีกอย่างคือมี โปรแกรมบริหาร Cluster ทีเป็น Opensource ที่ชื่อ Ambari ทำให้เพิ่มหรือลด Server  ได้โดยง่าย

Screenshot 2015-05-23 09.13.03

  • Cloudera น่าจะเป็น  Distribution ทีติดตั้งได้ง่ายที่สุดที่ผมได้ทดลองมา ข้อดีอีกอย่างคืมีโปรแกรม  Hue ที่ช่วยทำ Web GUI สำหรับผู้ต้องการใช้งาน Hadoop ส่วนโปรแกรมจัดการ Cluster คือ  Cloudera Manager นั้นอาจผูกติดกับบริษัท Cloudera ไปหน่อย

Screenshot 2015-05-23 09.13.13

  • Hadoop as a Service on Cloud มีข้อดีคือติดตั้งได้โดยอัตโนมัติ เราเพียงแต่บอกขนาดของ Server จำนวนโหนด และซอฟต์แวร์ที่ต้องการจะติดตั้ง จากประสบการณ์ของผมค่อนข้างจะชอบของ  Amazon EMR มากสุด แต่การใช้งาน Hadoop as a Service มีข้อจำกัดตรงต้องใช้ Hadoop และ Ecosystem  ตามที่ผู้ให้บริการ Cloud กำหนดมาเท่านั้น เราไม่สามารถเลือกใช้เองได้

ผมคิดว่าทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ต้องการทดลองทำ Big Data คือทดลองติดตั้ง Hadoop Distribution ใดก็ได้บน Cloud Server แล้วเราจะเข้าใจระบบและการใช้งานได้ดีขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

พฤษภาคม 2558