เอกสารการอบรม Big Data Certification Course (ตอนที่ 1)

1531916_493272750820070_1175909514908117233_n

IMC Institute เปิดหลักสูตร Big Data Certification รุ่นที่หนึ่งตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมนี้ มีผู้เข้าอบรมร่วม 30 ท่านจากหลายๆหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน  โดยมีวิทยากรร่วม 7 ท่านโดยมีการสอนทั้งหมด 4 โมดูลคือ

  • Module 1: Big Data Essentials and NoSQL
  • Module 2: Big Data Using Hadoop
  • Module 3: Business Intelligence Design&Process
  • Module 4: Data Scientist Essentials

ซึ่งตอนนี้ได้มีการอบรมเสร็จไปแล้วสองโมดูล ผมจึงขอนำเอกสารการบรรยายทั้งสองโมดูลมาแชร์ให้ดังนี้

Module 1: Big Data Essentials and NoSQL

Module 2: Big Data Using Hadoop

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

พฤษภาคม 2558

สิ่งสำคัญสุดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลคือต้องเปลี่ยน Mindset ในการบริหารงาน

Screenshot 2015-05-01 21.53.22

นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของรัฐบาลนี้คือสิ่งที่ต้องทำตามกระแสโลก เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากการเกิดปฎิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดจากการเข้ามาของ Smartphone ที่ทำให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆเริ่มตกยุคไป อาทิเช่น กล้องวิดีโอ สมุดจดที่อยู่ walkman วิทยุทรานซิสเตอร์ แผนที่ที่เป็นกระดาษ Travel games นาฬิกาปลุก Yellow pages หรือ เครื่องคิดเลข

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ตกยุค แต่มันทำให้ธุรกิจต่างๆต้องเปลี่ยนแปลงหรือล้มหายไปด้วยอาทิเช่น

  • ร้านถ่ายรูป/อัดภาพ ถูกแทนที่ด้วยการแชร์ภาพผ่าน Instagram  หรือ Facebook
  • สาขาธนาคาร เจ้าหน้าที่ Teller หรือเช็ค ถูกแทนที่ด้วย Online Banking, Mobile Banking
  • ธุรกิจการชำระเงิน ถูกแทนที่ด้วย Mobile Payment และการทำธุรกรรมผ่าน Paypal
  • สหกรณ์เรียกแท็กซี่ ถูกแทนที่ด้วย Application อย่าง Grab Taxi หรือแม้แต่แท๊กซี่เองก็ต้องแข่งขันกับ Uber หรือ Lyft
  • ร้านขายหนังสือ ถูกแทนที่ด้วยธุรกิจออนไลน์อย่าง Amazon.com และหนังสือที่เป็นกระดาษก็กำลังถูกคู่แข่งอย่าง Kindle หรือ OokBee เข้ามาแทนที่
  • ร้านเช่าวิดีโอ ถูกแทนที่ด้วย online streaming อย่าง NetFlix หรือ iTune
  • ธุรกิจการจองตั๋ว ที่พัก ถูกแทนที่ด้วยการจองตั๋วออนไลน์ อย่าง ThaiTicketMajor หรือ Agoda แม้แต่ธุรกิจโรงแรมเองก็ต้องมาแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์อย่าง  Airbnb ที่มีเครือข่ายที่พักกว่า 800,000 แห่งใน 33,000 เมือง
  • ธุรกิจการขายรถ อาจต้องมาแข่งกับธุรกิจอย่าง Zipcar หรือ Car2Go ซึ่งอาจเกิดคำถามว่าในอนาคตจำเป็นจะต้องเป็นเจ้าของรถอีกหรือ
  • ธุรกิจ Encyclopedia Britannica ที่อยู่มาถึงปี 2010 ซึ่งมีบทความกว่า 40,000 เรื่อง และบรรณาธิการมากกว่า 100 ราย ก็ไม่สามารถจะแข่งกับ Wikipedia ที่มีบทความกว่า 35 ล้านเรื่องจากบรรณาธิการกว่า 69,000 ราย ใน 288 ภาษา

เรากำลังก้าวเข้าสู่เครษฐกิจใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล หากเราปรับตัวไม่ทันเราก็คงแข่งขันไม่ได้และล้มหายไปในที่สุด ต้องยอมรับกันตรงๆว่าแม้ประเทศไทยจะมีอัตราการใช้ดิจิทัลค่อนข้างสูง แต่ร้อยละ 90 เราเน้นเพียงเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่เพื่อการทำงานหรือธุรกิจ จึงไม่แปลกใจที่ระยะหลังอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราเริ่มจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆไม่ได้ เพราะเราก้าวตามโลกดิจิทัลไม่ทัน เราแข่งขันบทพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลลำบาก จึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีนโยบายด้านนี้ที่ชัดเจนเพื่อการแข่งขันในอนาคต

images (1)

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลต้องเปลี่ยน Mindset ของการบริหารงาน

แม้นโยบาย Digital Economy จะพยายามเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ Mindset เพราะวันนี้การแข่งขันไม่เหมือนเดิม ลูกค้าหรือผู้รับบริการมีข้อมูลข่าวสารมากขึ้น คู่แข่งมาจากไหนก็ได้ เศรษฐกิจใหม่เป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรเน้น นวัตกรรมใหม่และ Marketplace ใหม่ ดังนั้นรูปแบบการทำงานแบบเดิมจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องรวดเร็วกว่าเดิม ต้องลดขั้นตอนการทำงาน และเน้นให้บุคลากรในองค์กรทำงานร่วมกัน

รูปแบบการทำงานที่มีลำดับชั้น (Hierarchical bureaucracies) ที่เน้นการทำงานแบบ Vertical เริ่มใช้งานไม่ได้ในการแข่งขันยุคปัจจุบัน การทำงานต้องลดขั้นตอนการบังคับบัญชา องค์กรต้องเป็นลักษณะแบนราบ (Horizontal) มากขึ้น มีสายบังคับบัญชาให้น้อยลง การสั่งงานแบบบนลงล่าง Top to Bottom จะต้องน้อยลง เน้นให้พนักงานในองค์กรมีส่วนร่วมในการทำงานมากสุด และเน้นการทำงานร่วมกันโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆที่เป็น Collaboration Tool เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมหรือบริการใหม่ๆได้

ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบการทำงานแบบเดิมที่เน้นการทำงานเป็น Vertical จะแตกต่างกับการทำงานบนเศรษฐกิจดิจิทัลเชิงสร้างสรรที่เน้นการทำงานเป็น Horizontal มาก โดยในอนาคตองค๋กรที่ยังทำงานเป็นแบบ Vertical จะแข่งขันไม่ได้ เราจะเห็นตัวอย่างองค์กรใหม่อย่าง Facebook, Google, Apple, Amazon ล้วนแต่เปลี่ยน Mindset ในการบริหารงานเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่

ที่กล่าวมาทังหมดนี้ อดเป็นห่วงภาคราชการไทยไม่ได้ เพราะยังเชื่องช้ายังไม่ปรับ Mindset ในการบริหารงาน ถ้าตราบใดองค์กรยังบริหารแบบ Top Down ยังต้องทำสำเนาหนังสือ ส่งแฟกซ์ เกษียณหนังสือ ขั้นตอนการทำงานยังล่าช้า และข้าราชการไม่มีส่วนร่วมในการทำงานที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ เราแข่งขันไม่ได้หรอกครับ แม้จะมีนโยบาย Digital Economy ก็ตาม สิ่งสำคัญสุดคือการปรับ Mindset ในการบริหาร ผู้บริหารและคนทำงานต้องทำงานไม่เหมือนเดิม

การจะก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญสุดคือภาคราชการต้องเป็นดิจิทัล เลิกการบริหารงานในรูปแบบเดิมที่เน้นระบบการสั่งงานแบบ Top Down รอการเกษียณหนังสือ ถ้ายังเป็นแบบนี้นวัตกรรมไม่เกิดครับ การทำงานล่าช้า เราก็คงจะเห็นปัญหาต่างๆที่จะตามมาอีกมากมายเช่นเดียวกับ ปัญหาเรื่องการบิน เรื่อง EU จะแบนการประมง ทั้งหมดที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรายังไม่เปลี่ยน Mindset ในการบริหารงาน

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การใช้ไอทีเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของ SME

Screenshot 2015-05-01 21.53.22

IMC Institute จัดว่าเป็น SME ครับ แนวคิดของเราคือไม่ต้องการมีพนักงานประจำจำนวนมาก และพนักงานต้องสร้าง Productivity ให้มากขึ้น ไม่ได้เน้นต้องมานั่งทำงานหนักๆที่ Office นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือการนำระบบไอทีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้แข่งขันได้ บางครั้งผมแปลกใจที่มักจะได้ยิน SME หลายรายว่าบ้านเราไม่มีระบบไอทีในการทำงาน ไม่มีซอฟต์แวร์ราคาถูก ค่าใช้จ่ายไอทีสูง ทั้งๆที่ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ดีๆมากมายที่อยู่บน Cloud และค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ วันนี้ขอลองเอาประสบการณ์การใช้ไอทีใน IMC Institute มาเล่าให้ฟัง

งานด้านหนึ่งของ IMC Instituteคือการจัดอบรม บางครั้งต้องจัดอบรม 4-5 สถานที่ในวันเดียวกัน พนักงานก็เลยอาจต้องออกนอกสถานที่ตลอดเวลา เราเลยต้องใช้ระบบไอทีในการทำงานร่วมกัน ระบบทั้งหมดเราอยู่บน Cloud จริงๆเราไม่ได้สนใจหรอกครับว่าระบบโปรแกรมหรือข้อมูลเราจะอยู่ที่ไหน แต่สิ่งสำคัญคือขอให้มีความน่าเชื่อถือและข้อสำคัญเราซื้อแพลตฟอร์มนะครับ ไม่ใช่มาเลือกซื้อซอฟต์แวร์ ระบบที่ใช้ต้องทำงานกับอุปกรณ์ใดก็ได้ สามารถพัฒนาต่อยอดเองได้ และเป็นแพลตฟอร์มต่อกับระบบอื่นๆได้

ระบบหลักที่เราใช้ในองค์กรคือ Salesforce.com ที่เราใช้ Force.com พัฒนาโปรแกรมการบริหารงานอบรม ทั้งการบริหารหลักสูตร ระบบผู้ลงทะเบียน ระบบ CRM ระบบบัญชี และยังทำหน้าที่เป็นระบบ BI ใช้ในการทำรายงานนำไปวิเคราะห์และคาดการณ์รายได้ขององค์กรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เรายังสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมต่างๆของ Salesforce.com ได้โดยง่าย ทำให้สามารถเขียนโมดูลใหม่ๆใส่เข้ามาได้เสมอ

IMC Institute เองยังใช้โปรแกรมสำหรับสำนักงานอีกจำนวนมากทั้งที่เป็นแบบ Freeware และ subcription ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือน ทุกตัวจะเป็นแพลตฟอร์มบน Cloud อาทิเช่น Google Apps, Office 365, Dropbox, หรือ Skype เรายังต้องหาโปรแกรมมาช่วยในการประชาสัมพันธ์หลักสูตรต่างๆขององค์กร โดยจะต้องเช่าเว็บไซต์เองและจัดทำเว็บโดยใช้ Freeware อย่าง Joomla และก็เสียค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook และมีระบบการส่ง  EDM  อย่าง  Mailchimp

ในด้านของการอบรม IMC Instituteจะเปิดระบบ Cloud ให้ผู้เรียนสามารถใช้งานได้ในหลักสูตรต่างๆที่ต้องใช้ Server เช่น Big Data, Hadoop Workshop หรือ Cloud Software Development ซึ่งบางวันเรามีการเปิด Server ถึง 90 เครื่อง ดังนั้นเราจึงมีค่าใช้จ่ายในการใช้  Cloud Services ของ Amazon Web Services ที่คิดตามชั่วโมงการใช้งาน และเรายังแชร์สไลด์และเอกสารผ่าน  Slideshae.net ซึ่งในกรณีนี้เรายังใช้ Free Edition อยู่

เพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายด้านไอทีต่อเดือนผ่านระบบ Cloud ผมขอยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายในเดือนมีนาคมมาให้ดูดังรูปที่ 1 ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 10,849.23 บาท (ไม่ได้รวมค่าอินเตอร์เน็ต) ผมมองว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้สูงมาก เพราะเราใช้โปรแกรมต่างๆมากมายเปิด Server หลายสิบเครื่อง และก็ใช้ในงานประชาสัมพันธ์ มันคือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขององค์กร เหมือนที่เราจ่ายค่าเช่าออฟฟืต ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้อสำคัญมันถูกกว่าค่าจ้างพนักงานต่อคน ระบบไอทีที่ใช้อาจช่วยลดจำนวนพนักงานไปถึง 4-5  คน

ในปัจจุบันเราเองก็ยังมีแผนที่จะจัดหาโปรแกรมอื่นๆบน Cloud มาใช้ อาทิเช่นโปรแกรมบริหารงานบุคคล (e-HR) หรือโปรแกรมบัญชีที่ใช้ส่งกรมสรรพากรได้ ซึ่งก็มีโปรแกรมของคนไทยบางโปรแกรมที่น่าสนใจ

swspending_ods_-_OpenOffice_Calc

รูปที่  1 ประมาณการค่าใช้จ่ายระบบไอทีของ IMC Institute  เดือนมีนาคม

สิ่งที่เราได้กลับมาจากการใช้ไอทีในการทำงานคือ

เรามีความคล่องตัวในการทำงานขึ้น เพราะระบบที่เราเลือกใช้งานเป็นแพลตฟอร์มที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ อุปกรณ์ใดก็ได้ ดังจะเห็นในรูปที่ 2 ที่แสดงให้เห็นถึงโปรแกรมใน iPad ต่างๆทีเราใช้ทำงาน ซึ่งเราสามารถดึงข้อมูลมาจากระบบ Cloud ได้

ช่วยลดต้นทุนในการทำงาน ระบบไอทีทำให้เราใช้พนักงานน้อยลงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

มีตัวเลขที่เห็นผลการดำเนินงานขององค์กรอย่างถูกต้อง เพราะเรามีระบบ BI ทำให่เห็นข้อมูลต่างๆได้อย่างชัดเจน เรามีระบบประชาสัมพันธ์อย่าง Facebook, Mailchimp  ทำให้เห็นข้อมูลได้ว่า ข้อมูลที่ส่งออกไปใครได้รับบ้าง

ที่สำคัญอีกเรื่องคือระบบไอที ทำให้เราสามารถสร้างบริการใหม่ๆได้ ระบบ Cloud ทำให้เราเป็นที่แรกๆในภูมิภาคแห่งนี้ที่สอนโดยการเปิดใช้ Server  จริง ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากระบบจริง เราเลยบอกว่าเราสอนในหลักสูตรที่เป็น One Server per Student

ตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้เห็นว่า SME สามารถใช้ไอทีได้เลย ไม่ต้องรออะไรครับ มันอยู่ที่การปรับ Mindset ของเรา มันมีโปรแกรมมากมายที่ให้เราใช้ ทั้งของไทยและต่างประเทศและก็มีโปรแกรมถูกๆให้เราใช้มากมาย แต่มันไม่มีโปรแกรมไหนหรอกครับที่อาจตรงกับการทำงาน 100% แม้แต่จะจ้างเขาพัฒนา บางครั้งเราก็อาจต้องปรับงานบางอย่างให้สอดล้องกับระบบที่มี ซึ่งผลของการใช้ไอทีจะทำให้เราได้ประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นและพร้อมที่จะแข่งขันได้ครับ

IMG_0928

รูปที่ 2 ตัวอย่างหน้าจอ iPad ที่มีโปรแกรมต่างๆที่ IMC Institute ใช้งานประจำ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

การแข่งขันบน Digital economy คือการสร้างแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่การพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud

Screenshot 2015-05-01 21.53.22

โปรแกรม Facebook, Line, Dropbox หรือ Chrome Browser ไม่ใช่แต่ซอฟต์แวร์ธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) คำว่าแพลตฟอร์มหมายถึงโปรแกรมจะสามารถขยายขีดความสามารถอย่างไม่จำกัด มีคนพัฒนาฟังก์ชั่นหรือโมดูลใหม่ๆมาต่อยอดอยู่ตลอดเวลา เกิดนวัตกรรมใหม่ๆเสมอ และสามารถนำไปต่อเชื่อมกับระบบอื่นๆได้ เราเห็น Facebook จะมี Application ใหม่ๆที่มาเชื่อมต่อเสมอ Line ก็จะมี add-on application ต่างๆ หรือแม้แต่ Chrome ที่น่าจะเป็นแค่ Browser มันก็คือ Platform ที่มี plugin หรือ add-on module ใหม่ๆให้เราเพิ่มได้เสมอ

คำว่าแพลตฟอร์มคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซอฟต์แวร์ แต่ยังรวมไปถึงเว็บไซต์ Product หรือ บริการต่างๆ อาทิเช่น Amazon.com ไม่ใช่เป็นแค่ E-commerce website แต่เป็นแพลตฟอร์มในการซื้อขายสินค้า ที่คนอื่นสามารถเขียนโปรแกรมต่างๆเข้ามาต่อเชื่อมหรือดึงข้อมูลได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องเข้าไปที่เว็บ http://www.amazon.com ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอย่าง Jawbone Up, Apple Watch ไม่ใช่เป็นแค่อุปกรณ์ Hi-tech แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ให้คนอื่นเขียนโปรแกรมมาเพิ่มหรือดึงข้อมูลได้ หรือแม้แต่บริการชำระเงินออนไลน์อย่าง Paypal ก็เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้มีการพัฒนา application ต่างๆมาเรียกใช้เพื่อทำธุรกรรมการเงินได้

ความสำเร็จของแพลตฟอร์มคือ ทำให้เกิดการใช้กันอย่างมาก ทำให้กลายเป็น Large scale web/application มี applicationใหม่ๆมาต่อยอดมากมาย มีรายได้เกิดขึ้นมามากมาย ทุกวันนี้เราอาจเห็นซอฟต์แวร์มากมายแต่ซอฟต์แวร์ดังๆที่เติบโตอย่างรวดเร็วมันไม่ใช่ซอฟต์แวร์แต่มันคือแพลตฟอร์ม เราเห็นโปรแกรมอย่าง Dropbox สามารถเข้าไปเชื่อมต่อกับโปรแกรมต่างๆหรือเว็บไซต์ได้โดยง่าย ดังนั้นผู้ใช้อินเตอร์เน๊ตหรือ  smartphone ก็จะเลือกเก็บข้อมูลลงใน Dropbox แม้แต่รูปที่ถ่ายผ่านมือถือ Android ก็ถูก sync ขึ้น Dropbox อัตโนมัติ หรือเว็บไซต์อย่าง Amazon.com ก็เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ซื้อผู้ขายสามารถทำธุรกรรมจากนอกเว็บไซต์ จริงๆเว็บไซต์ทำ E-commerce มีมากมาย แต่น้อยรายที่ประสบความสำเร็จ เว็บที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นแพลตฟอร์มที่คนอื่นๆสามารถมาเชื่อมต่อ ขยายตลาดให้อัตโนมัติ และบางครั้งสร้างนวัตกรรมบริการใหม่ๆ

องค์ประกอบของแพลตฟอร์มคือมีระบบ back-end ที่เป็นระบบ Cloud ที่พร้อมจะรองรับการใช้งานจำนวนมากได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเป็น API (Application Programming Interface) เพื่อให้คนภายนอกสามารถเข้าถึงบริการหรือดึงข้อมูลได้ และเพื่อให้สามารถพัฒนา application ต่างๆมาต่อยอดได้ การเปิด API ทำให้มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์อื่นๆที่อยู่นอกองค์กรมาช่วยกันทำงาน มาช่วยกันขยายการใช้งานโปรแกรมที่ควรเป็นแค่ซอฟต์แวร์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขยายการใช้งานอย่างมากมาย ซึ่งการเปิด API จะต้อง Business model ที่ดีเพื่อทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือคู่ค้ารายใหม่ๆมาเรียกใช้ โดยมากแพลตฟอร์มต่างๆมักจะมีตลาดกลางให้ผู้ใช้มาซื้อหรือโหลด application ใหม่ๆเหล่านี้ได้ เหมือนอย่าง Apple มี App Store, Line มี Line shop หรือ Salesforce มี App Exchange

การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นแพลตฟอร์มต้องการทักษะใหม่ๆทั้งเรื่องของ Service Oriented Architecture, การพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud, การพัฒนา Web Services และการพัฒนาโปรแกรมฝั่ง Client ที่จะเป็น devices ที่หลากหลาย งานด้านไอทีกำลังเปลี่ยนไปแน่เพราะสถาปัตยกรรมของไอทีกำลังเปลี่ยนถ่ายจาก Web Architecture เข้าสู่ Cloud/client architecture ที่เปลี่ยนซอฟต์แวร์สู่แพลตฟอร์ม ถ้าคนไอทีไม่ปรับตัวในอนาคตคงหางานทำลำบาก ถามว่าจริงเท็จแค่ไหนก็ลองถามตัวเองดูซิครับว่าวันนี้คนที่อยู่ในยุค Mainframe ยังทำงานได้มากน้อยเพียงใด

API ทำให้เกิด API Economy และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการทำเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ธุรกิจจะแข่งกันในโลกของดิจิทัลได้ด้วย API ผมเชื่อครับว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะไม่มีซอฟต์แวร์หรือแม้แต่เว็บไซต์ใดที่ไม่มี APIs แล้วจะสามารถแข่งในตลาดที่กลายเป็นโลกของแพลตฟอร์มได้

ผมในฐานะของผู้ใช้ซอฟต์แวร์อย่าง Salesforce.com อยากจะบอกว่าที่เลือกใช้ Salesforce ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะว่าถูก ไม่ใช่เพราะมันอยู่บน Cloud แต่สิ่งที่สำคัญสุดคือมันคือแพลตฟอร์มที่ผมสามารถต่อยอดหาโปรแกรมใหม่ๆมา add-on ได้ สามารถเรียกดึงข้อมูลได้ และสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง มันเลยทำให้ผมสามารถนำไปสร้างนวัตกรรมและบริการใหม่ๆได้ สามารถนำไปต่อกับโปรแกรมในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ และเขียนโปรแกรมมาเรียกใช้มันได้ด้วยตัวเอง

เรากำลังทำ Digital Economy และส่งเสริมให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ ให้เอกชนพัฒนาซอฟต์แวร์ แนวทางที่ถูกต้องไม่เน้นให้เป็นเพียงแค่พัฒนาซอฟต์แวร์อย่างระบบ บัญชี CRM, HR, ERP ขึ้น Cloud แค่นั้นครับ เพราะซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud มันก็เป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ แต่การแข่งขันในโลก Digital Economy วันนี้คือการพัฒนาแพลตฟอร์มบน Cloud ที่ผู้ใช้สามารถต่อยอดมาสร้างนวัตกรรมและบริการใหม่ได้อย่าง Grab Taxi, Line หรือ Amazon.com

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

กลยุทธ์การเลือกใช้ IaaS Cloud Service Provider

วันนี้อยากมาเล่าเรื่องการใช้ Virtual Server บน Cloud Platform ของ Provider ต่างๆทั้งผู้ให้บริการภายในและต่างประเทศ จากประสบการณ์ที่ผมเคยเล่นมาหลายๆรายแล้วอยากเปรียบเทียบกันเพื่อให้เราได้พิจารณาว่าบริการเฉพาะส่วน Virtual Server แต่ละรายเป็นอย่างไร โดยจะไม่เน้นถึงบริการอื่นๆมากนัก

Amazon Web Services (AWS)

คงเป็นรายที่ผมคุ้นเคยที่สุดเพราะผมใช้ Services ต่างๆของเขาค่อนข้างเยอะ ทั้ง Storage (S3), Database (RDS), Identity management (IaM), NoSQL (Dynamo DB), Hadoop (EMR) หรือ Application container (Beanstalk) และเมื่อกล่าวถึง Virtual Server คงนึกถึงบริการที่ชื่อ  EC2 (Elastic Cloud Computing)  ซึ่งให้เราสามารถสร้าง instance  ได้ตั้งแต่ขนาดเล็กอย่าง t2.micro (1 vCPU, 1 GB Memory) ไปจนถึงขนาดใหญ่มากๆอย่าง d2.8xlarge (36 vCPU, 244 GB Memory, 24 x 2000 SSD) ซึ่งโดยปกติถ้าเราจะเลือกหา Virtual Server สำหรับทำ Database  ขนาดกลางหรือทำ Web App  เราอาจเลือกเครื่องกลุ่ม M3 ที่มีขนาดตั้งแต่ 1 vCPU ไปจนถึง 8 vCPU แต่ถ้าต้องการหาเครื่องสำหรับการทำ Development ก็อาจเลือกกลุ่ม T2

AWS จะมี  instance ให้เราเลือกได้หลายแบบและสามารถที่จะเลือก OS  ได้ทั้งที่เป็น Linux และ Windows ซึ่งราคาค่าบริการก็จะแตกต่างกันตามชนืดของ OS หรือ Location  ของ Server เช่นการใช้  Cloud Server ที่ Singapore จะมีราคาสูงกว่าที่ Oregon นอกจากนี้ AWS ยังมี marketplace ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการ Server ที่ลง Middleware มาพร้อมเช่น Oracle Database, SAP, Peoplesoft, หรือ Tomcat โดยค่าบริการก็จะรวมค่า License ของซอฟต์แวร์เหล่านี้ไปแล้ว

AWS จะมี  instance ให้เลือกสามแบบคือ instance ปกติ  ที่ราคาคิดเป็นรายชั่วโมง, reserve instance ที่เหมาะกับการใช้ระยะยาวเป็นปีที่อาจจ่ายเป็นรายเดือน และ  spot instance ที่ราคาสามารถประมูลราคาได้แต่ไม่รับประกันว่าจะได้ virtual server ตามราคาที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งหากไม่มี server ในราคาที่ต้องการก็อาจทำให้ระบบล่มลงไปได้ เพื่อให้เห็นราคาการใช้งานของ EC2  ขอยกตัวอย่างราคาเครื่องที่ Oregon ที่เป็น Linux ดังรูปที่ 1

Screenshot 2015-04-30 08.31.30

รูปที่  1 ราคาการใช้งานเครื่องของกลุ่ม T2 และ M3 ที่ Oregon

โดยปกติการทำ  Auto-scaling ของ Cloud Server จะเป็นลักษณะของ Horizontal scaling กล่าวคือเป็นการเพิ่มเครื่องขึ้นมาและต้องใช้บริการอย่าง Load Balancer และระบบ Cloud Watch ที่ช่วยตรวจสอบโหลดการใช้งานของเครื่องแล้วสามารถเพิ่มเครื่องโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าจะเปลี่ยนให้เครื่องมีขนาดใหญ่ขึ้นที่เป็น Vertical Scaling เราก็จะทำการย้าย Image ของเครื่องเก่าไปสู่ instnace ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่ง AWS  จะมี feature ต่างๆรองรับการทำงานนี้ได้เป็นอย่างดี และสามารถจะจัดการเรื่อง security policy การปิดเปิด  port ต่างๆของ virtual server ได้โดยง่าย

อนึ่งแม้ AWS  จะระบุว่ามี Free Trial  เป็นเวลาหนึ่งปี แต่ก็จะจำกัดไว้แค่เครื่องขนาดเล็กกลุ่ม T2 และไม่ได้ครอบคลุมทุกบริการ ผู้ทดลองใช้ต้องมีความระมัดระวังในการใช้งานอย่าทดลองเล่นบริการอื่นๆที่ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ฟรี มิฉะนั้นจะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

Google Cloud Platform

Google มีบริการ IaaS ที่ให้เราสามารถใช้ Infrastructure ของเขาในการสร้าง Virtual Server ได้โดยบริการนี้ชื่อว่า Google Compute Engine ภายใต้  Google Cloud Platform  โดยจะมี Feature คล้ายกับ EC2 ของ  AWS ที่ให้เราสามารถสร้าง Virtual Server ที่เป็น Linux หรือ Windows ก็ได้ และก็มีเครื่องหลายขนาดให้เรา ตาม Location ต่างๆ แต่การคิดราคาจะดีกว่าของ AWS  จะสามารถคิดการใช้งานเป็นทุกสิบนาทีแทนที่จะเป็นรายชั่วโมง โดยตัวอย่างของราคาการใช้เครื่อง Linux ที่ US จะเป็นดังรูปที่ 2

Screenshot 2015-04-30 08.49.33

รูปที่  2 ราคาการใช้งานเครื่อง  Standard ของ Google ที่ US

Google Compute Engine  จะมี Feature ในก่ารทำ Auto-scaling และสามารถที่จะเก็บ image และย้ายไปยัง instance ใหม่เพื่อทำ vertical scaling ได้เหมือน AWS  แต่ Feature ในการใช้งานอาจจะสู้ของ AWS ไม่ได้มากนัก และก็มี Marketplace อยู่จำนวนหนึ่งดังตัวอย่างในรูปที่  3 ที่อาจไม่หลากหลายเท่า AWS

Screenshot 2015-04-30 08.47.19

รูปที่ 3 ตัวอย่าง Marketplace ของ Google Compute Engine

จุดเด่นอีกด้านของการใช้ Google Cloud Platform คือมี Free Trial ให้ทดลองใช้ $300 จำนวน 60 วันที่สามารถทดลองใช้ได้เกือบทุกบริการ ซึ่งแตกต่างจาก AWS ที่จำกัดบริการในการทดลองใช้ฟรี และไม่ต้องห่วงว่าจะถูกเก็บเงินมายังบัตรเครดิต เพราะเราต้องทำการเปลี่ยนสถานะจาก Free Trial ก่อนถึงจะถูกเก็บเงินจากการใช้บริการนอกเหนือจากการทดลองใช้ฟรี

Microsoft Azure

เมื่อพูดถึง Microsoft Cloud หลายๆคนอาจคิดว่า IaaS หรือ PaaS ของ Microsoft น่าจะผูกติดกับ Windows, ASP.NET, SQL Server หรือ middleware ต่างๆของ Microsoft แต่วันนี้ Microsoft เปลี่ยนไปแล้วเมื่อเข้าสู่ยุคของ Cloud ที่ต้องใช้ระบบที่หลากหลาย เราสามารถที่จะใช้ Microsoft Azure สร้าง virtual server ที่รัน OS ต่างๆที่เป็น Linux ได้นอกเหนือจาก Windows ผมเองเคยใช้ VM ของ Azure ที่เป็น ubuntu และใช้ remote login เข้ามาใช้งานเหมือน AWS

Virtual server ของ Azure ก็มี features ในการเก็บ image หรือทำ scaling คล้ายๆกับ AWS และมี marketplace เพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ต่างๆดังตัวอย่างในรูปที่ 4 จุดเด่นการใช้ Azure อาจไม่ได้อยู่ที่การใช้ virtual server ที่อาจมีฟังก์ชั่นไม่เด่นเท่า AWS แต่ Azure จะมีบริการเด่นๆอีกหลายที่เหมาะกับการทำ PaaS อาทิเช่น Web Service, App Services, SQL Service  หรือ HDinsight รวมถึงบริการการทำ Analytics อย่าง Machine Learning สำหรับตัวอย่างการคิดราคาของ Linux server ของ Azure ที่อยู่ใน Central-US จะเป็นดังรูปที่ 5

Screenshot 2015-04-30 10.58.46

 รูปที่ 4 ตัวอย่าง Marketplace ของ Microsoft Azure

ผู้ใช้สามารถทดลองใช้บริการฟรีของ Azure ได้มูลค่า $200 ในหนึ่งเดือน และสามารถที่ใช้บริการเกือบทุกบริการคล้ายๆกับ Google Cloud Platform

Screenshot 2015-04-30 11.03.11

รูปที่  5 ราคาการใช้งานเครื่องของ Azure ที่ US-central

Cloud Provider  ในประเทศไทย

ผมเองเคยใช้บริการเปิด Virtual Server  ของผู้ให้บริการ Cloud  ในประเทศอยู่สองรายคือของ iNET และ True IDC  จุดเด่นก็คือ Latency ที่ค่อนข้างต่ำเนื่องจาก Server อยู่ในประเทศ และข้อมูลก็จะอยู่ในประเทศซึ่งก็อาจจะเหมาะกับองค์กรที่ต้องการเน้นเรื่องความเร็วและต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบที่อาจห้ามเก็บข้อมูลไว้นอกประเทศ และอีกอย่างที่น่าสนใจคือการบริการที่ค่อนข้างจะรวดเร็วและสามารถติดต่อได้ตลอดเวลา เมื่อเทียบกับ Cloud Provider ต่างประเทศที่ต้องเหมาะกับผู้เชี่ยวชาญที่สามารถศึกษาด้วยตนเอง นอกจากนี้ผู้ให้บริการอย่าง True IDC ยังมี Free Trial ให้เราทดลองใช้ได้ 30 วัน โดยสามารถเข้าไปทดลองได้ที่ http://public.truecloudservice.com:18881/freetrial/

แต่การเปิดใช้บริการ Server ในประเทศค่อนข้างจะยุ่งยากต้องการเอกสารมากมาย อาจเป็นเพราะเป็นกฎระเบียบที่มาจากภาครัฐ ซึ่งแตกต่างกับ Cloud Provider ต่างประเทศรายใหญ่อย่าง AWS, Google หรือ Microsoft ที่มีเพียงบัตรเครดิตก็เปืดได้แล้ว นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนการใช้งาน Virtual Server ต่างๆยังไม่สามารถทำได้โดยง่าย เช่นการปรับ Security policy  การเปลี่ยน OS ซึ่งการทำ server provisioning ยังไม่ค่อยเป็นแบบอัตโนมัติเท่าไร คงไม่ต้องพูดถึงเรื่อง Auto-scaling ที่คงไม่สามารถทำได้เองโดยง่าย และไม่มี  marketplace แบบต่างประเทศ นอกจากนี้ราคาอาจค่อนข้างสูงกว่า Cloud ของต่างประเทศพอควร อีกอย่างอาจไม่เหมาะที่จะใช่ในการตืดตั้ง Middleware บางอย่าง เคยติดต่อ Cloud Provider ในประเทศบางรายว่าจะใช้ SQL Server ปรากฎว่าผู้ใช้ต้องซื้อ License เองและคิดมารวมในค่าบริการ ซึ่งต่างกับของต่างประเทศที่เป็นการเช่าใช้ ตัวอย่างของราคา Cloud สำหรับ True IDC เป็นดังรูปที่ 6

Screenshot 2015-04-30 18.13.28

รูปที่  6 ราคาการใช้บริการ Cloud ของ True IDC

แนวทางการเลือก Cloud Virtual Server

ในมุมมองของผมตอนพัฒนาและทดสอบต่างๆ ที่ต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งซอฟต์แวร์หรือ middleware  ต่าง การต้อง provisioning หรือ de-provisioning server บ่อยๆควรจะเลือกใช้ Cloud ต่างประเทศอย่างของ AWS หรือ Azure แต่ถ้าต้องการทดลองใช้งานที่ไม่ต้องการ feature เยอะก็ค่อยมาใช้ระบบของ Google

หลักจากอยู่ในขั้น Development และ Testing แล้ว หากต้องการทำ Production Server ที่ต้องติดตั้งระยะยาว ไม่เปลี่ยนระบบบ่อยๆ ผมอาจแนะนำให้มาใช้ระบบในประเทศอย่างของ iNET หรือ True IDC เพราะตอนนั้นเราจะทราบ configuration ที่แน่นอนแล้ว และอาจต้องการเครื่องที่อยู่ประเทศซึ่งจะลดปัญหาเรื่อง Latency และเราอาจต้องการระบบ support ทีดี

แต่ถ้าคำนึงถึงเรื่องราคาหรือผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศเราก็อาจต้องขึ้น Production โดยใช้ Cloud Provider ของต่างประเทศ และถ้าต้องการระบบที่มี Auto-scaling ที่ดีอาจต้องใช้บริการของต่างประเทศที่สามารถทำได้เองโดยง่าย หรือติดต่อกับ Provider ในประเทศเพื่อช่วยจัดทำให้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-04-25 22.26.31

การอบรม Cloud Software Development และเอกสารการอบรม

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาทาง IMC Institute ได้เริ่มจัดการอบรมหลักสูตร Cloud Software Development using Google App Engine & Amazon Web Services  โดยหลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรม 4 วัน และจัดผ่านไปแล้วสองรุ่นคือเมื่อวันที่ 16-19 มีนาคม และ 21-24  เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าอบรมสองรุ่นเกือบ 60 ท่าน

11058498_471718782975467_3093717067286218502_n  รูปที่  1:  ผู้เข้าอบรมหลักสูตร Cloud Software Development ในรุ่นที่  1

หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่กำลังเปลี่ยนไป โดยการใช้แพลตฟอร์มที่เป็น Cloud ทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องมีทักษะในการพัฒนาโปรแกรมแบบใหม่ๆอาทิเช่นการใช้ PaaS  (Platform as a Service) และ IaaS (Infrastructure as a Service)  ซึ่งจะต้องเข้าใจการใช้แพลตฟอร์มเพื่อทำให้  Application สามารถ Scale รองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ และต้องมีคุณสมบัติที่เป็น  Multi-tenancy ดังนั้นหลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจการพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud ทั้งสองแบบ

แม้การสอน  PaaS  จะเป็นการใช้  Google App Engine ของ  Google Cloud Platform  โดยใช้ภาษา Java และมีตัวอย่างของ Python แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างและมีความต้องการให้ผู้เรียนสามารถใช้  PaaS อื่นได้ด้วยอาทิเช่น Microsoft Azure, IBM Bluemix, Amazon Beanstalk, Openshift หรือ  Heroku ซึ่งข้อดีของการพัฒนาซอฟต์แวร์บน PaaS คือเราไม่ต้องไปจัดการทำเรื่องของ  Auto-scaling หรือ Load Balancing  เอง

ส่วนเนื้อหาในด้าน IaaS จะเป็นการสอนการทำ Auto-scaling ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการ Migrate ซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud เป็นเพียงการย้าย Server Hosting มารันบน Cloud Server  โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการทำ Auto-scaling  หรือ Multi-tenancy ดังที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง SoSaaS (Same old Software, as a Service) บริการซอฟต์แวร์บน Cloud แบบเดิมๆ ที่เราเข้าใจผิดว่าคือ true SaaS  ซึ่งในการอบรมครั้งนี้เราได้เลือกตัวอย่างของ Amazon Web Services ซึ่งมี Services อย่าง Load-Balancer, Auto-scaling และ  Cloudwatch ที่ช่วยให้เราทำ Auto-scaling ได้ และเลือกทำแบบฝึกหัดเพื่อสร้าง Auto-scaling Web Application ดังรูป เพื่อที่จะทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจวิธีการในการ Migrate ซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud

Screenshot 2015-04-25 22.19.22รูปที่ 2:  Diagram ของ  Lab Hosting Web Application on AWS

สำหรับเอกสารการอบรมครั้งนี้สามารถ Download ดังนี้

ทาง IMC Institute  เองยังจะเปิดการอบรมหลักสูตรนี้อีก 4  รุ่น ตามวันเวลาดังนี้

  • รุ่นที่ 3) 18 – 21 พฤษภาคม 2558
  • รุ่นที่ 4) 22 – 25 มิถุนายน 2558
  • รุ่นที่ 5) 13 – 16 กรกฎาคม 2558 (รุ่น Train the trainer: เฉพาะอาจารย์สถาบันอุดมศึกษา)
  • รุ่นที่ 6) 1-2, 8-9 สิงหาคม 2558 (อบรมวันเสาร์-อาทิตย์)

Screenshot 2015-04-25 22.26.31 ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.imcinstitute.com/cloudsw (ทั้งนี้การอบรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก SIPA จึงทำให้เก็บค่าอบรมเพียง 2,000 บาท)

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Bank of the Future: เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนโลกของสาขาแบงค์

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปธนาคาร อาจเป็นเพราะว่าไม่ชอบการรอคอยหรือเสียเวลาในการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ และในเมื่อธุรกรรมเกือบทุกอย่างผมสามารถทำได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและตู้เอทีเอ็ม แล้วทำไมผมจะต้องเสียเวลาไปธนาคารละครับ เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ดูข่าวทีวีช่อง CNN และพูดถึง Bank of the Future ที่ระบุว่าในปัจจุบันคนทำธุรกรรมออนไลน์หมดแล้วสาขาแบงค์จะเป็นอย่างไร พร้อมกับแสดงตัวอย่างให้เห็นสาขาธนาคารบางแห่งที่ได้แนวคิดจาก Apple Store มาใช้ สาขาธนาคารบางแห่งกลายเป็นร้านขายของ บางแห่งมีที่ให้นั่งทานกาแฟ บางแห่งมีห้องประชุมให้เช่าใช้ และบริการกับลูกค้าทุกรายแม้จะไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารก็ตาม (Link ข่าว CNN เรื่อง Apple Store inspires ‘bank of the future)

Screenshot 2015-01-27 09.06.55

รูปที่ 1  ภาพสาขาธนาคารจากรายงานข่าว Bank of the Future  ของ CNN

ผู้คนหลายๆประเทศทั่วโลกหันมาใช้ Internet Banking และ Mobile Banking มากขึ้น เพราะสะดวกสบายกว่า และสามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา ข้อมูลจากสำนักวิจัย Capgemini เมื่อปี 2012 คาดการณ์ว่าในปี 2015 จำนวนผู้ใช้ Internet Banking ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 91.7% และจำนวนผู้ใช้ Mobile Banking จะเพิ่มเป็น 62.3% ทั้งที่ในปี 2011 ยังมีผู้ใช้ Mobile Banking เพียง 39.9%  ซึ่งทาง Juniper Research ก็คาดว่าจำนวนผู้ใช้  Mobile Banking จะมีถึงหนึ่งพันล้านคนสิ้นปี2017 นอกจากนี้ยังมีข้อมูลของบริษัทวิจัย  Nielsen ที่ระบุว่าในปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากว่า 82% ใช้ Online Banking อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือเคยมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าคนในประเทศสวีเดนกว่า 96% นิยมทำธุรกรรมด้วยตัวเองและกว่า 88% ไม่เคยไปธนาคารเลยในรอบ 12 เดือน

Screenshot 2015-01-27 14.40.46

รูปที่  2  แนวโน้มการใช้ Online Banking และ Internet Banking ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยมีตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยทีออกมาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วระบุว่ามีบัญชีธนาคารที่เป็น Internet Account ในประเทศ 8,943,950 บัญชี โดยมีวงเงินการทำธุรกรรมถึง 1,705 พันล้านบาท และเป็น Mobile Internetอีก 3,711,382 บัญชี โดยมีวงเงินการทำธุรกรรมผ่านโมบาย 129 ล้านบาท นอกจากนี้ยังผลการสำรวจของของบริษัท Bain ในปี 2012 ที่สำรวจผู้ใช้บริการจากธนาคารจำนวน 150,100 คนจาก 14  ประเทศทั่วโลกพบว่าหลายประเทศในเอเซียมีอัตราการใช้บริการ Mobile Banking ที่สูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเองมีอัตราการใช้ 24% (ข้อมูลจากการสำรวจผู้ใช้ 1,300 คน) และมีการใช้  Online Banking สูงถึง 73%

Screenshot 2015-01-27 14.16.47

รูปที่ 3 ผลสำรวจอัตราการเข้าใช้บริการ  Mobile Banking ใน 14 ประเทศทั่วโลก

Screenshot 2015-01-27 13.58.26

รูปที่ 4 ผลสำรวจอัตราการเข้าใช้บริการของลูกค้าธนาคารในประเทศไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 1,300 ค

ในปัจจุบันผมใช้ Internet Banking อยู่ประมาณ 5 ธนาคาร สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารเหล่านั้นผมแทบไม่เคยอัพเดท บางบัญชีสมุดอยู่ไหนแล้วผมไม่เคยทราบ การทำธุรกรรมเกือบ 100% ผมเลือกที่จะทำออนไลน์ แม้แต่การถอนเงินสดออกมาผมก็เลือกที่จะทำผ่านตู้ ATM ผมมีบัญชีธนาคารสองแห่งที่ใช้ประจำเลยเลือกที่จะมี Mobile Banking เพราะมันสะดวกกว่าที่จะต้องมาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ก็เลือกใช้งาน Mobile Banking ในเฉพาะบางธุรกรรมที่เหมาะสม ผมเองใช้บัตรเครดิตอยู่และข้อมูลการทำธุรกรรม การเรียกเก็บเงินต่างๆของบัตรเครดิตทุกใบผมจะใช้ระบบออนไลน์ ทำให้เราทราบการใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอให้บริษัทบัตรเครดิตส่ง Statement มาในตอนปลายเดือน (ซึ่งทุกวันนี้ก็เลือกที่จะให้ส่งมาทางอีเมล์ ไม่ใช่ในรูปของกระดาษหรือจดหมายแล้ว) สุดท้ายแม้แต่การทำธุรกรรมเงินกองทุนของธนาคารต่างๆที่ผมใช้บริการไม่ว่าการซื้อขายกองทุนรวม กองทุน LTF และ RMF ผมก็เลือกใช้บริการออนไลน์รวมถึงการใช้บริการของ WealthMagik ที่ช่วยให้ผมเห็นภาพรวมของกองทุนทั้งหมดของทุกธนาคาร

Screenshot 2015-01-27 15.06.39

รูปที่ 5 เว็บไซต์ WealthMagik

ผมมักจะเจอคำถามว่าใช้ Internet Banking ไม่เสี่ยงหรือ จริงๆผมใช้มาสิบกว่าปีแล้ว ถามว่าเคยผิดพลาดไหมก็ยอมรับว่าเคย แต่ถ้าถามต่อว่าเพราะอะไรก็ต้องตอบว่าเกิดจากการทำธุรกรรมที่ผิดพลาดของตัวเองเช่น ชำระค่าบริการผิดที่,โอนเงินไปผิด หรือซื้อกองทุนผิด โดยมากก็เพราะเราไม่รอบคอบ แต่การทำผิดพลาด 2-3 ครั้งนี้ธนาคารก็ให้บริการแก้ปัญหาให้อย่างดี ทำธุรกรรมเป็นพันๆครั้งอาจมีความผิดพลาดบ้างแต่มันก็เป็นบทเรียนให้เรารอบคอบยิ่งขึ้น วันนี้ถ้าเราไม่ใช้ Online Banking เราก็คงเริ่มตกยุคเพราะธนาคารทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป มันก็เหมือนกับสมัยก่อนที่เราอาจเคยเก็บเงินไว้ในบ้าน พอยุคต่อมาเราก็ต้องนำฝากธนาคารเชื่อครับคนยุคนั้นก็กลัวว่าเงินไม่ได้เก็บไว้กับเราจะปลอดภัยไหม การใช้ Online Banking ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของ user, password การใช้ Public WIFI หรือขั้นตอนการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ผู้ใช้ต้องตระหนักและป้องกันไว้ ซึ่งการทำธุรกรรมทุกอย่างแม้แต่ไม่ใช่ออนไลน์ถ้าเราไม่ระมัดระวังก็มีความเสี่ยง เผลอๆบางอย่างที่ทำบนโลกออนไลน์อาจช่วยให้เราลดความเสี่ยงด้วยซ้ำ ช่วงนี้ผมมักจะตอบกลับอย่างขำๆเวลาคนมาถามเรื่องความเสี่ยงบน online Banking ว่า “ที่สถาบันการศึกษาบางแห่งมีเงินหายเป็นพันล้านนี่มันเกิดจากการทำ Online Banking ไหมครับ ในทางกลับกันถ้าเขาใช้ Online Banking ในการดูยอดเงินฝาก แทนที่จะดูจากสมุดเงินฝาก เผลอๆอาจเห็นความผิดปกติตั้งนานแล้ว

การเข้ามาของ Digital Banking คงไม่ได้ทำให้สาขาธนาคารหายไป แต่อาจมีจำนวนน้อยลงและคงต้องปรับรูปแบบ สาขาธนาคารคงไม่ใช่มีไว้แค่ทำธุรกรรมง่ายๆอย่างแค่ ฝาก ถอน โอนเงิน หรือชำระเงินค่าบริการสินค้า แต่พนักงานของสาขาธนาคารคงต้องเข้าใจลูกค้าดีขึ้น ลูกค้าเหล่านั้นคงใช้งาน online Banking เป็นประจำ แต่เขาจะมาสาขาเพื่อขอคำแนะนำการบริการด้านการเงินต่างๆ ขอความรู้การซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของธนาคารเช่นกองทุน มาขอสินเชื่อบางอย่างที่อาจไม่ทำในโลกออนไลน์ได้ ธนาคารในอนาคตต้องมีข้อมูล CRM ลูกค้าอย่างดี ต้องมีความสามารถในทำ customer segmentation หรือการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากข้อมูลต่างๆทั้งภายในและภายนอกธนาคาร เผลอๆสาขาธนาคารอาจกลายเป็นร้านกาแฟให้ผมมานั่งดื่มกับเพื่อนฝูง และคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลการเงินกางทุนก็เป็นไปได้

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนธนาคาร ทาง Capgemini และก็ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆก็ระบุแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีของธนาคารอยู่ 4 เรื่องคือ

  • การใช้ Mobile Banking จะเพิ่มขึ้นอย่างมากโดย Internet Banking จะเป็นเรื่องปกติ
  • การใช้จ่ายผ่าน Mobile  Payment จะมีมากขึ้น รวมถึงจะมีการใช้ Mobile Remote Deposite Capture ทำให้ลดการใช้ Cheque ที่เป็นกระดาศ
  • Social Media และ Analytic Tools จะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ลูกค้ามากขึ้น
  • ช่องทางการบริการธุรกรรมธนาคารจะมีความหลากหลายมากขึ้นผ่านอุปกรณ์ต่างๆและเชื่อมโยงกันหมดทั้ง  Mobile, Tablet รวมไปถึง Internet of Things อย่าง smart TV

ทั้งหมดนี้ผมก็เขียนมาจากมุมมองของผมที่เป็นลูกค้าและผู้ใช้บริการของธนาคาร ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แต่อย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-27 15.22.09

กลยุทธ์ Big Data สำหรับประเทศไทย

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา IMC Institute จัดแถลงข่าวเรื่อง Big Data Trends โดยผมได้ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 2-3 ปีนี้เราจะเห็นถึง Mega-Trends ทางด้านไอทีอยู่  3 อย่างคือ

Screenshot 2015-01-25 16.04.17

รูปที่ 1  IT Mega Trends 2015

  • Internet of Things  อุปกรณ์ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะไม่จำกัดอยู่แค่ เครื่องพีซี Smartphone หรือ  Tablet แต่จะรวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆตั้งแต่นาฬิกา, wearable technology, เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของต่างๆ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ถึง 50,000 ล้านชิ้นในปี 2020
  • Cloud Computing ระบบการประมวลผลจะขึ้นบนอินเตอร์เน็ตมาจากที่ใดก็ได้ และข้อมูลจะตามเราไปทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์
  • Big Data เมื่อมีอุปกรณ์ต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลก็จะมากขึ้น จะมีหลายรูปแบบ และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลมากถึง 35 ZByte ในปี 2025 ดังนั้นต่อไปใครที่สามารถนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ก็จะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

กระแสเรื่อง Big Data เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ Big Data ไม่ใช่แค่เรื่องของไอที ไม่ใช่แค่มองเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่เป็นเรื่องของทางด้านธุรกิจและผู้ใช้ที่จะมองวิธีการในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์ต่างๆเพื่อให้ได้ประโยชน์ จึงไม่แปลกใจที่เห็นบริษัท E-Commerce รายใหญ่ๆในโลกสามารถวิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์นำเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ ธนาคารบางแห่งสามารถใช้ Big Data มาช่วยในการวิเคราะห์เครดิตของลูกค้าที่จะขอสินเชื่อ หรือแม้แต่บริษัทผู้ให้บริการมือถือก็สามารถใช้ Big Data มาช่วยในการแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation)

IDC ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดของ Big Data ในปี 2014  ว่าสูงถึง 16.1  พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ตลาดของ Big Data ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกโดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่นในปีนี้ไว้ที่  1.61  พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโตกว่าปีที่แล้วถึง 34.7% นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์จากบริษัทวิจัยอย่าง Researchbeam ระบุว่ามูลค่าตลาดของ Hadoop หนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำ Big Data จะโตจาก 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012 เป็น 50.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

แต่ปัญหาที่หน่วยงานต่างๆจะเจอในเรื่องของ Big Data คือการขาดบุคลากรและขาดข้อมูล Gartner เองระบุว่าในปีนี้จะมีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ทั่วโลกถึง 4.4 ล้านตำแหน่ง แต่คงสามารถที่จะหาคนเข้าทำงานได้เพียง 1 ใน 3 ของตำแหน่งงาน และทาง IDC ก็ระบุถึงตำแหน่งงานทางด้าน Analytics ในสหรัฐอเมริกาว่าจะมีถึงสองแสนตำแหน่งในปี  2018 นอกจากนี้ยังพบว่าในปัจจุบันองค์กรใหญ่ๆเกือบ 70% ต้องซื้อข้อมูลจากภายนอกมาวิเคราะห์และคาดว่าในปี 2019 ทุกองค์กรใหญ่ๆคงต้องซื้อข้อมูล

เรื่อง Big Data ก็เป็นเรื่องที่ประเทศใน  ASEAN ให้ความสำคัญ รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าตั้งแต่ปลายปี  2013 ว่าจะเป็นฮับทางด้านนี้โดยเฉพาะการทำ Big Data Analytics โดยมีการตั้ง Big Data Innovation Center  ส่วนทางนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย Najib Razak  ก็ได้ประกาศนโยบาย Big Data Analytics (BDA)ในปลายปี 2014  โดยวางแผนการทำ Pilot Project ในปีนี้ 4 เรื่อง และวางแผนระยะยาว 7 ปีดังรูป

Screenshot 2015-01-25 17.45.00

รูปที่  2  แผนด้าน Big Data Analytics ของประเทศมาเลเซียเริ่มต้นปี  2014

สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าเราคงต้องมีนโยบายอยู่สามด้านตามรูปที่ 3 (ต้องขอขอบคุณ  PostToday  ทีวาดภาพกราฟฟิกนี้สรุปให้)

  1. ภาครัฐและเอกชน
    • Big Data ยังเป็นตลาดใหม่มีการแข่งขันไม่สูงนัก (Blue Ocean) ทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต้องรีบวางกลยุทธ์เรื่องนี้โดยเร็ว มิฉะนั้นแล้วเราจะเสียเปรียบคู่แข่งเชิงธุรกิจ
    • Big Data จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้กับคู่แข่งในภูมิภาค ต้องเอาเรื่องนี้เดินควบคู่กับนโยบาย Digital Economy
    • เรื่องข้อมูลจะเป็นเรื่องจำเป็น จึงต้องเร่งส่งเสริมให้มีการทำ Open Data เพื่อให้เกิดการต่อ ยอดนำข้อมูลไปใช้งาน
  2. เทคโนโลยี
    • เทคโนโลยีด้านนี้จะมีการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ภาครัฐเองควรจะส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้าน Hardware/Software
    • การตั้ง Cloud Platform สำหรับ Big Data Technology เช่น  Hadoop as a Service เป็นเรื่องจำเป็น ภาครัฐอาจต้องหาหน่วยงานเช่น สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) มาช่วยดำเนินงาน  หน่วยงานในภาครัฐหรือบริษัทขนาดกลางและเล็กจะได้สามารถใช้งานได้โดยมีค่าบริการที่ถูกลง
  3. การพัฒนาบุคลากร
    • ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ โดยเฉพาะผู้ที่จะมีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
    • ระยะเริ่มต้นอาจต้องนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาทำ Pilot Project  ในลักษณะ On the job training

Screenshot 2015-01-25 17.51.09รูปที่  3  ข้อเสนอแนะกลยุทธ์ Big Data สำหรับประเทศไทย

Big Data คือเรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องแค่ไอที ตอน Cloud Computing เข้ามาประเทศเราก็ช้าไปและตกขบวนไปแล้ว แม้ Cloud กลายเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้ยังมีอุตสาหกรรมไอทีหรือซอฟต์แวร์ไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจเรื่อง Cloud ดีพอ ถ้าเราช้าไปเรื่อง Big Data งวดนี้จะไม่ใช่แค่ตกขบวนไอทีแต่เผลอๆจะตกขบวนทางธุรกิจแข่งกับเขาในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปไม่ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

มกราคม 2558

การเรียนการสอนด้านคอมพิวเตอร์ของสถาบันอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนแปลง

Screenshot 2015-01-13 07.45.22

ผมเคยสอนหนังสือสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาสิบกว่าปี และเคยมีส่วนร่วมในการพิจารณาหลักสูตรทั้งทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายๆมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็จะพบว่าหลักสูตรยังคล้ายๆกันและเหมือนเดิม โดยไม่ได้แตกต่างกับที่ผมเคยสอนเมื่อสิบกว่าปีก่อนมากนัก หลายๆครั้งก็มักจะได้ยินอาจารย์บอกว่าสถาบันการศึกษามีหน้าที่สอนพื้นฐานความรู้ให้กับนักศึกษา แต่ถ้าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆที่อาจผูกติดกับ Vendor ก็ต้องไปเรียนรู้เมื่อเข้าไปทำงาน บ่อยครั้งก็บอกว่าหลักสูตรเราก็เป็นไปตามหลักสากล เป็นไปตามมาตรฐานของ ACM

แต่ขณะเดียวกันเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านไอทีอย่างมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไอทีกำลังเปลี่ยนยุคจากยุคของอินเตอร์เน็ตมาสู่ยุคของ Cloud, Internet of Things และ Big Data คำถามที่เกิดขึ้นว่าแล้วพื้นฐานทางด้านไอทีเหมือนเดิมไหม เช่นวิชาด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ วิชาด้าน Data Comunication/Network วิชาด้าน Database หรือด้านอื่นๆยังเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้ายังเหมือนเดิมจริงแล้วทำไมเรามักจะเจอเสียงสะท้อนจากภาคอุตสาหกรรมเสมอว่า เด็กที่จบออกมาพื้นฐานไม่ดีและไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ผมก็ยังเห็นในมหาวิทยาลันต่างประเทศเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาสอนเสมอ

ComputerScienceCloud-1024x418

ในฐานะของคนที่ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และยังอยู่ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา ผมมีความเห็นว่าการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพื่อให้บัณฑิตพร้อมที่จะออกมาทำงาน และมีพื้นฐานที่ดีพอที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีไอทีใหม่ๆที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมคงไม่สามารถระบุได้ว่าเราควรปรับหลักสูตรทั้งหมดอย่างไร แต่ขออาศัยประสบการณ์ของตัวเองมาแนะนำสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงในบางสาขาวิชาดังนี้

1) ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผมคิดว่าบัณฑิตที่จบทางด้านไอทีทุกคนควรจะต้องเขียนโปรแกรมภาษาใดภาษาหนึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอาจจะเลือกที่จะสอนภาษาใดภาษาหนึ่งก็พอแล้ว ซึ่งจะต้องภาษาด้าน OOP ที่อาจจะเป็น Python, Java หรือ C# การสอนเราต้องเน้นหลักวิธีคิดในการพัฒนาโปรแกรม ไม่ใช่สอนให้นักศึกษาจำคำสั่ง Syntax ในการเขียนโปรแกรม และ อย่าต้องให้นักศึกษาต้องมาเรียนการเขียนโปรแกรมหลายภาษา แต่สิ่งสำคัญที่นักศึกษาจะต้องทำได้คือมีตรรกะในการเขียนโปรแกรม บัณฑิตที่จบออกมาต้องเขียนโปรแกรมได้มากกว่าแค่โปรแกรม HelloWorld และต้องพร้อมที่จะเรียนรู้การพัฒนาโปรแกรมภาษาอื่นบน Platform อื่นๆ รวมถึง Mobile Application

2) การพัฒนาซอฟต์แวร์ Enterprise Application ในวันนี้โลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์มีความซับซ้อนกว่าเดิม พื้นฐานที่นักศึกษาควรจะมีขั้นพื้นฐานก็คือการพัฒนา Web Application ซึ่งไม่ใช่แค่การเขียนเว็บเพจโดยใช้ HTML หรือ Scripting Languange แต่นักศึกษาควรจะต้องเรียนการเขียนโปรแกรมเชื่อต่อกับฐานข้อมูล การพัฒนาและเรียกใช้ Web Services รู้จักการเขียนโปรแกรมเพื่อจะใช้ APIs ต่างๆอาทิเช่น Facebook หรือ Google APIs รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud โดยใช้ Platform as a Service (PaaS)

3) Cloud Computing นักศึกษาที่ต้องเรียนวิชาทางด้าน System Administration ควรที่จะต้องเข้าใจเรื่องของ Infrastructure as a Service เรียนรู้เรื่องของ Virtualization การ config ระบบ Cloud ต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ควรให้นักศึกษาได้เรียนรู้การออกแบบ Large IT Architecture ผ่านระบบ Cloud ที่อาจใช้ IaaS ของบาง Vendor เช่น Amazon Web Services

4) Software Development Methodology กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะสอนนักศึกษาที่ยังไม่มีประสบการณ์การพัฒนาซอฟต์แวร์มามากนักให้เข้าใจ แต่เราจำเป็นจะต้องสอนให้พวกเขาเข้าใจพื้นฐานการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบใหม่ไม่ใช่แค่พูดถึง Waterfall Model แต่ควรรวมถึงหลักการของ Agile Software Development และควรจะปูพื้นฐานเรื่อง Software Testing

4) Database เรื่องของ Big Data กำลังเข้ามา บัณฑิตที่จบออกไปในวันนี้ควรจะมีความรู้เรื่องฐานข้อมูลมากกว่า RDBMS หรือการใช้คำสั่ง SQL แต่พวกเขาควรจะต้องเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง NoSQL หรือ Hadoop ด้วย เพื่อที่จะสามารถออกแบบ Information Infrastructure ในอนาคตได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาก็อาจเป็นเพียงแค่มุมมองของผม แต่ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่เราต้องรีบปรับเนื้อหาการสอนของเราในบางวิชา มิฉะนั้นแล้วอุตสาหกรรมไอทีจะยิ่งแข่งขันกับเขาลำบาก และควรจะไม่มีแล้วครับกับคำพูดที่ว่าบัณฑิตด้านคอมพิวเตอร์จบออกมาแล้วเขียนโปรแกรมไม่ได้

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

อนาคตของเทคโนโลยีฐานข้อมูล (The Future of the Database)

 

วันก่อนได้เห็น Infographic ตามรูปข้างล่างนี้ที่ชื่อว่า The Future of the Database ของ Robin Puro ที่โพสต์ใน  Wired Information Insights ผมว่าเป็นรูปที่เล่าประวัติและคาดการณ์อนาคตของเทคโนโลยีด้านการเก็บข้อมูลได้เป็นอย่างดี

ในรูปเล่าให้เห็นตั้งแต่เทคโนโลยีเก็บข้อมูลในยุคเริ่มต้นในทศวรรษ 1960 แต่ก็จะเน้นให้เห็นถึงในยุคทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยีด้าน Relational Database (RDBMS) ทุกคนก็จะเริ่มให้ความสนใจกับเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลที่ใช้ภาษา SQL ระบบจะเป็นแบบ Scale Up คือหาเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูล จึงเขียนในรูปว่าเป็น Single Instance Relational Database เราจะเห็นโซลูชั่นของ Vendor หลายใหญ่อย่าง Oracle ที่เป็น Commerical Database ตัวเแรก, IBM  ที่ใช้ DB2 หรือ SyBase

ในปลายยุค 1970 และช่วง 1980 ก็มีความพยายามทีจะทำ Entity Relational Database และ Object Oriented Database เพื่อที่จะมาแทนที่ RDBMS แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จและก็หยุดการพัฒนาไป

จากรูป Infographic เราก็จะเห็นว่า มีอีกเทคโนโลยีที่เข้ามาในปลายยุค 1980 ก็คือ Dataware House เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็น ETL ของฐานข้อมูลต่างๆ ซึ่ง Dataware House ก็เป็นระบบขนาดใหญ่ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ Distributed ที่จะเริ่มใช้ Server หลายๆตัว แต่ก็ยังเป็น SQL โดยมี Vendor อย่าง Teredata เป็นผู้ผลิตโซลูชั่นทางด้านนี้

พอเข้าสู่ยุคของอินเตอร์เน็ตบูมในช่วงปลายทศวรรษ 1990  ข้อมูลเริ่มมีจำนวนมากขึ้น การจะใช้ Server ขนาดใหญ่เพียงเครื่องเดียวเก็บข้อมูลก็เริ่มจะมีปัญหา และต้องใช้ทรัพยากรเช่น CPU หน่วยความจำ หรือ  Storage มากขึ้น การทำวิเคราะห์ข้อมูลอย่างการทำ Business Intelligence หรือ Analytics ก็เริ่มมีมากกว่าการใช้ Transactional Database

ดังนั้นพอขึ้นในยุคทศวรรษ 2000 ก็เริ่มที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเก็บข้อมูลใหญ่ๆได้อย่าง Distrubuted SQL ที่ใช้เครื่อง  Server หลายๆเครื่องอย่าง Clustrix หรือ  NuoDB และก็ Dataware House ใหม่ๆที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ MPP (Massively Palallel Processing) เช่นของ Netezza, Microsoft,  Oracle หรือ IBM มีเทคโนโลยีอย่าง NoSQL ที่ไม่ได้เป็น RDBMS และสามารถเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้เช่น Google BigTable, MongoDB และ Cassandra และในปลายยุค 2000 ก็มีเทคโนโลยีใหม่อย่าง Hadoop ที่สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ unstructure ได้เป็นจำนวนนับ  Petabyte

มาในยุคปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ Big Data ข้อมูลเริ่มมีขนาดใหญ่ มีหลากหลายรูปแบบไม่ใช่เฉพาะ structure และข้อมูลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   (3V: Volume, Variety, Velocity) ทำให้การใช้เทคโนโลยีที่เป็น SQL แบบ Scale Up มีราคาที่แพงขึ้นในขณะที่ระบบแบบ Scale Out ที่เป็น Distributed SQL จะช่วยทำให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้น และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-Time ตามความต้องการของธุรกิจได้ และก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น MPP มาใช้ใน Distributed SQL รวมถึงโซลูชั่นใหม่ๆอย่าง SAP HANA ที่เป็น in-Memoery Database หรือ  Oracle ExaData นอกจากนี้เราก็ยังเห็นการพัฒนาการของเทคโนโลยีอย่าง Hadoop ที่มีการใช้ภาษาใหม่อย่าง Hive, Pig หรือการพัฒนา Hadoop เวอร์ชั่น 2 ที่มีเทคโนโลนีอย่าง YARN  ที่ช่วยทำให้ประมวลผลแบบ Real-time ได้

สุดท้ายในอนาคต แนวโน้มของ Database ก็จะมี Platform หลักๆอยู่สามตัวที่จะรองรับข้อมูลหลายหลายที่มีขนาดใหญ่คือ  NoSQL, Hadoop  และ  Distributed SQL ทั้งนี้ Single Instance SQL จะมีปัญหาเรื่องการ Scale Up เพื่อรองรับข้อมูลขนาดใหญ่และ Dataware House เองถ้าจะนำมาใช่ในการทำ Analytics ก็จะถูกแทนที่ด้วย Distributed SQL ที่สามารถนำมาใช้ประมวลผลแบบ Real-time  ได้

FutureofDatabase

ธนชาติ นุ่มมนท์

IMC Institute

มกราคม 2558