Digital Economy กับการปฎิรูปประเทศไทย

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่บางท่านและเพื่อนในวงการไอทีถามถึงแนวคิดของผมในเรื่องของการปฎิรูปประเทศไทยว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรโดยเฉพาะเรืองของไอที และยิ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้รัฐบาลโดยการแถลงของนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯมรว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมาจุดกระแสเรื่องของ Digital Economy ก็ทำให้กระแสการปฎิรูปด้านไอซีทีที่จะมีผลต่อการผลักดันการปฎิรูปเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมีความร้อนแรงยิ่งขึ้น

แม้ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าแผนงาน  Digtal Economy จะมีอะไรบ้าง แต่ภาพที่เริ่มเห็นคือการปรับโครงสร้างกระทวงไอซีทีและเปลี่ยนชื่อให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล และก็มีภาพกราฟฟิกของนสพ. Post Today ที่ลงตีิพิมพ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุโครงการต่างๆดังรูป

DigitalEconomy

รูปที่ 1 ยุทธศาสตร์ Digital Economy [ภาพจากหนังสือพิมพ์ Post Today]

ยุทธศาสตร์  Digital Economy เป็นเรื่องทีดีมาก และถ้ารัฐบาลผลักดัันอย่างจริงจัง ไม่ใช่สร้างมาเป็น Propaganda เหมือนรัฐบาลยุคเลือกตั้งที่ผ่านๆมาซึ่งจะสรรหาคำสวยงามมาประกอบนโยบายเช่น Naional Broadband หรือ  Smart Thailand  แต่ก็ไม่ได้ดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจัง ยังจำได้ว่าเมื่อมีการปฎิรูประบบราชการครั้งใหญ่รัฐบาลทักษิณได้จัดตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แต่เมื่อมีการโยกย้ายหน่วยงานต่างๆและเห็นภาระกิจที่แท้จริงแล้ว การจัดตั้งกระทรวงไอซีทีในตอนนั้นก็เป็นแค่การทำภาระกิจชั่วคราวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ความไม่จริงจังในตอนนั้นจึงทำให้กระทรวงไอซีทีในวันนี้ไม่สามารถดำเนินงานต่างๆได้อย่างที่ควรจะเป็นทั้งนี้เพราะขาดบุคลากร อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างที่เหมาะสม

ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีเพราะเรากำลังพูดถึงการปฎิรูปประเทศ และรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ผมจำได้ว่าตั้งแต่เด็กมาจนปัจจุบัน เคยเห็นโครงการใหญ่ๆเพียงโครงการเดียวที่ผลักดันจนประสบความสำเร็จคือโครงการ  Eastern Seaboard  ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ายุคนั้นเป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเกรงใจนักการเมืองมากนัก และอีกอย่างผู้นำสมัยนั้นมีความเด็ดขาด

สถานการณ์ในวันนี้คล้ายๆกับยุคนั้นแม้รัฐบาลจะตั้งเป้าที่จะปฎิรูปประเทศในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี แต่การปฎิรูปประเทศสู่เศรษฐกิจเชิงดิิจิทัลอาจต้องทำหลายประการดังนี้ ซึ่งบางเรื่องก็น่าจะอยู่ในแผนของทีมงานแล้ว แต่ผมขอนำเสนอความคิดดังนี้

1) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเชิงดิจิทัล

การปฎิรูปอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากการสร้างถนนและทางคมนาคมครั้งใหญ่ของประเทศเขาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เมื่อพูดถึง  Digital Economy เรากำลังขนส่งข้อมูลจำนวนมากโดยสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เราจึงจำเป็นต้องมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่ดีเชื่อมต่อกันทุกพื้นที่ High Speed Broadband ก็เปรียบเสมือนถนน Highway ที่จำเป็นต้องเข้าถึง ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ถ้าเราไม่มีถนนแล้วอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆที่เปรียบเสมือนยานพาหนะจะเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วได้อย่างไร อีกเรื่องที่สำคัญคือการขยายการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ 4G ที่ควรจะต้องเร่งให้สัมปทานและอาจต้องรีบเตรียมการให้รองรับเทคโนโลยีที่จะเกิดใหม่อย่าง  5G ด้วยความรวดเร็ว ไม่ใช่รอให้ล้าหลังประเทศอื่นๆอย่างการให้สัมปทาน  3G หรือ  4G เหมือนที่ผ่านมา

การตั้งหน่วยงาน  Broadband  แห่งชาติ อาจจะยังไม่สำคัญเท่ากับการวาง  Blueprint ด้านเครือข่าย  Broadband รวมถึงการผลักดันให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมของภาคเอกชนในการให้บริการ  Highspeed Broadband กับภาคประชาชนอย่างทั่วถึง การให้บริการของภาครัฐเพื่อเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึง Highspeed Broadband  ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างเชิงดิจิทัล และการลดความซ้ำซ้อนของการสร้างเครือข่ายของหน่วยภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เราได้เครื่อข่ายที่มีคุณภาพและประหยัดการลงทุน

2)  การสร้าง  Digital Mindset  ให้กับสังคม

ในปัจจุบันคนไทยจำนวนมากใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งการเล่น Facebook, Smartphone  และ Tablet แต่สิ่งที่พบคือส่วนมากใช้เพื่อความบันเทิง ไม่ได้ถูกนำใช้ในด้านการทำงานมากนัก การทำธุรกิจโดยมากยังอยู่บนพื้นฐานแบบเดิม ยังขาดความตระหนักการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เรายังพบว่าธุรกิจด้านต่างๆจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันบนโลกออกไลน์ได้ คนไทยจำนวนมากยังไม่กล้าที่จะทำธุรกรรมออนไลน์ ยังขาดความสามารถในการติดต่อสื่อสารเชิงดิจิทัล ทักษะการค้นคว้าและกลั่นกรองข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตยังไม่ดีพอ ทำให้เราจะแข่งขันเชิงธุรกิจไร้พรมแดนผ่านโลกดิจิทัลลำบาก

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้กับภาคส่วนต่างๆทั้งภาคธุรกิจ ราชการ  รวมทังอุตสาหกรรมต่างๆทั้ง เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ Digital Economy เมืื่อผู้คนในสังคมมีความตระหนักด้านดิจิทัลเราก็จะเห็นการใช้ข้อมูลออนไลน์ต่างๆมากขึ้น สังคมและธรกิจก็จะเข้าสู่การเป็น Digital Economy มากขึ้น และเราอาจจะเห็นเศรษฐกิจก้าวเข้าสู่ Real-Time Economy ซึ่งเป็นคำที่ทันสมัยกว่าและสอดคล้องกับปัจจุบันมากกว่าคำว่า  Digital Economy

3) การพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยด้านไอซีที

การพัฒนา Digital Economy ที่ดีจะต้องมีพื้นฐานของงานวิจัยและพัฒนาทางด้านไอซีืีที ที่ผ่านมาเรามีงานวิจัยทางด้านนี้น้อยมาก เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศทั้งทางด้าน Hardware, Communication  และ  Software อยู่มาก ตัวอย่างเช่นเราขาดบุคลากรทางการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์ การผลิตบุคลากรก็ไม่ตรงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราคงไม่ต้องไปคาดหวังว่าอุตสาหกรรมทางด้านนี้เราจะไปแข่งในระดับโลก เพราะยังไงเสียก็ตามเราคงแข่งขันในระยะสั้น 5-10 ปีลำบากเพราะเราขาดบุคลากร แต่สิ่งที่เราต้องทำในระยะสั้นคิอต้องพัฒนาให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผลิตภายในประเทศได้บ้างรวมถึงอาจต้องทำให้การนำเข้านักพัฒนาซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกที่จะเข้ามาทำงาน และระยะยาวก็คงต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ โดยเฉพาะเน้นการปฎิรูปการศึกษาให้เยาวชนไทยมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น

4) การปฎิรูปกฎหมายด้านดิจิทัล

กฎระเบียบหลายๆอย่างของบ้านเรายังไม่เอื้อต่อการเป็น Digtial Economy การติดต่อราชการหลายๆเรื่องเราต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ถึงแม้ว่าบ้านเราเป็นประเทศแรกๆในโลกที่ใช้บัตรประชาชนที่เป็น smartcard แต่การทำธุรกรรมในหน่วยงานต่างๆยังต้องมีการทำสำเนาบัตรประชาชน ในแง่การจัดซื้อจัดจ้างหรือการทำนิติกรรมต่างๆยังมีกฎระเบียบที่ค่อนข้างล้าหลังอ้างอิงกับรูปแบบเดิมๆที่ต้องใช้หลักฐานจำนวนมากในรูปแบบที่เป็นกระดาษและสำเนาซึ่งไม่เอื้อต่อการทำธุรกรรมออนไลน์

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านดิจิทัลจำนวนมากยังไม่ผ่านสภาฯไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านลายเซ็นดิจิทัล กฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย กฎหมายคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเรามีกฎหมายเหล่านี้หลายร้อยฉบับที่จะต้องทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  นอกจากนี้ถ้าเราต้องการเข้าสู่  Real Time Economy อย่างเต็มรูปแบบเราอาจต้องแก้แม้กระทั่งกฎหมายแรงงานที่ครอบคลุมให้ลูกจ้าง สามารถทำงานแบบออนไลน์ หรือทำงานที่บ้านได้ โดยได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง

5) การผลักดันให้เกิดกฎหมาย Open Data

อีกประเด็นที่สำคัญคือการผลักดันให้เกิดเรื่อง Open Data ทีเป็นการเปิดข้อมูล (และ Information) ของรัฐบาล องค์กรสาธารณะต่างๆ และหน่วยงานเอกชนที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาขน ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเปิด (Open Format) ไม่ใช่มาตรฐานเฉพาะ (Proprietary format) เพื่อคนหรือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ แล้วนำไปใช้หรือต่อยอดในการพัฒนาข้อมูลอื่นๆต่อไปได้ การเปิดข้อมูลจะเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชนและยังช่วยทำให้เกิดการนำไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อไป

การมี Open Data โดยเฉพาะในภาครัฐบาลนอกเหนือจากการสร้างความโปร่งใสและทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อมูลของภาครัฐในด้านต่างๆเช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกเช่นการช่วยทำให้บริการของรัฐดีขึ้นอาทิเช่น การเปิดเผยข้อมูลจราจรทำให้เกิดบริการสาธารณะที่ดีขึ้นรวมถึงทำเกิดธุรกิจต่างๆขึ้นมากมายและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นเรื่องสำคัญในการปฎิรูปประเทศให้สู่เศรษฐกิจเชิงดิจิทัลก็คือ การผลักดันกฎหมาย  Open Data โดยการอิงหลัก 8 ประการตามที่ผมเคยเสนอไว้ในบทความ Open Government Data กับการปฎิรูปประเทศไทย

6)  การปฎิรูปหน่วยงานภาครัฐด้านไอซีที

หน่วยงานทางด้านไอซีทีของภาครัฐยังขาดความพร้อมทั้งในแง่ของบุคลากรและอำนาจหน้าที่ที่จะมากำกับหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ยังขาดความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ และบางหน่วยงานก็มีหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน เรามีทั้งองค์กรอิสระที่เป็นผู้ดูแลกำกับโครงสร้างด้านอินเตอร์เน็ตและโทรคมนาคมอย่าง กสทช แต่ขณะเดียวกันกระทรวงไอซีทีก็มีบางภารกิจบางอย่างที่ใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกัน เรามีหน่วยงานในกำกับที่เป็นองค์กรมหาชนภายใต้กระทรวงไอซีทีหลายหน่วยงานอย่าง สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) แต่บางครั้งหน่วยงานเหล่านี้เช่น  EGA กลับไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่เข้าไปกำกับดูแล e-Service ของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ทำให้การบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐยังขาดทิศทางที่สอดคล้องกัน หรือบางหน่วยงานอย่าง  SIPA ก็มีปัญหาภายในที่ไม่รู้จบทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถคาดหวังอะไรได้

หน่วยงานด้านไอซีทีก็ย้งอยู่ข้ามกระทรวงต่างๆเช่นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีหน่วยงานอย่าง NECTEC ที่น่าจะมีการบูรณาการบางภารกิจมาอยู่ใต้กระทรวงใหม่ หรือแม้แต่หน่วยงานอย่าง Software  Park ซึ่งไม่มีงบประมาณจัดสรรมาดำเนินงานใดๆโดยตรงก็ควรจะมีการทบทวนบทบาทบทบาทและหน้าที่ว่าควรจะจัดสรรงบประมาณให้โดยตรงหรือไม่ หรือควรจะอยู่ในสังกัดใด  ยังไม่รวมถึงหน่วยงานอื่นๆที่จะมีผลต่อการปฎิรูปเศรษฐกิจดิจิทัลทั้ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สสว. กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากที่อาจจะต้องมีการจัดภารกิจใหม่ให้สอดคล้องกัน หรืออาจต้องมีการตั้งหน่วยงานภายใต้กระทรวงที่จะเกิดมาใหม่

บทสรุป

จากที่กล่าวมาทั้งหมดคือแนวคิดบางประเด็นของผมต่อการปฎิรูปประเทศ และเป็นสิ่งที่ควรจะทำได้ภายในหนึ่งปี โอกาสนี้เป็นโอกาสดีของประเทศที่จะทำให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการดำรงไว้ซึ่งหลักการและแนวคิดของ Digital Economy ถ้ารัฐบาลตั้งเป้่าไว้ว่าจะอยู่เพียงหนึ่งปีคงจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นหลังปฎิรูปเสร็จรัฐบาลควรที่จะรักษาอำนาจและทำงานต่ออีกซักพัก เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายมิฉะนั้นแล้วการปฎิรูปจะสูญเปล่า เราอาจเห็นแค่การตั้งกระทรวง  Digital Economy  ขึ้นมาแค่นามธรรมแต่สุดท้ายการปฎิบัติก็จะไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์

สุดท้ายคำว่า Digital Economy  หรือคำว่า Real-time Economy มันก็คือ  New Economy เรากำลังปฎิรูปเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมมากที่สุดในการปฎิรูปครั้งนี้  เราอย่าลืมนะครับว่าประเทศ สิงคโปร์ที่ปฎิรูปประเทศมาได้ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีลีกวนยูมีอายุไม่ถึง 40  ปี ตอนเราปฎิวัติ 2475  ผู้นำในคณะราษฎร์ส่วนใหญ่คือคนอายุต่ำกว่า  40 ปี ถ้าเราจะปฎิรูป  Digtial Economy  แล้วเราจะเอาแต่คนรุ่นเก่ามาปฎิรูปแล้วพยายามจะมาบอกว่าอนาคตของเศรษฐกิจหรือวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่จะเป็นไปได้อย่างไร ยิ่งคนคิดปฎิรูปหลายๆคนอาจมีความเข้าใจเรื่องดิจิทัลน้อยกว่าคนรุ่นใหม่บางทีก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก อย่าว่าแต่คนอายุมากกว่า 60  ปีเลยครับแม้แต่คนรุ่นอย่างผมบางทีก็อาจอายุมากเกินไปแล้วในการจะมาคิดเรื่องปฎิรูปให้พวกเขาตามลำพัง เราควรต้องมีสัดส่วนของเด็กรุ่นใหม่ๆจำนวนมากในการปฎิรูปสังคมสู่    Digital Economy มันเป็นเรื่องของ New Generation  สู่  New Economy ไม่ใช่แค่กลุ่มของผู้ใหญ่มาคุยกันแล้วจะบอกอนาคตให้คนรุ่นใหม่ที่เขาต้องอยู่กับอนาคตของเขาอีกหลายสิบปี ครับให้เขามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเขาด้วยครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Open Government Data กับการปฎิรูปประเทศไทย

กระแสการปฎิรูปประเทศไทยมีการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมของกปปส.จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารของคสช.และกำลังจะมีการตั้งสภาปฎิรูปขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะปฎิรูปไว้ 11 ด้าน ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะเน้นถึงปัญหาที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเราที่เป็นรากฐานของปัญหาต่างๆ หลายๆคนมองว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา ในแง่ของคนไอทีเรามองว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการทำงานจะมีส่วนช่วยในการสร้างธรรมภิบาลในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของ  “Open Data” แต่เมื่อไปพิจารณาโครงสร้างการปฎิรูปที่วางแผนไว้ทั้ง 11  ด้านจะเห็นได้ว่าเราไม่มีการพูดถึงเรื่องไอทีเลยทั้งๆที่เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

UN E-Government Index

หากเราได้ศึกษาการสำรวจด้าน E-Government ขององค์การสหประชาชาติที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001  จากรายงาน United Nation E-Government Survey ที่ออกมาทุกสองปี เราจะเห็นได้ว่าบริบทของการสำรวจ เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและการสร้างธรรมาบิบาล รวมถึงพิจารณาการมีส่วนรวมของภาคประชาชนดังแสดงในรูปที่ 1  ที่เราจะเห็นได้ว่าในครั้งแรกปี 2001  E-Government อาจจะเน้นเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์ของภาครัฐ แล้วเปลี่ยนมาเน้นในเรื่องของการใช้  Social Media ของภาครัฐในปี 2004/2006 และกลายมาเป็นเรื่องของ Cloud Computing/Smartphone ในปี 2010 และรายงานล่าสุดการสำรวจจะเน้นเรื่องของ Open Government Data/Linked Data

e-GovSurvey

รูปที่  1 การสำรวจ UN E-Government Survey

ผลการสำรวจด้าน E-Government ขององค์การสหประชาชาติก็จะสอดคล้องกับดัชนีความโปร่งใสของประเทศ ซึ่งเราจะพบว่าประเทศที่มีอัตราการคอร์รัปชั่นน้อยก็จะมีอันดับ E-Government ที่สูง ซึ่งการสำรวจล่าสุดในปี 2014 ก็จะเน้นเรื่อง Big Data และ  Open Government Data และพบว่าประเทศที่มีการเปิดข้อมูลในภาครัฐก็จะมีคะแนนค่อนข้างสูง โดยประเทศเกาหลีใต้ก็มีอันดับที่หนึ่งอย่างต่อเนื่องมาสามสมัยทั้งนี้เพราะประเทศเขาได้ปรับระบบ E-Government มาตลอดเพื่อเน้นให้เกิดการทำงานภาครัฐที่รวดเร็วและโปร่งใส ส่วนประเทศไทยเราจะพบว่าอันดับด้าน E-Government ของเราตกลงมาตลอด ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาครัฐ แต่เป็นเพราะดัชนีการคอร์รัปชั่นของประเทศสูงขึ้น ก็ทำให้การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นไปได้ยาก เพราะผู้บริหารประเทศก็ย่อมไม่อยากให้เกิดการตรวจสอบโดยง่า เราจะเห็นได้ในรูปที่ 2  ว่าประเทศไทยมีอันดับด้าน E-Government ตกลงมาในอันดับที่ 102 และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและภูมิภาคเอเซีย

Thailand-Index

รูปที่  2 E-Government Index ของประเทศไทย

Open Government Data

Open Government Data (OGD) คือการความพยายามของทั่วโลกที่จะเปิดข้อมูล (และ Information) ของรัฐบาลและองค์กรสาธารณะต่างๆซึ่งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาขน ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเปิด (Open Format) ไม่ใช่มาตรฐานเฉพาะ (Proprietary format)  เพื่อคนหรือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ แล้วนำไปใช้หรือต่อยอดในการพัฒนาข้อมูลอื่นๆต่อไปได้  การเปิดข้อมูลจะเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชนและยังช่วยทำให้เกิดการนำไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อไป

UNData

รูปที่  3 เว็บไซต์ data.un.org

ในปัจจุบันมีหลายๆประเทศและองค์กรที่พยายามสร้าง Open Data  อาทิเช่นองค์การสหประชาชาติได้สร้าง Portal ที่ชื่อ data.un.org หรือทางสหราชอาณาจักรก็มีเว็บไซต์อย่าง data.gov.uk ที่มีข้อมูลของภาครัฐด้านต่างๆรวมถึงข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐ และก็มีการนำข้อมูลไปพัฒนา Application ต่างๆถึง  300 กว่า  App ประเทศในเอเซียหลายๆประเทศทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ต่างก็พัฒนา Portal สำหรับ  Open Data  หลายประเทศก็ได้ออกกฎหมายให้มีการเปิดข้อมูลภาครัฐให้เป็นมาตรฐานที่คนอื่นๆอ่านได้ ทางสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโอบามาก็ได้ประกาศนโยบาย Open Data เมื่อเดือนพฤษภาคม  2013 และมีการประกาศเรื่อง  Data Act  ในเดือนพฤษภาคม  2014

UKData

รูปที่  4 เว็บไซต์ data.gov.uk

หลักการของ OGD จะมี 8 ด้านดังนี้

  • Completeness ข้อมูลภาครัฐทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือความมั่นคงจะต้องถูกเปิด
  • Primacy ข้อมูลที่จะถูกเปิดจะเป็นรูปแบบเดียวกับที่ถูกเก็บไว้ โดยไม่มีการปรับปรุงและแก้ไขก่อนเปิด
  • Timeliness ข้อมูลจะถูกเปิดโดยทันทีทันใด
  • Ease of Physical and Electronic Access ข้อมูลถูกเปิดเพื่อให้ผู้ใช้ที่หลากหลายและมีจุดประสงค์ต่างกัน
  • Machine readability  ข้อมูลจะต้องอยู่ในรูปแบบที่นำไปประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ
  • Non-discrimination ทุกคนสามารถนำข้อมูลไปใช่้ได้ โดยไม่ต้องมีการลงทะเบียนผู้ใช้
  • Open formats ข้อมูลต้องเป็นมาตรฐานที่เปิด
  • Licensing  ข้อมูลจะต้องไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ในการใช้งาน

ประโยชน์ของ Open Government Data

การทำ OGD นอกเหนือจากการสร้างความโปร่งใสและทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อมูลของภาครัฐในด้านต่างๆเช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกดังแสดงในรูปที่ 5  คือการช่วยทำให้บริการของรัฐดีขึ้นอาทิเช่น การเปิดเผยข้อมูลจราจรทำให้เกิดบริการสาธารณะที่ดีขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอาชญกรรมก็จะช่วยลดปัญหาต่างๆ ดังแสดงตัวอย่างของการสร้าง Mobile App ที่เป็นประโยชน์จากการเปิดข้อมูลในประเทศอังกฤษดังแสดงในรูปที่ 6

OpenDataBenefit

รูปที่  5 ประโยชน์ของการทำ Open Government Data

UKApp

รูปที่  6 ตัวอย่างการบริการภาครัฐที่ดีขึ้นจาก OGD ของสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ OGD ยังทำเกิดธุรกิจต่างๆขึ้นมากมายและเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยมีรายงานระบุว่าการทำ  OGD ในกลุ่มประเทศยุโรปทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 4 หมื่นล้านยูโรต่อปี การเปิดข้อมูลพยากรณ์อากาศในสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดบริษัทใหม่ๆถึง 400 บริษัทและมีการว่าจ้างงานใหม่ถึง  4,000  ตำแหน่ง สำหรับประเทศสเปนการเปิดข้อมูลทำให้เกิดธุรกิจถึง 600 ล้านยูโรและตำแหน่งงานใหม่มากกว่า 500 ตำแหน่ง

ล่าสุดการเลือกตั้งประธาธิบดีในประเทศอินโดนีเซีย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งของเขาได้เปิดข้อมูลการนับคะแนน ทำให้เกิดการเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้นและเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า  Crowdsourcing ที่ภาคประชาชนจากที่ต่างๆมาร่วมกันตรวจสอบและนับคะแนนการเลือกตั้ง

บทสรุป

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ถ้าเราจะปฎิรูปประเทศไทย และให้เกิดความโปร่งใส แล้วยังได้บริการภาครัฐที่ดีขึ้น รวมถึงประโยชน์เชิงธุรกิจ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องผลักดันให้เกิดกฎหมาย Open Government Data   ที่สอดคล้องกับหลักการทั้ง  8 ข้อของการเปิดข้อมูลภาครัฐ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

สิงหาคม 2557

บุคลากรไทยกับความพร้อมสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

ต้องยอมรับว่าไม่ได้เขียนบล็อกมานานมาก อาจเพราะนอกจากวุ่นกับงานและสถานการณ์บ้านเมืองทำให้ไม่มีเวลาจะมาเขียนบล็อกหรือบทความแม้จะถูกทวงถามมาหลายครั้งแล้วก็ตาม มาช่วงนี้เริ่มว่างขึ้นและก็มีโอกาสเข้าไปบรรยายพูดคุยกับสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มากขึ้น ตลอดจนได้อ่านความเห็นต่างๆทาง Social Media เกี่ยวกับบุคลากรทางด้านไอที ก็มักจะได้ยินปัญหาเดิมว่า “สถาบันการศึกษาผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม” “บริษัทหาคนเข้าทำงานได้ยากมาก” แต่ขณะเดียวกันก็กลับได้ข่าวมาอีกด้านว่าหนึ่งในสาขาที่มีบัณทึตตกงานมากที่สุดก็คือทางด้านคอมพิวเตอร์

ดูข้อมูลอย่างนี้แล้วมันเหมือนกับว่า Demand และ Supply ไม่สอดคล้องกัน อุตสาหกรรมก็บ่นว่าหาคนไม่ได้ เด็กที่จบมาก็บ่นว่าหางานทำไม่ได้ สถาบันการศึกษาก็ตั้งหน้าผลิตบัณฑิตออกมา บังเอิญสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสร่วมวงเสวนากับคณาจารย์ด้านวิศวกรรมและวิทยาการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยชั้นนำ และเอกชนที่ต้องการบัณฑิต มาถกปัญหากันเรื่องนี้ ผมฟังแล้วเลยสรุปเองว่า จริงๆหลักสูตรของสถาบันการศึกษาดีๆส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ผิดอะไร เราทำตามมาตรฐานสากล แต่เราผิดที่ไปตั้งความคาดหวังสูงเกินไป เราทำตัวเป็นนักการตลาดพยายามจะสร้างภาพว่า เราจะก้าวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โลกโดยไม่ดูความจริง เลยรับนักศึกษามามากไปบนความไม่พร้อม

คุณภาพของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

ผมจบมหาวิทยาลัยสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าในปี 2529 สมัยนั้นมีคณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่เพียงแค่ 8 สถาบันรวมบัณฑิตทางด้านทั้งหมดไม่เกิน 2 พันคน ผมเองจบมาก็ไม่ได้มีความพร้อมหรือมีทักษะตรงกับที่อุตสาหกรรมต้องการทันที จบไปก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมครับ และถ้าพูดถึงทางด้านคอมพิวเตอร์ผมก็เรียนมาแค่วิชาเดียวคือ การเขียนโปรแกรมภาษา  Fortran IV  สมัยนั้นยังเจาะบัตรอยู่เลยครับ เครื่องเป็นแบบในรูปนั้นละครับ มาปีสุดท้ายถึงจะเริ่มเห็นเครื่องพีซีเครื่องแรก แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรคือวิขาคณิตศาสตร์ ที่เรียนมา 8-9 วิชา และก็ผมถูกสอนให้เรียนรู้เพิ่มเติมครับ คือ Learn to Learn ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ แม้ผมจะเรียน Programming มาตัวเดียว แต่เพราะพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ดีืทำให้ผมสามารถเขียนโปรแกรมภาษาใหม่ เรียนรู้วิชาตามเทคโนโลยีใหม่ๆได้ดี มาวันนี้พอพูดถึงการเขียนโปรแกรมบน  Cloud Computing   หรือ Hadoop Big Data ผมก็ยังเขียนได้อยู่

NEAC220

 รูปที่ 1 เดรื่องคอมพิวเตอร์ NEAC 2200 / 200 

ผมสอนนักศึกษามาเกือบ 30 ปีและวิชาหนึ่งที่สมัยก่อนสอนนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์เป็นประจำก็คือวิชา Basic Programming ที่เราเปลี่ยนภาษามาสอนตลอดจาก Fortran เป็น Pascal  เป็น  C เป็น C++ เป็น  Java แต่ไม่ว่าจะสอนภาษาอะไรก็ตาม พอตัดเกรดนักศึกษาที่ไรก็ตกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่ตอนนั้นนักศึกษาเราเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆใก้ลเคียงกันจัดอยู่ในกลุ่มค่อนข้างเก่ง แต่เมื่อตอนหลังๆพอเราเริ่มมีการรับนักศึกษามากเข้า สถาบันการศึกษาหลายๆแห่งที่มีคะแนนสูงกว่าเพิ่มจำนวนรับนักศึกษา จำนวนนักศึกษาวิศวฯที่ตกวิชา Basic Programming ก็เพิ่มขึ้นตาม บางครั้งเกือบ 50% บางทีเราก็ต้องชี้แจงให้ฟังว่า ทีมที่สอนไม่ได้โหด ข้อสอบก็เหมือนเดิมเผลอๆง่ายกว่าสมัยก่อนด้วยซ้ำไป แต่เรารับนักศึกษามาเยอะไปและนักศึกษาอ่อนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนโปรแกรม ดังนั้นไม่แปลกใจข้อสอบที่ออกให้หาค่าเฉลี่ยหรือผลรวมข้อมูลบางอย่างนักศึกษาจะทำไม่ได้ ก็เพราะนักศึกษาไม่เข้าใจเรื่อง ตรรกะศาสตร์ อนุกรม ดีพอ แล้วจะเขียนโปรแกรมได้อย่างไร

ยิ่งเมือเห็นคะแนนคณิตศาสตร์ของเด็กไทยที่ตกยกชั้น ก็ยิ่งไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไมเด็กเราถึงมาเป็น Programmer ไม่ได้ ก็คณิตศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโปรแกรม แต่ทางแก้ของเรากลับเป็นว่า นักศึกษาเรียนไม่ไหวก็ลดวิชาทางคณิตศาสตร์ไป จัดหลักสูตรให้ง่ายขึ้นเอาคนนอกวงการศึกษาที่ไม่ได้พัฒนาซอฟต์แวร์มาพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาซอฟต์แวร์ อ้างว่าต้องการให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งๆที่หลักสูตรพื้นฐานเป็นเรื่องจำเป็น เราไม่สามารถที่จะสอนเพียงเพื่อให้รู้อะไรเพียงผิวเผิน หรือฝึกทำตาม Tool บางอย่างได้ พอเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเราจะพบว่าคนเหล่านั้นก็จะทำงานไม่ได้เพราะขาดพื้นฐานการเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ดีพอ

ins01

 รูปที่ 2 จำนวนวิชาคณิตศาสตร์ที่มาตรฐานหลักสูตร ACM ให้ศึกษา

อีกประเด็นที่สำคัญคือปัจจุบันอุดมศึกษามีตัวชีวัดที่จำนวน ตอนหลังเราตั้งเกณฑ์มาว่าสถาบันการศึกษาจะต้องไม่ตกออกเยอะ จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่รับเข้ามา ดังนั้นอาจารย์ยิ่งไม่กล้าที่จะทำให้นักศึกษาสอบตกวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นจำนวนมากๆ เพราะกลัวจะตกคะแนนตัวชี้วัด ซึ่งต่างกับสมัยก่อนที่หลายๆวิชามีนักศึกษาตกเกือบยกชั้นทั้งๆที่คุณภาพนักศึกษาเก่งกว่าปัจจุบัน ยิ่งในช่วงหลังเมื่อสาขาไอทีได้รับความสนใจมากขึ้น สถาบันการศึกษาต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็เปิดหลักสูตรทางด้านไอทีและเพิ่มจำนวนรับ มีทั้งสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ เกม แอนนิเมชั่น สารพัดชื่อที่คิดมาได้ แต่พอมาดูเนื้อหาและผู้สอนแล้วก็ไม่แน่ใจว่ามีคุณภาพดีพอที่จะเปิดไหม

จำนวนบัณฑิตและสถาบันอุดมศึกษาด้านไอที

ปัจจุบันเรามีสถาบันอุดมศึกษาร้อยกว่าแห่งที่เปิดรับนักศึกษาทางด้านไอที รับนักศึกษาต่อปีมากกว่า 20,000 คน คำถามจึงมีว่าเรารับคนมาเยอะเกินไปหรือเปล่า? เรากำลังคิดว่าคนทุกคนสามารถจบมาทำงานด้านไอทีได้ สามารถจบมาเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ได้ เราคิดว่าคนทุกคนเขียนโปรแกรมได้ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง คนทุกคนไม่สามารถเป็นหมอได้ ไม่สามารถเป็นนักดนตรีหรือนักกีฬา แต่ละอาชีพต้องการคนที่มีทักษะและพื้นฐานความรู้ที่ต่างกัน  ถ้าเรารับนักศึกษามาเยอะๆแล้วตั้งตัวชี้วัดว่าจะต้องมีเปอร์เซ็นต์จบออกไปจำนวนมากๆ ก็ไม่แปลกใจหรอกครับที่เราจะเห็นบัณฑิตที่ไม่มีคุณภาพจบออกไปจำนวนมาก สมัยที่ผมยังสอนหนังสือในสถาบันอุดมศึกษาอยู่และเราเริ่มรับนักศึกษามาเยอะไป ผมยังจำคำพูดของอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า “ผมไม่สามารถสอนลิงชิมแปนซีให้เป็นวิศวกรได้” ก็เพราะตอนนั้นท่านบอกว่าเรารับคนมาง่ายไป คะแนนแค่ 20-30%  ก็เข้าได้แล้ว โดยไม่ดูคะแนนวิชาพื้นฐานต่างๆ

ในปัจจุบันถ้าเราแบ่งกลุ่มของอุดมศึกษาด้านไอทีออกมาตามคุณภาพของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ เราอาจแบ่งได้สามกลุ่ม

  • กลุ่ม  Top คือสถาบันที่มีภาควิชาที่มีนักศึกษาพร้อมที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีไม่เกิน 10 แห่ง กลุ่มนี้นักศึกษาส่วนมากเก่งจำนวนรวมกันอาจประมาณไม่เกิน  1.000 คน แต่พบว่าจำนวนมากเมื่อจบออกมาก็ไม่ได้ทำงานด้านไอที และหลายๆคนไปศึกษาต่อสาขาอื่น
  • กลุ่มระดับกลางอาจมีประมาณ 20  แห่ง ซึ่งจะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพพอใช้ได้ในห้องประมาณ  20-30%ซึ่งจำนวนคนเหล่านี้มีประมาณรวมกันซัก  1,000 คน แต่ที่เหลือก็ไม่เก่งพอและขาดพื้นฐานที่ดี
  • กลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันส่วนใหญ่ที่เปิดสอน จะมีนักศึกษาที่มีคุณภาพน้อยมาก บางทีทั้งห้องหานักศึกษาที่พร้อมจะทำงานและเรียนทางด้านไอทีไม่เกิน 3-5  คนในชั้นเรียน

จากจำนวนที่กล่าวมาจะเห็นว่ารวมๆต่อปีเรามีบัณฑิตที่พร้อมจะเข้าสู่วิชาชีพประมาณ 2  พันคนแต่เราเล่นผลิตบัณฑิตด้านนี้ออกมาเป็นหมื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไม บัณฑิตจำนวนมากไม่มีคุณภาพ ไม่เก่ง และบางทีเราก็ได้ยินบ่อยๆว่าจบไอทีเขียนโปรแกรมไม่เป็น บางครั้งก็เป็นแค่  Superuser หลักสูตรของสถาบันในกลุ่ม Top ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ บัณฑิตอาจไม่ได้พร้อมทำงานทันทีแต่พอเขามีพื้นฐานที่ดี เขาก็พร้อมจะปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเด็กเก่งคือแนวคิดที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนงานง่าย ความซื่อสัตย์และจริยธรรมที่น้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมที่เปลี่ยนไปและเขาเห็นแบบอย่างที่ไม่ดี

ความต้องการบัณฑิตของภาคเอกชน

ผมมีโอกาสสอนคนมาเป็นจำนวนมาก หลังๆเปิดสอนหลายหลักสูตร มีโอกาสไปบรรยายให้กับสถาบันต่างๆจำนวนมาก เคยสอนทั้งอาจารย์ บัณฑิต คนทำงานและนักศึกษา ยอมรับครับว่าคุณภาพของบุคลากรด้่นไอทีเราน่าเป็นห่วง แต่จะโทษสถาบันอุดมศึกษาฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกครับ ภาคเอกชน อุตสาหกรรมเองเราก็มีความต้องการที่ไม่ถูกต้องหนัก เราจะพบว่าอุตสาหกรรมไอทีเราเป็น Follower  ที่ค่อนข้างช้ามาก

เราตามแนวโน้มของเทคโนโลยีไม่ทันในด้านการวิจัยและพัฒนา เราต้องการบัณฑิตที่ไม่ได้   Hi-Tech  อะไรมากมายหรอกครับ จึงไม่แปลกที่บัณฑิตเก่งๆในสถาบัน  Top   จบออกมาเมื่อได้งานทำไม่ตรงกับความถนัดของตัวเอง เขาก็ต้องออกมาเป็น Freelance ทำงานเอง เปิด  Start-up เอง แม้จะมีบริษัทชั้นนำที่ทำซอฟต์แวร์บางแห่งก็ใช้เทคโนโลยีชั้นนำแต่กลุ่มเหล่านี้ก็มีจำนวนจำกัด ซึ่งบัณฑิตเก่งๆเข้าไปทำงานเมื่อได้เรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านี้ บางทีก็จะย้ายงานเพื่อให้ได้รายได้และโอกาสที่ดีกว่า

แต่บริษัทจำนวนมากยังไม่ได้ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จึงต้องหาคนเข้าทำงานจากบัณฑิตในสถาบันกลุ่มที่สองหรือสามและเมื่อถามว่าต้องการบัณฑิตไปทำอะไรก็จะพบว่าไปเขียน  Web Programming ที่ไม่ซับซ้อนนักเป็น  Java, PHP ที่อาจไม่ท้าทายกับกลุ่มแรกนัก แต่กลุ่มที่สองก็พอทำได้บ้างแต่ต้องเรียนรู้อีกมาก เราจึงเจอโจทย์บ่อยว่าหาคนไม่ได้ และเมื่อคนเหล่านี้เริ่มเก่งขึ้นก็อยากทำงานที่ท้าทายกว่าเดิม

TDRI-SWEng

รูปที่ 3 ข้อมูลจาก TDRI ประมาณการจำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการในประเทศไทย ในปี 2556

ข้อมูลจาก TDRI  เมื่อเร็วๆนี้ระบุว่าประเทศไทยมีพนักงานด้านพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไม่เกิน  40,000  คน ซึ่งถ้าดูจำนวนบัณฑิตที่จบมาในสาขานี้จะไม่แปลกใจที่พบว่า จำนวนมากไม่เข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละปีมีเพียงแค่ไม่กี่พันคนที่จะทำงานได้

แนวทางการแก้ปัญหา

จากที่กล่าวมาทังหมดนี้ ปัญหาอยู่ที่เราไม่อยู่กับความจริง ไม่อยู่กับข้อมูลและตัวเลข เราไปสร้างภาพและการตลาดว่าเราจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ มันจะเป็นไปได้ยังไงละครับในเมื่อเด็กเราอ่อนคณิตศาสตร์ บัณฑิตเราเขียนโปรแกรมไม่เป็น มีบัณฑิตที่มีคุณภาพจำนวนไม่เกิน  2 พันคนต่อปี ทางแก้ก็คือยอมรับความจริงและวางแผนสร้างคนในอนาคต

  • เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ตามแนวทางทีถูกต้อง ถ้าต้องการโปรแกรมเมอร์มากๆในระยะนี้เราอาจต้องไปทำในต่างประเทศหรือต้องออกกฎหมายให้เอื้อต่อโปรแกรมเมอร์ต่างชาติ มาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้นและจะต้องจ่ายเงินสูงๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยาก
  • เรามีกลุ่มเด็กเก่งๆจำนวนหนึ่งที่กำลังจะสร้างธุรกิจตัวเอง พัฒนาโปรแกรม เราต้องส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เขาไปสู้บนเวทีโลก แต่เมื่อเขาต้องการขยายบริษัทต้องการโปรแกรมเมอร์จำนวนมากๆเราอาจต้องหนุนให้ไปทำที่อื่นครับ จนกว่าเราจะพร้อม
  • เราต้องลดการรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีหนึ่งรวมกันไม่ควรเกิน  4-5 พันคน และต้องปิดหลักสูตรทางด้านนี้ในหลายๆสถาบันครับ เพื่อลดปัญหาการมีบัณฑิตจบออกมามากอย่างขาดคุณภาพ
  • หากเราต้องการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ต้องวางแผนในระยะยาว ส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์  วิทยาศาสคร์ ตั้งแต่เด็กๆครับ ต้องใช้เวลา  15  ปีเป็นอย่างน้อยในการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมา

Facebook ซื้อ Whatsapp กับความคุ้มค่า !!!

ตอนที่ผมได้ข่าวว่า Facebook  ซื้อกิจการของ Whatsapp  ด้วยวงเงิน  19 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะ Whatsapp  เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมาเพียง 5 ปีมีพนักงานเพียง  50 คน คำนวณแล้วเป็นเงินถึง 380 ล้านเหรียญสหรัฐต่อพนักงานแต่ละคน วงเงิน   19 พันล้านเหรียญสหรัฐแบ่งเป็นเงินสด  4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในรูปของหุ้นของ Facebook อีก  12 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอีก  3 พันล้านเหรียญสหรัฐจะเป็นหุ้นที่จะทยอยให้กับพนักงานในอีก 4  ปีข้างหน้า

การซื้อกิจการ  Facebook ถือว่าเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับสองจาการเข้าซื้อบริษัทด้านเทคโนโลยีโดยการซื้อกิจการทีใหญ่ที่สุดคือการที่ HP เข้าซื้อ Compaq  เมื่อปี 2001 ซึ่งเมื่อปรับค่าตามเงินเฟ้อในปีนี้จะพบว่ามีมูลค่าถึง 33.4  พันล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าที่ Facebook ซื้อ Whatsapp ทำให้ผมนึกถึงบริษัทเก่าผมคือ Sun Microsystems ที่ถูก Oracle ซื้อไปด้วยมูลค่า 7.4  พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010 และนึกถึงตอนที่ Microsoft ซื้อ Nokia  เมื่อปีทีแล้วด้วยมูลค่า 7.2  พันล้านเหรียญสหรัฐ สองบริษัทนี้ถูกซื้อถูกจนเกินไปไหม  Sun Microsystems มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากมายทั้ง Java, MySQL และเครื่อง Server และนวัตกรรมเหล่านั้นยังคงอยู่และเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ส่วน Nokia ก็มีนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่และมีทีมวิจัยและพัฒนาที่เข้มแข็ง คำถามคือ Whatsapp มีอะไร ที่คุ้มค่ากับการซื้อกิจการครั้งนี้

unnamed-45

หากเราลองมาดูการเข้าซื้อกิจการนับตั้งแต่ปี 1998 ที่วิเคราห์โดย  BI Intelligence  เราจะพบว่าการควบกิจการของบริษัท Technology ต่างๆในอดีต จะถูกซื้อโดยบริษัทด้าน Hardware/Software  รายใหญ่ๆอย่าง HP, Oracle และ IBM โดยบริษัทเหล่านั้นพยายามจะขยายฐานทางด้าน Products  ที่ตัวเองมีอยู่เช่น   HP ซื้อ Compaq, EDS และ Mercury หรือ Oracle ที่ซื้อบริษัทฮาร์ดแวร์อย่าง Sun Microsstems  และซื้อบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Peoplesoft, BEA และ Hyperion

แต่ในระยะหลังบริษัทที่เข้ามาซื้อกิจการกลับเป็นบรืษัทที่ทำอินเตอร์เน็ตอย่าง Yahoo, Facebook, Google และ Microsoft และจุดประสงค์ก็เพื่อที่จะขยายฐานลูกค้าบนอินเตอร์เน็ตผ่านซอฟต์แวร์ต่างๆ รวมไปถึงการหาซื้อเทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์มือถือ เราจึงภาพของ Microsoft มาซื้อโปรแกรมอย่าง Skype หรือกิจการโทรศัพท์อย่าง  Nokia เห็น Google เข้าซื้อ Youtube และ Motorola และ Facebook  เข้าซื้อ  Instagram  และ  Whatsapp

chartoftheday_1927_Tech_acquisitions_n

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ Whatsapp ยังมีฐานลูกค้ามากพอหรือ ในปัจจุบัน Whatsapp ก็ยังครองตลาดค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนผู้ใช้ประมาณ 450 ล้านราย ซึ่งทาง Statistica ระบุว่ามี  Active Users ในเดือนสิงหาคมถึง 300 ล้านราย

chartoftheday_1341_Whatsapp_Reaches_300_Million_Active_Users_b

แม้ในประเทศไทยตลาดด้าน Mobile Messaging Application จะเป็นตลาดของ Line แต่ข้อมูลของ Onava เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า Whatsapp ยังครองตลาดในหลายๆประเทศโดยเฉพาะตลาดใน Latin America รวมถึงประเทศในอเมริกาใต้อย่างบราซิล และครองตลาดยุโรปหลายๆประเทศทั้ง เยอรมัน อังกฤษ และ อิตาลี และยิ่งถ้ามารวมกับ  Facebook Messaging   ก็จะเป็นตลาดอันดับหนึ่งในหลายๆประเทศรวมทั้งอเมริกา ส่วนตลาดของ Line หลักๆก็เป็นของญี่ปุ่นซึ่งมีความเฉพาะ เหมือนกับ Kakao Talk  ที่ใช้เฉพาะในประเทศเกาหลี และ WeChat ของจีน

onavo-insights1

ดังนั้นถ้าดูข้อมูลการเข้าซื้อ  Whatsapp แล้วคงคาดได้ว่า สิ่งที่ทาง Facebook  คาดหวังส่วนหนึ่งก็คือฐานข้อมูลลูกค้า และการเป็นเบอร์หนึ่งด้าน  Messaging Apps แต่จะคุ้มค่ากับเงิน  19 พันล้านเหรียญสหรัฐที่เป็นเงินสดถึง  4 พันล้านเหรียญสหรัฐ คงต้องรอดูกันต่อไป

แนวโน้มการพัฒนา Emerging Technology ของบริษัทไอทีไทย

เมื่อเร็วๆนี้ทาง IMC Institute เปิดแถลงข่าวเรื่องผลสำรวจ “Emerging Technology: Thai Professional Readiness Survey” และก็มีสื่อหลายๆฉบับนำไปลงข่าวให้ รวมถึงบทบรรณาธิการของกรุงเทพธุรกิจที่เขียนในหัวข้อ “แรงงานฝีมือไอทีขาด ดับฝันผู้นำอาเซียน” ในฉบับวันที่ 19 กันยายน  (เนื้อหาของบทความสามารถอ่านได้ที่ http://tinyurl.com/mzq7xgv )และเพื่อให้เข้าใจรายละเอียดของการสำรวจครั้งนี้ผมจึงขอนำรายงานการสำรวจมาสรุปสั้นๆดังนี้

Screen Shot 2556-10-06 at 9.23.03 PM

การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงสภาวการณ์โดยรวมของประเทศในปัจจุบัน และเพื่อประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาบุคลากรและวงการไอทีของไทยต่อไปในอนาคตโดยเน้นในกลุ่มของบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน Emerging Technology โดยเฉพาะเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กำลังจะเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ทั้งในเชิงความร่วมมือและการแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ในปี พ.ศ.2558

การสำรวจข้อมูลดังกล่าวได้ถูกดำเนินการขึ้น ในช่วงระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ.2556 โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ ากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 165 ราย ทางทีมผู้วิจัยได้คัดเลือกตัวอย่างที่สมบูรณ์และมีความสามารถในการสะท้อนภาพรวมที่แท้จริงของวงการบุคลากรไอทีไทยออกมาได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 89 ราย แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มบริษัท/หน่วยงานที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมไอทีเป็นหลัก จำนวน 51 ราย ซึ่งโดยมากจะเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน แต่ก็มีบางบริษัทที่มัพนักงานซอฟต์แวร์อยู่ระหว่าง 101-500 คน ส่วนกลุ่มที่สองที่ทำการสำรวจคือบริษัท/หน่วยงานที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีแผนกไอทีภายในองค์กร อาทิ กลุ่มการเงินการธนาคาร, กลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มพลังงาน เป็นต้น จำนวน 38 ราย ซึ่งในกลุ่มนี้โดยมากจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า 100 ล้านบาทและโดยเฉลี่ยจะมีพนักงานไอทีอยู่ประมาณช่วง 11-100 คน โดยสามารถที่จะสรุปจำนวนพนักงานในกลุ่มบริษัทและหน่วยงานได้ดังรูป

Image

รูปที่   1) จำนวนของพนักงานไอทีและพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ภายในองค์กร ของบริษัท/หน่วยงานในอุตสาหกรรมไอที

Image

รูปที่ 2) จำนวนของพนักงานไอทีและพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ภายในองค์กร ของบริษัท/หน่วยงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ

ผลการสำรวจความพร้อมด้าน Emerging Technology

การสำรวจครั้งนี้ได้ศึกษาความพร้อมของบุคลากรทางด้านซอฟต์แวร์ของหน่วยงานต่างๆในประเด็นต่างที่น่าสนใจ อันได้แก่ ทักษะของบุคลากรในด้านภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม, ด้านการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น, ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์บนคลาวด์เทคโนโลยี และด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ Emerginf Technology อื่นๆ รวมถึง ศึกษาทัศนคติที่มีต่อระดับความสำคัญของเทคโนโลยีต่างๆ, ปัญหาและอุปสรรค, ทัศนคติที่มีต่อแหล่งการจัดหาบุคลากรด้านเทคโนโลยีก่อกำเนิด และข้อเสนอแนะอื่นๆ

ทักษะในด้านภาษาคอมพิวเตอร์

ผลการสำรวจในหัวข้อด้านทักษะของบุคลากรไอทีไทยที่เกี่ยวข้องกับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม (Computer Programming Language) เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วพบว่า ปัจจุบันองค์กรต่างๆมีบุคลากรในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยหลักสามภาษาคือ PHP, Java และ .NET โดยทั้งสามภาษาทั้งสามมีองค์กรที่มีบุคลากรในการพัฒนาจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างนั้น ได้แก่ PHP (65.17%), Java (62.92%) และ .NET (61.80%) อีกทั้ง และยังมีแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านภาษาเหล่านี้เพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย แต่เมื่อพิจารณาจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละองค์กรจะพบว่าองค์กรโดยมากจะมีบุคลากรที่สามารถพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ที่ระบุน้อยกว่า 10 คน และมีเพียงไม่กี่องค์กรที่ระบุว่ามีนักพัฒนามากกว่า 20 คนกล่าวคือ มีเพียง 5 องค์กรที่ระบุว่ามีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน PHP มากกว่า 20 คน และมีองค์การที่ระบุว่ามีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน Java และ .NET มากกว่า 20 คนอย่างละ 10 องค์กร นอกจากนี้ยังพบว่าเริ่มมีหลายองค์กรที่ให้ความสนใจกับภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ อย่าง Python และ Ruby มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการขององค์กรอาทิ C++, COBOL, Delphi เป็นต้น อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่มีการกำหนดแผนงานในการขยายบุคลากรในกลุ่มภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ๆอย่างชัดเจนนัก

Image

รูปที่ 3) ร้อยละขององค์กรที่มีบุคลากรพัฒนาโปรแกรมสำหรับภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน

Image

รูปที่ 4)  แนวโน้มการวางแผนงานขององค์กรสำหรับบุคลากรด้านการพัฒนาโปรแกรมสำหรับภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ

ทักษะในด้านการพัฒนา Mobile Application

สำหรับทักษะของบุคลากรไอทีไทยในหัวข้อการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น (Mobile Application Development) นั้นพบว่า ในปัจจุบันองค์กรไอทีของไทยให้ความสนใจกับการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่นโดยใช้ Native Application บนระบบปฎิบัติการ iOS และ Android ในจำนวนที่เท่าเทียมกัน คือ 51.69% ตามมาด้วย Windows (24.72%) นอกจากนี้ยังพบว่าหลายๆองค์กรเริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่นแบบ Cross Platform โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ HTML5 ในจำนวนถึง 50.56% อีกทั้งองค์กรส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มวางแผนเพิ่มบุคลากรในการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่นอย่างชัดเจนมากกว่าการเพิ่มบุคลากรการพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน Emerging Technology อื่นๆ โดยมีความสนใจที่จะเพิ่มบุคลากรในการพัฒนาแพลตฟอร์มทางด้าน iOS มากที่สุด

สำหรับในแง่ของจำนวนบุคลากรผลการสำรวจจะออกมาในทำนองเดียวกับจำนวนบุคลากรทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ กล่าวคือองค์กรส่วนใหญ่จะมีบุคลากรในการพัฒนาด้านโมบายแอพพลิเคชั่นน้อยกว่า 10 คนในปัจจุบัน และมีเพียงอย่างละ1 องค์กรที่มีบุคลากรมากกว่า 20 คนในการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น ด้าน iOS, Android และ HTML5

mobile

รูปที่ 5) ร้อยละขององค์กรที่มีบุคลากรพัฒนาด้าน Mobile Application จำแนกตามแพลตฟอร์มต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน

mobiletrends

รูปที่ 6)  แนวโน้มการวางแผนงานขององค์กรสำหรับบุคลากรด้านการพัฒนา Mobile Application จำแนกตามแพลตฟอร์มต่างๆ

ทักษะในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์บนเทคโนโลยี Cloud Computing

ในปัจจุบันเทคโนโลยี Cloud Computing ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางนักในกลุ่มบริษัท / หน่วยงานต่างๆในไทย แต่เมื่อมีการสำรวจแนวโน้มการพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud Platform ก็ยังจัดว่ามีสัดส่วนที่ค้อนข้างน้อย โดยแพลตฟอร์มที่องค์กรต่างๆมีบุคลากรที่มีทักษะในการพัฒนามากที่สุดคือ Google App Engine แต่ก็ยังคิดเป็นเพียง 22.47% ตามมาด้วย Microsoft Azure จำนวน 19.10%  Amazon Web Services (13.48%) และ Heroku (5.62%)  โดยยังพบว่าองค์กรต่างๆจะมีบุคลากรที่พัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud Computing น้อยกว่า 10 คน นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่มีการกำหนดแผนงานในการขยายบุคลากรในการพัฒนาซอฟต์แวร์บนเทคโนโลยี Cloud Computing อย่างชัดเจนนัก โดยพบว่าองค์กรต่างๆมีความต้องการที่จะเพิ่มบุคลากรด้านนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับความด้องการเพิ่มบุคลากรในการพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน Emerging Technology อื่นๆ

cloud

รูปที่ 7) ร้อยละขององค์กรที่มีบุคลากรซอฟต์แวร์ในการพัฒนา Cloud Technology จำแนกตามแพลตฟอร์มต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน 

cloudtrends

รูปที่ 8)  แนวโน้มการวางแผนงานขององค์กรสำหรับบุคลากรด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud Technology จำแนกตามแพลตฟอร์มต่างๆ

ทักษะในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ Emerging Technology  อื่นๆ

นอกจากนี้ทาง IMC Institute ยังทำการสำรวจทักษะของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ Emerging Technology อื่นๆ ที่อยู่ในความสนใจของบริษัท / หน่วยงานไทย  โดยผลการสำรวจพบว่าองค์กรจะมีบุคลากรที่พัฒนาทางด้าน Business Intelligence (BI) มากที่สุด โดยในปัจจุบันมีองค์กรที่มีบุคลากรทางด้านนี้อยู่ถึง 58.42% ตามมาด้วย Facebook Application Development (33.71%), noSQL (21.35%) และ Big Data (17.98%) ทั้งนี้องค์กรต่างๆยังมีความต้องการเพิ่มบุคลากรที่มีทักษะด้าน Emerging Technology เหล่านี้ในอนาคตอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่มีการกำหนดแผนงานในหัวข้อนี้อย่างชัดเจนนัก

other

รูปที่ 9) ร้อยละขององค์กรที่มีบุคลากรซอฟต์แวร์ในการพัฒนา Emerging Technology อื่นๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน 

Othertrends

รูปที่ 10)  แนวโน้มการวางแผนงานขององค์กรสำหรับบุคลากรด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ Emerging Technology  อื่นๆ

ทัศนคติที่มีต่อความสำคัญของ Emerging Technology ขององค์กรต่างๆ

IMC Institute ยังได้สำรวจทางด้านการให้ความสำคัญของ Emerging Technology ของหน่วยงาน/บริษัทต่างๆ จากผลการสำรวจพบว่า ค่าเฉลี่ยของทัศนคติที่กลุ่มตัวอย่างโดยรวมที่มีต่อความสำคัญของ Emerging Technology ต่างๆ ด้วยการวัดค่าจากมาตรวัดคะแนน 5 ระดับ (5-Point Rating Scale) นั้น กลุ่มตัวอย่างเห็นความสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์เทคโนโลยีด้าน Mobile Application (3.80 คะแนน) สูงที่สุด ตามมาด้วย Business Intelligence / Big Data (3.58 คะแนน) Cloud Computing (3.57 คะแนน) และ Social Media  (2.97 คะแนน) ตามลำดับ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมไอที และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ พบว่าแผนกไอทีในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆจะให้ความสำคัญในเทคโนโลยีด้าน Business Intelligence / Big Data และ Social Media มากกว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมไอที

emerging

รูปที่ 11)  ทัศนคติที่มีต่อความสำคัญของ Emerging Technology จากคะแนนเต็ม  5.00

ทั้งนี้เหตุผลหลักที่กลุ่มตัวอย่างต้องการพัฒนา Emerging Technology ต่างๆ ภายในองค์กรนั้น พบว่ามีสาเหตุเนื่องจากต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และต้องการก้าวให้ทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ โดยมีผู้ตอบเป็นจำนวนเท่ากันคือ 78.65% ตามมาด้วยความต้องการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (60.67%) และมีความพร้อมของบุคลากรอยู่แล้ว (28.09%) นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้เหตุผลอื่นๆ อีกด้วย อาทิ ต้องการลดต้นทุนการบริหารงาน, ดำเนินการตามนโยบายภาครัฐ, ดำเนินการตามข้อกำหนดของลูกค้า เป็นต้น

reason

รูปที่ 12)  เหตุผลที่องค์กรต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน Emerging Technology

ปัญหาสำคัญที่กลุ่มตัวอย่างแสดงความคิดเห็นเอาไว้เป็นจำนวนมากที่สุดอย่างโดดเด่นคือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความสามารถเกี่ยวกับ Emergin Technology ซึ่งมีจำนวนผู้ตอบถึง 76.40% ตามมาด้วยปัญหาการขาดแคลนแหล่งความรู้ / การฝึกอบรม (49.44%) ขาดงบประมาณ (42.70%), เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถก้าวตามได้ทัน (31.46%) ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ (25.84%) ยังมองไม่เห็นโอกาสทางการตลาด (16.85%) ตามลำดับ ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างยังได้มีการระบุถึงปัญหาอื่นๆ อีกบ้าง อาทิ ผู้บริหารไม่เข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงไม่ได้รับการสนับสนุน หรือลูกค้าไม่ได้ให้ความสนใจกับเทคโนโลยี เป็นต้น

problem

รูปที่ 13)  ปัญหาที่องค์กรพบในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน Emerging Technology

ในด้านการจัดหาหรือพัฒนาบุคลากรด้าน Emerging Technology นั้น จากผลการสำรวจด้วยวิธีการวัดค่าจากมาตรวัดคะแนน 5 ระดับ (5-Point Rating Scale) พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าการพัฒนาบุคลากรไอทีที่มีอยู่เดิมในองค์กรให้มีทักษะความสามารถเพิ่มขึ้นนั้นเป็นวิธีการที่ดีที่สุด (3.31 คะแนน) ตามมาด้วยการจัดหาบุคลากรใหม่ด้วยตนเอง (3.22 คะแนน), การรับสมัครบุคลากรผ่านทางมหาวิทยาลัย (2.72 คะแนน) และการใช้บริการตัวแทนจัดหาบุคลากร (2.07 คะแนน) ตามลำดับ

resource

รูปที่ 14)  ทัศนคติที่มีต่อแหล่งการจัดหาและพัฒนาบุคลากรด้าน Emerging Technology จากคะแนนเต็ม  5.00

ในการสำรวจครั้งนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้กลุ่มตัวอย่างสามารถแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรด้าน Emerging Technology ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเสนอแนะไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ต้องการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และได้รับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเหมาะสม เนื่องจากในปัจจุบันนี้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Emerging Technology ของบุคลากรไทยยังมีความคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เป็นจริงอยู่มาก ดังนั้น จึงควรจะมีการปูพื้นฐานอย่างจริงจังตั้งแต่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และภาครัฐควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความสนับสนุนผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดมาตรฐาน หรือการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อการค้นคว้าวิจัย เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังควรจะมีการจัดตั้งกลุ่มหรือชุมชนเพื่อเป็นศูนย์รวมการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และพัฒนาองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรไอทีของไทยในด้านเทคโนโลยีก่อกำเนิดโดยตรงอีกด้วย

8 ทักษะที่สำคัญของคนไอทีในการทำงานในอนาคต

บ่ายวันจันทร์นี้ทางสถาบัน IMC จะจัดงานสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “Technology Trends / AEC 2015 Shaping the IT workforce” โดยได้เชิญวิทยากรมาบรรยายเพื่อชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีผลกระทบต่อคนทำงานด้านไอทีอย่างไร ซึ่งทางผมจะมาบรรยายให้เห็นภาพของทางด้านเทคโนโลยีและ AEC นอกจากนี้ได้เชิญดร.จีรพันธ์ แดงเดช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ABAC มาบรรยายเรื่อง ASEAN IT professional skills & Shaping software engineering skills และสุดท้ายเชิญ คุณวีรชัย โมกขเวศ และ คุณกรรณิการ์ เศรษฐี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากร มาบรรยายในเรื่อง  Softskills for IT Professionals

ในหัวข้อของผมจะกล่าวบรรยายให้เห็นภาพตลาดไอทีของอาเซียนและให้เห็นผลกระทบเมื่อมีการเปิด AEC 2015 และจะเน้นให้เห็นถึงเทคโนโลยีสำคัญ 4 อย่างที่จะเป็น IT Mega Trends คือ Cloud Computing, Mobile Technology, Social Technology และ Information (Big Data) ว่าจะมีผลต่อการทำงานเราอย่างไร  โดยมี Slide การบรรยายดังนี้

ประเด็นสำคัญในการบรรยายก็คือจะกล่าวถึง 8 ทักษะที่จำเป็นของคนไอทีในอนาคต ที่ผมนำมาจาก Forbe โดยมีทักษะต่างๆดังนี้

  • Cloud Computing Technical Skills

การเข้ามาของ Cloud Computing  ทำให้วิธีการดูแล Data Center การพัฒนาโปรแกรม และการใช้ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป ทักษะที่มีความจำเป็นคือการติดตั้งและ Cloud Computing การทำ Virtualization ในแง่ของนักพัฒนาโปรแกรมจำเป็นต้องเรียนรู้การพัฒนาโปรแกรมขึ้น Public Cloud อย่างเช่น Microsoft Azure, Google App Engine, Amazon หรือ  Heroku นอกจากนี้คนไอทีควรจะต้องรู้เครื่องมือที่ Open Source ต่างๆในการพัฒนา Cloud Computing

  • Mobile app development and management

สมาร์ทโฟนและแทปเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์หลักที่คนจะใช้เล่นอินเตอร์เน็ตแทนที่โน็ตบุ๊คและพีซี หน่วยงานต่างๆจึงจำเป็นจะต้องพัฒนา Mobile Application  มากขึ้นและมีความต้องการนักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านโมบายแทบทุก Platform ทั้ง iOS, Android  และ Windows นอกจากนี้  HTML5 จะเป็นภาษาสคริป์ที่หลายๆองค์กรนำมาใช้ในการพัฒนา Mobile Web/App ที่ทำให้ cross platform ได้  อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่องค์กรต่างๆจะให้พนักงานพกอุปกรณ์มาใช้งานเอง (Bring Your Own Device: BYOD) องค์กรจะมีความต้องการหาคนมาทำ Mobile Device Management และ Enterprise App Store มากขึ้น

  • Enterprise architecture and business needs analysis

องค์กรต่างๆจะต้องมีการวางแผนไอทีมากขึ้น ดังนั้นจะมีความต้องการทีมงานที่จะมาทำ Enterprise Architecture มากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของ  Cloud Computing จะยิ่งทำให้องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องปรับสถาปัตยกรรมไอทีให้เป็น Service Oriented Architecture (SOA) และต้องทำให้คนทางไอทีกับหน่วยงานอื่นๆในองค์กรทำงานร่วมกันมากขึ้น คนไอทีจึงมีความจำเป็นจะต้องเข้าใจธุรกิจขององค์กรมากขึ้น และต้องมีความรู้ด้าน Business Domain

  • Project management skills

ทักษะการบริหารโครงการยังเป็นที่ต้องการสูง เพราะต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการความต้องการ และทีมงานที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปการบริหารความต้องการและการเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งอยากขึ้น ทักษะที่จำเป็นอีกด้านก็คือเรื่องของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering) ที่อาจรวมถึงการเข้าใจมาตรฐานอย่าง CMMI หรือการทำซอฟต์แวร์แบบ Agile

  • Security and compliance

ทักษะด้านความปลอดภัยทางด้านไอทีจะมีความต้องการมากในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้โมบายและ Cloud Computing มากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ต้องการทักษะใหม่ๆทางด้าน  Mobile Security, Cloud Security รวมถึงทางด้าน Social Network Security นอกจากนี้องค์กรบางแห่งอาจต้องปฎิบัติตามระเบียบและมาตรฐานบางอย่างเช่น Sarbanes-Oxley หรือ HIPAA ความต้องการบุคลากรไอทีที่มีความรู้เรื่อง Compliance  ก็จะเป็นสิ่งจำเป็น

  • Data integration/Big Data and analysis skills

ข้อมูลที่อยู่บน  Cloud จะมีมากขึ้นและจำนวนมากจะเป็น  Unstructured Data  ดังนั้นคนไอทีจะต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆทางด้านการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data  ทำให้บุคลากรไอทีต้องมีทักษะการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลใหม่เช่น Hadoop การพัฒนาโปรแกรม MapReduce และการใช้ NoSQL Database อย่าง  MongoDB หรือ Big Table  ตลอดจนจะต้องมีความรู้การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลในการทำ Business Analysis อย่าง Pentaho หรือ SQL Server

  • Contract and vendor negotiation

Cloud Computing จะทำให้รูปแบบการซื้อขายสินค้าไอทีเปลี่ยนไปจาก Product  สู่  Service  ซึ่งจะเป็นการเช่า หรือจ่ายตามการใช้งานมากขึ้น ทำให้รูปแบบของสัญญา ข้อตกลง รวมถึง Service Level Agreement (SLA) เปลี่ยนไป คนไอทีจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจเรื่องการทำข้อตกลงและต่อรองกับผู้ให้บริการในรูปแบบใหม่นี้

  • Business and financial skills

IT Mega Trends จะทำให้การลงทุนด้านไอที ต้องมีความเข้าใจเรื่องธุรกิจและการลงทุนที่ดีขึ้น เพื่อให้เกิดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่า ดังนั้นคนไอทีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้มากขึ้น

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

สรุปการอบรม Planning on Mobile Strategy 29-30 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคมที่ผ่านมาทาง IMC Institute  ได้จัดการอบรมหลักสูตร Planning on Mobile Strategy  เพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนกลยุทธ์ทางด้านโมบายให้กับผู้บริหารองค์กรต่างๆ โดยได้เชิญวิทยากรที่เป็นกูรูทางด้านนี้จำนวน 12  ท่านร่วมให้ความรู้กับผู้เข้าอบรม บล็อกนี้เลยขอสรุปการบรรยายในการอบรม นำเสนอภาพบรรยากาศและเอกสารการอบรมดังนี้

วันที่ 29 พฤษภาคม

การบรรยายใน session แรกเริ่มโดยตัวผมเองที่ชี้ให้เห็นถึง “Mobile Technology Trends” โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี ที่การใช้อินเตอร์เน็ตจะผ่านอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ดมากกว่าพีซี และองค์กรต่างๆก็เริ่มสนใจที่จะให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายของตัวเองมาใช้ในการทำงานมากขึ้น (BYOD: Bring Your Own Device) องค์กรเองก็ต้องเริ่มคิดกลยุทธ์ทางด้านโมบายต่างๆเช่น Mobile Commerce, Mobile Social Marketing, Mobile Payment หรือ Mobile Security นอกจากนี้ผมยังได้แสดงให้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตของพวกเราเช่น Google Glass ดังวิดีโอนี้

Session ที่สองได้รับเกียรติจากคุณ Mimee (อรนุช) จากThumbsup.in.th มาบรรยายในหัวข้อ “Mobile Social Marketing”  เธอได้นำเสนอให้เห้นภาพรวมของตลาด Social Media ในบ้านเรา และชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันคนเข้าถึงสื่อ  social media   ผ่าน  mobile device มากถึง 64% มากกว่าพีซีที่มีเพียง  36%   พร้อมทั้งกล่าวถึงชนิดของ Mobile Marketing ประเภทต่างๆพร้อมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ ปิดท้ายด้วยเทอมต่างๆที่เราควรจะต้องรู้เช่น Gamification, SOLOMO และ ZMOT

การบรรยายใน session ทีี่สามเป็นเรื่อง “กลยุทธ์ด้าน BYOD” โดยได้รับเกียรติจาก อ.ไชยกร (S-Generation) มาเป็นวิทยากรให้ อาจารย์เป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT Security และมีความเข้าใจเรืองของการบริหารจัดการ  Mobile Devices  ในองค์กร ได้มากล่าวถึงข้อดีข้อเสียของการทำ BYOD ความเสี่ยงที่จะต้องคำนึงถึง สุดท้ายพูดถึงข้อคำนึง 10  อย่างที่จะต้องมีในการทำ BYOD  Strategy  คือ  Business value (ROI), Stakeholders’ expectation, Coverage of service and support, Business risk and need of controls, Security, Balance of Control and Privacy, Classification of data app and network, Current environment and technological dynamic, Consumer technology movement และ Compliance

ถัดมาทาง ดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ จากม.มหิดล มาบรรยายเรื่อง “Strategy on Mobile Applications for your organization” โดยชี้ให้เห็นกลยุทธ์ในการทำ Mobile Application สามด้่านคือ  1) การทำ Application สำหรับการใช้งานภาบใน 2) การทำ Application สำหรับลูกค้า และ 3) ด้านนวัตกรรม

และ Session สุดท้ายของวันเป็นกรณีศึกษาจากวิทยากรสามท่าน ท่านแรกคือคุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุลจากบริษัท Think Technology มาพูดถึงกรณีการใช้ Augmented Reality ให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งทางด้านการศึกษา งานการตลาด โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าอบรม ซึ่งทางรายการ MCOT Dot Net ก็เพิ่งเชิญคุณอภิชัยไปออกรายการสาธิตเมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำหรับวิทยากรท่านถัดไปใน session นี้คือคุณอุกฤษ์จากบริษัท Apptividia ที่มาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการทำ Digital Publishing Platform และท่านสุดท้ายคุณคุณเฉลิมพล จากบริษัท CRM-C  ที่เล่ากรณีศึกษาการทำ  Enterprise Mobile Applicationโดยเฉพาะระบบ CRM ให้กับหน่วยงานต่างๆ

วันที่ 30 พฤษภาคม

งานอบรมในวันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ คุณภาวุธ จาก Tarad.com  มาบรรยายในเรื่อง “Mobile Commerce”  โดยเริ่มบรรยายให้เห็นตลาด Mobile Commerce ของทั่วโลกและตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งทาง Rakuten ผู้ร่วมลงทุนของ Tarad.com มีข้อมูลอยู่ จากนั้นก็แสดงเห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการใช้มือถือในการ Shopping Online โดยนำข้อมูลบางส่วนมาจากประสบการณ์จริงของ  Tarad.com  สุดท้ายได้ยกตัวอย่างโปรเจ็คที่ทาง Tarad.com ทำร่วมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในการเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถ shopping online ได้ที่สถานีรถไฟฟ้า

Session เป็นการบรรยายโดยคุณปฐม จาก ARiP ที่มาให้ข้อมูลเรื่อง “Mobile Device Battles” โดยให้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขต่างๆทางด้านตลาดสมาร์ทโฟนและ Tablet ทั่วโลก ร่วมทั้งข้อมูลในประเทศไทย ภาพที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือจำนวนยอดขายของสมาร์ทโฟนและ Tablet มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะจำนวน Mobile Phone ที่ขายในปี 2017 ถึง 2.1 พันล้านเครื่อง และมียอด  Tablet  467 ล้านเครื่อง ขณะที่ยอดจำหน่ายพีซีและ Notebook จะลดลงมาเหลือเพียง 217 ล้านเครื่อง โดยเราจะเห็น Android เป็นเจ้าตลาดของสมาร์ทโฟน

อ.ปริญญา หอมเอนก มาในบรรยาย Session ที่สามเรื่องของ “Mobile Security”  โดยได้ Highlight ให้เห็นภัยทางด้านความปลอดภัยไอทีจากการใช้สมาร์ทโฟน โดยแสดงให้เห็นกรณีศึกษาต่างๆ ตามมาด้วย Session ของคุณนพพร จาก Digio (Thailand) ที่มากล่าวถึง “Mobile Payment

Session ในตอนบ่ายเป็น Workshop เรื่อง  “How to develop and evaluate a mobile strategy for your organization” โดย Ville Kulmala  จาก Mobile Spark และเป็น Chairman ของ Mobile Monday Thailand ซึ่งทาง Ville ได้ระบุว่าการทำกลยุทธ์จะต้องพิจารณาสามด้านคือ Demand, Supply และ Governance and Risk  โดยมีการให้ผู้อบรมได้ร่วมกันศึกษาการทำกลยุทธ์สำหรับกรณีศึกษาที่ทาง Ville  ได้ตั้งขึ้น และทาง Ville ก็มีตัวอย่าง Template ของการกำหนด BYOD Strategy ขององค์กร

และเอกสารการอบรมทั้งหมดสามารถ Download ได้จาก https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/mobile-strategy-all.pdf

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Instittute