Top 10 Strategic Technology Trends 2014 ของ Gartner

Image

เป็นประจำทุกปีที่ทาง Gartners จะออกรายงานระบุถึง10 เทคโนโลยีไอทีเด่นในแต่ละปี ซึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทาง Gartner ก็ได้ระบุถึง 10 เทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเด่นในปี  2014 ดังนี้

  • Mobile Device Diversity and Management: Gartner ได้ให้ความสำคัญกับ  Mobile Devices อย่างต่อเนื่องมา 2-3 ปี และพยายามเน้นให้เห็นว่ายุคของพีซีได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ผู้ใช้ไอทีจะมาเน้นใช้อุปกรณ์โมบายอย่าง  smartphone และ Tablet มากขึ้น และเมื่อองค์กรต่างๆมีนโยบายอนุญาตให้นำอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้งาน (BYOD) ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้องค์กรมีจำนวนอุปกรณ์โมบายเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่าของจำนวนพนักงาน  เรื่องของการบริหารการใช้อุปกรณ์โมบายเหล่านี่้จึงมีความสำคัญมาก  องค์กรจึงต้องมีการกำหนดนโยบายและสถาปัตยกรรมไอทีที่ดีขององค์กรเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร
  • Mobile Apps and Applications: Gartner คาดการณ์ว่า HTML5 จะกลายเป็น Platform หลักสำหรับ Mobile App เพราะประสิทธิภาพของ Javascript  จะดียิ่งขึ้น บริษัทต่างๆควรเน้นที่จะทำ Mobile Apps ที่จะเป็น User Interface ซึ่งสามารถใช้ฟังก์ชั่นเสริมเช่นเสียงหรือวิดีโอที่จะทำให้มีลูกเล่นมากขึ้นควบคู่ไปกับการทำ Enterprise Application แต่แนวโน้มของการทำ Application จะเริ่มมีน้อยลงขณะที่ Mobile Apps จะเพิ่มขึ้น
  • The Internet of Everything: Gartner เคยใช้คำว่าThe Internet of things มาหลายปีและเน้นให้เห็นว่าอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตขยายไปมากกว่าเครื่องพีซีและอุปกรณ์โมบาย โดยมีอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเชื่อมอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้นเช่น ทีวี นาฬิกา หรือ รถยนต์ แต่อย่างไรก็ตามบริษทต่างๆและผู้ผลิตเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้ขยายการนำอินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้ในอุปกรณ์ใหม่ๆเหล่านี้มากนัก บริษัทต่างๆะต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจที่จะต้องไม่จำกัดขอบเขตของตัวเองเป็นเพียงแค่ The Internet of things (กล่าวคือเน้นเฉพาะอุปกรณ์) แต่ควรขยายขอบเขตไปเป็น The Internet of Everything (กล่าวคือครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ คน  ข้อมูล และสถานที่)
  • Hybrid Cloud and IT as Service Broker: องค์กรต่างๆจะต้องออกแบบ Private Cloud ของตัวเองให้สามารถที่จะปรับเป็น Hybrid Cloud ในอนาคตได้ ซึ่งจะต้องพร้อมที่จะเชื่อมต่อและสามารถทำ interoperability กับระบบอื่นๆได้ ทั้งนี้การพัฒนา Hybrid Cloud  อาจมีรูปแบบที่หลากหลายทั้งที่เป็นแบบ static (กล่าวคือการทำให้ระบบ Internal Private Cloud เขื่อมต่อกับ Public Cloud สำหรับงานบางด้านหรือข้อมูลบางส่วน) หรือแบบ  dynamic ซึ่งการทำระบบเหล่านี้องค์กรจะต้องปรับบทบาทตัวเองเป็น cloud service broker (CSB)
  • Cloud/Client Architecture: สถาปัตยกรรมไอทีกำลังเข้าสู่ยุคของ Cloud/Client กล่าวคือฝั่ง Client จะเป็น  Rich Application ที่ทำงานบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตเช่นอุปกรณ์พีซี  smartphone หรือ Tablet ส่วนฝั่งของ Server ก็จะเป็น Applications หลากหลายที่ทำงานอบู่บนระบบ Cloud Computing  ที่ยืดหยุ่น (Elastic) และพร้อมที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Scability) นอกจากนี้ความต้องการการใช้งานฝั่ง Client ผ่านอุปกรณ์โมบายจะยิ่งทำให้ระบบ Server และ Storage มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
  • The Era of Personal Cloud: ผู้ใช้ไอทีจะมีการใช้อุปกรณ์ไอทีที่หลากหลายโดยไม่ได้มีอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์หลักอีกต้่อไป ผู้ใช้จะมีความต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวต่างๆที่แชร์มาผ่านบริการบน Cloud  ที่ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย ยุคของ Personal Cloud  กำลังเปลี่ยนความสำคัญจาก  devices สู่ services
  • Software Defined Anything: ในอดีตเราอาจเคยได้ยินเทอมว่า  “Software Defined Networking” และ  “Software Defined Data Center” เพื่อที่จะกำหนดมาตรฐานสำหรับการทำ interoperability แต่ในยุคของ Cloud ผู้ผลิตเทคโนโลยีรายต่างๆจะพยายามที่ใช้เทคโนโลยีของตัวเองเพื่อปกป้องธุรกิจของตนเองและจะกลายเป็นเทอมว่า “Software Defined Anything”
  • Web-Scale IT: การให้บริการไอทีกำลังเปลี่ยนไปเพราะมีผู้ใช้จำนวนมหาศาล ระบบอย่าง Facebook, Amazon และ  Google  ทำให้ Enterprise Data Center ต่างๆต้องออกแบบระบบที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องยากที่องค์กรส่วนใหญ่จะทำระบบแบบนั้นได้ ดังนั้นในอนาคตเราอาจจะเห็นองค์กรต่างๆมาใช้ระบบ  Cloud มากขึ้น
  • Smart Machines: ภายในปี 2020 เครื่อง smart machine ที่เป็นระบบที่สามารถเรียนรู้เองได้  (เช่น IBM Watson) จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงานของเรา ซึ่งยุคของ smart machine ที่จะมาถึงนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไอที
  •  3-D Printing: ตลาดการพิมพ์สามมิติในปี 2014 จะโตขึ้นถึง 75% และคาดการณ์ว่าจำนวนเครื่องพิมพ์สามมิติจะถูกจำหน่ายเพิ่มเป็นสองเท่าในปี  2015 โดยราคาเครื่องก็เรื่มมีหลากหลายขึ้นตั้งแต่ช่วง $500 จนถึง $50,000

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หลายท่านก็อาจเห็นว่าแนวโน้มเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ หลายๆอย่างอาจยังไม่ใช่แนวโน้มในปีหน้าของบ้านเรา ซึ่งผมเองได้เขียนบล็อกสรุป Technology Trends 2014 ของบ้านเราวไว้ในอีกบทความหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน (สามารถดูได้ที่ >> IT Trends 2014) นอกจากนี้หากท่านสนใจเรื่องของแนวโน้มเทคโนโลยีไอทีของบ้านเราในปีหน้า ทาง IMC Institute กำลังจะจัดงานสัมมนา IT Technology Trends 2014 ในวันที่ 20-21 พฤศจิกายนนี้ โดยได้เชิญผู้เชียวชาญด้านไอทีของประเทศไทย  19 ท่านมาบรรยายให้เห็นแนวโน้มและวิเคราะห์ตลาดในปีหน้า  (สามารถดูรายละเอียดของงานได้ที่ >>  IT Technology Trends 2014 )

Image

Technology Trends 2014

ไม่ได้เขียนบล็อกมาหลายสัปดาห์ พอดีสัปดาห์นี้มาบรรยายงาน Thailand ICT Awards (TICTA) 2013 ในหัวข้อ Technology Trends 2014  จริงๆผู้จัดตอนแรกบอกว่า Trends 2013 ก็เลยบอกว่าจะสิ้นปีแล้วขอเป็น  2014 แล้วจะรวบรวมข้อมูลมาให้ ซึ่งโดยปกติสิ้นปีนักวิจัยค่ายต่างๆ และนักวิเคราะห์ก็จะต้องคาดการณ์กระแสในปีหน้าอยู่แล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยโดยมากเราก็มักจะเอา  Trends ของค่ายวิจัยอย่าง Gartner หรือ IDC มาพิจารณา ซึ่งถ้าพิจารณากันจริงๆแล้วบริบทหลายๆด้านอาจแตกต่างกัน ดังนั้นในการบรรยายของผมจึงพยายามเอาข้อมูลในประเทศไทยมาเป็นการวัดกระแสไอทีปีหน้า โดยมี Slide ตังนี้

และสามารถสรุปได้ 10 เรื่องดังนี้

1) Smartphone/Tablet Explosion:Post-PC Era

กระแสการใช้ Smartphone และ Tablet บ้านเราก็ยังแรงต่อเนื่อง และการใช้ไอทีในบ้านเราก็เข้าสู่ยุคหลังพีซีอย่างแท้จริงจากเดิมที่ผู้ใช้ไอทีจะใช้เครื่องพีซีที่มีระบบปฎิบัติการ  Windows เป็นหลัก แต่วันนี้ผู้ใช้ไอทีจะมีอุปกรณ์และระบบปฎิบัติการที่หลากหลายและ  Windows เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือก

ข้อมูลล่าสุดจากกสทช.จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เครื่องที่ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 89.98 ล้านเลขหมาย ซึ่งคิดเป็น 131.84% ของประชากร และในจำนวนนี้คาดว่า 31% ของประชากรไทยมีการใช้งาน Smartphone [ข้อมูลจาก  Our Mobile Planet] และถ้าบริษัทวิจัย GfK ก็ระบุว่าใน 4 เดือนของปี 2013  มีเครื่อง Smartphone จำหน่ายไปแล้วกว่า 2.87 ล้านเครื่อง โดยคาดการณ์ยอดจำหน่ายทั้งปีประมาณ 7.5 ล้านเครื่องจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ 16  ล้านเครื่อง

ในด้านของอุปกรณ์เราจะเห็นว่าข้อมูลจากการสำรวจของสวทช.ระบุว่าปีที่แล้วเรามียอดจำหน่ายเครื่องเดสต์ท็อปพีซี 1.26  ล้านเครื่อง Notebook 2.1 ล้านเครื่อง และ Tablet 1.3 ล้านเครื่อง ซึ่งในปีนี้ทาง IDC คาดการณ์ว่ายอดจำหน่าย Tablet จะพุ่งขึ้นสูงถึง 3.5  ล้านเครื่องทั้งนี้จากนโยบาย OTPC  ของรัฐบาล และจะมียอดของ Notebook 2.5 ล้านเครื่อง และ เดสต์ท็อปพีซี 1.5  ล้านเครื่อง

ข้อมูลจาก Gartner เมื่อเดือนเมษายน 2013 ก็ระบุให้เห็นเช่นกันว่ายอดจำหน่ายเครื่องพีซีทั้งเดสต์ท็อปและ Notebook ทั่วโลก จะมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องคือประมาณการณ์ว่าจาก 315  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2013  เหลือเพียง 271  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2017 ในขณะที่ยอดจำหน่าย Tablet ทั่วโลกจะแซงหน้ายอดของเครื่องพีซีโดยจะมีจำนวน  467  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2017

สำหรับสัดส่วนการตลาดของเครื่อง Smartphone  และ Tablet  ทาง IDC ได้เปิดเผยข้อมูลยอดจำหน่ายในไตรมาสสองปีนี้ให้เห็นว่าเครื่องที่ใช้ระบบปฎิบัติการ  Android มีสัดส่วนที่แซงหน้ารับบปฎิบัติการ iOS ของ Apple  ไปอย่างมากโดยมีสัดส่วนการตลาด Smartphone ถึง  79% เมื่อเทียบกับ   iOS  ที่ลดลงเหลือเพียง  13% และก็มีสัดส่วนการตลาดของ  Tablet  62.6% เมื่อเทียบกับ   iPad  ที่ลดลงเหลือเพียง  32.5% ทั้งๆที่ในไตรมาสสองปีที่แล้ว iPad มีสัดส่วนการตลาดนำ  Android ถึง 60% ต่อ 38%  ซึ่งแนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับตลาดในประเทศไทยที่ทาง GfK ระบุว่า ตลาด Smartphone ในประเทศไทยเป็นระบบ  Android  70% เมื่อเทียบกับ iOS ที่ 20%

2)  Cloud Computing: From Personal Cloud to SaaS

กระแสไอทีที่น่าจะมาแรงในปีหน้าอีกเรื่องก็คือ Software as a Service (SaaS)  ทั้งนี้เนื่องจากผู้ใช้ไอทีในบ้านเราที่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้ Cloud  โดยเฉพาะ  Personal Cloud  ที่เป็นการใช้  Storage as a Service  อาทิเช่น  Dropbox, iCloud  หรือ Google Drive ประกอบกับบริษัทซอฟต์แวร์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเริ่มให้บริการ  SaaS ในประเทศไทยมากขึ้น และเริ่มมีการทำตลาดในประเทศไทย อาทิเช่น   Creative Cloud  ของ Adobe ที่เลิกทำ Packaged Software แล้วมาทำตลาด SaaS อย่างเดียว ก็ทำราคาในประเทศไทยแบบรายเดือนที่เริ่มต้นตั้งแต่ 600 บาท หรือทาง ไมโครซอฟต์เองก็ประกาศจำหน่ายโปรแกรม Office 365 ที่เป็น Home Edition ในราคา 2,290 บาทต่อปีที่มาพร้อมกับพื้นที่บน SkyDrive และการใช้โทร Skype

นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานของ PwC  เมื่อเดือนพฤษภาคม 2013  ก็แสดงให้เห็นว่าตลาดซอฟต์แวร์ SaaS  ซึ่งในปี 2011 มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐและคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7  % ของมูลค่าการตลาดซอฟต์แวร์ทั้งโลก จะโตขึ้นเป็น 24% ในปี 2016    ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่ากระแสของ SaaS  จะโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและกลุ่ม SME

สุดท้ายผมได้ไปดูข้อมูลจาก  Google Trends ที่เปรียบเทียบการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่จะเห็นได้ว่าแม้กลุ่มของ Storage as a Service  เช่น  Dropbox จะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบ้านเรา แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาคำว่า  Office 365 หรือ  Google Apps ก็เริ่มเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น

trends

3)  Online Consumerization: Social Networks / 3G /Broadband

การเปิดให้บริการ  3G   อย่างเต็มรูปแบบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยจะทำให้คนไทยใช้บริการออนไลน์มากขึ้น ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจากข้อมูลของ TrueHits  แสดงให้เห็นว่าในป้จจุบันเรามีประชากรอินเตอร์เน็ตในประเทศจำนวน 23.86 ล้านคนหรือคิดเป็นอัตราส่วน 35.8% และเรายังมีการเชื่อมต่อ   Broadband  ตามบ้านถึง 4.55  ล้านหลัง หรือคิดเป็น 22.7%  ของจำนวนที่อยู่อาศัย นอกจากนี้คนไทยยังใช้งาน Social Networks ค่อนข้างสูง โดยได้เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารแบบเดิมมาสู่สังคมออนไลน์มากขึ้น โดยข้อมูลจาก ZocialRank ระบุว่าเรามีจำนวนผู้ใช้ Facebook 18.5 ล้านคน Line  18 ล้านคน และ Twitter 2 ล้านคน นอกจากนี้เรายังมีวิดีโอบน  YouTube  ในประเทศถึง 5.3 ล้านคลิป

คนไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีสี่หน้าจอต่อหนึ่งผู้ใช้ ที่เราอาจใช้อุปกรณ์อย่างมือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี หรือแทปแล็ตที่ทำงานคล้ายๆกัน และ  sync   ข้อมูลต่างๆเข้าหากัน โดยเราอาจดูทีวีหรือหนังผ่านมือถือหรือแทปเล็ต และก็เป็นไปได้ที่เราอาจเล่นอินเตอร์เน็ตทางจอทีวี ข้อมูลจาก We arre social  ระบุว่าคนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลา 16.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเล่นอินเตอร์เน็ตขณะที่เราใช้เวลาในการดูทีวีโดยเฉลี่ยเพียง 10.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกจากนี้จากการสำรวจของ Nielsen Thailand ระบุว่า คนไทยเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือถึง 49% ขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์เพียง36%

4) Mobile Applications: Cross Platform with HTML5

เนื่องจากการใช้งานของผู้ใช้ไอทีเปลี่ยนไปสู่อุปกรณ์อย่างSmartphone หรือ  Tablet มากขึ้น การทำ Application จึงต้องเน้นกลุ่มผู้ใช้เหล่านี้มากขึ้น และจะต้องทำ  Mobile Application  หลากหลาย Platform ทั้ง  Android, iOS และ Windows ซึ่งภาษาการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ HTML5 จะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถพัฒนาโปรแกรมเพียงครั้งเดียวแต่ใช้ได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาโปรแกรมแบบ  Native App  จะสามารถใช้ฟังก์ชั่นต่างของอุปกรณ์ได้ดีกว่าเช่น การบอกตำแหน่ง ทำให้ผู้พัฒนาก็ยังจะให้ความสำคัญอยู่

ในปีหน้าคาดว่าหน่วยงานต่างๆในบ้านเราจะมีการพัฒนา  Mobile Application มากขึ้น และข้อมูลจาก Distimo เริ่มแสดงให้เห็นว่าตลาด Google Play  ประเทศไทยเริ่มโตขึ้นทั้งในด้านรายได้และจำนวนการดาวน์โหลด ซึ่งทาง Our Mobile Planet ระบุว่าโดยเฉลี่ยคนไทยจะมี Application อยู่ใน smartphone ประมาณ  21 App แต่ใช้ประจำเพียง 8 App และมีเพียง 4  App ที่จ่ายเงิน

Screen Shot 2556-09-06 at 1.28.50 PM

 5) Bring Your Own Devices: Flexible Office/Workers

กระแสการใช้อุปกรณ์ smartphone และ Tablet  แทนที่การใช้เครื่องพีซี ประกอบกับการใช้ 3G และ  Broadband ทีมีอย่างกว้างขวางขึ้นทำให้วิถีการทำงานของคนเปลี่ยนไป พนักงานในองค์กรก็ต้องการที่จะใช้อุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทั้งงานขององค์กรและเรื่องส่วนตัว ทำให้องค์กรต่างๆเริ่มอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น

กระแส   BYOD กำลังเข้ามาในบ้านเรา ซึ่งจากการสำรวจของ VMware  พบว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ทำการสำรวจอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงานได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆต้องเริ่มปรับนโยบายในเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลขององค์กร สิ่งที่องค์กรต่างๆจะลงทุนมากขึ่นในปีหน้าทางด้านนี้ก็คือเรื่องการวางนโยบายตลอดจนการหาเครื่องมือด้านความปลอดภัยเพือรองรับ BYOD มาใช้ในองค์กร

6) IaaS: Migrate Servers to Cloud

การใช้ Cloud Service  ที่เป็น Infrastructure as a Service (IaaS) ในประเทศจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผู้ให้บริการ Data Center หรือแม้แต่ Telecom Operator ในประเทศจะให้บริการ IaaS มากขึ้น โดยผู้ใช้บริการส่วนหนึ่งจะมาจากกลุ่ม SME ในฝั่งของภาครัฐบาลก็จะเห็นการให้บริการ  G-Cloud  ที่ดีขึ้น การใช้  Cloud ก็จะแพร่หลายมากขึ้น องค์กรต่างๆก็จะสนใจใช้ Cloud ทั้งๆที่มาจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้เป็น DR site

นอกจากนี้องค์กรใหญ่ๆก็จะเริ่มมีการติดตั้ง  Private Cloud มากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของ VMWare เมื่อปัี 2012 พบว่าองค์กรต่างๆในประเทศไทยถึง 83% มีการติดตั้งหรือมีแผนที่จะทำ  Private Cloud  และจากการสำรวจข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่าตลาด  Cloud Computing ของประเทศไทยในปี  2013 จะโต 16.7%-22.1% คือมีมูลค่าระหว่าง 2,220  – 2,330 ล้านบาท

7) Internet of things: Connected Anywhere, Anytime and Anydevices

นอกเหนือจาก  Mobile Technology  กระแสอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะมาแรงคือ อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทั้ง Smart TV หรือ Wearable Technology ซึ่งในปัจจุบัน 50% ของอุปกรณ์ที่ต่ออินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งของต่างๆ โดยในปี2010 เรามีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลก 5 พันล้านชึิ้นและมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น  50,000 ล้านชิ้นในปี 2020

อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอาจเป็นการเชื่อมต่อผ่าน NFC, Bluetooth, 3G หรือ WiFi  โดยอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่กำลังกล่าวถึงอย่างมากคือ Google Glass ที่คาดว่าจะวางตลาดในปีหน้า และยังมีอุปกรณ์อย่าง Jawbone UP หรือนาฬิกาที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าตลาดของ  Internet of Things และ Machine to Manchine (M2M) จะโตขึ้นเป็น 290 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017

8) M-Commerce: From e-Commerce to mobile payment

คนไทยเริ่มยอมรับการซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณตลาด  e-commerce ในบ้านเราไว้ที่ 340,903 ล้านบาทในปี 2011 ซึ่งน่าจะรวมถึงตลาดการซื้อขายออนไลน์ของภาครัฐด้วย ขณะที่ Paypal ประมาณการว่าตลาด e-coomerce ในประเทศไทยจะโตสูงขึ้นถึง 15 พันล้านบาท ในปี 2013

นอกจากนี้ก็มีผลสำรวจของทาง  Mastercard ที่สำรวจพฤติกรรมการซื้อของทาง e-commerce ของคนไทย พบว่า 67% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามเคยซื้อของทาง e-commerce และ 37% เคยใช้  M-Commerce ซึ่งถือว่าเป็นประเทศหนึ่งในเอเซียที่มีการซื้อของทาง smartphone ค่อนข้างสูง ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของ OurMobilePlanet  ที่คนไทยเคยซื้อของผ่าน smartphone สูงถึง 51% มากกว่าประเทศอื่นๆอย่าง สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือไต้หวัน

Screen Shot 2556-09-06 at 1.33.06 PM

ข้อมูลทางด้านการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยยังแสดงให้เห็นว่าเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ประเทศไทยมีบัญชี Internet Banking ถึง 7 ล้านบัญชี และมีบัญชี  Mobile Banking  969,977 บัญชี ซึ่งจากข้อมูลต่างๆ สนับสนุนให้เห็นว่าตลาด M-commerce ในปีหน้าในประเทศไทยน่าจะโตขึ้นอย่างมาก

9) Big Data: BI in a Big Data World

การโตขึ้นของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณืเชื่อมต่อต่างๆ ทำให้ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งในรูปของข้อมูลแบบ  structure และ unstructure รวมถึงมีข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งที่อยู่ใน social networks และข้อมูลบริษัท ทำให้องค์กรต่างๆอยากใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น

กระแสของการหาเครื่องมือใหม่เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จึงมีมากขึ้น อาทิเช่นการใช้เทคโนโลยีอย่าง Hadoop ทำให้องค์กรต่างๆจะต้องลงทุนในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดด้าน   Big Data จะโตเป็น 16.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้ถึง  4.4 ล้านตำแหน่งในปี 2015

10)Augmented Reality:Changing our daily life

เทคโนโลยีเสมือนจริง ( AR: Augmented Reality) เริ่มเป็นทีแพร่หลายมากขึ้น ในบ้านเรา มีการนำมาใช้ในด้านการศึกษาและการตลาด เราน่าจะเห็นตลาดทางด้่านนี้โตขึ้นมาก โดยทาง Research and Market คาดการณ์ว่าตลาดด้านนี้ทั่วโลกจะโตขึ้นถึง 5.155 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 และในปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นบริษัทไทยหลายๆบริษัทมาทำงานทางด้านนี้มากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

5 กันยายน 2013

สรุปการอบรม Planning on Mobile Strategy 29-30 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคมที่ผ่านมาทาง IMC Institute  ได้จัดการอบรมหลักสูตร Planning on Mobile Strategy  เพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนกลยุทธ์ทางด้านโมบายให้กับผู้บริหารองค์กรต่างๆ โดยได้เชิญวิทยากรที่เป็นกูรูทางด้านนี้จำนวน 12  ท่านร่วมให้ความรู้กับผู้เข้าอบรม บล็อกนี้เลยขอสรุปการบรรยายในการอบรม นำเสนอภาพบรรยากาศและเอกสารการอบรมดังนี้

วันที่ 29 พฤษภาคม

การบรรยายใน session แรกเริ่มโดยตัวผมเองที่ชี้ให้เห็นถึง “Mobile Technology Trends” โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี ที่การใช้อินเตอร์เน็ตจะผ่านอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ดมากกว่าพีซี และองค์กรต่างๆก็เริ่มสนใจที่จะให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายของตัวเองมาใช้ในการทำงานมากขึ้น (BYOD: Bring Your Own Device) องค์กรเองก็ต้องเริ่มคิดกลยุทธ์ทางด้านโมบายต่างๆเช่น Mobile Commerce, Mobile Social Marketing, Mobile Payment หรือ Mobile Security นอกจากนี้ผมยังได้แสดงให้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตของพวกเราเช่น Google Glass ดังวิดีโอนี้

Session ที่สองได้รับเกียรติจากคุณ Mimee (อรนุช) จากThumbsup.in.th มาบรรยายในหัวข้อ “Mobile Social Marketing”  เธอได้นำเสนอให้เห้นภาพรวมของตลาด Social Media ในบ้านเรา และชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันคนเข้าถึงสื่อ  social media   ผ่าน  mobile device มากถึง 64% มากกว่าพีซีที่มีเพียง  36%   พร้อมทั้งกล่าวถึงชนิดของ Mobile Marketing ประเภทต่างๆพร้อมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ ปิดท้ายด้วยเทอมต่างๆที่เราควรจะต้องรู้เช่น Gamification, SOLOMO และ ZMOT

การบรรยายใน session ทีี่สามเป็นเรื่อง “กลยุทธ์ด้าน BYOD” โดยได้รับเกียรติจาก อ.ไชยกร (S-Generation) มาเป็นวิทยากรให้ อาจารย์เป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT Security และมีความเข้าใจเรืองของการบริหารจัดการ  Mobile Devices  ในองค์กร ได้มากล่าวถึงข้อดีข้อเสียของการทำ BYOD ความเสี่ยงที่จะต้องคำนึงถึง สุดท้ายพูดถึงข้อคำนึง 10  อย่างที่จะต้องมีในการทำ BYOD  Strategy  คือ  Business value (ROI), Stakeholders’ expectation, Coverage of service and support, Business risk and need of controls, Security, Balance of Control and Privacy, Classification of data app and network, Current environment and technological dynamic, Consumer technology movement และ Compliance

ถัดมาทาง ดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ จากม.มหิดล มาบรรยายเรื่อง “Strategy on Mobile Applications for your organization” โดยชี้ให้เห็นกลยุทธ์ในการทำ Mobile Application สามด้่านคือ  1) การทำ Application สำหรับการใช้งานภาบใน 2) การทำ Application สำหรับลูกค้า และ 3) ด้านนวัตกรรม

และ Session สุดท้ายของวันเป็นกรณีศึกษาจากวิทยากรสามท่าน ท่านแรกคือคุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุลจากบริษัท Think Technology มาพูดถึงกรณีการใช้ Augmented Reality ให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งทางด้านการศึกษา งานการตลาด โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าอบรม ซึ่งทางรายการ MCOT Dot Net ก็เพิ่งเชิญคุณอภิชัยไปออกรายการสาธิตเมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำหรับวิทยากรท่านถัดไปใน session นี้คือคุณอุกฤษ์จากบริษัท Apptividia ที่มาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการทำ Digital Publishing Platform และท่านสุดท้ายคุณคุณเฉลิมพล จากบริษัท CRM-C  ที่เล่ากรณีศึกษาการทำ  Enterprise Mobile Applicationโดยเฉพาะระบบ CRM ให้กับหน่วยงานต่างๆ

วันที่ 30 พฤษภาคม

งานอบรมในวันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ คุณภาวุธ จาก Tarad.com  มาบรรยายในเรื่อง “Mobile Commerce”  โดยเริ่มบรรยายให้เห็นตลาด Mobile Commerce ของทั่วโลกและตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งทาง Rakuten ผู้ร่วมลงทุนของ Tarad.com มีข้อมูลอยู่ จากนั้นก็แสดงเห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการใช้มือถือในการ Shopping Online โดยนำข้อมูลบางส่วนมาจากประสบการณ์จริงของ  Tarad.com  สุดท้ายได้ยกตัวอย่างโปรเจ็คที่ทาง Tarad.com ทำร่วมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในการเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถ shopping online ได้ที่สถานีรถไฟฟ้า

Session เป็นการบรรยายโดยคุณปฐม จาก ARiP ที่มาให้ข้อมูลเรื่อง “Mobile Device Battles” โดยให้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขต่างๆทางด้านตลาดสมาร์ทโฟนและ Tablet ทั่วโลก ร่วมทั้งข้อมูลในประเทศไทย ภาพที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือจำนวนยอดขายของสมาร์ทโฟนและ Tablet มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะจำนวน Mobile Phone ที่ขายในปี 2017 ถึง 2.1 พันล้านเครื่อง และมียอด  Tablet  467 ล้านเครื่อง ขณะที่ยอดจำหน่ายพีซีและ Notebook จะลดลงมาเหลือเพียง 217 ล้านเครื่อง โดยเราจะเห็น Android เป็นเจ้าตลาดของสมาร์ทโฟน

อ.ปริญญา หอมเอนก มาในบรรยาย Session ที่สามเรื่องของ “Mobile Security”  โดยได้ Highlight ให้เห็นภัยทางด้านความปลอดภัยไอทีจากการใช้สมาร์ทโฟน โดยแสดงให้เห็นกรณีศึกษาต่างๆ ตามมาด้วย Session ของคุณนพพร จาก Digio (Thailand) ที่มากล่าวถึง “Mobile Payment

Session ในตอนบ่ายเป็น Workshop เรื่อง  “How to develop and evaluate a mobile strategy for your organization” โดย Ville Kulmala  จาก Mobile Spark และเป็น Chairman ของ Mobile Monday Thailand ซึ่งทาง Ville ได้ระบุว่าการทำกลยุทธ์จะต้องพิจารณาสามด้านคือ Demand, Supply และ Governance and Risk  โดยมีการให้ผู้อบรมได้ร่วมกันศึกษาการทำกลยุทธ์สำหรับกรณีศึกษาที่ทาง Ville  ได้ตั้งขึ้น และทาง Ville ก็มีตัวอย่าง Template ของการกำหนด BYOD Strategy ขององค์กร

และเอกสารการอบรมทั้งหมดสามารถ Download ได้จาก https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/mobile-strategy-all.pdf

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Instittute

กระแสของ Mobile Commerce / Mobile Banking/ Mobile Payment ในประเทศไทย

เราคงปฎิเสธไม้ได้ว่ากระแสของเทคโนโลยีโมบายอย่างเครืองแทปเล็ตและสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างมากในด้านต่างๆของการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน การอ่านข่าวสาร รวมไปถึงการซื้อสินค้า รายงานเทคโนโลยี Connected World ของบริษัท Cisco ที่ออกเมื่อเร็วๆนี้ (C2012 Cisco Connected World Technology Report)  มีบทวิเคราะห์ที่สำรวจพฤติกรรมของคนใน Generation Y ที่อายุระหว่าง 18-30 ปี พบว่า 60% ของคนกลุ่มเหล่านั้นจะใช้ชีวิตออนไลน์อยู่ตลอดเวลา และหากให้เลือกใช้อุปกรณ์ชิ้นเดียว 2/3 ของคนเหล่านั้นจะเลือกใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนมากกว่าเครื่องโน็ตบุ๊ค

เรากำลังก้าวเข้ามาสู่โลกยุดหลังพีซี ที่มีอุปกรณ์โมบายเป็นตัวขับเคลื่อน ภาคธุรกิจ ภาคราชการ ภาคการศึกษา ทำให้ผู้ใหญ่ในวัยอื่นๆ รวมถึงผู้บริหารในองค์กรต่างๆจำเป็นจะต้องปรับตัวและเข้าใจบริบทที่กำลังปรับเปลี่ยนไป เพื่อให้เห็นภาพของกระแสที่ปรับเปลี่ยนไปในเชิงธุรกิจผมขอยกตัวอย่างกรณีของ Mobile Commerce / Mobile Payment และ Mobile Banking มาให้ทุกท่านได้ศึกษาดังนี้

Mobile Commerce

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทาง Mastercard ได้ออกรายงานผลสำรวจการซ็อปปิ้งออนไลน์ (MasterCard Online Shopping Survey) พบว่าผู้บริโภคในเอเซียกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์จากเครื่องพีซีมาใช้สมาร์ทโฟน โดยพบว่าผู้ซื้อมากกว่าครึ่งในประเทศไทยซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน

การสำรวจทำโดยการสอบถามพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวน 7,011 คนในภูมิภาคนี้ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2012 และพบว่าผู้คนในประเทศจีนมีคะแนนนำในเรื่องของพฤติกรรมที่ชอบ shopping online โดยมีคะแนนที่ 102 ตามด้วย นิวซีแลนด์ 87 และ ออสเตรเลีย 85 ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับ 5 ที่คะแนน 80 ซึ่งดัชนีของประเทศจีนมีคะแนนสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของ Online Shopping มากขึ้น

นอกจากนี้ทาง  Mastercard ยังพบว่าผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามในประเทศอินโดนีเซียทำ Online Shopping ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นอันดับหนึ่งคือร้อยละ 54.5% ตามด้วยประเทศจีน 54.1% และประเทศไทย 51% ส่วนสินค้าที่คนไทยใช้บริการผ่าน online shopping ค่อนข้างเยอะคือกลุ่มประเภทดาวน์โหลดเพลงคิดเป็นร้อยละ 45 และสินค้าแฟชั่นร้อยละ 43

Image ผลการสำรวจพฤติกรรม Online Shopping ของประเทศในกลุ่ม APAC ของ Mastercard

Mobile Banking

ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (Use of Mobile Banking and Internet Banking) เมื่อเดือนธันวาคม 2012 ระบุว่ามีบัญชีธนาคารในประเทศไทย 6,645,161 บัญชีที่ใช้ Internet Banking และมียอดทำธุรกรรมโดยรวม 1,233 พันล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังเห็นจำนวนผู้ใช้บริการ  Mobile Banking เพิ่มขึ้นเป็น 864,312 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากจำนวน 688,178 บัญชีเมื่อเดือนมกราคม 2012  และมีจำนวนธุรกรรมต่อเดือนผ่าน Mobile Banking 3.68 ล้านครั้งต่อเดือนเป็นเงินรวม 49 พันล้านบาท

ในแง่ของ Mobile Banking Application เราเริ่มที่จะเห็นธนาคารต่างๆเริ่มที่จะพัฒนา  Mobile Application ให้บริการแก่ลูกค้ามากขึ้น ทั้งบน iPhone หรือ Android  อาทิเช่น K-Mobile Banking Plus ของธนาคารกสิกรไทย SCB Easy ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ KTB netbank ของธนาคารกรุงไทย นอกจากนั้นหลายๆธนาคารก็ให้บริการ Mobile Web เช่น m.scbeasy.com ของธนาคารไทยพาณิชย์ที่สามารถใช้บริการผ่าน Mobile Browser ได้

Image

ตัวอย่าง  Mobile Application ของธนาคารกสิกรไทย

Mobile Payment

ในแง่ของการชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ นอกจากการให้บริการผ่าน   SMS, Mobile Web หรือ Mobile Application แล้ว อุปกรณ์สมาร์ทโฟนยังมีรูปแบบการชำระผ่านเทคโนโลยีใหม่เช่น NFC แต่จากการสำรวจของ Mastercard พบว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในเอเซียยังใช้ช่องทางการชำระเงินบนโมบายผ่าน mobile banking apps  ซึ่งมีผู้ที่เคยชำระเงินผ่านช่องทางนี้ถึง 45% นอกจากนี้ยังเป็น  in-social-networking-app shopping 34% ขณะที่การชำระผ่าน SMS/MMS เป็น 31% ส่วน Mobile NFC ยังมีผู้ที่เคยชำระทางช่องนี้เพียง  25% แต่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 70.3 สนใจที่จะชำระเงินผ่านระบบ NFC ในอนาคต

Image

Mobile Payment Readiness Index ของ  Mastercard

นอกจากนี้ทาง Mastercard ยังได้จัดทำ Mobile Payment Readiness Index 2012 ซึ่งจากรายงานพบว่าประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในอันดับที่ 20 จาก 34 ประเทศ โดยได้ 31.6 คะแนน ขณะที่สิงคโปร์มีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง 45.6  ตามด้วย Canada สหรัฐอเมริกา และ Kenya  ทั้งนี้การวัดความพร้อมดูจากคะแนนในหลายๆด้าน อาทิเช่นความพร้อมของผู้บริโภค สภาวะแวดล้อม การบริการด้านการเงิน โครงกสร้างพื้นฐาน เครือข่ายด้าน M-Commerce และ กฎระเบียบ ที่น่าสนใจคือประเทศไทยจะโดดเด่นด้านความพร้อมของผู้บริโภคที่ต้องการเรื่อง Mobile Payment โดยเราจะอยู่ในกลุ่มนำในด้านนี้ร่วมกับประเทศอย่าง เคนย่า ไนจีเรีย จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า กระแสเรื่องของ Mobile Commerce / Mobile Banking และ Mobile Payment เริ่มเข้ามาแรงในกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทย คงต้องถึงเวลาที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มปรับตัวรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่กำลังมาพร้อมกับกระแสของเทคโนโลยีโมบาย

ดร.ธนชาติ นุ่มมนท์

ผู้อำนวยการ IMC Institute

หมายเหตุ ทาง IMC Institute  จะเปิดอบรมหลักสูตร Planning on Mobile Strategy ระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม โดยรวบรวมวิทยากรหลายท่านมาพูดถึงการวางแผนกลยุทธ์เพิื่อรองรับเทคโนโลยีโมบายขององค์กร

 

การวางแผน Mobile Strategy ขององค์กร

mobile-banner5

เมื่อต้นปีนี้ทาง IDC ได้ออกรายงานคาดการณ์ยอดขายอุปกรณ์โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยในปี 2556 ว่าจะมีจำนวน smartphone ที่จะ shipment ในปีนี้ 7.3 ล้านเครื่ิอง เครื่อง Tablet ประมาณ 3.5 ล้านเครื่อง ส่วนเครื่อง notebook  จะมีประมาณ 2.5 ล้านเครือง และเป็นเครื่อง Desktop อีก 1.5 ล้าน จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าจำนวนยอดขายของ Smartphone มีจำนวนสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่อง notebook และ desktop รวมกัน นอกจากนี้จำนวน Tablet ที่ shipment ในประเทศก็มีจำนวนมากกว่า Notebook ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลของ Morgan Stanley ที่ประมาณการจำนวน shipment ของเครื่อง smartphone, tablet และ PC ว่่าจะเห็นแนวโน้มของ Smartphone ทั่วโลกมีจำนวน shipment ถึง 1.1 พันล้านเครื่องในปี 2015 โดยมีจำนวนของ PC เป็น 535 ล้านเครื่อง และจำนวน Tablet ประมาณ 326 ล้านเครื่อง

Image

จากจำนวนเครื่อง Smartphone และ Tablet ที่มีมากกว่า PC ทำให้แนวโน้มของผู้ใช้จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจะมาจากอุปกรณ์โมบายมากกว่าเครื่องพีซี และทำให้โลกของไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงจากจากยุคที่ใช้เครื่อง Desktop หรือ Notebook เป็นหลักโดยทีมี OS หลักๆจะเป็น Windows OS มาสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC) ที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้พีซีเป็นหลักแต่ผู้ใช้จะเลือกอุปกรณ์ที่หลากหลายและ OS  หลายๆระบบ เช่นอาจเป็น smartphone หรือ Tablet ที่เป็น iOS, Android  หรือ  Windows 8

ในยุคของพีซีและอินเตอร์เน็ตองค์กรต่างๆก็เตรียมกลยุทธ์ทางด้านอินเตอร์เน็ตหรือเว็บขององค์กร (Internet Strategy or Web Strategy) กล่าวคือองค์กรต้องวางแผนระบบอีเมล์ วางแผนการทำเว็บไซต์ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์องค์กร การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตหรือ  WiFi ในองค์กร ตลอดจนการติดตั้งระบบ  e-Service ให้กับองค์กร รวมไปถึงการทำ e-Commerce และเมื่อโลกการใช้ไอทีเปลี่ยนเป็นยุคหลังพีซีโดยมีการใช้โมบายกันอย่างกว้างขวาง องค์กรต่างก็เริ่มที่จะต้องพัฒนากลยุทธธ์ด้านโมบาย  (Mobile Strategy) ขององค์กร เพื่อที่กำหนดแนวทางการนำอุปกรณ์โมบายมาใช้ในองค์กรให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม Gartner ได้แสดงผลสำรวจให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่ใน Fortune 1000 กว่า 60% จะยังขาดการวางแผน  Mobile Strategy ที่สมบูรณ์ในปี 2014

Image

Mobile Strategy จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายและยังมีส่วนช่วยทำให้องค์กรมีแผนการนำเทคโนโลยีโมบายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจครอบคลุมด้านต่างๆอาทิเช่น

  • การให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายมาใช้ในองค์กร (BYOD: Bring Your Own Devices) องค์กรอาจต้องกำหนดนโยบายการนำอุปกรณ์ smartphone, tablet หรือ notebook เข้ามาใช้ในองค์กร การป้องกันข้อมูลขององค์กร นโยบายการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโมบายให้แก่พนักงาน การกำหนดนโยบายการใช้ Application หรือการใช้ WiFi
  • กลยุทธ์การทำงานผ่านอุปกรณ์โมบาย เพื่อที่จะนำ Application ต่างๆมาใช้และปรับวัฒนธรรมการทำงานที่อาจนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดการทำงานแบบทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์มากขึ้น รวมถึงการทำงานร่วมกันผ่านอุปกรณ์โมบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแบ่งสรรเวลาให้ดีทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว
  • กลยุทธ์ด้่าน Mobile Marketing หรือ Mobile Social Media เนื่องจากในปัจจุบันลูกค้าหรือบุคคลภายนอกได้เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์โมบายมาเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากกว่าอุปกรณ์พีซี องค์กรก็จะต้องกำหนดกลยุทธ์ในการทำการตลาด การพัฒนา Application ผ่าน Mobile ที่จะให้ถึงผู้ใช้มากขึ้น อาทิเช่นอาจต้องพัฒนาเว็บไซต์ให้สามารถเรียกดูผ่านอุปกรณ์โมบายได้ การทำ Mobile Social Media
  • กลยุทธ์ด้าน Mobile Commerce กระแสด้าน e-Commerce กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของ m-Commerce ที่ผู้ใช้เริ่มทำการ shopping ผ่านอุปกรณ์อย่าง smartphone หรือ Tablet มากขึ้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ทางนี้ รวมทั้งการทำ Mobile Payment
  • กลยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีด้านโมบายใหม่ๆอาทิเช่น QR Code, NFC  หรือ Tectile มาใช้งาน

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า Mobile  Technology กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในการเข้าถึงข้อมูล และมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรยุคใหม่เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆจำเป็นต้องมี  Mobile Strategy  เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสามารถที่จะกำหนดนโยบายการใช้จ่ายด้านไอทีให้มีประสิทธิภาพ

www.imcinstitute.com/mobile

Enterprise Architecture คืออะไร

Screenshot 2013-11-13 11.41.43

[บล็อกนี้เป็นบทความเก่าที่ผมเขียนมาเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ขอนำบางส่วนมาปรับปรุงใหม่]

ผมจำได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆมักจะเชิญผมไปบรรยายในหัวข้อเรื่อง   SOA (Service Oriented Architecture)  เพราะองค์กรมีความสนใจในเรื่องของการทำ  Application  Integration   เลยทำให้ผมต้องบรรยายในหัวข้อดังกล่าวมากกว่า 50 ครั้งตั้งแต่ Introduction to SOA, Business Process Management จนถึง SOA Governance ทั้งนี้ที่องค์กรต่างๆสนใจเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าองค์กรให้ความสนใจกับเรื่องของ   IT Architecture แต่ก็อย่างไรการทำ SOA    ของหลายๆองค์กรกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า  SOA มักจะถูกขับเคลื่อนจากฝั่งของเทคโนโลยีมากกว่าฝั่งของ  Business หรือมองจากธุรกิจหลักขององค์กร

ระยะหลังผมจึงเริ่มเห็นว่าองค์กรต่างๆให้ความสนใจกับการทำแผนแม่บทไอทีมากขึ้นและ  SOA ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่จะดำเนินการ แต่แผนแม่บทหลายๆที่ก็ยังเป็นแผนที่ฝ่ายเทคโนโลยีเป็นคนทำอยู่ดีจึงทำให้ขาดการขับเคลื่อนที่  จนกระทั้งองค์กรเริ่มสนใจจะทำ  EA หรือ Enterprise Architecture กันมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องของธุรกิจหรือกลยุทธ์ขององค์กรมากกว่าที่จะมองเป็นเพียงแค่  IT Architecture หรือ Solution Architecture

แล้วอะไรคือ EA (Enterprise Architecture)  ทาง Software Park เคยจัดบรรยายเรื่อง “Enterprise Architecture for e-Government” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 โดยผมได้นำเสนอการบรรยายในหัวข้อ Introduction to Enterprise Architecture (ผู้สนใจสามารถจะ Download presentation ของการบรรยายได้ที่ http://dl.dropbox.com/u/12655380/EnterpriseArchitecture.pdf) ซึ่งสามารถที่จะดูวิดีโอการบรรยายของผมได้ที่ http://knowhow.swpark.or.th/videos/viewvideo/453/software-engineering/iasa-thailand-seminar-12011–enterprise-architecture-for-e-government-session–27.html

ทั้งนี้ในการบรรยายผมได้พยายามชี้ให้ว่า EA ก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่จะเอา Vision, Mission และ Business ขององค์กรเป็นตัวนำ แล้วมาดูว่าไอทีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำ EA   จะไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเทคโนโลยีเป็นหลักแต่จะต้องเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายปฎิบัติการ และฝ่ายเทคโนโลยี ทั้งนี้แผนผังที่ได้จากการทำ EA ในองค์กรมักจะมีอย่างน้อย  4 ด้านหลักคือ

  • Business Architecture เพื่อแสดงกลยุทธ์ขององค์กร, Business Process ของแต่ละฝ่าย, Organization Chart
  • Information Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีข้อมูลอย่างไรในแต่ฝ่าย, Database หรือ MetaData
  • Application Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าในองค์กรจะต้องมีระบบโปรแกรมหรือระบบไอทีอะไรบ้าง ในการที่จะตอบโจทย์ของธุรกิจต่างๆ
  • Technical Architecture เพื่อแสดงโครงสร้าง Hardware, Software  หรือแม้กระทั่ง  Telecom Network    ในองค์กร

แผน EA นอกจากจะช่วยให้เราได้ผังหลักๆ  4 ด้านนี้แล้ว เราอาจจะเห็นผังย่อยๆในเรื่องต่างๆดังแสดงในรูป

ประโยชน์ที่ได้จากการทำ EA ก็คือเรื่องของ Cost Saving  ที่จะทำให้เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งนี้เมื่อเราจะมี  Project ใหม่ๆ เราก็จะมาพิจารณาจากแผน EA เพื่อให้ได้ Solution Architectire ที่เหมาะสมตาม  Architecture  ต่างๆที่วางไว้ และการเลือกเทคโนโลยีต่างๆตามแผน

การทำ EA ควรจะเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บริหารเพราะ EA ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีแต่อย่างเดียว และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือการพิจารณาเลือก  Framework  ในการทำ EA ซึ่งที่นิยมมักจะมีสองตัวคือ TOGAF และ Zachman Framework

สำหรับเอกสารการบรรยายที่ได้ทำขี้น ผมได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆดังนี้

Slide จาก SlideShare.net

เอกสารจาก Wikipedia

วิดีโอจาก YouTube

ในด้านของการอบรมการทำ Enterprise Architecture ผมได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆในวงการไอทีหลายคน และคนหนึ่งที่ร่วมงานกันมาด้วยดีตลอดคือคุณดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ที่มีตำแหน่งเป็น  Enterprise Architect ของ  Oracle ที่ดูแลงานในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ และผมได้เชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษของ IMC Institute และจะมีการอบรม Enterprise Architecture in Cloud Computing Era ในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2556 โดยสามารถมาดูรายละเอียดการอบรมได้ที่ >> EA Course

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

การเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

วันนี้ของนำบล็อกเก่ามาเขียนใหม่ เพราะนึกถึงการบรรยายของผมในหัวข้อ “Technology Trends &  The Impact of Software Industry” เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ที่ผมได้รับเชิญจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ให้ไปบรรยายให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ฟังทั้งนี้สามารถที่จะ Download สไลด์ในการบรรยายได้จากที่ https://dl.dropbox.com/u/12655380/TechTrends.pdf

สไลด์มีทั้งหมด 119 หน้าโดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ 5 ตอนคือ

  • IT Trends
  • Post-PC Era
  • Mobile Cloud Computing
  • The World in 2020
  • 12 Massive Changes That Will Transform The Software Industry Within 5 Years

ในส่วนแรกเรื่อง IT Trends ผมเริ่มจากการนำบทวิเคราห์บางแห่งที่ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตเราจะไม่รู้จักเทคโนโลยีหรือสิ่งของบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้ในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างเช่น Wired Home Internet, Hard Drives, Mouse, Video Tapes, Paper Map เป็นต้น และแสดงให้เห็น Technology Trends ต่างๆที่วิเคราะห์มาจาก Gartner และที่อื่นๆ โดยสรุปให้เห็นว่า IT Trends ที่สำคัญก็คือ

  • Mobile Devices ที่จะมาสู่เรื่องของ (Bring Your Own Device : BYOD)
  • Cloud Computing
  • Social Network
  • Information (Big Data)

ในส่วนถัดมาจะพูดถึงว่าในปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุค Post-PC โดยเราได้ใช้  Mobile Devices ต่างๆเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงซอฟต์แวร์และอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้อุปกรณ์ mobile devices มีแนวโน้มที่โตเพิ่มขึ้นทุกๆปี ทั้งในส่วนของ Smartphone และ Tabletโดยคาดการณ์ว่าจะมียอดขาย Smatphone ในปี 2014  ถึง 1.05 พันล้านเครื่องและยอดขาย Tablet ในปี 2016 ถึง 370 ล้านเครื่อง การเข้าสู่ยุค Post-PC ทำให้แนวโน้มการใช้ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป โดยคนจะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆดังนี้

  • ต้องสามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ Notebook,Tablet,SmartPhone
  • สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา และ ทุกอุปกรณ์
  • สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก และข้อมูลไม่สูญหาย
  • คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน OPEX ไม่ใช่ CAPEX
  • เป็นบริการ (Service) ไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์ (Product)

ในส่วนของ Mobile Cloud Computing ได้พูดถึงว่าการใช้ไอทีในปัจจุบัน Mobile Devices จะเป็นเพียง Front ที่จะเข้าถึง Application ที่อยู่่หลังบ้านที่อยู่บนระบบ Cloud Computing ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างปัจจุบันว่าคนจะใช้ Smartphone, Tablet หรือ Notebook เข้าถึง Application อย่าง Facebook, Gmail หรือ Google Apps และแนวโน้มของนักพัฒนาจะต้องทำ Applications ขึ้นสู่ Cloud Computingมากขึ้น โดยจะใช้บริการ Cloud ที่เป็น IaaS และ PaaS เพื่อที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS ให้กับผู้ใช้ ทำให้โมเดลในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการทำธุรกิจเปลี่ยนไป

ในหัวข้อถ้ดมาได้พูดถึง The World in 2020 จริงๆแล้วสไลด์ในส่วนนี้นำมาจากเว็บไซต์ FutureAgenda.org ที่เขาได้ไปสอบถามองค์กรระดับโลกถึง 1,500 องค์กรเพื่อที่จะศึกษาแนวโน้มว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปี 2020  โดยมีข้อสรุปในสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือสิ่งที่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสี่เรื่องคือ

  • ในปี 2020  เราจะมีประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอีก 700 ล้านคน
  • ทรัพยากรบางอย่างจะมีน้อยลง และจะเกิดการแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง
  • โลกจะเชื่อมต่อกันทั้งหมดผ่านเครือข่าย โดยเราจะมีอุุปกรณ์ที่ต่่ออินเตอร์เน็ตถึงห้่าหมื่นล้านชิ้น
  • เศรษฐกิจของโลกจะย้ายจากตะวันออกสู่ตะวันตก

และกลุ่มสองคือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ  6 ด้่านคือ Security, Locality, Health, Happiness, Wealth และ Mobility อาทิเช่น

  • การคาดการณ์ว่าคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น และงบประมาณด้านนี้จะสูงมาก
  • รัฐบาลจีนจะลงทุนสร้างราวรถไฟถึง 100,00 กิโลเมตร
  • เอเซียจะเป็น  Hub สำหรับสายการบินต่างๆแทนที่อเมริกา
  • ประชากรจะมาอยู่กันอย่างหนาแน่นในตัวเมือง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  •  Telecom Operator  จะทำหน้าที่เป็นผู้ระบุตัวตนของประชากร เสมือนหน่วยงานของรัฐเช่นกรมการปกครอง

(ข้อมูลของเว็บไซต์ FutureAgenda.org จะสอดคล้องกับวิดีโอคลิป How will be the world in 2020?  ข้างล่างนี้)

ในส่วนสุดท้ายเอามาจากเว็บ http://www.businessinsider.com// ที่จะพูดถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบ 12 ด้านที่มีต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใน 5 ปีข้างหน้า เช่นการพูดถึง Cloud Computing จะเปลี่ยนวิธีการซื้อซอฟต์แวร์ การใช้ Web App ทำให้ลดการผูกขาดของไมโครซอฟต์ เทคโนโลยี  mobile ทำให้เปลี่ยนแปลงการใช้ซอฟต์แวร์ และพูดถึงผลกระทบจาก Open Source และ Big Data ที่ผลต่ออุตสาหกรรมซอต์แวร์