บริษัทและหน่วยงานจากประเทศไทยที่เคยได้รับรางวัล APICTA (Asia Pacific ICT Awards)

10690067_10202872867693982_3522665861868942629_n

Asia Pacific ICT Awards (APICTA) เป็นงานประกวดผลิตภัณฑ์ทางด้านซอฟต์แวร์ของประเทศในกลุ่ม Asia Pacific โดยมีประเทศสมาชิก 16 ประเทศ จากการประกวด APICTA ที่ผ่านมา มีบริษัทและหน่วยงานในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ หลายๆรางวัลดังนี้

  • ปี 2003 บริษัท CyberPlanet ประเภท Entertainment Applications
  • ปี 2004 บริษัท CyberPlanet Interactiveประเภท Entertainment Applications
  • ปี 2005 จัดที่เชียงใหม่ประเทศไทย บริษัท CT Asia ประเภท Communication Applications
  • ปี 2006 จัดที่ประเทศมาเก๊า บริษัท Comanche ประเภท Tourism & Hospitality และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ประเภท Secondary Student Project
  • ปี 2007 จัดที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัท LarnGear Technology ประเภท Research & Development; บริษัท AISoft ประเภท Tourism & Hospitality และ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ประเภท Secondary Student Project
  • ปี 2009 จัดที่ประเทศออสเตรเลีย บริษัท SSC Solutions ประเภท Industrial Applications และบริษัทการบินไทยจำกัด ประเภท Tourism & Hospitality
  • ปี 2010 จัดที่ประเทศมาเลเซีย บริษัท Neo Invention ประเภท e-Logistic and Supply Chain Management และบริษัท GeoMove ประเภท Tools and Infrastructure
  • ปี 2011 จัดที่พัทยา ประเทศไทย บริษัท Builk Asia ประเภท Industrial Applications, บริษัท Netka Systems ประเภท Tools and Infrastructure และ บริษัท Nippon Sysits ประเภท Tourism & Hospitality
  • ปี 2012 จัดที่ประเทศบรูไน บริษัท Arunsawad Dot Com ประเภท Financial Industry Applications และ บริษัท EcartStudio ประเภท Tools and Infrastructure
  • ปี 2013 จัดที่ฮ่องกง บริษัท Connect Information System Co., Ltd. ประเภท Tourism & Hospitality และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ประเภท Tertiary Student Project
  • ปี 2014 จัดที่ประเทศอินโดนีเซีย บริษัท Siam Square Technology ประเภท  Finacial Industry Application; บริษัท EcartStudio ประเภท Application and Tool Platform และบริษัท Mobility(Stamp) ประเภท Start-up

ตำแหน่งงานด้านไอทีที่มีผลกระทบจากการเข้ามาของ Cloud Computing

เช้านี้ผมจะเดินทางไปสนามบิน ผมก็เลยต้องใช้โปรแกรม GrabTaxi เพื่อเรียก Taxi ซึ่งเป็นโปรแกรมบนมือถือที่ผมสามารถติดต่อกับคนขับได้โดยตรง และเมื่อถึงสนามบินก็มีอีเมล์ส่งใบเสร็จค่าโดยสารมาให้ผม ซึ่งระหว่างที่นั่งรถออกไปตอนเช้ามืด ผมเห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งหนังสือพิมพ์ ผมตั้งคำถามอยู่ในใจว่า อาชีพเหล่านี้เริ่มมีคนทำน้อยลง จำนวนผู้รับก็ไม่ได้มากเหมือนเดิม แล้วก็มานั่งคิดถึงตัวเองว่า นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ไปธนาคารเพราะทุกวันนี้ทำธุรกรรมส่วนใหญ่ผ่านอินเตอร์เน็ต ตัวเองเลิกซื้อหนังสือพิมพ์ที่เป็นเล่มมา 4-5 ปีแล้ว จำไม่ได้ว่าซื้อหนังสือพิมพ์ครั้งสุดท้ายเมื่อไร เพราะเดี๋ยวนี้ซื้อผ่าน Tablet และทุกเช้าต้องโหลดหนังสือพิมพ์มาอ่าน 4-5 ฉบับ ไม่ต้องพูดถึงร้านถ่ายรูป หรือ Travel Agent ว่าไม่ได้ไปนานแค่ไหน

อาชีพหลายๆอาชีพกำลังเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี การเข้ามาของ smart phone, Internet และ IT Technology ทำให้อาชีพหลายๆอย่างน่าจะลำบากขึ้นในอนาคต Financial Online ระบุว่าตำแหน่งงาน 10 อย่างที่อาจจะหายไปใน 10 ปีข้างหน้าคือ

  • พนักงานเก็บเงิน (Retail Cashier)
  • Telemarketer
  • Freight/Stock
  • คนส่งหนังสือพิมพ์
  • Travel Agent
  • บุรุษไบรษณีย์
  • เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการเรียก Taxi (Taxi Dispatcher)
  • พนักงานพิมพ์เอกสาร (Wordprocessor/Typist)
  • บรรณารักษ์
  • ผู้จัดการด้าน Social Media

พอมาถึงตรงนี้คนไอทีก็อาจจะรู้สึกมั่นคงในอาชีพตัวเองเพราะ เทคโนโลยีไอทีเป็นเรื่องจำเป็นทุกอาชีพก็จะต้องนำไอทีเข้ามาใช้งาน ดังนั้นงานด้านไอทีก็ควรจะเป็นตำแหน่งที่น่าสนใจ และในปัจจุบันหลายๆหน่วยงานก็ยังต้องการบุคลากรด้านนี้อยู่มาก แต่ข้อเท็จจริงแล้วงานด้านไอทีก็มีผลกระทบอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเรื่องของ Cloud Computing ซึ่งผมเองก็เคยเขียนบทความเรื่อง คนไอทีต้องใส่ใจ Cloud ก่อนที่ฝั่งธุรกิจจะไม่ใส่ใจคนไอที ดังนั้นก็ไม่แน่เหมือนกันว่าตำแหน่งงานไอทีที่ทำอยู่ในองค์กรปัจจุบัน จะหายไปใน 10 ปีข้างหน้าหรือไม่

คราวนี้ลองมาดูซิว่างานไอทีด้านใดจะมีผลกระทบและมีความต้องการน้อยลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสู่ยุค Cloud Computing แต่ขณะเดียวกัน IDC ก็ระบุว่าเทคโนโลยี Cloud Computing ก็จะทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆถึง 14 ล้านตำแหน่งในระหว่างปี 2012-2015 แนวโน้มของตำแหน่งงานต่างๆด้านไอทีสามารถสรุปได้ดังนี้

  • System Administrator ตำแหน่งผู้ดูแลระบบที่เคยมีหน้าที่ดูแลเครื่อง Server หรือระบบไอทีในองค์กร จะมีความจำเป็นน้อยลง เพราะองค์กรต่างๆก็จะย้ายระบบจำนวนมากขึ้น Cloud แต่ตำแหน่งงานด้านนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการของ Cloud Service Provider
  • Database Administrator เหตุผลเช่นเดียวกับ System Administrator เพราะต่อไประบบและซอฟต์แวร์จำนวนมากจะอยู่บน Cloud ความต้องการระบบ Database ในองค์กรก็จะน้อยลง
  • IT Support / HelpDesk งานทางด้านนี้ในองค์กรก็จะย้ายไปอยู่กับ Cloud Provider แม้จะมีตำแหน่งด้านนี้อยู่บ้างแต่ก็จะน้อยลงไปมาก เพราะระบบส่วนใหญ่จะไปอยู่ Cloud การติดตั้งและการใช้งานของผู้ใช้ก็จะง่ายขึ้น
  • Programmer หน่วยงานอาจจะมีความจำเป็นน้อยลงที่จะต้องมีนักพัฒนาโปรแกรมเอง เพราะองค์กรจะไปใช้งานซอฟต์แวร์แบบ SaaS มากขึ้น แต่ตำแหน่งงานนี้จะยังมีอยู่ในบริษัทซอฟต์แวร์ที่จะผลิตซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่จะต้องมี in-House Application แต่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็จะต้องมีทักษะในการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud
  • Business analysts นักวิเคราะห์ระบบธุรกิจยังมีความจำเป็นอยู่มาก เพราะแม้จะมีระบบ Cloud อย่าง SaaS แต่องค์กรก็ยังต้องเก็บ User Requirement ต้องทำการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่สอดคล้องกับความต้องการ และ Application ก็ยังต้องเชื่อมโยงกับ Business Process ขององค์กร
  • Cloud Architect ตำแหน่งงานใหม่นี้ก็เหมือนกับคนที่เป็น Enterprise Architect ขององค์กร แต่จะต้องมีความเข้าใจเรื่อง Cloud Computing มีความรู้เรื่องของ SOA (Service Oriented Architecture) รวมถึง Enterprise Architecture
  • Cloud Technologist คือนักไอที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Cloud ในการที่จะพัฒนา Cloud คือผู้ที่ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี Cloud, Virtualization ต่างๆ ซึ่งตำแหน่งงานด้านนี้จะเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับหน่วยงานที่ต้องการพัฒนา   Cloud เช่น องค์กรใหญ่ๆที่ต้องทำ Private Cloud หรือ Cloud Service Provider
  • DevOps ตำแหน่งงานใหม่นี้จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก ซึ่งจะหมายถึงบทบาทหน้าที่ในการที่จะทำงานร่วมกันระหว่าง Developer กับเจ้าหน้าที่ Operations ซึ่งงานนี้ต้องมีความเข้าใจใน Tools ใหม่ๆและการพัฒนาซอฟต์แวร์/บริหารระบบบน Cloud
  • Security Specialist การเข้ามาของ Cloud ทำให้องค์กรต้องคำนึงถึงระบบความปลอดภัยมากขึ้น องค์กรจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Security ที่จะเข้าใจขั้นตอนการใช้งาน Cloud อย่างปลอดภัย
  • Financial Engineering การใช้ระบบ Cloud จะต้องมีการประมาณการและควบคุมค่าใช้จ่าย การพิจารณา SLA จากผู้ให้บริการ Cloud องค์กรจะต้องมีตำแหน่งงานด้านสำหรับคนด้านไอทีที่มีความรู้ด้าน Cloud เพื่อทำงานร่วมกับคนในองค์กร และ Cloud Service Provider เพื่อบริหารจัดการเรื่องการใช้ Cloud  ที่จะเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน

จะเห็นได้ว่างานไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คงถึงเวลาที่คนไอทีก็ต้องปรับตัวเช่นกันพร้อมๆกับคนในอาชีพต่างๆที่จะมีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

  • มีความรู้ทางด้านนี้เพื่อทำงานร่วมกับคนในองค์กร และ Cloud Service Provider

จะเห็นได้ว่างานไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คงถึงเวลาที่คนไอทีก็ต้องปรับตัวเช่นกันพร้อมๆกับคนในอาชีพต่างๆที่จะมีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

10 ทักษะด้านไอทีที่มีรายได้เฉลี่ยดีสุดในปี 2014

Screenshot 2015-01-13 08.34.13

ผมจำได้ว่าตัวเองเริ่มเขียนภาษา Java  ตั้งแต่ปี 1999 แล้วก็ไปสอบ Certified Java Programmer ในยุคงานทางด้าน Java น่าสนใจ พอคนเริ่มสนใจที่จะทำ Web Application ผมก็ต้องเริ่มขยับตัวเองมาศึกษา Java Servlet, JSP และ EJB สมัยนั้นคนมีความรู้ทางด้านนี้ในต่างประเทศก็จะมีรายได้ที่ดี พอเป็นยุคของ Mobile ผมก็เริ่มเล่น Java ME เขียนโปรแกรมบนมือถือตั้งแต่ปี 2003 แล้วก็กลายเป็นยุคของ Web Services, Service Oriented Architecture พอมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องมาเล่นเรื่อง Cloud Computing มาหัดพัฒนาโปรแกรมบน Cloud Platform จำได้ว่าเรื่มเขียนและสอนการพัฒนาโปรแกรมบน PaaS ตัวแรกคือ  Google App Engine ก็ 6-7  ปีแล้ว ตอนหลังก็มาเล่น IaaS อย่าง Amazon AWS มา 2-3 ปีหลังกระแส Big Data มาแรงก็ต้องมาเล่น Hadoop มาสอนการพัฒนาโปรแกรม Map/Reduce

โลกของไอทีไม่เคยหยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในยุคสมัยหนึ่งก็มีความต้องการนักพัฒนาโปรแกรมด้าน Java อย่างมากมาในตอนนี้ คนที่เขียนโปรแกรม Java อย่างเดียวก็อาจจะเริ่มไม่ได้มีรายได้สูงนักและอาจจำเป็นต้องศึกษาด้าน  Big Data ต้องมาพัฒนาโปรแกรมบน Hadoop หรือไม่ก็ต้องพัฒนาบน PaaS และ Mobile Platform  ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในรูปที่ 1 ซึ่งแสดงความต้องการคนทางด้าน Hadoop  ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Screenshot 2014-11-24 08.54.00

รูปที่  1  แนวโน้มตำแหน่งงานด้าน Hadoop

วันก่อนมีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง  “The Best Skills To Have On A Tech Resume — Ranked By Salary” ของ Business Insider ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคมปี 2014 ซึ่งระบุทักษะด้านไอทีที่ควรมีโดยจัดอันดับจากอัตราเงินเดือนที่จะได้รับ ข้อมูลที่น่าสนใจคือทักษะ 10  อันดับแรกเปลี่ยนแปลงจากเมื่อ 4-5 ปีก่อนไปมาก แต่ที่น่าดีใจคือเมื่อผมดูทักษะทั้ง 10 แล้วก็มีวิชาต่างๆที่ผมได้ผลักดันให้เกิดการอบรมขึ้นโดยสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ก็เลยยังรู้สึกดีที่ทักษะของเราเองไม่ได้ตก Trends ยังมีความรู้ที่พอจะไปประกอบอาชีพตามความต้องการยุคใหม่ได้ และหลักสูตรที่สถาบันเปิดสอนก็มีส่วนช่วยประเทศในการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับตวามต้องการในปัจจุบัน ลองมาดูซิว่า 10 ทักษะที่ว่ามีด้านใด้บ้าง

Screenshot 2014-11-24 21.36.14

รูปที่  2  Top 10 IT Skills จาก Business Insider และหลักสูตรต่างๆของ IMC Institute ที่สอดคล้องกัน

1) Salesforce Architect จ่ายเงินเดือนระหว่าง $180,000 – $200,000 ต่อปี จริงๆแล้ว Salesforce เป็น SaaS ที่ทำด้าน CRM แต่มี Platform ที่ให้เราสามารถพัฒนา Enterprise Application บน  Salesforce Platform ได้คือการใช้ Force.com และ Salesforce เองก็ยังมีระบบอื่นๆอีกอาทิเช่น Salesforce1 สำหรับการพัฒนาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือมีภาษาอย่าง APEX ในการพัฒนา User Interface ทาง  IMC Institute ก็มีหลักสูตรทางด้านนี้คือ Force.com Development Quick Start 

2) Security Architect จ่ายเงินเดือนระหว่าง $150,000 – $175,000 ต่อปี เรื่อง IT Security เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายมีความกังวลอย่างมาก ดังนั้นงานทางด้านนี้จึงเป็นที่ต้องการอย่างสูงโดยเฉพาะคนที่จะมาเป็น Architect ทางด้านนี้

3) DevOps จ่ายเงินเดือนระหว่าง $135,000 – $170,000 ต่อปี แนวทางการพัฒนาโปรแกรมปัจจุบันที่ต้องรวมส่วนของ  Development และ Operations เข้ามาด้วยกัน โดยมีเครื่องมือใหม่ๆหลายตัวที่ทำด้านนี้ทำให้คนที่มีทักษะด้าน DevOps เป็นที่ต้องการอย่างมาก ทาง IMC Institute ก็ได้นำเครื่องมืออย่าง AWS OpsWorks เข้ามาสอนในวิชาการพัฒนาโปรแกรมอย่าง Large Scale Java Web Programming on Cloud Platform

4) Android Developer จ่ายเงินเดือนระหว่าง $135,000 – $165,000 ต่อปี  ความต้องการนักพัฒนาโปรแกรมบน Android Platform ยังมีอีกมากโดนเฉพาะเมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ส่วนมากจะรันบน Android  และจะมีอุปกรณ์  Internet of Things  ที่รันบน Android  อีกมาก

5) Front-End Developers With Javascript Libraries จ่ายเงินเดือนระหว่าง $140,000 – $150,000 ต่อปี  การพัฒนาโปรแกรมด้าน Front-end มีการเปลี่ยนแปลงและต้องการผู้ที่เข้าใจ Javascript Libraries ต่างๆอาทิเช่น AngularJS, EXT-JS หรือ Node.JS ทาง  IMC Institute ก็มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับทางด้านนี้เช่น Real-time Social Cloud/Web Application with Node.js Server-side JavaScript

6)  iOS Developer จ่ายเงินเดือนระหว่าง $120,000 – $150,000 ต่อปี  ความต้องการของนักพัฒนาซอฟต์แวร์โมบายบนแพลตฟอร์มของ Apple ก็ยังมีมากเช่นเดิม

7) Project Manager  จ่ายเงินเดือนระหว่าง $110,000 – $150,000 ต่อปี งานด้านการบริหารโครงการไอทียังเป็นที่ต้องการอย่างสูง  IMC Institute ก็เปิดหลักสูตรทางด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องเช่น Project Management Essentials

8) Data Architect จ่ายเงินเดือนระหว่าง $110,000 – $150,000 ต่อปี หนึ่งในแนวโน้มของเทคโนโลนีด้านไอทีคือเรื่อง Big Data ดังนั้นงานทางด้านการออกแบบบริหารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีความต้องการ Chief Data Officer มากขึ้นในอนาคต IMC Institute เองก็จะเปิดหลักสูตร Big Data Certification ระยะเวลา 120 ชั่วโมงเพื่อเน้นเรื่องของ Big Data และสร้างนักไอทีทางด้านนี้

9) Big Data Engineer จ่ายเงินเดือนระหว่าง $125,000 – $145,000 ต่อปี เทคโนโลยี Big Data กำลังเข้ามาจึงจำเป็นต้องการบุคลากรไอทีที่มีความรู้เทคโนโลยี อย่าง Hadoop, Netezza หรือ Cloudera ซึ่งทาง IMC Institute  ก็ได้เปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Hadoop  อยู่หลายหลักสูตร

10)Data Scientist จ่ายเงินเดือนระหว่าง $125,000 – $145,000 ต่อปี เทคโนโลยี Big Data ทำให้มีความต้องการ Data Scientist มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่รู้เรื่อง Big Data และ Machine Learning ทาง IMC Institute จึงเปิดหลักสูตรทางด้านนี้ในปีหน้าเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีอย่าง R และ Mahout บน Hadoop เช่นหลักสุตร Introduction to Data Scientist

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2015-01-24 22.30.12

API Economy: สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย APIs ตอนที่ 2

IT Trend2020

เมื่อวันก่อนผมเขียนบทความเรืีอง API Econmy ตอนแรก เพื่อชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างของบริษัทในต่างประเทศที่ใข้ API ในการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ วันนี้เลยขอมาเขียนต่อเพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนสู่การพัฒนา API รูปแบบของ API ต่างๆ กลยุทธ์การพัฒนา API ขององค์กร และข้อที่ควรคำนึงถึงในการพัฒนา API ขององค์กร

ทำไมต้องพัฒนา API

ในปัจจุบันหลายๆองค์กรก็เริ่มที่จะก้าวเข้าสู่ดิจิทัล มีการพัฒนาระบบไอทีในองค์กร พัฒนาเว็บไซต์ Mobile App แต่สิ่งที่พบก็คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของไอที มีอุปกรณ์ใหม่ๆมากมาย ทำให้การพัฒนาไอทีในองค์กรไม่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆได้เพราะจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์มีไม่พอ นอกจากนี้การพัฒนาไอทีเองก็ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้ใช้ออนไลน์จำนวนมากเข้าถึงระบบเราได้ ลองพิจารณาดูจากรูปที่ 1 จะเห็นว่าถ้าบริษัทต้องทำซอฟต์แวร์เอง สร้างข้อมูลและ Application เอง ก็จะมีผู้เข้าถึงระบบได้เพียงแค่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรามีการเปิด Web APIs ให้คนอื่นเข้ามาใช้ได้ จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นเว็บไซต์อื่นๆที่เข้าถึงระบบของเรา Application หรือ Mobile App ที่พัฒนาโดยคนอื่นๆ ทำให้มีผู้เข้าถึงข้อมูลธุรกิจเราได้มากขึ้น ทำให้ธุรกิจโตขึ้นได้มากขึ้นจากนวัตกรรมที่คนอื่นมาช่วยกันพัฒนา

Screenshot 2014-11-04 15.19.33

รูปที่ 1 การเปิด APIs  จะทำให้เราเข้่าถึงผู้คนที่อยู่บนโลกออนไลน์ได้มากขึ้น

เหตุผลหลักๆที่ต้องพัฒนา API มีสองประเด็น

1) การเติบโตของอุปกรณ์โมบายที่มีหลากหลายทั้งในแง่ของ OS และยี่ห้อที่อาจมีขนาดที่แตกต่างกัน และยังมีเรื่องของ Internet  of Things  ที่มีอุปกรณ์ใหม่ๆที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เช่น Smart TV, Smart Watch  ซึ่งในปัจจุบันผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอาจเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากกว่าใช้พีซี องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาเว็บหรือ Application ให้ใช้กับอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งการที่จะให้ทีมไอทีในองค์กรมาพัฒนาระบบเองทั้งหมดย่อมเป็นไปได้ยากมาก การเปิด API จะช่วยทำให้มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาช่วยสร้าง Application ให้กับองค์กรได้มากขึ้น

2) การเชื่อมต่อกับธุรกิจอื่นๆ (B2B Integration) โดยการเปิด APIs เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆของระบบธุรกิจ เป็นการขยายช่องทางธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

ประเภทของ APIs

เราสามารถที่จะแบ่งประเภทของ API ออกมาได้เป็นสี่กลุ่มดังแสดงในรูปที่ 2

Screenshot 2014-11-04 15.38.26

รูปที่ 2 ประเภทของ APIs

1) Internal APIs คือการเปิด APIs ในองค์กรเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในองค์กรสามารถเรียกใช้คำสั่งหรือดึงข้อมูลจากระบบต่างๆในองค์กรได้ องค์กรโดยมากจะประกอบด้วยไอทีหลายๆระบบถูกพัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาซอฟต์แวร์หลายกลุ่ม แต่ทุกครั้งที่เราจะพัฒนาระบบใหม่และตัองเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เรามักจะมีปัญหาในการที่จะหาวิธีการในการเชื่อมต่อระบบอื่นๆ การสร้าง APIs ภายในองค์กรจะช่วยทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ขององค์กรในอนาคตเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น

2) B2B APIs คือ APIs ที่ต้องการเปิดให้กับคู่ค้า (Partner) ในการที่จะให้เข้าถึงระบบหรือข้อมูลของหน่วยงานเรา เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของคู่ค้ามาพัฒนา Application หรือนวัตกรรมต่างๆในการขยายธุรกิจของทั้งหน่วยงานเราและคู่ค้า

3) Open Web APIs คือ APIs ที่เปิดกว้างให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปเข้าไปเรียกใช้ได้ โดยอาจมีโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์

4) Product APIs คือ APIs สำหรับผลิตภัณฑ์เช่นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ต้องการให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปหรือคู่ค้าสามารถเข้ามาพัฒนาโปรแกรมเิ่มเติมเพื่อใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ทำให้เกิดระบบนิเวศน์(ecosystem) ของผลิตภัณฑ์ ต้วอย่างของ Product APIs มีอาทิเช่น Salesforce APIs หรือ google Glass APIs

โมเดลธุรกิจของการเปิด APIs

การเปิด APIs จำเป็นต้องหาวิธีการในการสร้างแรงจูงใจให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปเข้ามาเรียกใช้งาน จึงจำเป็นต้องมีโมเดลทางธุรกิจที่ดี ซึ่งทาง Programmableweb ได้สรุปให้เห็นรูปแบบธุรกิจต่างๆที่เป็นไปได้ดังนี้

Screenshot 2014-11-04 16.04.05

รูปที่ 3  โมเดลธุรกิจรูปแบบต่างๆของการเปิด APIs [Source: ProgrammableWeb]

  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ได้ฟรี: ตัวอย่างเช่น Facebook APIs ที่อนุญาตให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเรียกใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นผู้จ่าย: ตัวอย่างเช่น AWS APIs ให้นักพัฒนาจ่ายตามบริมาณการใช้งาน หรือ Paypal APIs จะให้นักพัฒนาจ่ายตามจำนวน Transaction
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นผู้ได้รายได้: ตัวอย่างเช่น Google AdSense APIs จะจ่ายเงินให้นักพัฒนาตามจำนวนครั้งที่ถูกเรียก หรือ Amazon Product Advertise APIs จะแบ่งรายได้จากการโฆษณาให้กับนักพัฒนา
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รายได้ทางอ้อม: ตัวอย่างเช่นการเรียก content ของ eBay ทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รายได้จากการการพัฒนา Application ของตัวเองหรือการใช้ salesforce APIs ทำให้นักพัฒนาสามารถพัฒนา Application ที่ต่อยอดจาก SalesForce.com แลัวมาขายผ่าน Salesforce Marketplace ได้

เครื่องมือการบริหาร APIs

การสร้าง APIs เพื่อเปิดให้กับคนอื่นๆใช้จริงๆแล้วไม่ได้มีความซับซ้อนมาก แต่เรื่องที่ยากคือการบริหาร APIs  การควบคุมการเข้าถึง การบริหารเวอร์ชั่นของ APIs การควบคุม  Life Cycle  การจัดการเรื่องเอกสาร โดยมากเราจะใช้เครื่องมือในการบริหาร APIs ตัวอย่างของเครื่องมือเหล่านี้คือ 3Scale, APIgee  ดังนั้นการพัฒนา APIs จำเป็นต้องเข้าใจการใช้เครื่องมือต่างๆ และการบริหารจัดการ  APIs  มิใช่แค่การสร้าง APIs ที่อาจเป็นเพียงการสร้าง Web Services

Screenshot 2014-11-04 16.11.44

รูปที่ 4  ตัวอย่างของเครื่องมือการบริหาร APIs

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

API Economy: สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย APIs ตอนที่ 1

IT Trend2020

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ทางชมรมไอทีประกันภัยของกลุ่มบริษัทประกันภัยต่างๆได้เชิญผมให้ไปบรรยายหัวข้อ RESTful Web Services & Web APIs ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเศรษฐกิจ API (The API Economy) ขึ้นมา เพราะสัปดาห์ก่อนหน้านั้นผมเพิ่งเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ถ้าเป็นสมัยเมื่อ 6-7 ปีก่อนทุกครั้งที่ผมไปสิงคโปร์ผมจะถือโอกาสไปเดินห้าง Funan Digital IT Mall เพื่อจะไปร้าน Computer Book Center ที่เป็นร้านหนังสือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ระยะหลังๆร้านเล็กลงเรื่อยๆ ผมเองก็ไม่ได้ไปมา 2-3 ปีแล้ว และล่าสุดเปิดดูในเว็บไซต์ของ Funan Digital IT Mall ก็ไม่เห็นร้านนี้แล้วนอกจากที่ขายผ่าน e-commerce บนเว็บไซต์  http://www.compbook.com.sg/ เลยไม่แน่ใจว่าร้านนี้ยังอยู่ไหม ร้านหนังสือหลายๆร้านก็คงประสบปัญหาคล้ายๆกัน หลายคนก็คงทราบเหตุผลว่าส่วนหนึ่งมาจากการทำ e-Book และ e-commerce อย่าง Amazon.com ทำให้ร้านหนังสือที่เป็น Physical Bookstore อยู่รอดยากขึ้น

Screenshot 2014-11-02 11.06.35

รูปที่ 1 Amazon Marketplace Web Services สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์

แต่หลายคนอาจจะแปลกใจว่าเว็บไซต์ที่ทำ e-commerce ก็มีมากมาย หลายเว็บไซต์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทำไม Amazon ถึงได้ประสบความสำเร็จมากมายเริ่มจากขายหนังสือจนในปัจจุบันขายสินค้าทุกอย่างหลายสิบล้านรายการ ต่างกับ e-commerce รายอื่นๆอย่างไรที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่า ผมว่าที่ร้านหนังสือหลายแห่งที่เป็น Physical Bookstore ต้องปิดตัวเองไป ไม่ใช่เพึยงแต่ต้องสู้กับธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นดิจิทัล แต่ต้องมาสู้กับโมเดลธุรกิจแบบใหม่ของ Amazon ด้วย เพราะ Amazon ไม่ได้โตขึ้นมาเพราะสร้างนวัตกรรมและหาคู่ค้าด้วยตนเอง พูดง่ายๆ Amazon ไม่ได้เป็นผู้หาคู่ค้า (Partner) แต่คู่ค้าเป็นคนวิ่งมาหา Amazon เอง ผ่าน Amazon Marketplace Web Services หรือ APIs อื่นๆ คู่ค้าและนักพัฒนาโปรแกรมเป็นคนเลือก Amazon ทำให้ Amazon สามารถขยายตลาดได้ออกไปอย่างมากมายผ่านเว็บไซต์อื่นๆ และคู่ค้าก็ช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้กับ Amazon โดย Amazon ไม่ต้องทำเอง

Screenshot 2014-11-02 11.46.01

รูปที่ 2  โมเดลธุรกิจของ Amazon [ภาพจาก Understanding the API Economy: How Your Business Can Benefit From APIs: Forrester]

Screenshot 2014-11-02 11.10.27รูปที่ 3  การขยายช่องทางธุรกิจของ Amazon ผ่าน APIs[ภาพจาก Winning in the API Economy]

เมื่อพูดถึง Web API หรือ API นั้นจะย่อมาจากคำว่า Application Programming Interface ที่หมายถึง การที่ทำให้ software component ที่อยู่ห่างกันเชื่อมต่อกันได้โดยผ่านเว็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบมีมาตรฐานเช่นใช้ XML หรือ JSON วิธีการทำ Web APIs ที่เป็นมาตราฐานก็คือการทำ Web Services โดยใช้ SOAP หรือ REST

Amazon ไม่ได้เป็นตัวอย่างธุรกิจเดียวที่ประสบความสำเร็จโดยใช้ APIs ธุรกิจบนโลกดิจิทัลจำนวนมากต่างก็ประสบความสำเร็จโดยใช้ APIs เพราะธุรกิจที่รันโดยใช้ซอฟต์แวร์จะโตได้ต้องมีนักพัฒนาโปรแกรมจำนวนมากและต้องการนวัตกรรมใหม่ๆตลอดเวลา การเปิด APIs ทำบริษัทมีการขยายตัวจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่อยู่นอกบริษัทและคู่ค้า ตัวอย่างของบริษัทที่เปิด APIs และประสบความสำเร็จอย่างมากก็มีอาทิเช่น Google, Facebook, Paypal, Netflix, Twitter หรือ BestBuy

  • Twitter หลายๆคนอาจจะนึกว่าเป็น Application หรือ ซอฟต์แวร์ แต่จริงๆแล้ว Twitter เป็น Platform ที่มี APIs ให้คนอื่นๆนำไปพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดการกับข้อมูลบน Twitter ได้ เราจะพบว่าผู้ใช้ Twitter น้อยคนที่จะเคยเข้าเว็บ twitter.com แต่โดยมากจะใช้ผ่าน App ที่พัฒนามากจาก Twitter APIs เช่น Tweet Deck

Screenshot 2014-11-02 11.14.13

รูปที่ 4 Twitter Platform

  • Best Buy ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกาก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เปิด APIs คู่ค้าของ Best Buy สามารถที่จะใช้ Best Buy APIs เพื่อมาดูข้อมูลสินค้า หรือสั่งซื้อสินค้าได้ คู่ค้าก็สามารถที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์หรือเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจาก Best Buy ผ่านเว็บไซต์ของตัวเองได้

Screenshot 2014-11-02 11.16.10

รูปที่ 5 BBYOpen เว็บไซต์สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะเข้ามาใช้ Best Buy APIs

  • Netflix เป็นผู้ให้บริการ Movie Online ซึ่งผู้ใช้บริการจำนวนมากในปัจจุบันอาจไม่ได้ดูภาพยนตร์จากเว็บ Netflix แต่เลือกที่จะดูผ่านอุปกรณ์ต่างๆเช่น smart TV, Apple TV, smartphone หรือ Tablet ซึ่งในปัจจุบันมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่จำนวนมากและเพิ่มใหม่เรื่อยๆตลอดเวลา ถ้าจะหวังพึ่งให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Netflix ต้องมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เล่น Netflix ได้กับทุกอุปกรณ์คงเป็นไปไม่ได้ ทาง Netflix ก็ใช้วิธีเปิด APIs เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเข้าถึงระบบของ Netflix ได้ ทำให้ในปัจจุบันมีอุปกรณ์มากกว่า 800 ชนิดที่สามารถเล่น Netflix ได้ โดยไม่ต้องพัฒนาเอง

Screenshot 2014-11-02 11.19.50

รูปที่ 6 Netflix Platform ที่ปัจจุบันมีอุปกรณ์ต่างเลือกได้กว่า 800 ชนิด [ภาพจาก Daniel Jacobson, Netflix Engineering Blog, July 9, 2012]

  • Dropbox เป็นอีกตัวอย่างของคู่ค้า Amazon ที่ใช้ Infrastructure ของ Amazon ที่เป็น storageในการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ โดยไม่ได้ลงทุน infrastructure ของตัวเอง แต่เรียกใช้ Amazon APIs ในการจัดการข้อมูลใน Amazon S3 Storage และบริษัท Dropbox เองก็เปิด APIs ต่อเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเขียนโปรแกรมไปติดต่อกับ Dropbox ได้โดยไม่ต้องผ่านเว็บไซต์หรือ Application  ของ Dropbox เราจึงเห็นตัวอย่าง App บนมือถือของ Samsung ที่เมื่อเราถ่ายรูปแล้วขึ้นไปยัง Dropbox ได้โดยอัตโนมัติ

Screenshot 2014-11-02 11.24.23

รูปที่ 7 เว็บไซต์ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการใช้ Dropbox APIs

  • การทำ APIs ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่วงการซอฟต์แวร์ แม้แต่ Nike ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอย่าง Nike FuelBand หรือ Nike Sportwatch ก็ต้องสร้าง Nike+ Platform  ที่มี APIs ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถเขียนโปรแกรมมาเรียกใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับ Samsung ที่มีนาฬิกา Samsung Gear  หรือ Google  ทีีออก Google Glass ต่างก็เปิด APIs ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้

Screenshot 2014-11-02 11.40.46

รูปที่ 8 เว็บไซต์ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการใช้  Nike+ APIs

ในปัจจุบันมี APIs จำนวนมากที่เปิดให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาใช้ เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆหรือการมาเป็นคู่ค้าของบางธุรกิจที่ต้องการทำ B2B เราสามารถหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ชื่อ Programmableweb ที่รวบรวม APIs จากที่ต่างๆกว่า 12,720 แห่ง ซึ่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์ใหม่ๆแทบทุกตัวเน้นที่จะเปิด APIs แม้แต่โปรแกรม Office 365 ที่เราใช้ทำเอกสารยังมี APIs ที่ให้เราสามารถเรียกดู สร้าง และเก็บเอกสารเช่น Word, Excel ได้โดยไม่ต้องผ่านเว็บไซต์หรือโปรแกรม Office ของ Microsoft

Screenshot 2014-11-02 11.34.04

รูปที่ 9 เว็บไซต์ Programmableweb

ที่เขียนมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะบอกว่าโลกของซอฟต์แวร์ และธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราจะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มันไม่ใช่แค่ทำซอฟต์แวร์ แต่มันคือการทำ APIs  ยุคของดิจิทัลกำลังเข้าสู่ API Economy ที่กำลังเป็น Digital Revolution รอบที่สอง คราวหน้าจะมาเขียนตอนที่สองให้เห็นว่าการทำ APIs มีประโยชน์และกลยุทธ์อย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

เศรษฐกิจใหม่ว่าด้วยเรื่องดิจิทัล

ตอนผมเด็กๆกิจกรรมหนึ่งที่ผมชอบเล่นกับพี่ชายในช่วงวันปีใหม่ของทุกๆปีคือการติดสคส.ปีใหม่จำนวนมากที่แม่และพ่อได้รับติดโชว์รอบบ้าน มาวันนี้คุณแม่ผมจะบ่นว่าหาซื้อการ์ดปีใหม่ยากและไม่ค่อยได้รับเท่าไรแล้วแล้วคนที่เขาเคยมีอาชีพเหล่านี้ไม่ว่าคนทำสคส. คนส่งจดหมายต่อไปเขาไม่แย่หรอ

สมัยเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อมีน้องใหม่เข้ามารายงานตัว เราจะเห็นร้านถ่ายรูปมารอรับถ่ายรูปนักศึกษาใหม่เต็มไปหมด รายได้ดีมากร้านถ่ายรูปร้านรับอัดภาพคนเนื่องแน่นอยู่เสมอ เราต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมืองรอรับรูป รอคิวเป็นเวลานานกว่าจะได้ เป็นธุรกิจที่น่าอิจฉาและน่าทำมาก แต่เมื่อวันก่อนผมกลับไปบริเวณเดิมที่เคยมีร้านถ่ายรูปหลายร้านในจังหวัด เหลือเพียงรายเดียวและไม่มีคนมากนัก

ยังไม่ต้องพูดถึงกิจการอื่นๆอีกมากมายที่กำลังเปลี่ยนไป ร้านขายหนังสือที่เคยเป็นเอเยนต์หนังสือรายใหญ่วันนี้เงียบเหงามาก ร้าน Travel Agent ร้าน Xerox แถวมหาวิทยาลัยที่เคยเฟื่องฟู พวกนี้หายไปหมดเพราะการเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยีดิจิทัล

โลกกำลังเปลี่ยนไปก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ เราหนีไม่พ้นเพราะดิจิทัลกำลังเข้ามา เราจะต้องมาคิดว่าเราจะอยู่รอดกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเห็นข่าวตัวแทนจากธนาคารโลกในประเทศไทยกล่าวถึงตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศว่าประเทศไทยเราบ๊วยสุดในอาเซียน บางท่านก็อาจมองไปว่าเป็นเพราะปัญหาทางการเมืองเรา ผมคิดว่านั้นก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าอีกส่วนหนึ่งที่เรากำลังลำบากในการที่จะเห็นเศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตแบบเดิมๆลำบากก็เพราะเราติดกับดักดิจิทัล เรากำลังตามเศรษฐกิจใหม่ที่เราอาจใช้คำพูดว่า Digital Economy ไม่ทัน

Screenshot 2014-10-13 23.52.54

โลกกำลังเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังเดินอยู่ในวิถีเศรษฐกิจแบบเดิม เราเห็นการค้า E-Commerce กำลังเข้ามาแต่เราคิดว่าคนไทยไม่พร้อม เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของ Internet Banking แต่เรากลับคิดว่าการทำธุรกรรมออนไลน์มีความเสี่ยง เราเห็นการทำ Booking Online แต่เรากลับคิดว่าเป็นเรื่องของคนต่างชาติหรือมองเป็นเรื่องไฮเทค เราเห็นหนังสือพิมพ์แบบอีบุ๊คเข้ามาแต่เราคิดว่าคนยังชอบอ่านแบบกระดาษ ก็เพราะเราคิดช้าเราคิดแบบเดิม ทำให้หลายๆอาชีพกำลังลำบากกำลังแข่งขันในอนาคตลำบาก

ทันทีที่ผมเห็นข่าวว่ารัฐบาลกำลังทำ Digital Economy ผมดีใจมากครับคิดว่าประเทศเรากำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจใหม่ นึกถึงโครงการใหญ่ๆอย่าง Eastern Sea Board สมัยพลเอกเปรมเป็นนายกฯที่ลงทุนเป็นหมื่นล้านแล้วช่วยทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นอย่างมาก ไม่ต้องพูดถึงความเจริญที่เข้ามายังจังหวัดแถวนั้น ทำให้เราเห็นแถวชลบุรี ระยอง โตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

การทำ Digital Economy คือการสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ที่จะทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้แบบก้าวกระโดด ผมอยากเห็นว่าถ้าเปลี่ยนตรงนี้มันจะต่างจากเศรษฐกิจแบบเก่าอย่างไร เราจะมีงานใหม่เกิดขึ้นในประเทศกี่ล้านตำแหน่ง คนในภาคเกษตรกรรม ภาคท่องเที่ยว หรือภาคอุตสาหกรรมอื่นๆจะได้ประโยชน์อย่างไร ตัวชี้วัดก็ควรจะเป็นว่า GDP โดยรวมของประเทศจะโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ใน 5 ปี เช่นขึ้นไปถึง 20-30% ไหม มันจะโตแบบก้าวกระโดดอย่างไร แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดของกระทรวงไอซีทีครับต้องเป็นตัวชีวัดของรัฐบาล

ดังนั้นเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องของไอที ไม่ใช่มาดูว่าเราจะทำอะไรกับอุตสาหกรรมไอทีหรือจะกระตุ้นอุตสาหกรรมไอทีของประเทศอย่างไร ตอนนี้เปรียบเสมือนว่าประเทศคือบริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาว่าอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจไม่ดีพอ เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอาจต้องหาสินค้าหรือบริการใหม่ หรือข้อมูลสำหรับวิธีการขายแบบใหม่ๆ บริษัทนี้คงไม่ใช่แค่มามองว่าจะปฎิรูปแผนกไอทีอย่างไร ไม่ได้มาวัดว่าจะลงทุนด้านไอทีเป็นอัตราส่วนเท่าไร แต่มันควรเป็นการที่ฝ่ายต่างๆในบริษัทจะมาแนวทางร่วมกันว่าจะใช้ไอทีอย่างไรเพื่อให้บริษัทเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด

เช่นเดียวกันครับ บริบทของภาครัฐในการทำ Digital Economy ต้องไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงไอซีที ไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับโครงสร้างกระทรวงไอซีที แต่มันควรเป็นเรื่องของทุกกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจว่าเราจะทำอย่างไรโดยใช้ไอทีเพื่อให้เศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด อะไรคือยุทธศาสตร์สำคัญในอนาคต ท่องเที่ยวหรือเกษตร ไอซีทีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร คิดอย่างไรถึงจะต่าง ตอนนี้ประเทศเรากำลังไล่ตามเขาเรื่องดิจิทัล ทำตามเขาเรื่อง E-Service อย่างมากก็ไล่เขาทัน ถ้าจะชนะเขาต้องหาวิธีคิดต่าง ข้อสำคัญเรากำลังทำ New Economy ต้องช่วยกันทุกฝ่ายว่าจะปฎิรูปประเทศให้เศรษฐกิจเราโตขึ้นอย่างไร ไม่ใช่มาคิดว่าอุตสาหกรรมไอซีทีในประเทศจะโตขึ้นกี่เปอร์เซนต์ อันนั้นมันเป็นผลพลอยได้ เพราะถ้าเศรษฐกิจของประเทศโตจากการใช้ไอซีที ยังไงอุตสาหกรรมไอซีทีก็ต้องโตขึ้นอย่างมาก

ธนชาติ นุ่มนนท์

สรุปผลสำรวจ “ความพร้อมด้าน Cloud Computing ของหน่วยงานในประเทศไทย”

cloudmgmt

ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนที่ผ่านมาทางทีมวิจัยของ IMC Institute ได้ทำโครงการวิจัยเชิงสำรวจในหัวข้อ การสำรวจความพร้อมด้าน Cloud Computing ของหน่วยงานในประเทศไทย หรือ Cloud Computing in Thailand Readiness Survey 2014 ขึ้น ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ (Benchmarking) ความพร้อมของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค ทั้งนี้การสำรวจจะทำการสำรวจทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เป็นขนาดใหญ่และขนาดกลาง ขนาดเล็ก และเพื่อเป็นแนวทางและข้อมูลในการเตรียมความพร้อมบุคลากรและองค์กรในประเทศไทยต่อไป

บทความนี้จึงขอนำผลการสำรวจบางส่วนมาเผยแพร่ สำหรับผู้ต้องการอ่านผลการสำรวจฉบับเต็มสามารถรอหาอ่านได้จากยนิตยสาร e-Leader  ฉบับเดือนพฤศจิกายน การสำรวจนี้ทีมวิจัยได้จำนวนตัวอย่าง 177 ราย โดยจำแนกตามขนาดองค์กรเป็น หน่วยงาน/บริษัทขนาดใหญ่ (Large Enterprises) ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน จำนวน 61 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของกลุ่มตัวอย่าง และองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีพนักงานน้อยกว่า 1,000 คน จำนวน 116 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66 ของกลุ่มตัวอย่าง

โดยมีผลการสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • การสำรวจข้อมูลการใช้ IT และแผนงานการใช้บริการด้าน Private Cloud
  • การสำรวจแผนงานและการใช้บริการด้าน Public Cloud
  • การสำรวจความพึงพอใจในภาพรวม เหตุผลและปัญหาอุปสรรคในการใช้บริการ Cloud Computing

โดยสามารถแจกแจงรายละเอียดผลการสำรวจได้ดังต่อไปนี้

ผลการสำรวจแผนงานด้าน Private Cloud ของหน่วยงานในประเทศไทย

จากการสำรวจเกี่ยวกับแผนด้านการใช้งาน Private Cloud ในภาพรวมจากกลุ่มตัวอย่าง 167 ราย ที่ตอบว่ามี Servers ใช้งานในองค์กรนั้น พบว่าจำนวน 47 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 28 มีการใช้งาน Private Cloud อยู่แล้วในปัจจุบัน จำนวน 48 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 29 มีแผนการใช้ติดตั้งในอนาคต แต่ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 43 หรือ 72 ราย ยังไม่มีแผนงานด้าน Private Cloud แต่อย่างใด

Screenshot 2014-10-08 07.51.16

รูปที่ 1 แผนงานด้าน Private Cloud

ผลการสำรวจแผนงานด้าน Public Cloud ของหน่วยงานในประเทศไทย

ในปัจจุบันการใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทย เริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบการบริการ Infrastructure as a Services (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ให้บริการ (Service Providers) ในประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนรูปแบบการบริการ Platform as a Service (PaaS) ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ให้บริการภายในประเทศ

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีหน่วยงานกว่า 81 หน่วยงาน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.76 มีแผนงานใช้บริการ Public Cloud โดยสามารถจำแนกรายละเอียดความต้องการใช้งานตามรูปแบบการให้บริการ Cloud Computing หรือ Cloud Service Models โดยสามารถสรุปผลสำรวจเกี่ยวกับความต้องการของหน่วยงานที่มีแผนการใช้บริการ Public Cloud ดังนี้

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ IaaS มากเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.67

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ SaaS มากเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.49

  • มีความต้องการใช้บริการรูปแบบ PaaS น้อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 39.51

Screenshot 2014-10-08 07.54.08

รูปที่ 2 แผนงานด้าน Public Cloud

เมื่อสอบถามถึงประเภทของ Software ที่ต้องการใช้บริการ SaaS Public Cloud ทีมงานวิจัยพบว่า 5 อันดับแรกของ SaaS applications ที่หน่วยงานกลุ่มตัวอย่างต้องการใช้ มีดังนี้ โดยมีรายละเอียดแสดงในรูปที่ 3

อันดับที่ 1 ระบบ E-mail มีความต้องการใช้ร้อยละ 63.39

อันดับที่ 2 Desktop/Office อาทิเช่น Office 365 มีความต้องการใช้ร้อยละ 56.06

อันดับที่ 3 Storage อาทิเช่น Dropbox มีความต้องการใช้ร้อยละ 46.94

อันดับที่ 4 CRM มีความต้องการใช้ร้อยละ 30.61

อันดับที่ 5 ERP มีความต้องการใช้ร้อยละ 24.49

Screenshot 2014-10-08 07.56.49

รูปที่ 3 ประเภท Software ที่ต้องการใช้บริการ SaaS Public Cloud

ภาพรวมความพึงพอใจ เหตุผลการเลือกใช้ และปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทย

เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดถึงระดับความพึงพอใจในการใช้บริการ Cloud Computing ในภาพรวม โดยมีระดับความพึงพอใจตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 (1 ไม่พึงพอใจที่สุด ถึง 5 พึงพอใจมากที่สุด) พบว่าระดับความพึงพอใจเฉลี่ยในการให้บริการ Cloud Computing ของหน่วยงานใประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.72 ซึ่งถือว่าหน่วยงานส่วนใหญ่มีความพึงพอในต่อการใช้บริการ

โดยเมื่อสำรวจถึงปัจจัยในการเลือกใช้บริการ Public Cloud ของหน่วยงานต่างๆ พบว่า เหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการ Cloud Computing ที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คือ พิจารณาจากข้อมูลด้านเทคนิคของผู้ให้บริการ อาทิเช่น ข้อมูล Data Center และ Bandwidth เป็นต้น ทั้งนี้ราคา รวมถึงรูปแบบราคาที่ยึดหยุ่นสอดคล้องกับขนาดธุรกิจ และ การพิจารณาจาก SLA ของผู้ให้บริการ ถือเป็นเหตุผลสำคัญอันดับที่สองในสัดส่วนที่เท่ากันในการพิจารณาเลือกใช้บริการ Cloud Computing โดยปัจจัยเลือกใช้อันดับที่ 3 คือ พิจารณาจากชื่อเสียงของผู้ให้บริการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ในส่วนของการพิจารณาเลือกใช้บริการ Cloud Computing จากการมีตัวแทนของผู้ให้บริการในประเทศไทย และจากคำแนะนำของที่ปรึกษาหรือแหล่งอ้างอิงอื่น ถือว่ามีความสำคัญแต่อยู่ในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก

Screenshot 2014-10-08 07.59.07

รูปที่ 4 เหตุผลของหน่วยงานในการเลือกใช้บริการ Public Cloud

แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานหรือใช้บริการ Cloud Computing ในประเทศไทยยังคงต้องก้าวข้ามอุปสรรคที่เผชิญอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งจากผลการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในประเด็นที่เกี่ยวกับอุปสรรคในการใช้ Cloud Computing พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 70.62 เห็นว่าการใช้งาน Cloud Computing ยังมีความเสี่ยงด้านระบบความปลอดภัยต่างๆ อาทิเช่นเรื่องข้อมูล ร้อยละ 49.15 เห็นว่าการขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้าน Cloud Computing ที่ดีพอ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยร้อยละ 45.20 เห็นว่ากฎระเบียบของหน่วยงานและภาครัฐยังไม่เอื้อต่อการใช้งาน Cloud Computing ร้อยละ 33.90 เห็นว่ายังขาดความตระหนักและยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน ร้อยละ 31.64 ยังไม่มีงบประมาณในด้านดังกล่าว อีกทั้งร้อยละ 23.10 เห็นว่าการใช้งาน Cloud ในประเทศไทยยังขาดมาตรฐานอีกหลายๆด้าน และอีกร้อยละ 19.77 พบว่ายังไม่มีผู้ให้บริการที่สามารถให้บริการสอดคล้องกับความต้องการ

Screenshot 2014-10-08 08.01.47

รูปที่ 5 อุปสรรคของการใช้ Cloud Computing

นั้นคือบทสรุปคร่าวๆของผลสำรวจครั้งนี้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อมาได้ที่ contact@imcinstitute.com

Digital Economy กับการปฎิรูปประเทศไทย

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่บางท่านและเพื่อนในวงการไอทีถามถึงแนวคิดของผมในเรื่องของการปฎิรูปประเทศไทยว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรโดยเฉพาะเรืองของไอที และยิ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้รัฐบาลโดยการแถลงของนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯมรว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมาจุดกระแสเรื่องของ Digital Economy ก็ทำให้กระแสการปฎิรูปด้านไอซีทีที่จะมีผลต่อการผลักดันการปฎิรูปเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมีความร้อนแรงยิ่งขึ้น

แม้ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าแผนงาน  Digtal Economy จะมีอะไรบ้าง แต่ภาพที่เริ่มเห็นคือการปรับโครงสร้างกระทวงไอซีทีและเปลี่ยนชื่อให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล และก็มีภาพกราฟฟิกของนสพ. Post Today ที่ลงตีิพิมพ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุโครงการต่างๆดังรูป

DigitalEconomy

รูปที่ 1 ยุทธศาสตร์ Digital Economy [ภาพจากหนังสือพิมพ์ Post Today]

ยุทธศาสตร์  Digital Economy เป็นเรื่องทีดีมาก และถ้ารัฐบาลผลักดัันอย่างจริงจัง ไม่ใช่สร้างมาเป็น Propaganda เหมือนรัฐบาลยุคเลือกตั้งที่ผ่านๆมาซึ่งจะสรรหาคำสวยงามมาประกอบนโยบายเช่น Naional Broadband หรือ  Smart Thailand  แต่ก็ไม่ได้ดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจัง ยังจำได้ว่าเมื่อมีการปฎิรูประบบราชการครั้งใหญ่รัฐบาลทักษิณได้จัดตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แต่เมื่อมีการโยกย้ายหน่วยงานต่างๆและเห็นภาระกิจที่แท้จริงแล้ว การจัดตั้งกระทรวงไอซีทีในตอนนั้นก็เป็นแค่การทำภาระกิจชั่วคราวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ความไม่จริงจังในตอนนั้นจึงทำให้กระทรวงไอซีทีในวันนี้ไม่สามารถดำเนินงานต่างๆได้อย่างที่ควรจะเป็นทั้งนี้เพราะขาดบุคลากร อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างที่เหมาะสม

ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีเพราะเรากำลังพูดถึงการปฎิรูปประเทศ และรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ผมจำได้ว่าตั้งแต่เด็กมาจนปัจจุบัน เคยเห็นโครงการใหญ่ๆเพียงโครงการเดียวที่ผลักดันจนประสบความสำเร็จคือโครงการ  Eastern Seaboard  ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ายุคนั้นเป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเกรงใจนักการเมืองมากนัก และอีกอย่างผู้นำสมัยนั้นมีความเด็ดขาด

สถานการณ์ในวันนี้คล้ายๆกับยุคนั้นแม้รัฐบาลจะตั้งเป้าที่จะปฎิรูปประเทศในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี แต่การปฎิรูปประเทศสู่เศรษฐกิจเชิงดิิจิทัลอาจต้องทำหลายประการดังนี้ ซึ่งบางเรื่องก็น่าจะอยู่ในแผนของทีมงานแล้ว แต่ผมขอนำเสนอความคิดดังนี้

1) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเชิงดิจิทัล

การปฎิรูปอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากการสร้างถนนและทางคมนาคมครั้งใหญ่ของประเทศเขาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เมื่อพูดถึง  Digital Economy เรากำลังขนส่งข้อมูลจำนวนมากโดยสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เราจึงจำเป็นต้องมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่ดีเชื่อมต่อกันทุกพื้นที่ High Speed Broadband ก็เปรียบเสมือนถนน Highway ที่จำเป็นต้องเข้าถึง ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ถ้าเราไม่มีถนนแล้วอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆที่เปรียบเสมือนยานพาหนะจะเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วได้อย่างไร อีกเรื่องที่สำคัญคือการขยายการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ 4G ที่ควรจะต้องเร่งให้สัมปทานและอาจต้องรีบเตรียมการให้รองรับเทคโนโลยีที่จะเกิดใหม่อย่าง  5G ด้วยความรวดเร็ว ไม่ใช่รอให้ล้าหลังประเทศอื่นๆอย่างการให้สัมปทาน  3G หรือ  4G เหมือนที่ผ่านมา

การตั้งหน่วยงาน  Broadband  แห่งชาติ อาจจะยังไม่สำคัญเท่ากับการวาง  Blueprint ด้านเครือข่าย  Broadband รวมถึงการผลักดันให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมของภาคเอกชนในการให้บริการ  Highspeed Broadband กับภาคประชาชนอย่างทั่วถึง การให้บริการของภาครัฐเพื่อเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึง Highspeed Broadband  ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างเชิงดิจิทัล และการลดความซ้ำซ้อนของการสร้างเครือข่ายของหน่วยภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เราได้เครื่อข่ายที่มีคุณภาพและประหยัดการลงทุน

2)  การสร้าง  Digital Mindset  ให้กับสังคม

ในปัจจุบันคนไทยจำนวนมากใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งการเล่น Facebook, Smartphone  และ Tablet แต่สิ่งที่พบคือส่วนมากใช้เพื่อความบันเทิง ไม่ได้ถูกนำใช้ในด้านการทำงานมากนัก การทำธุรกิจโดยมากยังอยู่บนพื้นฐานแบบเดิม ยังขาดความตระหนักการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เรายังพบว่าธุรกิจด้านต่างๆจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันบนโลกออกไลน์ได้ คนไทยจำนวนมากยังไม่กล้าที่จะทำธุรกรรมออนไลน์ ยังขาดความสามารถในการติดต่อสื่อสารเชิงดิจิทัล ทักษะการค้นคว้าและกลั่นกรองข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตยังไม่ดีพอ ทำให้เราจะแข่งขันเชิงธุรกิจไร้พรมแดนผ่านโลกดิจิทัลลำบาก

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้กับภาคส่วนต่างๆทั้งภาคธุรกิจ ราชการ  รวมทังอุตสาหกรรมต่างๆทั้ง เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ Digital Economy เมืื่อผู้คนในสังคมมีความตระหนักด้านดิจิทัลเราก็จะเห็นการใช้ข้อมูลออนไลน์ต่างๆมากขึ้น สังคมและธรกิจก็จะเข้าสู่การเป็น Digital Economy มากขึ้น และเราอาจจะเห็นเศรษฐกิจก้าวเข้าสู่ Real-Time Economy ซึ่งเป็นคำที่ทันสมัยกว่าและสอดคล้องกับปัจจุบันมากกว่าคำว่า  Digital Economy

3) การพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยด้านไอซีที

การพัฒนา Digital Economy ที่ดีจะต้องมีพื้นฐานของงานวิจัยและพัฒนาทางด้านไอซีืีที ที่ผ่านมาเรามีงานวิจัยทางด้านนี้น้อยมาก เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศทั้งทางด้าน Hardware, Communication  และ  Software อยู่มาก ตัวอย่างเช่นเราขาดบุคลากรทางการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์ การผลิตบุคลากรก็ไม่ตรงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราคงไม่ต้องไปคาดหวังว่าอุตสาหกรรมทางด้านนี้เราจะไปแข่งในระดับโลก เพราะยังไงเสียก็ตามเราคงแข่งขันในระยะสั้น 5-10 ปีลำบากเพราะเราขาดบุคลากร แต่สิ่งที่เราต้องทำในระยะสั้นคิอต้องพัฒนาให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผลิตภายในประเทศได้บ้างรวมถึงอาจต้องทำให้การนำเข้านักพัฒนาซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกที่จะเข้ามาทำงาน และระยะยาวก็คงต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทางด้านนี้ โดยเฉพาะเน้นการปฎิรูปการศึกษาให้เยาวชนไทยมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น

4) การปฎิรูปกฎหมายด้านดิจิทัล

กฎระเบียบหลายๆอย่างของบ้านเรายังไม่เอื้อต่อการเป็น Digtial Economy การติดต่อราชการหลายๆเรื่องเราต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ถึงแม้ว่าบ้านเราเป็นประเทศแรกๆในโลกที่ใช้บัตรประชาชนที่เป็น smartcard แต่การทำธุรกรรมในหน่วยงานต่างๆยังต้องมีการทำสำเนาบัตรประชาชน ในแง่การจัดซื้อจัดจ้างหรือการทำนิติกรรมต่างๆยังมีกฎระเบียบที่ค่อนข้างล้าหลังอ้างอิงกับรูปแบบเดิมๆที่ต้องใช้หลักฐานจำนวนมากในรูปแบบที่เป็นกระดาษและสำเนาซึ่งไม่เอื้อต่อการทำธุรกรรมออนไลน์

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านดิจิทัลจำนวนมากยังไม่ผ่านสภาฯไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านลายเซ็นดิจิทัล กฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย กฎหมายคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเรามีกฎหมายเหล่านี้หลายร้อยฉบับที่จะต้องทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  นอกจากนี้ถ้าเราต้องการเข้าสู่  Real Time Economy อย่างเต็มรูปแบบเราอาจต้องแก้แม้กระทั่งกฎหมายแรงงานที่ครอบคลุมให้ลูกจ้าง สามารถทำงานแบบออนไลน์ หรือทำงานที่บ้านได้ โดยได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง

5) การผลักดันให้เกิดกฎหมาย Open Data

อีกประเด็นที่สำคัญคือการผลักดันให้เกิดเรื่อง Open Data ทีเป็นการเปิดข้อมูล (และ Information) ของรัฐบาล องค์กรสาธารณะต่างๆ และหน่วยงานเอกชนที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาขน ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเปิด (Open Format) ไม่ใช่มาตรฐานเฉพาะ (Proprietary format) เพื่อคนหรือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ แล้วนำไปใช้หรือต่อยอดในการพัฒนาข้อมูลอื่นๆต่อไปได้ การเปิดข้อมูลจะเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชนและยังช่วยทำให้เกิดการนำไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อไป

การมี Open Data โดยเฉพาะในภาครัฐบาลนอกเหนือจากการสร้างความโปร่งใสและทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อมูลของภาครัฐในด้านต่างๆเช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกเช่นการช่วยทำให้บริการของรัฐดีขึ้นอาทิเช่น การเปิดเผยข้อมูลจราจรทำให้เกิดบริการสาธารณะที่ดีขึ้นรวมถึงทำเกิดธุรกิจต่างๆขึ้นมากมายและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นเรื่องสำคัญในการปฎิรูปประเทศให้สู่เศรษฐกิจเชิงดิจิทัลก็คือ การผลักดันกฎหมาย  Open Data โดยการอิงหลัก 8 ประการตามที่ผมเคยเสนอไว้ในบทความ Open Government Data กับการปฎิรูปประเทศไทย

6)  การปฎิรูปหน่วยงานภาครัฐด้านไอซีที

หน่วยงานทางด้านไอซีทีของภาครัฐยังขาดความพร้อมทั้งในแง่ของบุคลากรและอำนาจหน้าที่ที่จะมากำกับหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ยังขาดความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ และบางหน่วยงานก็มีหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน เรามีทั้งองค์กรอิสระที่เป็นผู้ดูแลกำกับโครงสร้างด้านอินเตอร์เน็ตและโทรคมนาคมอย่าง กสทช แต่ขณะเดียวกันกระทรวงไอซีทีก็มีบางภารกิจบางอย่างที่ใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกัน เรามีหน่วยงานในกำกับที่เป็นองค์กรมหาชนภายใต้กระทรวงไอซีทีหลายหน่วยงานอย่าง สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) แต่บางครั้งหน่วยงานเหล่านี้เช่น  EGA กลับไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่เข้าไปกำกับดูแล e-Service ของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ทำให้การบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐยังขาดทิศทางที่สอดคล้องกัน หรือบางหน่วยงานอย่าง  SIPA ก็มีปัญหาภายในที่ไม่รู้จบทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถคาดหวังอะไรได้

หน่วยงานด้านไอซีทีก็ย้งอยู่ข้ามกระทรวงต่างๆเช่นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีหน่วยงานอย่าง NECTEC ที่น่าจะมีการบูรณาการบางภารกิจมาอยู่ใต้กระทรวงใหม่ หรือแม้แต่หน่วยงานอย่าง Software  Park ซึ่งไม่มีงบประมาณจัดสรรมาดำเนินงานใดๆโดยตรงก็ควรจะมีการทบทวนบทบาทบทบาทและหน้าที่ว่าควรจะจัดสรรงบประมาณให้โดยตรงหรือไม่ หรือควรจะอยู่ในสังกัดใด  ยังไม่รวมถึงหน่วยงานอื่นๆที่จะมีผลต่อการปฎิรูปเศรษฐกิจดิจิทัลทั้ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สสว. กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากที่อาจจะต้องมีการจัดภารกิจใหม่ให้สอดคล้องกัน หรืออาจต้องมีการตั้งหน่วยงานภายใต้กระทรวงที่จะเกิดมาใหม่

บทสรุป

จากที่กล่าวมาทั้งหมดคือแนวคิดบางประเด็นของผมต่อการปฎิรูปประเทศ และเป็นสิ่งที่ควรจะทำได้ภายในหนึ่งปี โอกาสนี้เป็นโอกาสดีของประเทศที่จะทำให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการดำรงไว้ซึ่งหลักการและแนวคิดของ Digital Economy ถ้ารัฐบาลตั้งเป้่าไว้ว่าจะอยู่เพียงหนึ่งปีคงจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นหลังปฎิรูปเสร็จรัฐบาลควรที่จะรักษาอำนาจและทำงานต่ออีกซักพัก เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายมิฉะนั้นแล้วการปฎิรูปจะสูญเปล่า เราอาจเห็นแค่การตั้งกระทรวง  Digital Economy  ขึ้นมาแค่นามธรรมแต่สุดท้ายการปฎิบัติก็จะไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์

สุดท้ายคำว่า Digital Economy  หรือคำว่า Real-time Economy มันก็คือ  New Economy เรากำลังปฎิรูปเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมมากที่สุดในการปฎิรูปครั้งนี้  เราอย่าลืมนะครับว่าประเทศ สิงคโปร์ที่ปฎิรูปประเทศมาได้ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีลีกวนยูมีอายุไม่ถึง 40  ปี ตอนเราปฎิวัติ 2475  ผู้นำในคณะราษฎร์ส่วนใหญ่คือคนอายุต่ำกว่า  40 ปี ถ้าเราจะปฎิรูป  Digtial Economy  แล้วเราจะเอาแต่คนรุ่นเก่ามาปฎิรูปแล้วพยายามจะมาบอกว่าอนาคตของเศรษฐกิจหรือวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่จะเป็นไปได้อย่างไร ยิ่งคนคิดปฎิรูปหลายๆคนอาจมีความเข้าใจเรื่องดิจิทัลน้อยกว่าคนรุ่นใหม่บางทีก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก อย่าว่าแต่คนอายุมากกว่า 60  ปีเลยครับแม้แต่คนรุ่นอย่างผมบางทีก็อาจอายุมากเกินไปแล้วในการจะมาคิดเรื่องปฎิรูปให้พวกเขาตามลำพัง เราควรต้องมีสัดส่วนของเด็กรุ่นใหม่ๆจำนวนมากในการปฎิรูปสังคมสู่    Digital Economy มันเป็นเรื่องของ New Generation  สู่  New Economy ไม่ใช่แค่กลุ่มของผู้ใหญ่มาคุยกันแล้วจะบอกอนาคตให้คนรุ่นใหม่ที่เขาต้องอยู่กับอนาคตของเขาอีกหลายสิบปี ครับให้เขามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเขาด้วยครับ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Open Government Data กับการปฎิรูปประเทศไทย

กระแสการปฎิรูปประเทศไทยมีการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมของกปปส.จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารของคสช.และกำลังจะมีการตั้งสภาปฎิรูปขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะปฎิรูปไว้ 11 ด้าน ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะเน้นถึงปัญหาที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเราที่เป็นรากฐานของปัญหาต่างๆ หลายๆคนมองว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา ในแง่ของคนไอทีเรามองว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการทำงานจะมีส่วนช่วยในการสร้างธรรมภิบาลในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของ  “Open Data” แต่เมื่อไปพิจารณาโครงสร้างการปฎิรูปที่วางแผนไว้ทั้ง 11  ด้านจะเห็นได้ว่าเราไม่มีการพูดถึงเรื่องไอทีเลยทั้งๆที่เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

UN E-Government Index

หากเราได้ศึกษาการสำรวจด้าน E-Government ขององค์การสหประชาชาติที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001  จากรายงาน United Nation E-Government Survey ที่ออกมาทุกสองปี เราจะเห็นได้ว่าบริบทของการสำรวจ เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและการสร้างธรรมาบิบาล รวมถึงพิจารณาการมีส่วนรวมของภาคประชาชนดังแสดงในรูปที่ 1  ที่เราจะเห็นได้ว่าในครั้งแรกปี 2001  E-Government อาจจะเน้นเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์ของภาครัฐ แล้วเปลี่ยนมาเน้นในเรื่องของการใช้  Social Media ของภาครัฐในปี 2004/2006 และกลายมาเป็นเรื่องของ Cloud Computing/Smartphone ในปี 2010 และรายงานล่าสุดการสำรวจจะเน้นเรื่องของ Open Government Data/Linked Data

e-GovSurvey

รูปที่  1 การสำรวจ UN E-Government Survey

ผลการสำรวจด้าน E-Government ขององค์การสหประชาชาติก็จะสอดคล้องกับดัชนีความโปร่งใสของประเทศ ซึ่งเราจะพบว่าประเทศที่มีอัตราการคอร์รัปชั่นน้อยก็จะมีอันดับ E-Government ที่สูง ซึ่งการสำรวจล่าสุดในปี 2014 ก็จะเน้นเรื่อง Big Data และ  Open Government Data และพบว่าประเทศที่มีการเปิดข้อมูลในภาครัฐก็จะมีคะแนนค่อนข้างสูง โดยประเทศเกาหลีใต้ก็มีอันดับที่หนึ่งอย่างต่อเนื่องมาสามสมัยทั้งนี้เพราะประเทศเขาได้ปรับระบบ E-Government มาตลอดเพื่อเน้นให้เกิดการทำงานภาครัฐที่รวดเร็วและโปร่งใส ส่วนประเทศไทยเราจะพบว่าอันดับด้าน E-Government ของเราตกลงมาตลอด ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาครัฐ แต่เป็นเพราะดัชนีการคอร์รัปชั่นของประเทศสูงขึ้น ก็ทำให้การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นไปได้ยาก เพราะผู้บริหารประเทศก็ย่อมไม่อยากให้เกิดการตรวจสอบโดยง่า เราจะเห็นได้ในรูปที่ 2  ว่าประเทศไทยมีอันดับด้าน E-Government ตกลงมาในอันดับที่ 102 และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและภูมิภาคเอเซีย

Thailand-Index

รูปที่  2 E-Government Index ของประเทศไทย

Open Government Data

Open Government Data (OGD) คือการความพยายามของทั่วโลกที่จะเปิดข้อมูล (และ Information) ของรัฐบาลและองค์กรสาธารณะต่างๆซึ่งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาขน ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเปิด (Open Format) ไม่ใช่มาตรฐานเฉพาะ (Proprietary format)  เพื่อคนหรือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ แล้วนำไปใช้หรือต่อยอดในการพัฒนาข้อมูลอื่นๆต่อไปได้  การเปิดข้อมูลจะเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชนและยังช่วยทำให้เกิดการนำไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อไป

UNData

รูปที่  3 เว็บไซต์ data.un.org

ในปัจจุบันมีหลายๆประเทศและองค์กรที่พยายามสร้าง Open Data  อาทิเช่นองค์การสหประชาชาติได้สร้าง Portal ที่ชื่อ data.un.org หรือทางสหราชอาณาจักรก็มีเว็บไซต์อย่าง data.gov.uk ที่มีข้อมูลของภาครัฐด้านต่างๆรวมถึงข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐ และก็มีการนำข้อมูลไปพัฒนา Application ต่างๆถึง  300 กว่า  App ประเทศในเอเซียหลายๆประเทศทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ต่างก็พัฒนา Portal สำหรับ  Open Data  หลายประเทศก็ได้ออกกฎหมายให้มีการเปิดข้อมูลภาครัฐให้เป็นมาตรฐานที่คนอื่นๆอ่านได้ ทางสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโอบามาก็ได้ประกาศนโยบาย Open Data เมื่อเดือนพฤษภาคม  2013 และมีการประกาศเรื่อง  Data Act  ในเดือนพฤษภาคม  2014

UKData

รูปที่  4 เว็บไซต์ data.gov.uk

หลักการของ OGD จะมี 8 ด้านดังนี้

  • Completeness ข้อมูลภาครัฐทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือความมั่นคงจะต้องถูกเปิด
  • Primacy ข้อมูลที่จะถูกเปิดจะเป็นรูปแบบเดียวกับที่ถูกเก็บไว้ โดยไม่มีการปรับปรุงและแก้ไขก่อนเปิด
  • Timeliness ข้อมูลจะถูกเปิดโดยทันทีทันใด
  • Ease of Physical and Electronic Access ข้อมูลถูกเปิดเพื่อให้ผู้ใช้ที่หลากหลายและมีจุดประสงค์ต่างกัน
  • Machine readability  ข้อมูลจะต้องอยู่ในรูปแบบที่นำไปประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ
  • Non-discrimination ทุกคนสามารถนำข้อมูลไปใช่้ได้ โดยไม่ต้องมีการลงทะเบียนผู้ใช้
  • Open formats ข้อมูลต้องเป็นมาตรฐานที่เปิด
  • Licensing  ข้อมูลจะต้องไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ในการใช้งาน

ประโยชน์ของ Open Government Data

การทำ OGD นอกเหนือจากการสร้างความโปร่งใสและทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อมูลของภาครัฐในด้านต่างๆเช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกดังแสดงในรูปที่ 5  คือการช่วยทำให้บริการของรัฐดีขึ้นอาทิเช่น การเปิดเผยข้อมูลจราจรทำให้เกิดบริการสาธารณะที่ดีขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอาชญกรรมก็จะช่วยลดปัญหาต่างๆ ดังแสดงตัวอย่างของการสร้าง Mobile App ที่เป็นประโยชน์จากการเปิดข้อมูลในประเทศอังกฤษดังแสดงในรูปที่ 6

OpenDataBenefit

รูปที่  5 ประโยชน์ของการทำ Open Government Data

UKApp

รูปที่  6 ตัวอย่างการบริการภาครัฐที่ดีขึ้นจาก OGD ของสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ OGD ยังทำเกิดธุรกิจต่างๆขึ้นมากมายและเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยมีรายงานระบุว่าการทำ  OGD ในกลุ่มประเทศยุโรปทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 4 หมื่นล้านยูโรต่อปี การเปิดข้อมูลพยากรณ์อากาศในสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดบริษัทใหม่ๆถึง 400 บริษัทและมีการว่าจ้างงานใหม่ถึง  4,000  ตำแหน่ง สำหรับประเทศสเปนการเปิดข้อมูลทำให้เกิดธุรกิจถึง 600 ล้านยูโรและตำแหน่งงานใหม่มากกว่า 500 ตำแหน่ง

ล่าสุดการเลือกตั้งประธาธิบดีในประเทศอินโดนีเซีย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งของเขาได้เปิดข้อมูลการนับคะแนน ทำให้เกิดการเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้นและเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า  Crowdsourcing ที่ภาคประชาชนจากที่ต่างๆมาร่วมกันตรวจสอบและนับคะแนนการเลือกตั้ง

บทสรุป

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ถ้าเราจะปฎิรูปประเทศไทย และให้เกิดความโปร่งใส แล้วยังได้บริการภาครัฐที่ดีขึ้น รวมถึงประโยชน์เชิงธุรกิจ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องผลักดันให้เกิดกฎหมาย Open Government Data   ที่สอดคล้องกับหลักการทั้ง  8 ข้อของการเปิดข้อมูลภาครัฐ

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

สิงหาคม 2557

บุคลากรไทยกับความพร้อมสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

ต้องยอมรับว่าไม่ได้เขียนบล็อกมานานมาก อาจเพราะนอกจากวุ่นกับงานและสถานการณ์บ้านเมืองทำให้ไม่มีเวลาจะมาเขียนบล็อกหรือบทความแม้จะถูกทวงถามมาหลายครั้งแล้วก็ตาม มาช่วงนี้เริ่มว่างขึ้นและก็มีโอกาสเข้าไปบรรยายพูดคุยกับสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มากขึ้น ตลอดจนได้อ่านความเห็นต่างๆทาง Social Media เกี่ยวกับบุคลากรทางด้านไอที ก็มักจะได้ยินปัญหาเดิมว่า “สถาบันการศึกษาผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม” “บริษัทหาคนเข้าทำงานได้ยากมาก” แต่ขณะเดียวกันก็กลับได้ข่าวมาอีกด้านว่าหนึ่งในสาขาที่มีบัณทึตตกงานมากที่สุดก็คือทางด้านคอมพิวเตอร์

ดูข้อมูลอย่างนี้แล้วมันเหมือนกับว่า Demand และ Supply ไม่สอดคล้องกัน อุตสาหกรรมก็บ่นว่าหาคนไม่ได้ เด็กที่จบมาก็บ่นว่าหางานทำไม่ได้ สถาบันการศึกษาก็ตั้งหน้าผลิตบัณฑิตออกมา บังเอิญสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสร่วมวงเสวนากับคณาจารย์ด้านวิศวกรรมและวิทยาการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยชั้นนำ และเอกชนที่ต้องการบัณฑิต มาถกปัญหากันเรื่องนี้ ผมฟังแล้วเลยสรุปเองว่า จริงๆหลักสูตรของสถาบันการศึกษาดีๆส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ผิดอะไร เราทำตามมาตรฐานสากล แต่เราผิดที่ไปตั้งความคาดหวังสูงเกินไป เราทำตัวเป็นนักการตลาดพยายามจะสร้างภาพว่า เราจะก้าวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โลกโดยไม่ดูความจริง เลยรับนักศึกษามามากไปบนความไม่พร้อม

คุณภาพของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

ผมจบมหาวิทยาลัยสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าในปี 2529 สมัยนั้นมีคณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่เพียงแค่ 8 สถาบันรวมบัณฑิตทางด้านทั้งหมดไม่เกิน 2 พันคน ผมเองจบมาก็ไม่ได้มีความพร้อมหรือมีทักษะตรงกับที่อุตสาหกรรมต้องการทันที จบไปก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมครับ และถ้าพูดถึงทางด้านคอมพิวเตอร์ผมก็เรียนมาแค่วิชาเดียวคือ การเขียนโปรแกรมภาษา  Fortran IV  สมัยนั้นยังเจาะบัตรอยู่เลยครับ เครื่องเป็นแบบในรูปนั้นละครับ มาปีสุดท้ายถึงจะเริ่มเห็นเครื่องพีซีเครื่องแรก แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรคือวิขาคณิตศาสตร์ ที่เรียนมา 8-9 วิชา และก็ผมถูกสอนให้เรียนรู้เพิ่มเติมครับ คือ Learn to Learn ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ แม้ผมจะเรียน Programming มาตัวเดียว แต่เพราะพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ดีืทำให้ผมสามารถเขียนโปรแกรมภาษาใหม่ เรียนรู้วิชาตามเทคโนโลยีใหม่ๆได้ดี มาวันนี้พอพูดถึงการเขียนโปรแกรมบน  Cloud Computing   หรือ Hadoop Big Data ผมก็ยังเขียนได้อยู่

NEAC220

 รูปที่ 1 เดรื่องคอมพิวเตอร์ NEAC 2200 / 200 

ผมสอนนักศึกษามาเกือบ 30 ปีและวิชาหนึ่งที่สมัยก่อนสอนนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์เป็นประจำก็คือวิชา Basic Programming ที่เราเปลี่ยนภาษามาสอนตลอดจาก Fortran เป็น Pascal  เป็น  C เป็น C++ เป็น  Java แต่ไม่ว่าจะสอนภาษาอะไรก็ตาม พอตัดเกรดนักศึกษาที่ไรก็ตกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่ตอนนั้นนักศึกษาเราเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆใก้ลเคียงกันจัดอยู่ในกลุ่มค่อนข้างเก่ง แต่เมื่อตอนหลังๆพอเราเริ่มมีการรับนักศึกษามากเข้า สถาบันการศึกษาหลายๆแห่งที่มีคะแนนสูงกว่าเพิ่มจำนวนรับนักศึกษา จำนวนนักศึกษาวิศวฯที่ตกวิชา Basic Programming ก็เพิ่มขึ้นตาม บางครั้งเกือบ 50% บางทีเราก็ต้องชี้แจงให้ฟังว่า ทีมที่สอนไม่ได้โหด ข้อสอบก็เหมือนเดิมเผลอๆง่ายกว่าสมัยก่อนด้วยซ้ำไป แต่เรารับนักศึกษามาเยอะไปและนักศึกษาอ่อนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนโปรแกรม ดังนั้นไม่แปลกใจข้อสอบที่ออกให้หาค่าเฉลี่ยหรือผลรวมข้อมูลบางอย่างนักศึกษาจะทำไม่ได้ ก็เพราะนักศึกษาไม่เข้าใจเรื่อง ตรรกะศาสตร์ อนุกรม ดีพอ แล้วจะเขียนโปรแกรมได้อย่างไร

ยิ่งเมือเห็นคะแนนคณิตศาสตร์ของเด็กไทยที่ตกยกชั้น ก็ยิ่งไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไมเด็กเราถึงมาเป็น Programmer ไม่ได้ ก็คณิตศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโปรแกรม แต่ทางแก้ของเรากลับเป็นว่า นักศึกษาเรียนไม่ไหวก็ลดวิชาทางคณิตศาสตร์ไป จัดหลักสูตรให้ง่ายขึ้นเอาคนนอกวงการศึกษาที่ไม่ได้พัฒนาซอฟต์แวร์มาพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาซอฟต์แวร์ อ้างว่าต้องการให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งๆที่หลักสูตรพื้นฐานเป็นเรื่องจำเป็น เราไม่สามารถที่จะสอนเพียงเพื่อให้รู้อะไรเพียงผิวเผิน หรือฝึกทำตาม Tool บางอย่างได้ พอเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเราจะพบว่าคนเหล่านั้นก็จะทำงานไม่ได้เพราะขาดพื้นฐานการเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ดีพอ

ins01

 รูปที่ 2 จำนวนวิชาคณิตศาสตร์ที่มาตรฐานหลักสูตร ACM ให้ศึกษา

อีกประเด็นที่สำคัญคือปัจจุบันอุดมศึกษามีตัวชีวัดที่จำนวน ตอนหลังเราตั้งเกณฑ์มาว่าสถาบันการศึกษาจะต้องไม่ตกออกเยอะ จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่รับเข้ามา ดังนั้นอาจารย์ยิ่งไม่กล้าที่จะทำให้นักศึกษาสอบตกวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นจำนวนมากๆ เพราะกลัวจะตกคะแนนตัวชี้วัด ซึ่งต่างกับสมัยก่อนที่หลายๆวิชามีนักศึกษาตกเกือบยกชั้นทั้งๆที่คุณภาพนักศึกษาเก่งกว่าปัจจุบัน ยิ่งในช่วงหลังเมื่อสาขาไอทีได้รับความสนใจมากขึ้น สถาบันการศึกษาต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็เปิดหลักสูตรทางด้านไอทีและเพิ่มจำนวนรับ มีทั้งสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ เกม แอนนิเมชั่น สารพัดชื่อที่คิดมาได้ แต่พอมาดูเนื้อหาและผู้สอนแล้วก็ไม่แน่ใจว่ามีคุณภาพดีพอที่จะเปิดไหม

จำนวนบัณฑิตและสถาบันอุดมศึกษาด้านไอที

ปัจจุบันเรามีสถาบันอุดมศึกษาร้อยกว่าแห่งที่เปิดรับนักศึกษาทางด้านไอที รับนักศึกษาต่อปีมากกว่า 20,000 คน คำถามจึงมีว่าเรารับคนมาเยอะเกินไปหรือเปล่า? เรากำลังคิดว่าคนทุกคนสามารถจบมาทำงานด้านไอทีได้ สามารถจบมาเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ได้ เราคิดว่าคนทุกคนเขียนโปรแกรมได้ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง คนทุกคนไม่สามารถเป็นหมอได้ ไม่สามารถเป็นนักดนตรีหรือนักกีฬา แต่ละอาชีพต้องการคนที่มีทักษะและพื้นฐานความรู้ที่ต่างกัน  ถ้าเรารับนักศึกษามาเยอะๆแล้วตั้งตัวชี้วัดว่าจะต้องมีเปอร์เซ็นต์จบออกไปจำนวนมากๆ ก็ไม่แปลกใจหรอกครับที่เราจะเห็นบัณฑิตที่ไม่มีคุณภาพจบออกไปจำนวนมาก สมัยที่ผมยังสอนหนังสือในสถาบันอุดมศึกษาอยู่และเราเริ่มรับนักศึกษามาเยอะไป ผมยังจำคำพูดของอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า “ผมไม่สามารถสอนลิงชิมแปนซีให้เป็นวิศวกรได้” ก็เพราะตอนนั้นท่านบอกว่าเรารับคนมาง่ายไป คะแนนแค่ 20-30%  ก็เข้าได้แล้ว โดยไม่ดูคะแนนวิชาพื้นฐานต่างๆ

ในปัจจุบันถ้าเราแบ่งกลุ่มของอุดมศึกษาด้านไอทีออกมาตามคุณภาพของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ เราอาจแบ่งได้สามกลุ่ม

  • กลุ่ม  Top คือสถาบันที่มีภาควิชาที่มีนักศึกษาพร้อมที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีไม่เกิน 10 แห่ง กลุ่มนี้นักศึกษาส่วนมากเก่งจำนวนรวมกันอาจประมาณไม่เกิน  1.000 คน แต่พบว่าจำนวนมากเมื่อจบออกมาก็ไม่ได้ทำงานด้านไอที และหลายๆคนไปศึกษาต่อสาขาอื่น
  • กลุ่มระดับกลางอาจมีประมาณ 20  แห่ง ซึ่งจะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพพอใช้ได้ในห้องประมาณ  20-30%ซึ่งจำนวนคนเหล่านี้มีประมาณรวมกันซัก  1,000 คน แต่ที่เหลือก็ไม่เก่งพอและขาดพื้นฐานที่ดี
  • กลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นสถาบันส่วนใหญ่ที่เปิดสอน จะมีนักศึกษาที่มีคุณภาพน้อยมาก บางทีทั้งห้องหานักศึกษาที่พร้อมจะทำงานและเรียนทางด้านไอทีไม่เกิน 3-5  คนในชั้นเรียน

จากจำนวนที่กล่าวมาจะเห็นว่ารวมๆต่อปีเรามีบัณฑิตที่พร้อมจะเข้าสู่วิชาชีพประมาณ 2  พันคนแต่เราเล่นผลิตบัณฑิตด้านนี้ออกมาเป็นหมื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไม บัณฑิตจำนวนมากไม่มีคุณภาพ ไม่เก่ง และบางทีเราก็ได้ยินบ่อยๆว่าจบไอทีเขียนโปรแกรมไม่เป็น บางครั้งก็เป็นแค่  Superuser หลักสูตรของสถาบันในกลุ่ม Top ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ บัณฑิตอาจไม่ได้พร้อมทำงานทันทีแต่พอเขามีพื้นฐานที่ดี เขาก็พร้อมจะปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเด็กเก่งคือแนวคิดที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนงานง่าย ความซื่อสัตย์และจริยธรรมที่น้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมที่เปลี่ยนไปและเขาเห็นแบบอย่างที่ไม่ดี

ความต้องการบัณฑิตของภาคเอกชน

ผมมีโอกาสสอนคนมาเป็นจำนวนมาก หลังๆเปิดสอนหลายหลักสูตร มีโอกาสไปบรรยายให้กับสถาบันต่างๆจำนวนมาก เคยสอนทั้งอาจารย์ บัณฑิต คนทำงานและนักศึกษา ยอมรับครับว่าคุณภาพของบุคลากรด้่นไอทีเราน่าเป็นห่วง แต่จะโทษสถาบันอุดมศึกษาฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกครับ ภาคเอกชน อุตสาหกรรมเองเราก็มีความต้องการที่ไม่ถูกต้องหนัก เราจะพบว่าอุตสาหกรรมไอทีเราเป็น Follower  ที่ค่อนข้างช้ามาก

เราตามแนวโน้มของเทคโนโลยีไม่ทันในด้านการวิจัยและพัฒนา เราต้องการบัณฑิตที่ไม่ได้   Hi-Tech  อะไรมากมายหรอกครับ จึงไม่แปลกที่บัณฑิตเก่งๆในสถาบัน  Top   จบออกมาเมื่อได้งานทำไม่ตรงกับความถนัดของตัวเอง เขาก็ต้องออกมาเป็น Freelance ทำงานเอง เปิด  Start-up เอง แม้จะมีบริษัทชั้นนำที่ทำซอฟต์แวร์บางแห่งก็ใช้เทคโนโลยีชั้นนำแต่กลุ่มเหล่านี้ก็มีจำนวนจำกัด ซึ่งบัณฑิตเก่งๆเข้าไปทำงานเมื่อได้เรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านี้ บางทีก็จะย้ายงานเพื่อให้ได้รายได้และโอกาสที่ดีกว่า

แต่บริษัทจำนวนมากยังไม่ได้ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จึงต้องหาคนเข้าทำงานจากบัณฑิตในสถาบันกลุ่มที่สองหรือสามและเมื่อถามว่าต้องการบัณฑิตไปทำอะไรก็จะพบว่าไปเขียน  Web Programming ที่ไม่ซับซ้อนนักเป็น  Java, PHP ที่อาจไม่ท้าทายกับกลุ่มแรกนัก แต่กลุ่มที่สองก็พอทำได้บ้างแต่ต้องเรียนรู้อีกมาก เราจึงเจอโจทย์บ่อยว่าหาคนไม่ได้ และเมื่อคนเหล่านี้เริ่มเก่งขึ้นก็อยากทำงานที่ท้าทายกว่าเดิม

TDRI-SWEng

รูปที่ 3 ข้อมูลจาก TDRI ประมาณการจำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการในประเทศไทย ในปี 2556

ข้อมูลจาก TDRI  เมื่อเร็วๆนี้ระบุว่าประเทศไทยมีพนักงานด้านพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไม่เกิน  40,000  คน ซึ่งถ้าดูจำนวนบัณฑิตที่จบมาในสาขานี้จะไม่แปลกใจที่พบว่า จำนวนมากไม่เข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละปีมีเพียงแค่ไม่กี่พันคนที่จะทำงานได้

แนวทางการแก้ปัญหา

จากที่กล่าวมาทังหมดนี้ ปัญหาอยู่ที่เราไม่อยู่กับความจริง ไม่อยู่กับข้อมูลและตัวเลข เราไปสร้างภาพและการตลาดว่าเราจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ มันจะเป็นไปได้ยังไงละครับในเมื่อเด็กเราอ่อนคณิตศาสตร์ บัณฑิตเราเขียนโปรแกรมไม่เป็น มีบัณฑิตที่มีคุณภาพจำนวนไม่เกิน  2 พันคนต่อปี ทางแก้ก็คือยอมรับความจริงและวางแผนสร้างคนในอนาคต

  • เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ตามแนวทางทีถูกต้อง ถ้าต้องการโปรแกรมเมอร์มากๆในระยะนี้เราอาจต้องไปทำในต่างประเทศหรือต้องออกกฎหมายให้เอื้อต่อโปรแกรมเมอร์ต่างชาติ มาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้นและจะต้องจ่ายเงินสูงๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยาก
  • เรามีกลุ่มเด็กเก่งๆจำนวนหนึ่งที่กำลังจะสร้างธุรกิจตัวเอง พัฒนาโปรแกรม เราต้องส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เขาไปสู้บนเวทีโลก แต่เมื่อเขาต้องการขยายบริษัทต้องการโปรแกรมเมอร์จำนวนมากๆเราอาจต้องหนุนให้ไปทำที่อื่นครับ จนกว่าเราจะพร้อม
  • เราต้องลดการรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีหนึ่งรวมกันไม่ควรเกิน  4-5 พันคน และต้องปิดหลักสูตรทางด้านนี้ในหลายๆสถาบันครับ เพื่อลดปัญหาการมีบัณฑิตจบออกมามากอย่างขาดคุณภาพ
  • หากเราต้องการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ต้องวางแผนในระยะยาว ส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์  วิทยาศาสคร์ ตั้งแต่เด็กๆครับ ต้องใช้เวลา  15  ปีเป็นอย่างน้อยในการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมา