API Economy: สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย APIs ตอนที่ 2

IT Trend2020

เมื่อวันก่อนผมเขียนบทความเรืีอง API Econmy ตอนแรก เพื่อชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างของบริษัทในต่างประเทศที่ใข้ API ในการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ วันนี้เลยขอมาเขียนต่อเพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนสู่การพัฒนา API รูปแบบของ API ต่างๆ กลยุทธ์การพัฒนา API ขององค์กร และข้อที่ควรคำนึงถึงในการพัฒนา API ขององค์กร

ทำไมต้องพัฒนา API

ในปัจจุบันหลายๆองค์กรก็เริ่มที่จะก้าวเข้าสู่ดิจิทัล มีการพัฒนาระบบไอทีในองค์กร พัฒนาเว็บไซต์ Mobile App แต่สิ่งที่พบก็คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของไอที มีอุปกรณ์ใหม่ๆมากมาย ทำให้การพัฒนาไอทีในองค์กรไม่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆได้เพราะจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์มีไม่พอ นอกจากนี้การพัฒนาไอทีเองก็ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้ใช้ออนไลน์จำนวนมากเข้าถึงระบบเราได้ ลองพิจารณาดูจากรูปที่ 1 จะเห็นว่าถ้าบริษัทต้องทำซอฟต์แวร์เอง สร้างข้อมูลและ Application เอง ก็จะมีผู้เข้าถึงระบบได้เพียงแค่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรามีการเปิด Web APIs ให้คนอื่นเข้ามาใช้ได้ จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นเว็บไซต์อื่นๆที่เข้าถึงระบบของเรา Application หรือ Mobile App ที่พัฒนาโดยคนอื่นๆ ทำให้มีผู้เข้าถึงข้อมูลธุรกิจเราได้มากขึ้น ทำให้ธุรกิจโตขึ้นได้มากขึ้นจากนวัตกรรมที่คนอื่นมาช่วยกันพัฒนา

Screenshot 2014-11-04 15.19.33

รูปที่ 1 การเปิด APIs  จะทำให้เราเข้่าถึงผู้คนที่อยู่บนโลกออนไลน์ได้มากขึ้น

เหตุผลหลักๆที่ต้องพัฒนา API มีสองประเด็น

1) การเติบโตของอุปกรณ์โมบายที่มีหลากหลายทั้งในแง่ของ OS และยี่ห้อที่อาจมีขนาดที่แตกต่างกัน และยังมีเรื่องของ Internet  of Things  ที่มีอุปกรณ์ใหม่ๆที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เช่น Smart TV, Smart Watch  ซึ่งในปัจจุบันผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอาจเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากกว่าใช้พีซี องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาเว็บหรือ Application ให้ใช้กับอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งการที่จะให้ทีมไอทีในองค์กรมาพัฒนาระบบเองทั้งหมดย่อมเป็นไปได้ยากมาก การเปิด API จะช่วยทำให้มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาช่วยสร้าง Application ให้กับองค์กรได้มากขึ้น

2) การเชื่อมต่อกับธุรกิจอื่นๆ (B2B Integration) โดยการเปิด APIs เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆของระบบธุรกิจ เป็นการขยายช่องทางธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

ประเภทของ APIs

เราสามารถที่จะแบ่งประเภทของ API ออกมาได้เป็นสี่กลุ่มดังแสดงในรูปที่ 2

Screenshot 2014-11-04 15.38.26

รูปที่ 2 ประเภทของ APIs

1) Internal APIs คือการเปิด APIs ในองค์กรเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในองค์กรสามารถเรียกใช้คำสั่งหรือดึงข้อมูลจากระบบต่างๆในองค์กรได้ องค์กรโดยมากจะประกอบด้วยไอทีหลายๆระบบถูกพัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาซอฟต์แวร์หลายกลุ่ม แต่ทุกครั้งที่เราจะพัฒนาระบบใหม่และตัองเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เรามักจะมีปัญหาในการที่จะหาวิธีการในการเชื่อมต่อระบบอื่นๆ การสร้าง APIs ภายในองค์กรจะช่วยทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ขององค์กรในอนาคตเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น

2) B2B APIs คือ APIs ที่ต้องการเปิดให้กับคู่ค้า (Partner) ในการที่จะให้เข้าถึงระบบหรือข้อมูลของหน่วยงานเรา เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของคู่ค้ามาพัฒนา Application หรือนวัตกรรมต่างๆในการขยายธุรกิจของทั้งหน่วยงานเราและคู่ค้า

3) Open Web APIs คือ APIs ที่เปิดกว้างให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปเข้าไปเรียกใช้ได้ โดยอาจมีโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์

4) Product APIs คือ APIs สำหรับผลิตภัณฑ์เช่นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ต้องการให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปหรือคู่ค้าสามารถเข้ามาพัฒนาโปรแกรมเิ่มเติมเพื่อใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ทำให้เกิดระบบนิเวศน์(ecosystem) ของผลิตภัณฑ์ ต้วอย่างของ Product APIs มีอาทิเช่น Salesforce APIs หรือ google Glass APIs

โมเดลธุรกิจของการเปิด APIs

การเปิด APIs จำเป็นต้องหาวิธีการในการสร้างแรงจูงใจให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปเข้ามาเรียกใช้งาน จึงจำเป็นต้องมีโมเดลทางธุรกิจที่ดี ซึ่งทาง Programmableweb ได้สรุปให้เห็นรูปแบบธุรกิจต่างๆที่เป็นไปได้ดังนี้

Screenshot 2014-11-04 16.04.05

รูปที่ 3  โมเดลธุรกิจรูปแบบต่างๆของการเปิด APIs [Source: ProgrammableWeb]

  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ได้ฟรี: ตัวอย่างเช่น Facebook APIs ที่อนุญาตให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเรียกใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นผู้จ่าย: ตัวอย่างเช่น AWS APIs ให้นักพัฒนาจ่ายตามบริมาณการใช้งาน หรือ Paypal APIs จะให้นักพัฒนาจ่ายตามจำนวน Transaction
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นผู้ได้รายได้: ตัวอย่างเช่น Google AdSense APIs จะจ่ายเงินให้นักพัฒนาตามจำนวนครั้งที่ถูกเรียก หรือ Amazon Product Advertise APIs จะแบ่งรายได้จากการโฆษณาให้กับนักพัฒนา
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รายได้ทางอ้อม: ตัวอย่างเช่นการเรียก content ของ eBay ทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รายได้จากการการพัฒนา Application ของตัวเองหรือการใช้ salesforce APIs ทำให้นักพัฒนาสามารถพัฒนา Application ที่ต่อยอดจาก SalesForce.com แลัวมาขายผ่าน Salesforce Marketplace ได้

เครื่องมือการบริหาร APIs

การสร้าง APIs เพื่อเปิดให้กับคนอื่นๆใช้จริงๆแล้วไม่ได้มีความซับซ้อนมาก แต่เรื่องที่ยากคือการบริหาร APIs  การควบคุมการเข้าถึง การบริหารเวอร์ชั่นของ APIs การควบคุม  Life Cycle  การจัดการเรื่องเอกสาร โดยมากเราจะใช้เครื่องมือในการบริหาร APIs ตัวอย่างของเครื่องมือเหล่านี้คือ 3Scale, APIgee  ดังนั้นการพัฒนา APIs จำเป็นต้องเข้าใจการใช้เครื่องมือต่างๆ และการบริหารจัดการ  APIs  มิใช่แค่การสร้าง APIs ที่อาจเป็นเพียงการสร้าง Web Services

Screenshot 2014-11-04 16.11.44

รูปที่ 4  ตัวอย่างของเครื่องมือการบริหาร APIs

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

API Economy: สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย APIs ตอนที่ 1

IT Trend2020

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ทางชมรมไอทีประกันภัยของกลุ่มบริษัทประกันภัยต่างๆได้เชิญผมให้ไปบรรยายหัวข้อ RESTful Web Services & Web APIs ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเศรษฐกิจ API (The API Economy) ขึ้นมา เพราะสัปดาห์ก่อนหน้านั้นผมเพิ่งเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ถ้าเป็นสมัยเมื่อ 6-7 ปีก่อนทุกครั้งที่ผมไปสิงคโปร์ผมจะถือโอกาสไปเดินห้าง Funan Digital IT Mall เพื่อจะไปร้าน Computer Book Center ที่เป็นร้านหนังสือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ระยะหลังๆร้านเล็กลงเรื่อยๆ ผมเองก็ไม่ได้ไปมา 2-3 ปีแล้ว และล่าสุดเปิดดูในเว็บไซต์ของ Funan Digital IT Mall ก็ไม่เห็นร้านนี้แล้วนอกจากที่ขายผ่าน e-commerce บนเว็บไซต์  http://www.compbook.com.sg/ เลยไม่แน่ใจว่าร้านนี้ยังอยู่ไหม ร้านหนังสือหลายๆร้านก็คงประสบปัญหาคล้ายๆกัน หลายคนก็คงทราบเหตุผลว่าส่วนหนึ่งมาจากการทำ e-Book และ e-commerce อย่าง Amazon.com ทำให้ร้านหนังสือที่เป็น Physical Bookstore อยู่รอดยากขึ้น

Screenshot 2014-11-02 11.06.35

รูปที่ 1 Amazon Marketplace Web Services สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์

แต่หลายคนอาจจะแปลกใจว่าเว็บไซต์ที่ทำ e-commerce ก็มีมากมาย หลายเว็บไซต์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทำไม Amazon ถึงได้ประสบความสำเร็จมากมายเริ่มจากขายหนังสือจนในปัจจุบันขายสินค้าทุกอย่างหลายสิบล้านรายการ ต่างกับ e-commerce รายอื่นๆอย่างไรที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่า ผมว่าที่ร้านหนังสือหลายแห่งที่เป็น Physical Bookstore ต้องปิดตัวเองไป ไม่ใช่เพึยงแต่ต้องสู้กับธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นดิจิทัล แต่ต้องมาสู้กับโมเดลธุรกิจแบบใหม่ของ Amazon ด้วย เพราะ Amazon ไม่ได้โตขึ้นมาเพราะสร้างนวัตกรรมและหาคู่ค้าด้วยตนเอง พูดง่ายๆ Amazon ไม่ได้เป็นผู้หาคู่ค้า (Partner) แต่คู่ค้าเป็นคนวิ่งมาหา Amazon เอง ผ่าน Amazon Marketplace Web Services หรือ APIs อื่นๆ คู่ค้าและนักพัฒนาโปรแกรมเป็นคนเลือก Amazon ทำให้ Amazon สามารถขยายตลาดได้ออกไปอย่างมากมายผ่านเว็บไซต์อื่นๆ และคู่ค้าก็ช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้กับ Amazon โดย Amazon ไม่ต้องทำเอง

Screenshot 2014-11-02 11.46.01

รูปที่ 2  โมเดลธุรกิจของ Amazon [ภาพจาก Understanding the API Economy: How Your Business Can Benefit From APIs: Forrester]

Screenshot 2014-11-02 11.10.27รูปที่ 3  การขยายช่องทางธุรกิจของ Amazon ผ่าน APIs[ภาพจาก Winning in the API Economy]

เมื่อพูดถึง Web API หรือ API นั้นจะย่อมาจากคำว่า Application Programming Interface ที่หมายถึง การที่ทำให้ software component ที่อยู่ห่างกันเชื่อมต่อกันได้โดยผ่านเว็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบมีมาตรฐานเช่นใช้ XML หรือ JSON วิธีการทำ Web APIs ที่เป็นมาตราฐานก็คือการทำ Web Services โดยใช้ SOAP หรือ REST

Amazon ไม่ได้เป็นตัวอย่างธุรกิจเดียวที่ประสบความสำเร็จโดยใช้ APIs ธุรกิจบนโลกดิจิทัลจำนวนมากต่างก็ประสบความสำเร็จโดยใช้ APIs เพราะธุรกิจที่รันโดยใช้ซอฟต์แวร์จะโตได้ต้องมีนักพัฒนาโปรแกรมจำนวนมากและต้องการนวัตกรรมใหม่ๆตลอดเวลา การเปิด APIs ทำบริษัทมีการขยายตัวจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่อยู่นอกบริษัทและคู่ค้า ตัวอย่างของบริษัทที่เปิด APIs และประสบความสำเร็จอย่างมากก็มีอาทิเช่น Google, Facebook, Paypal, Netflix, Twitter หรือ BestBuy

  • Twitter หลายๆคนอาจจะนึกว่าเป็น Application หรือ ซอฟต์แวร์ แต่จริงๆแล้ว Twitter เป็น Platform ที่มี APIs ให้คนอื่นๆนำไปพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดการกับข้อมูลบน Twitter ได้ เราจะพบว่าผู้ใช้ Twitter น้อยคนที่จะเคยเข้าเว็บ twitter.com แต่โดยมากจะใช้ผ่าน App ที่พัฒนามากจาก Twitter APIs เช่น Tweet Deck

Screenshot 2014-11-02 11.14.13

รูปที่ 4 Twitter Platform

  • Best Buy ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกาก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เปิด APIs คู่ค้าของ Best Buy สามารถที่จะใช้ Best Buy APIs เพื่อมาดูข้อมูลสินค้า หรือสั่งซื้อสินค้าได้ คู่ค้าก็สามารถที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์หรือเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจาก Best Buy ผ่านเว็บไซต์ของตัวเองได้

Screenshot 2014-11-02 11.16.10

รูปที่ 5 BBYOpen เว็บไซต์สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะเข้ามาใช้ Best Buy APIs

  • Netflix เป็นผู้ให้บริการ Movie Online ซึ่งผู้ใช้บริการจำนวนมากในปัจจุบันอาจไม่ได้ดูภาพยนตร์จากเว็บ Netflix แต่เลือกที่จะดูผ่านอุปกรณ์ต่างๆเช่น smart TV, Apple TV, smartphone หรือ Tablet ซึ่งในปัจจุบันมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่จำนวนมากและเพิ่มใหม่เรื่อยๆตลอดเวลา ถ้าจะหวังพึ่งให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Netflix ต้องมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เล่น Netflix ได้กับทุกอุปกรณ์คงเป็นไปไม่ได้ ทาง Netflix ก็ใช้วิธีเปิด APIs เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเข้าถึงระบบของ Netflix ได้ ทำให้ในปัจจุบันมีอุปกรณ์มากกว่า 800 ชนิดที่สามารถเล่น Netflix ได้ โดยไม่ต้องพัฒนาเอง

Screenshot 2014-11-02 11.19.50

รูปที่ 6 Netflix Platform ที่ปัจจุบันมีอุปกรณ์ต่างเลือกได้กว่า 800 ชนิด [ภาพจาก Daniel Jacobson, Netflix Engineering Blog, July 9, 2012]

  • Dropbox เป็นอีกตัวอย่างของคู่ค้า Amazon ที่ใช้ Infrastructure ของ Amazon ที่เป็น storageในการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ โดยไม่ได้ลงทุน infrastructure ของตัวเอง แต่เรียกใช้ Amazon APIs ในการจัดการข้อมูลใน Amazon S3 Storage และบริษัท Dropbox เองก็เปิด APIs ต่อเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเขียนโปรแกรมไปติดต่อกับ Dropbox ได้โดยไม่ต้องผ่านเว็บไซต์หรือ Application  ของ Dropbox เราจึงเห็นตัวอย่าง App บนมือถือของ Samsung ที่เมื่อเราถ่ายรูปแล้วขึ้นไปยัง Dropbox ได้โดยอัตโนมัติ

Screenshot 2014-11-02 11.24.23

รูปที่ 7 เว็บไซต์ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการใช้ Dropbox APIs

  • การทำ APIs ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่วงการซอฟต์แวร์ แม้แต่ Nike ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอย่าง Nike FuelBand หรือ Nike Sportwatch ก็ต้องสร้าง Nike+ Platform  ที่มี APIs ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถเขียนโปรแกรมมาเรียกใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับ Samsung ที่มีนาฬิกา Samsung Gear  หรือ Google  ทีีออก Google Glass ต่างก็เปิด APIs ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้

Screenshot 2014-11-02 11.40.46

รูปที่ 8 เว็บไซต์ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการใช้  Nike+ APIs

ในปัจจุบันมี APIs จำนวนมากที่เปิดให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาใช้ เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆหรือการมาเป็นคู่ค้าของบางธุรกิจที่ต้องการทำ B2B เราสามารถหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ชื่อ Programmableweb ที่รวบรวม APIs จากที่ต่างๆกว่า 12,720 แห่ง ซึ่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์ใหม่ๆแทบทุกตัวเน้นที่จะเปิด APIs แม้แต่โปรแกรม Office 365 ที่เราใช้ทำเอกสารยังมี APIs ที่ให้เราสามารถเรียกดู สร้าง และเก็บเอกสารเช่น Word, Excel ได้โดยไม่ต้องผ่านเว็บไซต์หรือโปรแกรม Office ของ Microsoft

Screenshot 2014-11-02 11.34.04

รูปที่ 9 เว็บไซต์ Programmableweb

ที่เขียนมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะบอกว่าโลกของซอฟต์แวร์ และธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราจะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มันไม่ใช่แค่ทำซอฟต์แวร์ แต่มันคือการทำ APIs  ยุคของดิจิทัลกำลังเข้าสู่ API Economy ที่กำลังเป็น Digital Revolution รอบที่สอง คราวหน้าจะมาเขียนตอนที่สองให้เห็นว่าการทำ APIs มีประโยชน์และกลยุทธ์อย่างไร

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

 

Gartner: Top 10 Strategic IT Trends 2015

ทุกๆปลายปี สำนักวิจัย Gartner  จะประกาศให้เห็นถึง Top 10  แนวโน้มของเทคโนโลยีในปีต่อไป แต่ปีนี้ Gartner ประกาศออกมาค่อนข้างเร็วตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ และก็ได้ระบุถึงเทคโนโลยีไอทีต่างๆ 10  ด้าน ตามที่แสดงในรูปที  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับปีที่แล้วหรือ 2-3  ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าในปีนี้ไม่ค่อยมีคำว่า Cloud Computing, Mobile Technology, Social Networks  หรือ Big Data  ทั้งนี้ก็เพราะว่า Mega Trends  เหล่านี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในระบบไอทีที่เราใช้อยู่ทุกวัน และแทบทุก Strategic IT Trends ที่ Gartner พูดถึงก็จะเกี่ยวข้องกับ Mega Trends  เหล่านี้ สำหรับ IT Trends ในปีนี้มีเรื่องต่างๆที่น่าสนใจดังนี้

10649099_396528190494527_5178840512740960137_o

1) Computing Everywhere: การใช้งานอุปกรณ์ smartphone  ที่แพร่หลาย ทำให้เกิดผู้ใช้้ที่เป็น mobile มากขึ้น และต้องสามารถเข้าถึงการใช้งานได้ทุกที่ ระบบการใช้งานก็จะต้องคำนึงสภาพแวดล้อมที่จะมีอุปกรณ์หลากหลายต่อมาจากทุกๆที่มากกว่่าที่จะพัฒนามุ่งมาให้อุปกรณ์เดี่ยวใช้งาน และยิ่งมีกระแสของอุปกรณ์อย่าง  waerable technology ก็จะยิ่งทำให้การประมวลผลผ่านอินเตอร์เน็ตมีการใช้งานอย่างกว้างขวางขึ้นที่ผู้คนจะเข้าถึงจากทุกๆที่ และต่อไปการออกแบบที่เน้นประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience Design) จะมีความสำคัญยิ่งขึ้น

2) The Internet of Thing (IoT): Gartner ให้ความสำคัญกับ IoT อย่างต่อเนื่องมาสามปีแล้ว ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปกรณ์จะทำให้เกิดข้อมูลที่มากขึ้นและก็จะมีบริการต่างๆเพิ่มมากขึ้นตาม เราจะเห็นการนำอุปกรณ์มาใช้งานในเชิงธุรกิจมากขึ้น อาทิเช่น การนำโมเดลการจ่ายเงินตามการใช้งาน (Pay-per-use )มาใข้กับการบริการอย่างระบบประกันภัยที่อาจชำระเฉพาะเมื่อมีการขับรถโดยเราใช้อุปกรณ์ IoT ตรวจจับ  หรือที่จอดรถที่อาจมีอุปกรณ์ IoT ติดอยู่

3)  3D Printing: ตลาดการพิมพ์สามมิติในปี 2015 จะโตขึ้นถึง 98% และคาดการณ์ว่าจำนวนเครื่องพิมพ์สามมิติจะถูกจำหน่ายเพิ่มเป็นสองเท่าและจะมีจำนวนเป็นสามเท่าในอีกสามปีข้างหน้า โดยเครื่องก็จะมีราคาถูกลงและถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆมากขึ้น ซึ่งการนำ 3D Printer มาใช้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการออกแบบหรือการพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบ

4) Advanced, Pervasive and Invisible Analytics: Analytics จะกลายเป็นเรื่องสำคัญเพราะเราจะมีข้อมูลทั้งที่เป็น  structure และ unstructure มากขึ้น Application ต่างๆก็ต้องมีระบบที่มีความสามารถด้าน Analytics อยู่ใน และองค์กรก็ต้องเตรียมรองรับกับข้อมูลมหาศาลที่จะมาจาก IoT, Social Media และ อุปกรณ์ Wearable ซึ่ง Analytics จะมีความสำคัญในการจะหาคำตอบต่างๆมากกว่าเพียงแค่ Big Data

5) Context-Rich Systems: Gartner ได้กล่าวถึง Ubiquitous embedded intelligence ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบบต่างๆที่จะช่วยเตือนและคาดการณ์เรื่องต่างๆที่อยู้รอบตัวได้ล่วงหน้า อาทิเช่นระบบอย่าง  Context-Aware Security

6) Smart Machines: เมื่อปีที่แล้ว  Gartner ก็กล่าวถึง smart machine ที่เป็นระบบที่สามารถเรียนรู้เองได้ (เช่น IBM Watson) ซึ่งจะมีระบบ  Analytics ที่ชาญฉลาด โดยยุคของ smart machine ที่จะมาถึงนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไอที ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีการพัฒนาต้นแบบของ รถยนต์แบบautonomous, หุ่นยนต์ที่ก้าวหน้าขึ้น หรือผู้ช่วยอัจฉริยะเสมือนจริง (virtual personal assistant)

7) Cloud/Client Architecture:  เทคโนโลยี Mobile และ Cloud กำลังเข้ามารวมกัน โดยฝั่ง Client จะเป็น Rich Application ที่ทำงานบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตเช่นอุปกรณ์พีซี smartphone หรือ Tablet ส่วนฝั่งของ Server ก็จะเป็น Applications หลากหลายที่ทำงานอบู่บนระบบ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น (Elastic) และพร้อมที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Scability) นอกจากนี้ความต้องการการใช้งานฝั่ง Client ผ่านอุปกรณ์โมบายจะยิ่งทำให้ระบบ Server และ Storage มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้พัฒนา Application ก็ต้องต้องเตรียมรองรับกับผู้ใช้จำนวนมากจากอุปกรณ์ที่มีหน้าจอที่หลากหลาย และจะต้องสามารถ sync ข้อมูลของ App ในทุกๆอุปกรณ์ได้

8) Software Defined Infrastructure and Applications: ต่อไปเราจะเห็นการโปรแกรมที่ยืดหยุ่น (Agile Programming)  สำหรับทุกๆอย่างตั้งแต่การพัฒนา Application ไป จนถึงการทำ Infrastructure ที่จะมีเรื่องของ Software-defined networking, storage, data centers และ security โดยจะมีการใช้ Application Programming Interface (APIs) ที่จะเข้าถึงข้อมูลและระบบเหล่านี้ผ่านบริการที่อยู่บน Cloud

9) Web-Scale IT: การให้บริการไอทีกำลังเปลี่ยนไปเพราะมีผู้ใช้จำนวนมหาศาล ระบบอย่าง Facebook, Amazon และ Google ทำให้ Enterprise Data Center ต่างๆต้องออกแบบระบบที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องยากที่องค์กรส่วนใหญ่จะทำระบบแบบนั้นได้ ดังนั้นในอนาคตเราอาจจะเห็นองค์กรต่างๆมาใช้ระบบ Cloud มากขึ้น และขั้นตอนแรกขององค์กรต่างๆที่จะเข้าสู่่  Web-Scale IT คือการใช้ DevOps  ซึ่งเป็นการรวมกันของ Development กับ  Operation

10) Risk-Based Security and Self-Protection: สุดท้าย Gartner ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของระบบความปลอดภัยและเชื่อว่าไม่มีองค์กรใดป้องกันได้  100%  ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงและการใช้กระบวนการและเครื่องมือในการลดความเสี่ยงจะเป็นเรื่องที่สำคัญ ในมุมทางเทคนิคการออกแบบ Application ที่มีการป้องกันความปลอดภัยอยู่ในตัวจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Institute

Screenshot 2014-10-11 12.05.57

สรุปการบรรยายงาน IT Trends 2014 และ Slide ประกอบการบรรยาย

เมื่อวันที่ 20-21  พฤศจิกายน ทาง IMC Institute ได้จัดงานสัมมนา “IT Technology Trends 2014″  โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในประเทศไทยร่วม 20 คนมากล่าวถึงแนวโน้มของ เทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย โดยงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท EMC Thailand, Cisco Systems Thailand, True IDC, ATCI และ ARIP โดยมีหัวข้อในการบรรยายในด้านแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าสนใจหลายเรื่อง ในบล็อกนี้จึึงขอสรุปบรรยากาศการสัมมนาและขอแชร์ Slide และข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆดังนี้

Image

วันที่ 20 พ.ย.

  • การบรรยายในวันแรกเริ่มต้นด้วยหัวข้อ Online Trend Social Networking & Mobile โดยคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ (หรือ @mimee) ผู้ร่วมก่อตั้ง  thumbsup.in.th  ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับกลุ่ม Startup และเป็นผู้จัดรายการทีวี โดยเธอมาชี้ให้เห็นถึงการบริโภคข้อมูลออนไลน์ในประเทศไทยทั้งทางด้าน Social Media และอินเตอร์เน็ตด้านต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นสองหัวข้อย่อยคือ Thailand Market Situation และ Online Trend 2014 สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ http://www.slideshare.net/imcinstitute/online-trend-2014 
  • หัวข้อถัหลังจาก Break ภาคเช้าเป็นเรื่อง POST-PC ERA GROWTH OF MOBILE DEVICES โดยคุณปฐม อินทโรดม CEO ของ ARIP ที่เป็นผู้จัดงาน Commart จะมาเล่าให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดอุปกรณ์ไอทีทั้งทางด้าน Smartphone,Tablet และ Mobile Application สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่  http://www.slideshare.net/imcinstitute/post-pc-erasmartphonetabletpathom
  • ถัดมาเป็นหัวข้อ IaaS Trends: Migrate Servers to Cloud โดยคุณประดิษฐ์ ภิญโญภาสกุล Head of Commercial ของ True IDC ซึ่งเป็นผู้บริการ Cloud รายใหญ่ในประเทศไทย จะมาชี้ให้ถึงแนวโน้มของ Cloud Computing ที่เป็น Infrastructure as a Service (IaaS) โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจสามด้านคือ Cloud Computing in Thailand, How to transform IT service และ Case Studies สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่   http://www.slideshare.net/imcinstitute/iaas-trends-migrate-servers-to-cloud
  • หลังจากพักเที่ยงผมมาบรรยายเรื่อง Technology Trends 2014: เพื่อให้เห็นผ่านรวมแนวโน้มของเทคโนโลยีไอทีในปีหน้า โดยได้พูดถึง Gartner Trends และ  Trends ของประเทศไทย โดยได้เน้นคำว่า “Cloud transforms IT and Big Data transform Business”  สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/IT%20Trends.pdf
  • หัวข้อถัดมาทาง  คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Tarad.com และนายกสมาคม e-Commerce ประเทศไทย มาพูดเรื่อง  E&M-Commerce Trends:  จะกล่าวถึงแนวโน้มของ M-Commerce ในประเทศไทย รวมถึงเรื่องของ Mobile Payment
  • หัวข้อหลังจาก Break  ตอนบ่ายเป็นเรื่อง Augmented Reality Trends:  โดยคุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท Think Technology ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AR ที่มากล่าวถึงแนวโน้มของเทคโนโลยี AR  และการประยุกต์ใช้งาน พร้อมทั้งแสดงตัวอย่างที่น่าสนใจในหลายๆเรื่อง สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ http://www.slideshare.net/imcinstitute/ar-imc-apichai
  • ช่วงสุดท้ายของวันแรกเป็นการเสวนาเรื่อง Impact of Technology Trends to Thai Industries: ที่จะมีผู้รวมเสวนาจากภาคอุตสาหกรรมหลายท่านคือ ดร.พรีเดช ณ น่าน  ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา กสท, คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ SIPA, คุณนนุสรณ์ พจน์พิพัฒน์ ผู้อำนวยการบริษัทด้านไอที บริษัท Smart Traffic และคุณธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอน ไซซิทส์  โดยมีคุณวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้จัดการการ CEO Visionและที่ปรึกษารายการ IT 24 Hours  เป็นผู้ดำเนินการ ช่วงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะวิทยากรแต่ละท่านได้แชร์ประสบการณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ

วันที่ 21 พ.ย.

  • วันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของผมเรื่อง  IT Enterprise planning for 2014 ที่กล่าวถึงการวางแผนไอทีขององค์กรที่จะต้องเน้นเรื่องของ Cloud, BYOD, การพัฒนา Information Infrastructure  สำหรับ  Big Data and Analysis  และ Social Network นอกจากนี้ผมยังแนะนำ  Template  สำหรับวางแผนกลยุทธ์ไอทีขององค์กร โดยผมมีเอกสารต่างๆประกอบการบรรยายดังนี้
  1. Slide ประกอบการบรรยาย https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/IT%20Planning.pdf
  2. Slide สำหรับการนำเสนอ IT Strategy Template https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/IT_Strategic_Plan-Template.pdf
  3. ตัวอย่างของ  SME IT Strategic Plan Template https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/Sample_Strategic_Plan.pdf  
  4. ตัวอย่างของ  IT StrategyTemplate https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/IT%20Strategy%20Template.pdf
  • หัวข้อถัดไปเป็นเรื่อง Bring Your Own Devices Trends:  โดย คุณอุดม ลิ้มมีโชคชัย Director of Network Consultant ของ Cisco Systems Thailand มาบรรยายให้เห็นถึงแนวโน้มของ BYOD ที่น่าจะมีผลกระทบต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน  สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/BYOD_21-11-2013%20Udom.pdf
  • หลังเบรกภาคเช้า คุณหมอศุภชัย ปาจริยานนท์   กรรมการผู้จัดการบริษัท MCFiVA ซึ่งเป็นนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา Mobile Marketing มาบรรยายในหัวข้อ  Mobile MarketingTrends 2014: เพื่อมาชี้ให้ทิศทางการนำ App มาใช้งานในปีหน้า โดยได้ระบุถึง Trends ที่น่าสนใจ 10 อย่างทางด้าน Mobile Apps
  • ในภาคบ่ายเริ่มต้นด้วยการเสวนา IT Market Outlook 2014  ที่จะกล่าวถึงตลาดไอทีในปีหน้าจากทีมวิจัยที่ทำการสำรวจตลาดให้กับกสทช. โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการอาวุโสของสวทช., คุณศุภชัย สัจกิจไพบูลย์ เลขาธิการสมาคม ATCI และคุณไตรรัตน์ ใจสำราญจาก G-Able โดยมีคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา ผู้จัดรายการของสถานีวิทยุ 101 เป็นผู้ดำเนินรายการ หัวข้อนี้มี slide ประกอบการบรรยายสองหัวข้อ
  1. IT Market Outlook 2014 https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/IT%202014%20presentation_v3.pdf
  2. IT Trends 2014 Communication Market Outlook https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/IT%20Trend%202014_K.Mic.pdf
  • หัวข้อถัดไปเป็นเรื่อง Internet of things Trends:   โดยคุณอรรณพ วาดิถี  Director ของ EMC Thailand จะมาพูดถึงแนวโน้มของอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เช่น นาฬิกา แว่นตา เป็นต้น  สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/EMC%20TH%20Internet%20of%20Things%20IMC%20Nov%2021%20Unnop.pdf
  • หัวข้อถัดมาคือเรื่อง SaaS Cloud Computing Trends:  โดนคุณดนุพล สยามวาลา CEO ของ ICE Solution ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มสยามวาลามาขี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการใช้Software as a Service  รวมถึง Business Process as a Service สำหรับ  Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ http://www.slideshare.net/imcinstitute/cloud-computing-from-personal-cloud-to-saas
  • หัวข้อสุดท้ายเป็นเรื่อง Big Data Trends: คุณดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี Enterprise Architect ของ Oracle ASEAN ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญทางด้าน Big Data จะมากล่าวถึงทิศทางของเทคโนโลยี Big Data โดยเฉพาะเรื่องของ Hadoop Technology สำหรับ Slide การบรรยายของ Session นี้ สามารถดูได้ที่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/IT%20Trends/01_BigData_Analytic_SWDev_v2.2%20Danairat.pdf

งานสัมมนา IT Technology Trends 2014

Image

เทคโนโลยีไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนมีการตื่นตัวในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น เทคโนโลยีไอทีกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คน กระแสการใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือการเข้าสู่ Social Media มีมากขึ้น ผู้คนให้ความสนใจกับอุปกรณ์ไอทีใหม่ๆอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นข่าวการเปิดตัว Smartphone Tablet หรือ Gadget ต่างๆ ความสนใจเรื่องของแนวโน้มของเทคโนโลยีไอซีทีซึ่งแต่ก่อนอาจเป็นเรื่องของเฉพาะคนในกลุ่มไอที ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าติดตามสำหรับผู้คนในทุกสาขาอาชีพ เพราะแนวโน้มของเทคโนโลยีไอซีทีจะมีผลกระทบต่อการทำงานไม่ว่าในแง่ของการติดต่อสื่อสาร ช่องทางการตลาด งานโฆษณา และวิธีการทำงานต่างๆ

ทุกสิ้นปีบริษัทวิจัยต่างๆทั้วโลกก็จะออกรายงานเพื่อระบุถึงแนวโน้มของ เทคโนโลยีก่อกำเนิด (Emerging Technology) ที่จะมีผลกระทบและเปลี่ยนแปลงธุรกิจในปีหน้า ล่าสุด Gartner ก็ได้ออกรายงานเรื่อง “Top 10 Strategic Technology Trends  2014”  (ดูรายละเอียดได้จากบล็อกเรื่อง Top 10 Strategic Technology Trends 2014 ของ Gartner )     แต่เมื่อเรามาพิจารณาการคาดการณ์เทคโนโลยีเหล่านั้นจะพบว่าบางครั้งก็อาจไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไอทีในบ้านเราทั้งนี้เนื่องจากตลาด และสภาพแวดล้อมของเราอาจแตกต่างจากตลาดทั่วโลก ทาง IMC Institute จึงได้วิเคราะห์แนวโน้ม “IT Technology Trends 2014 for Thailand” โดยได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร eEnterprise ฉบับเดือนตุลาคมนี้ (สามารถอ่านบทความได้จากบล็อกเรื่อง Technology Trends 2014) โดยระบุเทคโนโลยีไอทีเด่นของประเทศไทยไว้ 10 ด้านคือ

  • Smartphone/Tablet Explosion: Post-PC Era
  • Cloud Computing:  From Personal Cloud to SaaS
  • Online Consumerization: Social Networks / 3G /Broadband
  • Mobile Applications:Cross Platform with HTML5
  • Bring Your Own Devices: Flexible Office/Workers
  • IaaS: Migrate Servers to Cloud
  • Internet of things:Connected Anywhere, Anytime and Anydevices
  • M-Commerce: From e-Commerce to mobile payment
  • Big Data: BI in a Big Data World
  • Augmented Reality: Changing our daily life

นอกจากนี้ทาง IMC Institute จะจัดงานสัมมนา “IT Technology Trends 2014”  ในวันที่ 20-21 พฤศจิกายนนี้ที่โรงแรม Jasmine Executive Suites โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในประเทศไทยร่วม 20 คนมากล่าวถึงแนวโน้มของ เทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย นอกจากนี้จะมีการวิเคราะห์ตลาดและอุตสาหกรรมไอทีในปีนี้พร้อมทั้งคาดการณ์ตลาดในปีหน้า ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจในทุกๆด้าน ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากสัมมนานี้ก็น่าจะมีส่วน ทำให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจในนวัตกรรมใหม่ๆและขยายโอกาสทางธุรกิจได้ ทั้งนี้งานนี้ได้รับการสันับสนุนจากบริษัท EMC Thailand, Cisco Systems Thailand และ ARIP

หัวข้อในการบรรยายในงานนี้จะมีเรื่องต่างๆที่น่าสนใจดังนี้

  • Technology Trends 2014: ทางผมจะเป็นผู้บรรยายเพื่อให้เห็นผ่านรวมแนวโน้มของเทคโนโลยีไอทีในปีหน้า
  • Smartphone/Tablet Trends: คุณปฐม อินทโรดม CEO ของ ARIP ที่เป็นผู้จัดงาน Commart จะมาเล่าให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดอุปกรณ์ไอทีทั้งทางด้าน Smartphone และ Tablet
  •  IaaS Trends: คุณประดิษฐ์ ภิญโญภาสกุล Head of Commercial ของ True IDC ซึ่งเป็นผู้บริการ Cloud รายใหญ่ในประเทศไทย จะมาชี้ให้ถึงแนวโน้มของ Cloud Computing ที่เป็น Infrastructure as a Service (IaaS)
  • Online Consumerization Trends: Social Networks / 3G /Broadband: คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง  thumbsup.in.th  ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับกลุ่ม Startup และเป็นผู้จัดรายการทีวี จะมาชี้ให้เห็นถึงการบริโภคข้อมูลออนไลน์ในประเทศไทยทั้งทางด้าน Social Media และอินเตอร์เน็ตด้านต่างๆ
  • M-Commerce Trends: From e-Commerce to mobile payment  คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Tarad.com และนายกสมาคม e-Commerce ประเทศไทย จะกล่าวถึงแนวโน้มของ M-Commerce ในประเทศไทย รวมถึงเรื่องของ Mobile Payment
  • Augmented Reality Trends: คุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท Think Technology ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AR จะมากล่าวถึงแนวโน้มของเทคโนโลยี AR  และการประยุกต์ใช้งาน
  • Bring Your Own Devices Trends:  คุณอุดม ลิ้มมีโชคชัย Director of Network Consultant ของ Cisco Systems Thailand จะมาบรรยายให้เห็นถึงแนวโน้มของ BYOD ที่น่าจะมีผลกระทบต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • Mobile Application Trends 2014: คุณหมอศุภชัย ปาจริยานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท MCFiVA ซึ่งเป็นนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา Mobile Application จะมาชี้ให้ทิศทางของ App ในปีหน้า
  • Internet of things Trends:   คุณอรรณพ วาดิถี  Director ของ EMC Thailand จะมาพูดถึงแนวโน้มของอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เช่น นาฬิกา แว่นตา เป้นต้น
  • SaaS Cloud Computing Trends:  คุณดนุพล สยามวาลา CEO ของ ICE Solution ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน Cloud Computing จะมาขี้ให้เห็นถึงแนวโน้มตลาด Software as a Service
  • Big Data Trends: คุณดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี Enterprise Architect ของ Oracle ASEAN ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญทางด้าน Big Data จะมากล่าวถึงทิศทางของเทคโนโลยี Big Data

นอกจากยังมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจอีกสองหัวข้อคือ

  • Impact of Technology Trends to Thai Industries: ที่จะมีผู้รวมเสวนาจากภาคอุตสาหกรรมหลายท่านคือ ดร.พรีเดช ณ น่าน  ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา กสท, คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ SIPA, คุณนนุสรณ์ พจน์พิพัฒน์ ผู้อำนวยการบริษัทด้านไอที บริษัท Smart Traffic และคุณธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอน ไซซิทส์  โดยมีคุณวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้จัดการการ CEO Visionและที่ปรึกษารายการ IT 24 Hours  เป็นผู้ดำเนินการ
  • IT Market Outlook 2014  การสัมมนาที่จะกล่าวถึงตลาดไอทีในปีหน้าจากทีมวิจัยที่ทำการสำรวจตลาดให้กับกสทช. โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการอาวุโสของสวทช., คุณศุภชัย สัจกิจไพบูลย์ เลขาธิการสมาคม ATCI และผู้บริหารจากบริษัทด้านไอที โดยมีคุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา ผู้จัดรายการของสถานีวิทยุ 101 เป็นผู้ดำเนินรายการ

สุดท้ายจะมีการบรรยายของผมที่จะแนะนำ  Template  สำหรับวางแผนกลยุทธ์ไอทีขององค์กรในปีหน้าในหัวข้อเรื่อง  IT Enterprise planning for 2014

Top 10 Strategic Technology Trends 2014 ของ Gartner

Image

เป็นประจำทุกปีที่ทาง Gartners จะออกรายงานระบุถึง10 เทคโนโลยีไอทีเด่นในแต่ละปี ซึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทาง Gartner ก็ได้ระบุถึง 10 เทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเด่นในปี  2014 ดังนี้

  • Mobile Device Diversity and Management: Gartner ได้ให้ความสำคัญกับ  Mobile Devices อย่างต่อเนื่องมา 2-3 ปี และพยายามเน้นให้เห็นว่ายุคของพีซีได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ผู้ใช้ไอทีจะมาเน้นใช้อุปกรณ์โมบายอย่าง  smartphone และ Tablet มากขึ้น และเมื่อองค์กรต่างๆมีนโยบายอนุญาตให้นำอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้งาน (BYOD) ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้องค์กรมีจำนวนอุปกรณ์โมบายเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่าของจำนวนพนักงาน  เรื่องของการบริหารการใช้อุปกรณ์โมบายเหล่านี่้จึงมีความสำคัญมาก  องค์กรจึงต้องมีการกำหนดนโยบายและสถาปัตยกรรมไอทีที่ดีขององค์กรเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร
  • Mobile Apps and Applications: Gartner คาดการณ์ว่า HTML5 จะกลายเป็น Platform หลักสำหรับ Mobile App เพราะประสิทธิภาพของ Javascript  จะดียิ่งขึ้น บริษัทต่างๆควรเน้นที่จะทำ Mobile Apps ที่จะเป็น User Interface ซึ่งสามารถใช้ฟังก์ชั่นเสริมเช่นเสียงหรือวิดีโอที่จะทำให้มีลูกเล่นมากขึ้นควบคู่ไปกับการทำ Enterprise Application แต่แนวโน้มของการทำ Application จะเริ่มมีน้อยลงขณะที่ Mobile Apps จะเพิ่มขึ้น
  • The Internet of Everything: Gartner เคยใช้คำว่าThe Internet of things มาหลายปีและเน้นให้เห็นว่าอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตขยายไปมากกว่าเครื่องพีซีและอุปกรณ์โมบาย โดยมีอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเชื่อมอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้นเช่น ทีวี นาฬิกา หรือ รถยนต์ แต่อย่างไรก็ตามบริษทต่างๆและผู้ผลิตเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้ขยายการนำอินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้ในอุปกรณ์ใหม่ๆเหล่านี้มากนัก บริษัทต่างๆะต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจที่จะต้องไม่จำกัดขอบเขตของตัวเองเป็นเพียงแค่ The Internet of things (กล่าวคือเน้นเฉพาะอุปกรณ์) แต่ควรขยายขอบเขตไปเป็น The Internet of Everything (กล่าวคือครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ คน  ข้อมูล และสถานที่)
  • Hybrid Cloud and IT as Service Broker: องค์กรต่างๆจะต้องออกแบบ Private Cloud ของตัวเองให้สามารถที่จะปรับเป็น Hybrid Cloud ในอนาคตได้ ซึ่งจะต้องพร้อมที่จะเชื่อมต่อและสามารถทำ interoperability กับระบบอื่นๆได้ ทั้งนี้การพัฒนา Hybrid Cloud  อาจมีรูปแบบที่หลากหลายทั้งที่เป็นแบบ static (กล่าวคือการทำให้ระบบ Internal Private Cloud เขื่อมต่อกับ Public Cloud สำหรับงานบางด้านหรือข้อมูลบางส่วน) หรือแบบ  dynamic ซึ่งการทำระบบเหล่านี้องค์กรจะต้องปรับบทบาทตัวเองเป็น cloud service broker (CSB)
  • Cloud/Client Architecture: สถาปัตยกรรมไอทีกำลังเข้าสู่ยุคของ Cloud/Client กล่าวคือฝั่ง Client จะเป็น  Rich Application ที่ทำงานบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตเช่นอุปกรณ์พีซี  smartphone หรือ Tablet ส่วนฝั่งของ Server ก็จะเป็น Applications หลากหลายที่ทำงานอบู่บนระบบ Cloud Computing  ที่ยืดหยุ่น (Elastic) และพร้อมที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Scability) นอกจากนี้ความต้องการการใช้งานฝั่ง Client ผ่านอุปกรณ์โมบายจะยิ่งทำให้ระบบ Server และ Storage มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
  • The Era of Personal Cloud: ผู้ใช้ไอทีจะมีการใช้อุปกรณ์ไอทีที่หลากหลายโดยไม่ได้มีอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์หลักอีกต้่อไป ผู้ใช้จะมีความต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวต่างๆที่แชร์มาผ่านบริการบน Cloud  ที่ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย ยุคของ Personal Cloud  กำลังเปลี่ยนความสำคัญจาก  devices สู่ services
  • Software Defined Anything: ในอดีตเราอาจเคยได้ยินเทอมว่า  “Software Defined Networking” และ  “Software Defined Data Center” เพื่อที่จะกำหนดมาตรฐานสำหรับการทำ interoperability แต่ในยุคของ Cloud ผู้ผลิตเทคโนโลยีรายต่างๆจะพยายามที่ใช้เทคโนโลยีของตัวเองเพื่อปกป้องธุรกิจของตนเองและจะกลายเป็นเทอมว่า “Software Defined Anything”
  • Web-Scale IT: การให้บริการไอทีกำลังเปลี่ยนไปเพราะมีผู้ใช้จำนวนมหาศาล ระบบอย่าง Facebook, Amazon และ  Google  ทำให้ Enterprise Data Center ต่างๆต้องออกแบบระบบที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องยากที่องค์กรส่วนใหญ่จะทำระบบแบบนั้นได้ ดังนั้นในอนาคตเราอาจจะเห็นองค์กรต่างๆมาใช้ระบบ  Cloud มากขึ้น
  • Smart Machines: ภายในปี 2020 เครื่อง smart machine ที่เป็นระบบที่สามารถเรียนรู้เองได้  (เช่น IBM Watson) จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงานของเรา ซึ่งยุคของ smart machine ที่จะมาถึงนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไอที
  •  3-D Printing: ตลาดการพิมพ์สามมิติในปี 2014 จะโตขึ้นถึง 75% และคาดการณ์ว่าจำนวนเครื่องพิมพ์สามมิติจะถูกจำหน่ายเพิ่มเป็นสองเท่าในปี  2015 โดยราคาเครื่องก็เรื่มมีหลากหลายขึ้นตั้งแต่ช่วง $500 จนถึง $50,000

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หลายท่านก็อาจเห็นว่าแนวโน้มเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ หลายๆอย่างอาจยังไม่ใช่แนวโน้มในปีหน้าของบ้านเรา ซึ่งผมเองได้เขียนบล็อกสรุป Technology Trends 2014 ของบ้านเราวไว้ในอีกบทความหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน (สามารถดูได้ที่ >> IT Trends 2014) นอกจากนี้หากท่านสนใจเรื่องของแนวโน้มเทคโนโลยีไอทีของบ้านเราในปีหน้า ทาง IMC Institute กำลังจะจัดงานสัมมนา IT Technology Trends 2014 ในวันที่ 20-21 พฤศจิกายนนี้ โดยได้เชิญผู้เชียวชาญด้านไอทีของประเทศไทย  19 ท่านมาบรรยายให้เห็นแนวโน้มและวิเคราะห์ตลาดในปีหน้า  (สามารถดูรายละเอียดของงานได้ที่ >>  IT Technology Trends 2014 )

Image

Technology Trends 2014

ไม่ได้เขียนบล็อกมาหลายสัปดาห์ พอดีสัปดาห์นี้มาบรรยายงาน Thailand ICT Awards (TICTA) 2013 ในหัวข้อ Technology Trends 2014  จริงๆผู้จัดตอนแรกบอกว่า Trends 2013 ก็เลยบอกว่าจะสิ้นปีแล้วขอเป็น  2014 แล้วจะรวบรวมข้อมูลมาให้ ซึ่งโดยปกติสิ้นปีนักวิจัยค่ายต่างๆ และนักวิเคราะห์ก็จะต้องคาดการณ์กระแสในปีหน้าอยู่แล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยโดยมากเราก็มักจะเอา  Trends ของค่ายวิจัยอย่าง Gartner หรือ IDC มาพิจารณา ซึ่งถ้าพิจารณากันจริงๆแล้วบริบทหลายๆด้านอาจแตกต่างกัน ดังนั้นในการบรรยายของผมจึงพยายามเอาข้อมูลในประเทศไทยมาเป็นการวัดกระแสไอทีปีหน้า โดยมี Slide ตังนี้

และสามารถสรุปได้ 10 เรื่องดังนี้

1) Smartphone/Tablet Explosion:Post-PC Era

กระแสการใช้ Smartphone และ Tablet บ้านเราก็ยังแรงต่อเนื่อง และการใช้ไอทีในบ้านเราก็เข้าสู่ยุคหลังพีซีอย่างแท้จริงจากเดิมที่ผู้ใช้ไอทีจะใช้เครื่องพีซีที่มีระบบปฎิบัติการ  Windows เป็นหลัก แต่วันนี้ผู้ใช้ไอทีจะมีอุปกรณ์และระบบปฎิบัติการที่หลากหลายและ  Windows เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือก

ข้อมูลล่าสุดจากกสทช.จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เครื่องที่ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 89.98 ล้านเลขหมาย ซึ่งคิดเป็น 131.84% ของประชากร และในจำนวนนี้คาดว่า 31% ของประชากรไทยมีการใช้งาน Smartphone [ข้อมูลจาก  Our Mobile Planet] และถ้าบริษัทวิจัย GfK ก็ระบุว่าใน 4 เดือนของปี 2013  มีเครื่อง Smartphone จำหน่ายไปแล้วกว่า 2.87 ล้านเครื่อง โดยคาดการณ์ยอดจำหน่ายทั้งปีประมาณ 7.5 ล้านเครื่องจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ 16  ล้านเครื่อง

ในด้านของอุปกรณ์เราจะเห็นว่าข้อมูลจากการสำรวจของสวทช.ระบุว่าปีที่แล้วเรามียอดจำหน่ายเครื่องเดสต์ท็อปพีซี 1.26  ล้านเครื่อง Notebook 2.1 ล้านเครื่อง และ Tablet 1.3 ล้านเครื่อง ซึ่งในปีนี้ทาง IDC คาดการณ์ว่ายอดจำหน่าย Tablet จะพุ่งขึ้นสูงถึง 3.5  ล้านเครื่องทั้งนี้จากนโยบาย OTPC  ของรัฐบาล และจะมียอดของ Notebook 2.5 ล้านเครื่อง และ เดสต์ท็อปพีซี 1.5  ล้านเครื่อง

ข้อมูลจาก Gartner เมื่อเดือนเมษายน 2013 ก็ระบุให้เห็นเช่นกันว่ายอดจำหน่ายเครื่องพีซีทั้งเดสต์ท็อปและ Notebook ทั่วโลก จะมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องคือประมาณการณ์ว่าจาก 315  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2013  เหลือเพียง 271  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2017 ในขณะที่ยอดจำหน่าย Tablet ทั่วโลกจะแซงหน้ายอดของเครื่องพีซีโดยจะมีจำนวน  467  ล้านเครื่องต่อปีในปี 2017

สำหรับสัดส่วนการตลาดของเครื่อง Smartphone  และ Tablet  ทาง IDC ได้เปิดเผยข้อมูลยอดจำหน่ายในไตรมาสสองปีนี้ให้เห็นว่าเครื่องที่ใช้ระบบปฎิบัติการ  Android มีสัดส่วนที่แซงหน้ารับบปฎิบัติการ iOS ของ Apple  ไปอย่างมากโดยมีสัดส่วนการตลาด Smartphone ถึง  79% เมื่อเทียบกับ   iOS  ที่ลดลงเหลือเพียง  13% และก็มีสัดส่วนการตลาดของ  Tablet  62.6% เมื่อเทียบกับ   iPad  ที่ลดลงเหลือเพียง  32.5% ทั้งๆที่ในไตรมาสสองปีที่แล้ว iPad มีสัดส่วนการตลาดนำ  Android ถึง 60% ต่อ 38%  ซึ่งแนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับตลาดในประเทศไทยที่ทาง GfK ระบุว่า ตลาด Smartphone ในประเทศไทยเป็นระบบ  Android  70% เมื่อเทียบกับ iOS ที่ 20%

2)  Cloud Computing: From Personal Cloud to SaaS

กระแสไอทีที่น่าจะมาแรงในปีหน้าอีกเรื่องก็คือ Software as a Service (SaaS)  ทั้งนี้เนื่องจากผู้ใช้ไอทีในบ้านเราที่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้ Cloud  โดยเฉพาะ  Personal Cloud  ที่เป็นการใช้  Storage as a Service  อาทิเช่น  Dropbox, iCloud  หรือ Google Drive ประกอบกับบริษัทซอฟต์แวร์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเริ่มให้บริการ  SaaS ในประเทศไทยมากขึ้น และเริ่มมีการทำตลาดในประเทศไทย อาทิเช่น   Creative Cloud  ของ Adobe ที่เลิกทำ Packaged Software แล้วมาทำตลาด SaaS อย่างเดียว ก็ทำราคาในประเทศไทยแบบรายเดือนที่เริ่มต้นตั้งแต่ 600 บาท หรือทาง ไมโครซอฟต์เองก็ประกาศจำหน่ายโปรแกรม Office 365 ที่เป็น Home Edition ในราคา 2,290 บาทต่อปีที่มาพร้อมกับพื้นที่บน SkyDrive และการใช้โทร Skype

นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานของ PwC  เมื่อเดือนพฤษภาคม 2013  ก็แสดงให้เห็นว่าตลาดซอฟต์แวร์ SaaS  ซึ่งในปี 2011 มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐและคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7  % ของมูลค่าการตลาดซอฟต์แวร์ทั้งโลก จะโตขึ้นเป็น 24% ในปี 2016    ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่ากระแสของ SaaS  จะโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและกลุ่ม SME

สุดท้ายผมได้ไปดูข้อมูลจาก  Google Trends ที่เปรียบเทียบการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่จะเห็นได้ว่าแม้กลุ่มของ Storage as a Service  เช่น  Dropbox จะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบ้านเรา แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาคำว่า  Office 365 หรือ  Google Apps ก็เริ่มเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น

trends

3)  Online Consumerization: Social Networks / 3G /Broadband

การเปิดให้บริการ  3G   อย่างเต็มรูปแบบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยจะทำให้คนไทยใช้บริการออนไลน์มากขึ้น ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจากข้อมูลของ TrueHits  แสดงให้เห็นว่าในป้จจุบันเรามีประชากรอินเตอร์เน็ตในประเทศจำนวน 23.86 ล้านคนหรือคิดเป็นอัตราส่วน 35.8% และเรายังมีการเชื่อมต่อ   Broadband  ตามบ้านถึง 4.55  ล้านหลัง หรือคิดเป็น 22.7%  ของจำนวนที่อยู่อาศัย นอกจากนี้คนไทยยังใช้งาน Social Networks ค่อนข้างสูง โดยได้เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารแบบเดิมมาสู่สังคมออนไลน์มากขึ้น โดยข้อมูลจาก ZocialRank ระบุว่าเรามีจำนวนผู้ใช้ Facebook 18.5 ล้านคน Line  18 ล้านคน และ Twitter 2 ล้านคน นอกจากนี้เรายังมีวิดีโอบน  YouTube  ในประเทศถึง 5.3 ล้านคลิป

คนไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีสี่หน้าจอต่อหนึ่งผู้ใช้ ที่เราอาจใช้อุปกรณ์อย่างมือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี หรือแทปแล็ตที่ทำงานคล้ายๆกัน และ  sync   ข้อมูลต่างๆเข้าหากัน โดยเราอาจดูทีวีหรือหนังผ่านมือถือหรือแทปเล็ต และก็เป็นไปได้ที่เราอาจเล่นอินเตอร์เน็ตทางจอทีวี ข้อมูลจาก We arre social  ระบุว่าคนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลา 16.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเล่นอินเตอร์เน็ตขณะที่เราใช้เวลาในการดูทีวีโดยเฉลี่ยเพียง 10.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกจากนี้จากการสำรวจของ Nielsen Thailand ระบุว่า คนไทยเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือถึง 49% ขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์เพียง36%

4) Mobile Applications: Cross Platform with HTML5

เนื่องจากการใช้งานของผู้ใช้ไอทีเปลี่ยนไปสู่อุปกรณ์อย่างSmartphone หรือ  Tablet มากขึ้น การทำ Application จึงต้องเน้นกลุ่มผู้ใช้เหล่านี้มากขึ้น และจะต้องทำ  Mobile Application  หลากหลาย Platform ทั้ง  Android, iOS และ Windows ซึ่งภาษาการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ HTML5 จะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถพัฒนาโปรแกรมเพียงครั้งเดียวแต่ใช้ได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาโปรแกรมแบบ  Native App  จะสามารถใช้ฟังก์ชั่นต่างของอุปกรณ์ได้ดีกว่าเช่น การบอกตำแหน่ง ทำให้ผู้พัฒนาก็ยังจะให้ความสำคัญอยู่

ในปีหน้าคาดว่าหน่วยงานต่างๆในบ้านเราจะมีการพัฒนา  Mobile Application มากขึ้น และข้อมูลจาก Distimo เริ่มแสดงให้เห็นว่าตลาด Google Play  ประเทศไทยเริ่มโตขึ้นทั้งในด้านรายได้และจำนวนการดาวน์โหลด ซึ่งทาง Our Mobile Planet ระบุว่าโดยเฉลี่ยคนไทยจะมี Application อยู่ใน smartphone ประมาณ  21 App แต่ใช้ประจำเพียง 8 App และมีเพียง 4  App ที่จ่ายเงิน

Screen Shot 2556-09-06 at 1.28.50 PM

 5) Bring Your Own Devices: Flexible Office/Workers

กระแสการใช้อุปกรณ์ smartphone และ Tablet  แทนที่การใช้เครื่องพีซี ประกอบกับการใช้ 3G และ  Broadband ทีมีอย่างกว้างขวางขึ้นทำให้วิถีการทำงานของคนเปลี่ยนไป พนักงานในองค์กรก็ต้องการที่จะใช้อุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทั้งงานขององค์กรและเรื่องส่วนตัว ทำให้องค์กรต่างๆเริ่มอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น

กระแส   BYOD กำลังเข้ามาในบ้านเรา ซึ่งจากการสำรวจของ VMware  พบว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ทำการสำรวจอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงานได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆต้องเริ่มปรับนโยบายในเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลขององค์กร สิ่งที่องค์กรต่างๆจะลงทุนมากขึ่นในปีหน้าทางด้านนี้ก็คือเรื่องการวางนโยบายตลอดจนการหาเครื่องมือด้านความปลอดภัยเพือรองรับ BYOD มาใช้ในองค์กร

6) IaaS: Migrate Servers to Cloud

การใช้ Cloud Service  ที่เป็น Infrastructure as a Service (IaaS) ในประเทศจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผู้ให้บริการ Data Center หรือแม้แต่ Telecom Operator ในประเทศจะให้บริการ IaaS มากขึ้น โดยผู้ใช้บริการส่วนหนึ่งจะมาจากกลุ่ม SME ในฝั่งของภาครัฐบาลก็จะเห็นการให้บริการ  G-Cloud  ที่ดีขึ้น การใช้  Cloud ก็จะแพร่หลายมากขึ้น องค์กรต่างๆก็จะสนใจใช้ Cloud ทั้งๆที่มาจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้เป็น DR site

นอกจากนี้องค์กรใหญ่ๆก็จะเริ่มมีการติดตั้ง  Private Cloud มากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของ VMWare เมื่อปัี 2012 พบว่าองค์กรต่างๆในประเทศไทยถึง 83% มีการติดตั้งหรือมีแผนที่จะทำ  Private Cloud  และจากการสำรวจข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่าตลาด  Cloud Computing ของประเทศไทยในปี  2013 จะโต 16.7%-22.1% คือมีมูลค่าระหว่าง 2,220  – 2,330 ล้านบาท

7) Internet of things: Connected Anywhere, Anytime and Anydevices

นอกเหนือจาก  Mobile Technology  กระแสอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะมาแรงคือ อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทั้ง Smart TV หรือ Wearable Technology ซึ่งในปัจจุบัน 50% ของอุปกรณ์ที่ต่ออินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งของต่างๆ โดยในปี2010 เรามีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลก 5 พันล้านชึิ้นและมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น  50,000 ล้านชิ้นในปี 2020

อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอาจเป็นการเชื่อมต่อผ่าน NFC, Bluetooth, 3G หรือ WiFi  โดยอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่กำลังกล่าวถึงอย่างมากคือ Google Glass ที่คาดว่าจะวางตลาดในปีหน้า และยังมีอุปกรณ์อย่าง Jawbone UP หรือนาฬิกาที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าตลาดของ  Internet of Things และ Machine to Manchine (M2M) จะโตขึ้นเป็น 290 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017

8) M-Commerce: From e-Commerce to mobile payment

คนไทยเริ่มยอมรับการซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณตลาด  e-commerce ในบ้านเราไว้ที่ 340,903 ล้านบาทในปี 2011 ซึ่งน่าจะรวมถึงตลาดการซื้อขายออนไลน์ของภาครัฐด้วย ขณะที่ Paypal ประมาณการว่าตลาด e-coomerce ในประเทศไทยจะโตสูงขึ้นถึง 15 พันล้านบาท ในปี 2013

นอกจากนี้ก็มีผลสำรวจของทาง  Mastercard ที่สำรวจพฤติกรรมการซื้อของทาง e-commerce ของคนไทย พบว่า 67% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามเคยซื้อของทาง e-commerce และ 37% เคยใช้  M-Commerce ซึ่งถือว่าเป็นประเทศหนึ่งในเอเซียที่มีการซื้อของทาง smartphone ค่อนข้างสูง ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของ OurMobilePlanet  ที่คนไทยเคยซื้อของผ่าน smartphone สูงถึง 51% มากกว่าประเทศอื่นๆอย่าง สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือไต้หวัน

Screen Shot 2556-09-06 at 1.33.06 PM

ข้อมูลทางด้านการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยยังแสดงให้เห็นว่าเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ประเทศไทยมีบัญชี Internet Banking ถึง 7 ล้านบัญชี และมีบัญชี  Mobile Banking  969,977 บัญชี ซึ่งจากข้อมูลต่างๆ สนับสนุนให้เห็นว่าตลาด M-commerce ในปีหน้าในประเทศไทยน่าจะโตขึ้นอย่างมาก

9) Big Data: BI in a Big Data World

การโตขึ้นของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณืเชื่อมต่อต่างๆ ทำให้ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งในรูปของข้อมูลแบบ  structure และ unstructure รวมถึงมีข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งที่อยู่ใน social networks และข้อมูลบริษัท ทำให้องค์กรต่างๆอยากใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น

กระแสของการหาเครื่องมือใหม่เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จึงมีมากขึ้น อาทิเช่นการใช้เทคโนโลยีอย่าง Hadoop ทำให้องค์กรต่างๆจะต้องลงทุนในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดด้าน   Big Data จะโตเป็น 16.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้ถึง  4.4 ล้านตำแหน่งในปี 2015

10)Augmented Reality:Changing our daily life

เทคโนโลยีเสมือนจริง ( AR: Augmented Reality) เริ่มเป็นทีแพร่หลายมากขึ้น ในบ้านเรา มีการนำมาใช้ในด้านการศึกษาและการตลาด เราน่าจะเห็นตลาดทางด้่านนี้โตขึ้นมาก โดยทาง Research and Market คาดการณ์ว่าตลาดด้านนี้ทั่วโลกจะโตขึ้นถึง 5.155 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 และในปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นบริษัทไทยหลายๆบริษัทมาทำงานทางด้านนี้มากขึ้น

ธนชาติ นุ่มนนท์

5 กันยายน 2013

The Next Big Things: Wearable Technology

ข้อมูลปัจจุบันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC Era) คือเป็นยุคที่อุปกรณ์โมบายอย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตเข้ามาแทนที่เครืองคอมพิวเตอร์อย่างเดสต์ท็อปและโน๊ตบุ๊ค ในการที่คนทั่วไปจะใช้งานเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต โดยเราเห็นจำนวนยอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตที่พุ่งแซงหน้าเครื่องพีซีไปหลายเท่า เราเห็นการติดตั้งเครือข่ายระบบ 3G หรือ 4G ในหลายๆประเทศที่ทำให้การใช้งานระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์โมบายเป็นไปด้วยความรวดเร็วเทียบเท่ากับระบบ  Broadband ตามบ้าน และเราเห็นกระแสของการทำธุรกิจผ่านอุปกรณ์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้าน Mobile Social Media, Mobile Commerce หรือ Mobile Payment

กระแสของสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตทำให้อุตสาหกรรมด้่านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่างก็มุ่งไปที่การพัฒนาระบบและโซลูชั่นบนโมบาย และเราก็เริ่มเห็นว่าผู้นำอุตสาหกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนค่ายสู่เจ้าของแพลตฟอร์มและผู้ผลิตอุปกรณ์โมบายอย่าง Google, Facebook, Apple และ Samsung ทำให้ผู้นำอุตสาหกรรมไอทีในยุคพีซีอย่าง Microsoft ก็จำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุคโมบายเช่นกัน โดยการพัฒนาระบบ Windows 8 หรือ Surface

อุปกรณ์โมบายยังทำให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์โมบายโดยใช้  Bluetooth NFC หรือ การเชื่อมต่อผ่านสาย อาทิเช่น นาฬิกาข้อมือ กำไลข้อมือ และเครื่องวัดความดันเป็นต้น มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2020 จะมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลกนี้ถึง 50,000 ล้านชิ้น ซึ่งอาจเป็นสมาร์ทโฟนเพียงแค่ 8,000  ล้านเครื่อง แต่ที่เหลือจะเป็นอุปกรณ์อื่นๆตั้งแต่ Smart TV, ตู้เย็น, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆต่างๆ ซึ่งทางสำนักวิจัย Gartner ก็กำหนดให้หนึ่งในแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าสนใจก็คือ Internet of Things

กระแสของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเหล่านี้ที่กำลังได้รับความสนใจก็คือ Wearable Technology ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถสวมใส่และเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต และเรียกใช้ซอฟต์แวร์ที่รันบนระบบ Cloud Computing ได้ ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตหลายรายเร่งพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ออกมาจำหน่าย เช่นแว่นตาที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ กำไลข้อมือที่ช่วยดูแลสุขภาพ หรือ นาฬิกาข้อมือที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งทางสำนักวิจัย  Credit Suisse กล่าวว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็น  The Big Next Things และคาดว่าตลาดของอุปกรณ์เหล่านี้จะโตจาก 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็น  5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และจะขึ้นไปถึง  50 พันล้านเหรียญสหรัฐในห้าปีข้างหน้า

WearableTechต้วอย่าง Wearable Technology

เพื่อที่ให้เห็นภาพของ Wearable Tech ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างอุปกรณ์เด่นๆบางตัวดังนี้

Smart Glasses

ในงาน Google I/O 2012 เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทาง Google ได้เปิดตัวโปรเจ็คที่ชื่อ Glass ซึ่งเป็นแว่นตาที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตและสามารถที่สั่งงานด้วยเสียงได้ ทำให้ผู้สวมใส่แว่นตาสามารถที่จะรับอีเมล์ ถ่ายรูป ดูแผนที่ หรือใช้ Google Hangout ในการที่จะติดต่อกับเพื่อนๆใน Social Media ตลอดจนเล่น application อื่นๆได้ แม้ในปัจจุบัน Google Glass ยังถูกทดลองกลุ่มนักพัฒนาจำนวนไม่มากนักและราคาสูงถึง  $1,500 แต่ก็คาดการณ์ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงการสื่อสารของโลก Social Media เมื่อมีการจำหน่ายสู่สาธารณะในต้นปีหน้า

วิดีโอสาธิตการใช้งาน Google Glass

นอกเหนือจาก Google Glass แล้ว ยังมีแว่นตาอัจฉริยะอีกหลายค่ายที่เริ่มเปิดตัวออกมาเช่น Telepathy One และ Vuzix M100 Smart Glasses เป็นต้น

Smart Wristband

Wearable Technology กลุ่มหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันมากก็คืออุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกำไลข้อมือที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์สมารท์โฟนหรือแทปเล็ตได้ ซึ่งในปัจจุบันจะมีอุปกรณ์หลักๆอยู่หลายรุ่นที่นิยมใช้กันอาทิเช่น

  • Nike FuelBand เป็นอุปกรณ์สำหรับคนที่นิยมออกกำลังกายที่จะจับความเคลื่อนไหวในแต่ละวัน ในกลุ่มสังคมของคนที่ใช้  Nike ทำให้ทราบข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองและสามารถที่จะแชร์ไปยังเพื่อนในกลุ่มได้ นอกจากนี้อุปกรณ์สามารถที่จะเป็นนาฬิกาได้
  • Fitbit Flex เป็นกำไลข้อมือคล้ายๆกับ Nike FuelBand แต่ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูล การหลับนอน การรับประทานอาหาร และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ Fitbit อื่นๆเช่นเครื่องชั่งน้ำหนัก
  • Jawbone Up  เป็นกำไลข้อมูลที่สามารถตรวจสอบข้อมูล การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การหลับนอน เช่นเดียวกับ Fitbit Flex แต่ราคาไม่สูงมากเพียง $99.99

วิดีโอสาธิตการทำงานของ Jawbone Up

อุปกรณ์ Jawbone Up กำลังเป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะราคาไม่แพงและยังมีฟังก์ชั่นต่างๆเพื่อช่วยวิเคราะหฺข้อมูลพื้นฐานของเราให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เช่นการให้ข้อมูลจำนวนแคลอรี่ของอาหารที่เราทานไป การแจ้งเตือนหากเราอยู่นิ่งนานไป และสามารถตั้งเป้าหมายระยะเวลาการหลับนอน และการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน

Smartwatch

อุปกรณ์ Wearable อีกประเภทหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมก็คือนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ ซึ่งก็มีข่าวลืออยู่อย่างต่อเนื่องว่าทาง Apple จะออกอุปกรณ์ iWatch ออกมา แต่บางค่ายก็ออกนาฬิกาอัจฉริยะออกมาแล้วเช่น

  • Sony Smartphone นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android ผ่าน Bluetooth ได้ และมีระบบการแจ้งเตือน ที่เป็นระบบ “สั่น”เมื่อมีข้อความมาทาง Facebook หรือ Twitter หรือมีสายโทรศัพท์เข้ามา
  • Basis Band อุปกรณ์นี้เป็นทั้งนาฬิกาข้อมูลและตัวที่ใช้วัดกิจกรรมประจำวันของเรา การเคลื่อนไหว การหลับ อัตราการเต้นของหัวใจ คล้ายๆกับสายรัดข้อมูลอัจฉริยะ


วิดีโอแนะนำ Sony Smartwatch

SmartDevices

อุปกรณ์อัจฉริยะอีกกลุ่มที่เริ่มมีผู้ผลิตออกมาก็คืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้สามารถใช้ติดอยู่กับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เช่น

  • Fitbit Zip เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กราคาเพียง $59 สามารถที่จะคำนวณจำนวนก้าวที่เราเดิน ระยะทาง และจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญไปได้ และสามารถที่จะ sync กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนได้
  • Memoto กล้องถ่ายรูปขนาดเพียง  1 ตารางนิ้ว ที่สามารถที่จะติดไว้ที่คอปกเสื้อแล้วจะสามารถถ่ายรูปได้อย่างต่อเนื่องทุก  30 วินาที และมีข้อมูลที่ sync กับ GPS
  • Misfit Shine เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับกิจกรรมประจำวันที่มีขนาดเล็ก สามารถที่จะใส่ไว้ในที่ต่างๆได้ ทั้งติดกับเสื้อผ้า หรือรองเท้าที่สวมใส่

วิดีโอแนะนำ Misfit Shine

นอกจากนี้ยังมี Smart Devices อื่นๆที่เริ่มเข้ามาจำหน่าย โดยส่วนมากจะเน้นในแง่ของการดูแลสุขภาพอาทิเช่น

  • Armour39 เป็นสายรัดเอวสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ในการวัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว แบบเดียวกับสายข้อมูลอัจฉริยะอื่นๆ
  • Biostamp Temporary Tattoo เป็นลายสักอิเล็กทรอนิกส์ชั่วควารที่จะสามารถใช้วัดความเคลื่อนไหวได้

สรุปการอบรม Planning on Mobile Strategy 29-30 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคมที่ผ่านมาทาง IMC Institute  ได้จัดการอบรมหลักสูตร Planning on Mobile Strategy  เพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนกลยุทธ์ทางด้านโมบายให้กับผู้บริหารองค์กรต่างๆ โดยได้เชิญวิทยากรที่เป็นกูรูทางด้านนี้จำนวน 12  ท่านร่วมให้ความรู้กับผู้เข้าอบรม บล็อกนี้เลยขอสรุปการบรรยายในการอบรม นำเสนอภาพบรรยากาศและเอกสารการอบรมดังนี้

วันที่ 29 พฤษภาคม

การบรรยายใน session แรกเริ่มโดยตัวผมเองที่ชี้ให้เห็นถึง “Mobile Technology Trends” โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคหลังพีซี ที่การใช้อินเตอร์เน็ตจะผ่านอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแทปเล็ดมากกว่าพีซี และองค์กรต่างๆก็เริ่มสนใจที่จะให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายของตัวเองมาใช้ในการทำงานมากขึ้น (BYOD: Bring Your Own Device) องค์กรเองก็ต้องเริ่มคิดกลยุทธ์ทางด้านโมบายต่างๆเช่น Mobile Commerce, Mobile Social Marketing, Mobile Payment หรือ Mobile Security นอกจากนี้ผมยังได้แสดงให้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตของพวกเราเช่น Google Glass ดังวิดีโอนี้

Session ที่สองได้รับเกียรติจากคุณ Mimee (อรนุช) จากThumbsup.in.th มาบรรยายในหัวข้อ “Mobile Social Marketing”  เธอได้นำเสนอให้เห้นภาพรวมของตลาด Social Media ในบ้านเรา และชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันคนเข้าถึงสื่อ  social media   ผ่าน  mobile device มากถึง 64% มากกว่าพีซีที่มีเพียง  36%   พร้อมทั้งกล่าวถึงชนิดของ Mobile Marketing ประเภทต่างๆพร้อมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ ปิดท้ายด้วยเทอมต่างๆที่เราควรจะต้องรู้เช่น Gamification, SOLOMO และ ZMOT

การบรรยายใน session ทีี่สามเป็นเรื่อง “กลยุทธ์ด้าน BYOD” โดยได้รับเกียรติจาก อ.ไชยกร (S-Generation) มาเป็นวิทยากรให้ อาจารย์เป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT Security และมีความเข้าใจเรืองของการบริหารจัดการ  Mobile Devices  ในองค์กร ได้มากล่าวถึงข้อดีข้อเสียของการทำ BYOD ความเสี่ยงที่จะต้องคำนึงถึง สุดท้ายพูดถึงข้อคำนึง 10  อย่างที่จะต้องมีในการทำ BYOD  Strategy  คือ  Business value (ROI), Stakeholders’ expectation, Coverage of service and support, Business risk and need of controls, Security, Balance of Control and Privacy, Classification of data app and network, Current environment and technological dynamic, Consumer technology movement และ Compliance

ถัดมาทาง ดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ จากม.มหิดล มาบรรยายเรื่อง “Strategy on Mobile Applications for your organization” โดยชี้ให้เห็นกลยุทธ์ในการทำ Mobile Application สามด้่านคือ  1) การทำ Application สำหรับการใช้งานภาบใน 2) การทำ Application สำหรับลูกค้า และ 3) ด้านนวัตกรรม

และ Session สุดท้ายของวันเป็นกรณีศึกษาจากวิทยากรสามท่าน ท่านแรกคือคุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุลจากบริษัท Think Technology มาพูดถึงกรณีการใช้ Augmented Reality ให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งทางด้านการศึกษา งานการตลาด โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าอบรม ซึ่งทางรายการ MCOT Dot Net ก็เพิ่งเชิญคุณอภิชัยไปออกรายการสาธิตเมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำหรับวิทยากรท่านถัดไปใน session นี้คือคุณอุกฤษ์จากบริษัท Apptividia ที่มาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการทำ Digital Publishing Platform และท่านสุดท้ายคุณคุณเฉลิมพล จากบริษัท CRM-C  ที่เล่ากรณีศึกษาการทำ  Enterprise Mobile Applicationโดยเฉพาะระบบ CRM ให้กับหน่วยงานต่างๆ

วันที่ 30 พฤษภาคม

งานอบรมในวันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ คุณภาวุธ จาก Tarad.com  มาบรรยายในเรื่อง “Mobile Commerce”  โดยเริ่มบรรยายให้เห็นตลาด Mobile Commerce ของทั่วโลกและตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งทาง Rakuten ผู้ร่วมลงทุนของ Tarad.com มีข้อมูลอยู่ จากนั้นก็แสดงเห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการใช้มือถือในการ Shopping Online โดยนำข้อมูลบางส่วนมาจากประสบการณ์จริงของ  Tarad.com  สุดท้ายได้ยกตัวอย่างโปรเจ็คที่ทาง Tarad.com ทำร่วมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในการเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถ shopping online ได้ที่สถานีรถไฟฟ้า

Session เป็นการบรรยายโดยคุณปฐม จาก ARiP ที่มาให้ข้อมูลเรื่อง “Mobile Device Battles” โดยให้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขต่างๆทางด้านตลาดสมาร์ทโฟนและ Tablet ทั่วโลก ร่วมทั้งข้อมูลในประเทศไทย ภาพที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือจำนวนยอดขายของสมาร์ทโฟนและ Tablet มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะจำนวน Mobile Phone ที่ขายในปี 2017 ถึง 2.1 พันล้านเครื่อง และมียอด  Tablet  467 ล้านเครื่อง ขณะที่ยอดจำหน่ายพีซีและ Notebook จะลดลงมาเหลือเพียง 217 ล้านเครื่อง โดยเราจะเห็น Android เป็นเจ้าตลาดของสมาร์ทโฟน

อ.ปริญญา หอมเอนก มาในบรรยาย Session ที่สามเรื่องของ “Mobile Security”  โดยได้ Highlight ให้เห็นภัยทางด้านความปลอดภัยไอทีจากการใช้สมาร์ทโฟน โดยแสดงให้เห็นกรณีศึกษาต่างๆ ตามมาด้วย Session ของคุณนพพร จาก Digio (Thailand) ที่มากล่าวถึง “Mobile Payment

Session ในตอนบ่ายเป็น Workshop เรื่อง  “How to develop and evaluate a mobile strategy for your organization” โดย Ville Kulmala  จาก Mobile Spark และเป็น Chairman ของ Mobile Monday Thailand ซึ่งทาง Ville ได้ระบุว่าการทำกลยุทธ์จะต้องพิจารณาสามด้านคือ Demand, Supply และ Governance and Risk  โดยมีการให้ผู้อบรมได้ร่วมกันศึกษาการทำกลยุทธ์สำหรับกรณีศึกษาที่ทาง Ville  ได้ตั้งขึ้น และทาง Ville ก็มีตัวอย่าง Template ของการกำหนด BYOD Strategy ขององค์กร

และเอกสารการอบรมทั้งหมดสามารถ Download ได้จาก https://dl.dropboxusercontent.com/u/12655380/mobile-strategy-all.pdf

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

IMC Instittute

การวางแผน Mobile Strategy ขององค์กร

mobile-banner5

เมื่อต้นปีนี้ทาง IDC ได้ออกรายงานคาดการณ์ยอดขายอุปกรณ์โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยในปี 2556 ว่าจะมีจำนวน smartphone ที่จะ shipment ในปีนี้ 7.3 ล้านเครื่ิอง เครื่อง Tablet ประมาณ 3.5 ล้านเครื่อง ส่วนเครื่อง notebook  จะมีประมาณ 2.5 ล้านเครือง และเป็นเครื่อง Desktop อีก 1.5 ล้าน จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าจำนวนยอดขายของ Smartphone มีจำนวนสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่อง notebook และ desktop รวมกัน นอกจากนี้จำนวน Tablet ที่ shipment ในประเทศก็มีจำนวนมากกว่า Notebook ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลของ Morgan Stanley ที่ประมาณการจำนวน shipment ของเครื่อง smartphone, tablet และ PC ว่่าจะเห็นแนวโน้มของ Smartphone ทั่วโลกมีจำนวน shipment ถึง 1.1 พันล้านเครื่องในปี 2015 โดยมีจำนวนของ PC เป็น 535 ล้านเครื่อง และจำนวน Tablet ประมาณ 326 ล้านเครื่อง

Image

จากจำนวนเครื่อง Smartphone และ Tablet ที่มีมากกว่า PC ทำให้แนวโน้มของผู้ใช้จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจะมาจากอุปกรณ์โมบายมากกว่าเครื่องพีซี และทำให้โลกของไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงจากจากยุคที่ใช้เครื่อง Desktop หรือ Notebook เป็นหลักโดยทีมี OS หลักๆจะเป็น Windows OS มาสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC) ที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้พีซีเป็นหลักแต่ผู้ใช้จะเลือกอุปกรณ์ที่หลากหลายและ OS  หลายๆระบบ เช่นอาจเป็น smartphone หรือ Tablet ที่เป็น iOS, Android  หรือ  Windows 8

ในยุคของพีซีและอินเตอร์เน็ตองค์กรต่างๆก็เตรียมกลยุทธ์ทางด้านอินเตอร์เน็ตหรือเว็บขององค์กร (Internet Strategy or Web Strategy) กล่าวคือองค์กรต้องวางแผนระบบอีเมล์ วางแผนการทำเว็บไซต์ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์องค์กร การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตหรือ  WiFi ในองค์กร ตลอดจนการติดตั้งระบบ  e-Service ให้กับองค์กร รวมไปถึงการทำ e-Commerce และเมื่อโลกการใช้ไอทีเปลี่ยนเป็นยุคหลังพีซีโดยมีการใช้โมบายกันอย่างกว้างขวาง องค์กรต่างก็เริ่มที่จะต้องพัฒนากลยุทธธ์ด้านโมบาย  (Mobile Strategy) ขององค์กร เพื่อที่กำหนดแนวทางการนำอุปกรณ์โมบายมาใช้ในองค์กรให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม Gartner ได้แสดงผลสำรวจให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่ใน Fortune 1000 กว่า 60% จะยังขาดการวางแผน  Mobile Strategy ที่สมบูรณ์ในปี 2014

Image

Mobile Strategy จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายและยังมีส่วนช่วยทำให้องค์กรมีแผนการนำเทคโนโลยีโมบายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจครอบคลุมด้านต่างๆอาทิเช่น

  • การให้พนักงานนำอุปกรณ์โมบายมาใช้ในองค์กร (BYOD: Bring Your Own Devices) องค์กรอาจต้องกำหนดนโยบายการนำอุปกรณ์ smartphone, tablet หรือ notebook เข้ามาใช้ในองค์กร การป้องกันข้อมูลขององค์กร นโยบายการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโมบายให้แก่พนักงาน การกำหนดนโยบายการใช้ Application หรือการใช้ WiFi
  • กลยุทธ์การทำงานผ่านอุปกรณ์โมบาย เพื่อที่จะนำ Application ต่างๆมาใช้และปรับวัฒนธรรมการทำงานที่อาจนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดการทำงานแบบทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์มากขึ้น รวมถึงการทำงานร่วมกันผ่านอุปกรณ์โมบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแบ่งสรรเวลาให้ดีทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว
  • กลยุทธ์ด้่าน Mobile Marketing หรือ Mobile Social Media เนื่องจากในปัจจุบันลูกค้าหรือบุคคลภายนอกได้เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์โมบายมาเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากกว่าอุปกรณ์พีซี องค์กรก็จะต้องกำหนดกลยุทธ์ในการทำการตลาด การพัฒนา Application ผ่าน Mobile ที่จะให้ถึงผู้ใช้มากขึ้น อาทิเช่นอาจต้องพัฒนาเว็บไซต์ให้สามารถเรียกดูผ่านอุปกรณ์โมบายได้ การทำ Mobile Social Media
  • กลยุทธ์ด้าน Mobile Commerce กระแสด้าน e-Commerce กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของ m-Commerce ที่ผู้ใช้เริ่มทำการ shopping ผ่านอุปกรณ์อย่าง smartphone หรือ Tablet มากขึ้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ทางนี้ รวมทั้งการทำ Mobile Payment
  • กลยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีด้านโมบายใหม่ๆอาทิเช่น QR Code, NFC  หรือ Tectile มาใช้งาน

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า Mobile  Technology กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในการเข้าถึงข้อมูล และมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรยุคใหม่เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆจำเป็นต้องมี  Mobile Strategy  เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสามารถที่จะกำหนดนโยบายการใช้จ่ายด้านไอทีให้มีประสิทธิภาพ

www.imcinstitute.com/mobile